• Welcome to 🧡 XONLY 🧡.
 

ข่าว:

ปัญหาโดนแบนมั่วได้รับการแก้ไขแล้วครับ ขออภัยในความไม่สะดวกด้วยครับ ::Thankyou::

Main Menu

ทัณฑ์สวรรค์ผลาญอารมณ์แดนโต้วหลัว บทที่ 1: ทัณฑ์สวรรค์อุบัติ

เริ่มโดย Paper_Bird, เมษายน 14, 2026, 10:39:21 หลังเที่ยง

-

0 สมาชิก และ 1 ผู้มาเยือน กำลังดูหัวข้อนี้

ทัณฑ์สวรรค์ผลาญอารมณ์แดนโต้วหลัว

แปลจากต้นฉบับภาษาจีน ของ "2dtl81359r1pr"
Fanfic เรื่องนี้ผู้เขียนระบุว่าใช้ AI Fengyue ช่วยในการเขียน



บทเกริ่น

     โลกใบนี้ถูกประทานทัณฑ์ลงมาจากแดนเทพ บุรุษเพศทุกคนต่างตกอยู่ในสภาวะกามตายด้าน มิอาจแข็งขึงหรือแม้แต่จะมีทักษะในการปรนเปรอเล้าโลมสตรีได้แม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เพลิงราคะภายในกายของเหล่าสตรีกลับสุมทรวงเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ หากมิได้รับปลดปล่อยในแต่ละสัปดาห์ พวกนางจะต้องทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส แม้ว่า ไต้มู่ไป๋ ถังซาน และ เอ้าซือข่า จะพำนักอยู่กับคู่รักของตนเอง ทว่าทำได้เพียงจ้องมองพวกนางต้องเผชิญกับความรัญจวนอันแสนเจ็บปวดในทุกเมื่อเชื่อวัน

     ทว่าในการฝึกซ้อมคราหนึ่ง พวกเขาบังเอิญสังเกตเห็นว่า ท่อนเอ็น ของข้านั้นกลับแข็งขึงพองโตเป็นดุ้นนูนเด่นชัดอยู่ภายใต้กางเกง จึงเกิดความคิดที่จะให้ข้าช่วยดับเพลิงราคะตามสัญชาตญาณทางกายให้แก่คู่รักของพวกเขา แม้ข้าจะกังวลถึงมิตรภาพระหว่างสหายและรู้สึกลำบากใจยิ่งนัก ทว่าเมื่อมิอาจทนต่อการร้องขออย่างวิงวอนได้ ข้าจึงจำต้องตกปากรับคำอย่างเสียมิได้ และต้องช่วยดับเพลิงกามให้แก่สตรีของพวกเขาภายใต้การจ้องมองอย่างเป็นพยานของคนเหล่านั้นเอง

     -- หลี่ซื่อ --


บทที่ 1: ทัณฑ์สวรรค์อุบัติ

     ดินแดนโต้วหลัว... ดินแดนที่เทิดทูนวิญญาจารย์เป็นใหญ่

     บนผืนพสุธาอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ ผู้ที่วิญญาณยุทธ์ตื่นขึ้นจะถูกยกย่องให้เป็นผู้ที่สวรรค์เลือก พวกเขาบำเพ็ญเพียรพลังวิญญาณ ล่าสังหารสัตว์วิญญาณ และช่วงชิงวงแหวนวิญญาณ เพื่อปีนป่ายไปสู่จุดสูงสุดของความแข็งแกร่ง จักรวรรดิเทียนโต่วและจักรวรรดิซิงหลัวต่างคานอำนาจกันอย่างสูสี โดยมีสำนักวิญญาณยุทธ์เป็นขุมกำลังอันยิ่งใหญ่ที่อยู่เหนืออำนาจปกครองทางโลก แผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วทุกหัวระแหงของดินแดน

     ทว่า ณ มุมหนึ่งที่มิได้โดดเด่นสะดุดตาบนผืนแผ่นดินนี้ กลับเป็นที่ตั้งของโรงเรียนที่มีชื่อเสียงเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยรากฐานอันลึกซึ้ง—โรงเรียนสื่อไหลเค่อ

     "รับเฉพาะสัตว์ประหลาด ไม่รับคนธรรมดา"

     นี่คือเกณฑ์การรับสมัครนักเรียนของสื่อไหลเค่อ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้โรงเรียนแห่งนี้ยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางโรงเรียนวิญญาณยุทธ์ระดับชั้นนำมากมาย ที่นี่คือจุดรวมพลของอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่เปี่ยมพรสวรรค์ที่สุดบนแผ่นดิน พวกเขาหลั่งเหงื่อและเคี่ยวกรำทักษะวิชา เพื่อที่วันหนึ่งจะได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกแห่งวิญญาณยุทธ์

     ทว่าเมื่อสามเดือนก่อน มหันตภัยที่อุบัติขึ้นอย่างกะทันหันได้เปลี่ยนระเบียบโลกแห่งนี้ไปโดยสิ้นเชิง
     
     แดนเทพประทานทัณฑ์ลงมา

     ไร้ซึ่งลางบอกเหตุ ไร้ซึ่งคำเตือนใดๆ พลังงานที่ไร้รูปประดุจโรคระบาดพุ่งเข้าจู่โจมไปทั่วทั้งดินแดนโต้วหลัวในชั่วข้ามคืน บุรุษเพศทุกคน ไม่ว่าจะเป็นถึงระดับราชทินนามพรหมยุทธ์หรือชาวนาผู้ต่ำต้อย ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิผู้ครองแผ่นดินหรือขอทานข้างถนน ต่างสูญเสียสมรรถภาพพื้นฐานของความเป็นชายไปจนหมดสิ้น

     พวกเขามิอาจแข็งตัวได้อีกต่อไป

     มิมีทักษะวิญญาณใด โอสถทิพย์ชนิดไหน หรือแม้แต่การกระตุ้นทางกายภาพรูปแบบใดจะเปลี่ยนแปลงความจริงข้อนี้ได้ ยอดฝีมือที่เคยเขย่าเลื่อนลั่นไปทั่วหล้า กลับดูเล็กจ้อยและไร้กำลังเมื่ออยู่ต่อหน้าทัณฑ์สวรรค์นี้ ที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าคือ พวกเขาสูญเสียแม้กระทั่งสัญชาตญาณในการเล้าโลมคู่รัก การสัมผัสใกล้ชิดใดๆ กลายเป็นเรื่องเก้ๆ กังๆ และไร้ผล
     
     ในขณะเดียวกัน ร่างกายของเหล่าสตรีกลับเกิดความเปลี่ยนแปลงในทางตรงกันข้าม

     คำสาปที่ถูกเรียกขานว่า "เพลิงกามแผดเผา" เริ่มปะทุขึ้นภายในกายพวกนางตามรอบวงจร ทุกๆ เจ็ดวัน ความรัญจวนอันร้อนรุ่มที่พุ่งพล่านมาจากส่วนลึกของร่างกายจะทรมานพวกนางจนแทบมอดไหม้ ความรู้สึกนั้น ตามคำบอกเล่าของผู้ที่ประสบมากับตัว ระบุว่ามันเหมือนมีมดนับล้านตัวชอนไชไปตามเส้นเลือด และเหมือนมีกองเพลิงลุกโชนแผดเผาอวัยวะภายในให้มอดไหม้

     พลังวิญญาณมิอาจสะกดข่ม โอสถมิอาจบรรเทา ยารักษาเพียงหนึ่งเดียว—คือการร่วมสังวาสที่เร่าร้อน และมีคุณภาพสูงเท่านั้น
ทัณฑ์สวรรค์ครานี้ถูกชาวโลกเรียกขานว่า "สภาวะกามตายด้านแห่งเทพ"

     ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเหตุใดแดนเทพจึงประทานการลงทัณฑ์อันโหดร้ายเช่นนี้ลงมา และไม่มีใครรู้ว่ามหันตภัยนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด ผู้คนทำได้เพียงดิ้นรนเอาชีวิตรอดท่ามกลางความสิ้นหวัง และเสาะแสวงหาวิธีการที่จะมีลมหายใจต่อไปภายใต้ความอัปยศอดสู

     โรงเรียนสื่อไหลเค่อเองก็มิอาจหลีกพ้น

     ...................

     แสงตะวันในต้นฤดูใบไม้ร่วงยังคงแผดจ้า แสงสีทองสาดโชยลงบนลานฝึกวิชาอันกว้างขวางของโรงเรียนสื่อไหลเค่อ ผืนศิลาเขียวถูกความร้อนเผาจนร้อนระอุ รอบลานฝึกปลูกต้นอู๋ถงไว้เป็นทิวแถว ใบกว้างสั่นไหวส่งเสียงสวบสาบตามแรงลมโชย ทอดเงาร่มรื่นสลับไปมา อาคารเรียนที่อยู่ไกลออกไปดูบิดเบี้ยวภายใต้ระลอกคลื่นความร้อน กลุ่มอาคารอิฐแดงกระเบื้องเขียวเรียงรายสลับกันอย่างมีชั้นเชิง แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายอันเก่าแก่และเคร่งขรึม

     ในลานฝึก ร่างหลายร่างกำลังทำการประลองยุทธ์ฝึกฝนประจำวันกันอยู่

     หลี่ซื่อยืนกอดอกอยู่ภายใต้ร่มเงาข้างลานประลอง สายตาขี้เล่นกวาดมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างสบายอารมณ์ เขาอยู่ในชุดเสื้อแขนสั้นสีดำตัวโคร่ง เนื้อผ้าที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อแนบไปกับกายจนเห็นโครงร่างของช่วงไหล่อันกว้างขวางและแผงอกที่หนาแน่น ลอนกล้ามท้องทั้งแปดมัดปรากฏให้เห็นวับแวม ร่างกายทรงสามเหลี่ยมคว่ำที่สมส่วนภายใต้แสงแดดทอประกายสีน้ำตาลนวลประดุจขี้ผึ้ง

     เรือนผมสั้นสีดำของเขาเปียกชุ่ม ปอยผมบางส่วนปรกอยู่ที่หน้าผาก ทว่ามิได้ทำให้ดูทรุดโทรมแม้แต่น้อย กลับยิ่งเสริมให้ดูเป็นชายหนุ่มผู้รักอิสระและไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์ คิ้วกระบี่ดวงตาดุจดารา สันจมูกโด่งเป็นคม ริมฝีปากบางยกขึ้นเล็กน้อยประดับด้วยรอยยิ้มยียวน บนใบหน้าที่คมสันนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของแสงแดดและหยาดเหงื่อ

     "หลี่ซื่อ เจ้าลูกเต่า! แอบอู้งานอีกแล้วรึ?"

     เสียงร่าเริงดังมาจากเบื้องหลัง หลี่ซื่อหันกลับไปมอง เห็น เอ้าซือข่า กำลังถือถาดไส้กรอกที่เพิ่งทำเสร็จเดินตรงเข้ามา ใบหน้าของเทพเจ้าแห่งอาหารผู้นี้ประดับด้วยรอยยิ้มเช่นเคย ทว่าหากสังเกตให้ดี จะพบแววแห่งความหม่นหมองที่ยากจะสลัดทิ้งซุกซ่อนอยู่ส่วนลึกของดวงตา

     "อู้อะไรกัน เขาเรียกหยุดพักตามกลยุทธ์ต่างหาก"

     หลี่ซื่อฉีกยิ้มกว้าง พลางยื่นมือไปหยิบไส้กรอกขึ้นมาหนึ่งชิ้น
     
     "ไส้กรอกของเจ้าทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ มีพัฒนาการ"

     รอยยิ้มของเอ้าซือข่าแข็งค้างไปชั่ววูบ ก่อนจะกลับเป็นปกติ

     "แน่นอนสิ ฝีมือของเอ้าซือข่าคนนี้เคยทำให้ใครผิดหวังบ้างล่ะ?"

     ทั้งสองจ้องมองกันแล้วหัวเราะ ทว่าความขมขื่นที่อยู่เบื้องหลังรอยยิ้มนั้น มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่เข้าใจกันดี

     นับตั้งแต่ทัณฑ์สวรรค์อุบัติขึ้นเมื่อสามเดือนก่อน บรรยากาศระหว่างเจ็ดประหลาดแห่งสื่อไหลเค่อก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างละเอียดอ่อน ภายนอกดูเหมือนทุกคนยังคงฝึกฝน เรียนรู้ และหยอกล้อกันตามปกติ ทว่าในใจของทุกคนต่างรู้ดีว่า มีบางอย่างได้เปลี่ยนไปตลอดกาลแล้ว

     และหลี่ซื่อ คือข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียวในมหันตภัยครานี้

     ....................

     เรื่องมันเกิดขึ้นในเช้ามืดวันหนึ่งเมื่อหนึ่งเดือนก่อน การฝึกซ้อมยามเช้าที่เกิดอุบัติเหตุทำให้ "ความพิเศษ" ของเขาถูกเปิดเผยต่อหน้าทุกคน ในยามนั้นเขาเพิ่งตื่นจากภวังค์แห่งความฝัน ร่างกายส่วนนั้นกำลังอยู่ในสภาวะที่สัตย์ซื่อที่สุด ท่อนเอ็น ขนาดมหึมาสีม่วงแดงที่ร้อนระอุนั้นแข็งขึงพองโตขึ้นมาอย่างโดดเด่น เส้นเลือดปูดโป่งพันรอบดูดุดัน ใหญ่โตจนน่าตกใจ—ความยาวเมื่อยามตื่นตัวนั้นล่วงเลยกว่า 6 ชุ่นเศษ (ประมาณ 8 นิ้ว) เส้นผ่านศูนย์กลางหนาราวกับลำแขน ลำพังเพียงมือเดียวมิอาจกุมไว้ได้รอบ

     ในตอนนั้น ทุกคนบนลานฝึกต่างตกตะลึงจนตาค้าง

     แววตาของถังซานเริ่มซับซ้อน หมัดของไต้มู่ไป๋กำแน่นจนเสียงกระดูกลั่น รอยยิ้มของเอ้าซือข่าแข็งทื่อไปบนใบหน้า ส่วนสามสาวคู่ใจ—เสียวอู่ จูจู๋ชิง และนิ่งหรงหรง—หน้าแดงซ่านจนถึงลำคอ ต่างเบือนหน้าหนี ทว่าสายตาของพวกนางกลับอดมิได้ที่จะแอบชำเลืองมองไปทางนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า

     นับแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

     .....................

     ใจกลางลานฝึก จูจู๋ชิงกำลังทำการฝึกซ้อมร่วมกับไต้มู่ไป๋

     นางสวมชุดฝึกวิชารัดรูปสีดำ เนื้อผ้าที่ยืดหยุ่นโอบรัดร่างที่อ้อนแอ้นทว่าเปี่ยมไปด้วยพละกำลังของนางเอาไว้ทุกสัดส่วน การออกแบบชุดฝึกนั้นเรียบง่ายและคล่องตัว แบบไร้แขนเผยให้เห็นช่วงแขนที่เรียวยาวขาวนวล คอเสื้อเปิดกว้างเล็กน้อย เห็นผิวพรรณที่ละเอียดเนียนดุจหยกอยู่ใต้กระดูกไหปลาร้า ช่วงล่างที่รัดรูปขับเน้นเรียวขาที่ตั้งตรงยาวระหงและส่วนโค้งเว้าของสะโพกที่กลมมนตั้งครรภ์ ทุกการเคลื่อนไหวล้วนแฝงไปด้วยความสง่างามและรวดเร็วประดุจสัตว์ตระกูลแมว

     เรือนผมสีดำยาวของนางมัดรวบไว้สูง เผยให้เห็นลำคอที่เรียวระหงและใบหูที่หมดจด บนใบหน้าที่เย็นชา คิ้วเรียวขมวดมุ่น ดวงตาหงส์แฝงไปด้วยความเย็นเยือก ริมฝีปากบางเม้มแน่น สื่อถึงความห่างเหินที่มิอาจให้ผู้ใดเข้าใกล้ หยาดเหงื่อไหลรินลงตามโหนกแก้ม หยดลงในหลุมกระดูกไหปลาร้า แล้วไหลลัดเลาะไปตามความโค้งมนของเต้างาม ก่อนจะหายลับเข้าไปในคอเสื้อฝึกวิชา
     
     ไต้มู่ไป๋ยืนอยู่ข้างกายนาง เนตรปีศาจเต็มไปด้วยความจดจ่อ รัชทายาทแห่งจักรวรรดิซิงหลัวผู้นี้มีร่างกายกำยำล่ำสัน เรือนผมสีทองสั้นทอประกายเจิดจ้าภายใต้แสงแดด ทั่วร่างแผ่ซ่านบารมีดุจราชันย์ ทว่าหากสังเกตให้ดี จะพบความหม่นหมองและความกระวนกระวายใจที่ยากจะปกปิดอยู่ส่วนลึกของดวงตา

     "จู๋ชิง สนใจฝีเท้าของเจ้าด้วย เท้าซ้ายเร็วขึ้นอีกครึ่งจังหวะ"

     น้ำเสียงของไต้มู่ไป๋ทุ้มต่ำและแหบพร่า

     จูจู๋ชิงมิได้เอ่ยคำใด เพียงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเริ่มกระบวนท่าฝึกซ้อมต่อไป ร่างของนางประดุจสายฟ้าสีดำที่พุ่งทะยานไปทั่วลานฝึก ทุกการลงมือล้วนแฝงไปด้วยไอสังหารอันเฉียบคม
ทว่าในตอนนั้นเอง บางอย่างก็เกิดขึ้น

     ร่างของจูจู๋ชิงพลันชะงักงัน กระบวนท่าที่เคยลื่นไหลหยุดลงกะทันหัน ใบหน้าของนางขาวซีดลงในฉับพลัน มือทั้งสองข้างกุมท้องน้อยเอาไว้ตามสัญชาตญาณ ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะทรุดลงไปกองกับพื้น

     "จู๋ชิง!"

     ใบหน้าของไต้มู่ไป๋เปลี่ยนสีไปอย่างรุนแรง เขาโผเข้าไปหานางเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตัว

     "เป็นอะไรไป? หรือว่าเป็น..."

     เขาไม่ได้กล่าวให้จบประโยค ทว่าทุกคนในที่แห่งนั้นต่างเข้าใจดีว่าเกิดอะไรขึ้น

     วันนี้คือวันพุธ  อาการ "เพลิงกามแผดเผา" ของจูจู๋ชิงกำเริบขึ้นแล้ว

     สายตาของหลี่ซื่อทอดมองมาจากริมลานฝึก เห็นจูจู๋ชิงขบเม้มริมฝีปากแน่น เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก ร่างกายของนางสั่นสะท้านเล็กน้อย ใบหน้าที่เคยเย็นชาบัดนี้เต็มไปด้วยความทรมานและการสะกดกลั้น มือทั้งสองข้างกดทับหน้าท้องน้อยไว้แน่น ราวกับมีบางสิ่งกำลังแผดเผาอวัยวะภายในของนางให้มอดไหม้

     "ข้าไม่เป็นไร..."

     เสียงของจูจู๋ชิงลอดผ่านไรฟันออกมาพร้อมอาการสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด

     "แค่... แค่รู้สึกไม่ค่อยสบายนิดหน่อย..."

     หมัดของไต้มู่ไป๋กำแน่นจนกระดูกลั่น สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนสลับไปมาระหว่างความโกรธแค้น ความรัญจวนใจ และความอัปยศอดสู เขาซึ้งใจดีกว่าใครว่ายามนี้จูจู๋ชิงกำลังแบกรับการเคี่ยวกรำเพียงใด เพลิงราคะที่พลุ่งพล่านมาจากส่วนลึกของร่างกายนั้นจะแผดเผาทุกอณูผิวและเส้นประสาทของนางประดุจกองไฟ

     ทว่าตัวเขาในฐานะคนรัก กลับไร้ความสามารถที่จะช่วยเหลือนางได้

     "กลับห้องก่อน"

     เสียงของไต้มู่ไป๋ทุ้มต่ำจนน่ากลัว เขาโน้มตัวลงอุ้มจูจู๋ชิงขึ้นในท่าเจ้าสาว

     "ข้าจะไปส่งเจ้าเอง"

     จูจู๋ชิงไม่ได้ขัดขวัญ นางเพียงซบหน้าลงกับแผงอกของไต้มู่ไป๋เพื่อมิให้ผู้ใดเห็นสีหน้าของนางในยามนี้ ทว่าหลี่ซื่อสังเกตเห็นว่าร่างกายของนางบิดเร่าอยู่ในอ้อมแขนของไต้มู่ไป๋ตลอดเวลา ราวกับมีบางสิ่งกำลังคลุ้มคลั่งอยู่ภายในกายของนาง

     บรรยากาศบนลานฝึกเคร่งเครียดขึ้นมาทันที

     ถังซานยืนอยู่ไม่ไกล สายตาซับซ้อนมองตามแผ่นหลังของไต้มู่ไป๋ที่อุ้มจูจู๋ชิงจากไป ข้างกายเขามีเสียวอู่เกาะแขนไว้แน่นด้วยสีหน้ากังวล ส่วนนิ่งหรงหรงยืนอยู่ข้างเอ้าซือข่า แววตาคู่สวยวูบไหวด้วยความไม่สบายใจ

     ไม่มีใครเอ่ยคำใด ทว่าทุกคนต่างรู้ดีอยู่ในใจว่า... สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคืออะไร

     ...................

     ครึ่งชั่วโมงต่อมา หลี่ซื่อยื่นอยู่หน้าประตูห้องพักของไต้มู่ไป๋ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะยกมือขึ้นเคาะประตู

     "เข้ามา"

     เสียงของไต้มู่ไป๋ดังมาจากด้านใน ทั้งแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า

     หลี่ซื่อผลักประตูเข้าไป ภาพเบื้องหน้าทำให้รูม่านตาของเขาหดเกร็งเล็กน้อย

     ห้องพักแห่งนี้จัดวางอย่างเรียบง่าย มีเตียงไม้กว้างตั้งชิดผนัง ปูด้วยเครื่องนอนสีสะอาดตา หน้าต่างเปิดทิ้งไว้ครึ่งหนึ่ง แสงแดดยามบ่ายลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านเข้ามา ทอดลำแสงสีทองเป็นจุดๆ บนพื้นห้อง อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเหงื่อจางๆ และไอความร้อนที่ยากจะพรรณนา

     จูจู๋ชิงนอนอยู่บนเตียง สวมเพียงชุดชั้นในสีขาวบางเฉียบเพียงตัวเดียว ชุดนั้นเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อจนแนบสนิทไปกับผิวกาย ขับเน้นทุกส่วนโค้งเว้าของนางให้เห็นเด่นชัด ทรวงอกของนางกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง เต้าอวบ ทั้งสองข้างสั่นไหวอยู่ภายใต้เนื้อผ้าบางๆ เห็นยอดปทุมสีระเรื่อวับแวม เรียวขาของนางเสียดสีกันไปมาอย่างกระวนกระวาย ผิวบริเวณต้นขาด้านในขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างผิดปกติ

     ใบหน้าของนางแดงก่ำ หน้าผากเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ ขนตายาวสั่นระริก ริมฝีปากที่เม้มแน่นปรากฏรอยฟันชัดเจน มือทั้งสองข้างขยำผ้าปูเตียงไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวโพลนด้วยแรงอารมณ์

     "อย่า... อย่าเข้ามา..."

     เสียงของจูจู๋ชิงแหบพร่าและอ่อนแรง แฝงไปด้วยอาการสั่นเครือ

     "ข้า... ข้าทนได้..."

     ไต้มู่ไป๋ยืนอยู่ข้างเตียง กอดอกด้วยสีหน้ามืดมนจนน่ากลัว เนตรปีศาจของเขาจับจ้องไปยังจูจู๋ชิงด้วยความเจ็บปวดและตำหนิตนเอง กรามของเขาขบแน่นจนกล้ามเนื้อแก้มกระตุก

     "เจ้าทนไม่ไหวหรอก"

     เสียงของไต้มู่ไป๋ทุ้มต่ำและแหบพร่า ทุกคำพูดราวกับเค้นออกมาจากไรฟัน

     "คราวก่อนเจ้าฝืนทนอยู่สามวัน จนเกือบจะทำให้ร่างกายตัวเองมอดไหม้ไปเสียก่อน"

     จูจู๋ชิงมิได้ตอบคำ นางเพียงซุกหน้าลงกับหมอน ร่างกายสั่นสะท้านเล็กน้อย

     ไต้มู่ไป๋สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหันมามองหลี่ซื่อ เนตรปีศาจคู่นั้นเต็มไปด้วยอารมณ์อันซับซ้อน—ทั้งอัปยศ เจ็บปวด โกรธแค้น อับจนหนทาง และแฝงไปด้วยกระแสแห่งการอ้อนวอนเล็กน้อยที่ยากจะสังเกตเห็น

     "หลี่ซื่อ"

     เสียงของเขาแหบแห้งแสนสาหัส ราวกับว่าการเอ่ยแต่ละคำต้องใช้พละกำลังมหาศาล

     "ข้า... ข้าขอร้องเจ้า..."

     เขาไม่ได้กล่าวต่อจนจบ ทว่าหลี่ซื่อเข้าใจความหมายนั้นดี รัชทายาทแห่งจักรวรรดิซิงหลัว พยัคฆ์ขาวเนตรปีศาจผู้ทระนงตนเหนือผู้ใด ยามนี้กำลังก้มหัวให้แก่เขา
ในใจของหลี่ซื่อพลันเกิดความรู้สึกที่ยากจะบรรยายประดังขึ้นมาพร้อมๆ กัน

     เขามองไปยังจูจู๋ชิงที่กำลังดิ้นรนอย่างทรมานอยู่บนเตียง แล้วหันกลับมามองไต้มู่ไป๋ที่สะกดข่มความอัปยศอยู่เบื้องหน้า ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกที่ยากจะเอ่ยออกมา

     "มู่ไป๋..."

     เสียงของหลี่ซื่อแหบพร่าเล็กน้อย

     "เจ้าแน่ใจนะ?"

     "ข้าไม่มีทางเลือก"
     
     น้ำเสียงของไต้มู่ไป๋ทุ้มต่ำทว่ามั่นคง หากแต่มือทั้งสองข้างของเขากลับสั่นระริก

     "ข้าไม่อาจทนเห็นนางถูกคำสาปบัดซบนั่นทรมานจนตายไปต่อหน้าต่อตาได้"

     เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง เนตรปีศาจฉายแววเด็ดเดี่ยว

     "ข้าจะดูอยู่ตรงนี้... ตั้งแต่ต้นจนจบ"

     หลี่ซื่อนิ่งเงียบไป

     เขาซึ้งถึงน้ำหนักของประโยคนี้ดี สำหรับรัชทายาทผู้ทะนงตนแล้ว การต้องทนเห็นสตรีของตนถูกชายอื่นครอบครองต่อหน้าต่อตา ย่อมเป็นทัณฑ์ทรมานที่สาหัสยิ่งกว่าความตาย ทว่าเขาก็ยังเลือกหนทางนี้ เพียงเพราะเขารักจูจู๋ชิง รักมากเสียจนยอมแบกรับความอัปยศใดๆ ได้เพื่อนาง

     "ตกลง"

     หลี่ซื่อพยักหน้าพลางตอบเสียงต่ำ

     "ข้าจะพยายาม... ให้เร็วที่สุด"

     ไต้มู่ไป๋มิได้ตอบคำ เขาเพียงหมุนตัวเดินไปยังมุมห้อง ยืนนิ่งหันหลังให้เตียงนอน ร่างกายของเขาตั้งตรงแน่วประดุจประติมากรรมที่กำลังจะแตกร้าว

     หลี่ซื่อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วสาวเท้าไปที่ข้างเตียง

     บนเตียงนั้น ร่างกายของจูจู๋ชิงยังคงบิดเร่าไม่หยุด ชุดชั้นในสีขาวที่เปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อแนบสนิทไปกับผิวกาย เผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งทุกสัดส่วนอย่างไม่มีปิดบัง ทรวงอกของนางกระเพื่อมไหวรุนแรง เต้าอวบ ทั้งสองข้างสั่นระริกอยู่ภายใต้เนื้อผ้าบางเบา ยอดปทุมสีระเรื่อทั้งสองจุดแข็งชันดุนดันเนื้อผ้าออกมาจนเห็นเป็นรุ่มรอยเด่นชัด หน้าท้องน้อยของนางหดเกร็ง เอวคอดกิ่วบิดเร่าอย่างกระวนกระวาย เรียวขาที่ยาวระหงพยายามหนีบเข้าหากันแน่น ทว่ามิอาจขัดขวางมวลความร้อนรุ่มที่พุ่งพล่านออกมาจากส่วนลึกของร่างกายได้เลย

     "อย่า..."

     เสียงของจูจู๋ชิงแหบพร่าและอ่อนแรง นางหลับตาแน่น ขนตายาวสั่นระริก

     "ข้าไม่ต้องการ... ข้าทนได้..."

     หลี่ซื่อนั่งลงที่ข้างเตียง จ้องมองนางด้วยสายตาที่ซับซ้อน

     เขามองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายของจูจู๋ชิงกำลังแบกรับความทรมานเพียงใด ผิวพรรณของนางขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างผิดปกติราวกับมีกองเพลิงเผาไหม้อยู่ภายใน ลมหายใจถี่กระชั้นและติดขัด ทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้าจะแฝงไปด้วยอาการสั่นเครือที่ถูกสะกดกั้นไว้ มือทั้งสองข้างขยำผ้าปูเตียงไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน ราวกับว่านั่นคือสิ่งยึดเหนี่ยวเพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางพายุราคะครานี้

     "จู๋ชิง"

     เสียงของหลี่ซื่อทุ้มต่ำและราบเรียบ

     "มู่ไป๋ให้ข้ามาช่วยเจ้า"

     ร่างกายของจูจู๋ชิงแข็งทื่อไปทันที นางค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาหงส์คู่นั้นเต็มไปด้วยอารมณ์อันหลากหลาย—ทั้งความอับอาย การต่อต้าน ความรัญจวนใจ และความอับจนหนทางอันลึกซึ้ง

     "ข้าบอกแล้วไง... ข้าไม่ต้องการ..."

     น้ำเสียงของนางสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด ทว่ายังคงดื้อรั้น

     "ออกไป..."

     "จู๋ชิง"

     เสียงของไต้มู่ไป๋ดังมาจากมุมห้อง ทั้งแหบพร่าและมั่นคง

     "อย่าฝืนอีกเลย ให้เขาช่วยเจ้าเถอะ"

     ร่างของจูจู๋ชิงสะท้านเฮือก นางหันไปมองแผ่นหลังของไต้มู่ไป๋ ขอบตาพลันแดงก่ำขึ้นมาทันที

     "มู่ไป๋..."

     นางเอ่ยเสียงสั่นเครือคล้ายจะร่ำไห้
     
     "ข้าขอโทษ..."

     "ไม่มีอะไรต้องขอโทษ"

     น้ำเสียงของไต้มู่ไป๋ทุ้มต่ำและยากลำบาก เขายังคงยืนหันหลังให้เตียงโดยที่หัวไหล่ทั้งสองข้างสั่นเทาเล็กน้อย

     "นี่ไม่ใช่ความผิดของเจ้า เป็นข้าเอง... ที่ไร้ความสามารถ"

     ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันชั่วอึดใจ

     หลี่ซื่อมองดูคู่รักคู่นี้ ในใจพลันเกิดกระแสอารมณ์อันซับซ้อนประดังเข้ามา เขารู้ดีว่าสำหรับไต้มู่ไป๋และจูจู๋ชิงแล้ว นี่คือการเคี่ยวกรำทางจิตใจเพียงใด คนหนึ่งต้องดูสตรีของตนถูกชายอื่นครอบครอง อีกคนต้อง
ถูกชายอื่นล่วงละเมิดต่อหน้าชายที่ตนรักสุดหัวใจ

     ทว่า พวกเขาไม่มีทางเลือก

     ทัณฑ์สวรรค์เฮงซวยนี้ ได้พรากทางเลือกทุกอย่างไปจากพวกเขาแล้ว

     "จู๋ชิง"

     เสียงของหลี่ซื่อทุ้มต่ำและราบเรียบ

     "ข้าจะทำให้เร็วที่สุด อดทนหน่อยนะ"

     จูจู๋ชิงไม่ได้ตอบคำ นางเพียงค่อยๆ หลับตาลงแล้วเบือนหน้าไปอีกทาง ร่างกายของนางยังคงสั่นเทาเล็กน้อย ทว่าสีหน้ากลับเริ่มดูสงบลง ราวกับได้ตัดสินใจบางอย่างลงไปแล้ว

     หลี่ซื่อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยื่นมือไปเลิกชุดชั้นในตัวบางที่สวมอยู่ออกเบาๆ

     ร่างกายของจูจู๋ชิงปรากฏสู่สายตาของเขาอย่างหมดจด ผิวพรรณของนางขาวผ่องดุจหยกทว่ากลับขึ้นสีแดงระเรื่อผิดปกติราวกับมีเปลวไฟแผดเผาอยู่ภายใน กระดูกไหปลาร้าดูงดงามและเด่นชัด ถัดลงมาคือ เต้าอวบ อิ่มคู่สวยที่ชูชันกลมมน ขนาดของมันช่างพอเหมาะพอดีแก่การกุมไว้ในฝ่ามือ ยอดปทุมสีแดงระเรื่อทั้งสองจุดแข็งชันอย่างเต็มที่ สั่นไหวเล็กน้อยยามต้องอากาศ เผยให้เห็นความสีชมพูดูนวลตาที่แสนจะยั่วยวนอารมณ์ยิ่งนัก

     เอวของนางคอดกิ่วทว่าแฝงไว้ด้วยความยืดหยุ่น หน้าท้องแบนราบตึงกระชับ สะดือบุ๋มลงไปเป็นหลุมตื้นๆ ถัดลงไปเบื้องล่างคือกลุ่มไหมสีดำที่ถูกแต่งเล็มอย่างเป็นระเบียบดูบางตาและนุ่มนวล ปกคลุมปกปิดร่องหยกที่ปิดสนิทเอาไว้ เรียวขาของนางยาวระหงตั้งตรง ผิวพรรณตรงต้นขาด้านในเนียนละเอียดดุจแพรไหม ทว่ายามนี้กลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างผิดปกติ มองเห็นน้ำรักใสบริสุทธิ์ค่อยๆ ไหลซึมออกมาจากร่องแยกนั้น ลัดเลาะไปตามง่ามขาอย่างช้าๆ

     ลูกกระเดือกของหลี่ซื่อขยับขึ้นลง

     เขาจำต้องยอมรับว่า ร่างกายของจูจู๋ชิงงดงามจนน่าตกใจ ความขัดแย้งระหว่างความเย็นชาภายนอกและความร้อนรุ่มภายใน การดิ้นรนที่ดูเหมือนจะต่อต้านทว่ากลับมิอาจควบคุมตนเองได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้นางแผ่ซ่านเสน่ห์ที่เย้ายวนใจถึงชีวิต

     ร่างกายของเขาเริ่มมีปฏิกริยา

     ภายใต้เป้ากางเกง ท่อนเอ็น ขนาดมหึมาที่เคยหลับใหลเริ่มตื่นตัวขึ้นอย่างช้าๆ เลือดลมสูบฉีดจนมันขยายพองโต ดันกางเกงตัวโคร่งจนนูนเด่นขึ้นมาเป็นส่วนโค้งที่ดูเกินจริง
หลี่ซื่อเอื้อมมือไปปลดสายรัดเอวของตนเองออก

     เมื่อท่อนเอ็นอันใหญ่โตสีม่วงแดงที่ร้อนระอุนั้นดีดผึงออกมา ร่างกายของจูจู๋ชิงก็แข็งทื่อไปอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของนางยังคงปิดสนิท ทว่าลมหายใจกลับถี่กระชั้นขึ้นยิ่งกว่าเดิม
นั่นคือดุ้นเนื้อที่เพียงพอจะทำให้สตรีคนใดก็ได้ต้องขวัญผวา

     ความยาวเมื่อยามตื่นตัวที่ล่วงเลยกว่า 6 ชุ่นเศษ เส้นผ่านศูนย์กลางหนาราวกับลำแขน ลำพังเพียงมือเดียวมิอาจกุมไว้ได้รอบ บนลำแท่นสีม่วงแดงมีเส้นเลือดปูดโป่งพันรอบดูดุดันพองโต แฝงไว้ด้วยความโค้งงอนชี้ขึ้นด้านบนอย่างเด่นชัด หัวหยัก ใหญ่โตราวกับกำปั้น รอยหยักรอบหยักลึกชัดเจน ตรงปลายมัดมีน้ำกามใสๆ ซึมออกมาสองสามหยด

     หลี่ซื่อโน้มตัวลง ทาบทับร่างกายของตนลงบนร่างของจูจู๋ชิง

     เขาสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิในกายของนาง—มันร้อนรุ่มจนน่าตกใจ ประดุจเปลวเพลิงที่กำลังแผดเผา เขาได้กลิ่นกายจากตัวนาง—ทั้งกลิ่นเหงื่อ กลิ่นสาว และกลิ่นคาวกามจางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของสตรี

     "ข้าจะเข้าไปแล้วนะ"

     เสียงของหลี่ซื่อทุ้มต่ำและแหบพร่า

     "ผ่อนคลายหน่อย"

     จูจู๋ชิงมิได้ตอบคำ นางเพียงเบือนหน้าไปอีกทาง ขบเม้มริมฝีปากล่างไว้แน่น มือทั้งสองข้างขยำผ้าปูเตียงไว้จนข้อนิ้วขาวโพลน ร่างกายเกร็งเขม็งประดุจคันศรที่ถูกง้างจนสุด

     หลี่ซื่อเอื้อมมือไปแยกเรียวขาของนางออก แล้วจดจ่อแท่งหยกอันใหญ่โตลงบนปากรูรักของนาง

     จุดสัมผัสที่หัวหยักใหญ่กดประชิดเปียกชุ่มไปหมดแล้ว

     น้ำกามจำนวนมากหลั่งไหลออกมาจากร่องหยกที่เคยปิดสนิท จนทำให้เนินเนื้อเบื้องล่างชุ่มฉ่ำไปทั่ว กลีบบุปผาสีชมพูนุ่มนิ่มทั้งสองแยกออกเล็กน้อย เผยให้เห็นรูหยกขนาดเล็กแคบที่กำลังขยับตอดรัดไม่หยุดหย่อน รูรักนั่นเล็กนัก เล็กเสียจนน่าสงสัยว่าจะสามารถรองรับท่อนเอ็นอันเขื่องของเขาเข้าไปได้อย่างไร

     หลี่ซื่อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะค่อยๆ แทรกกายรุกรานเข้าไปอย่างช้าๆ

     "อื้อ...!"

     ร่างกายของจูจู๋ชิงสะท้านเฮือก เสียงครางอื้ออึงที่พยายามกดข่มเอาไว้เล็ดลอดออกมาจากไรฟันที่ขบแน่น

     ส่วนหัวของแท่งหยกอันใหญ่โตกำลังถ่างขยายปากทางรักของนาง บังคับให้กลีบบุปผาที่เคยปิดสนิทต้องแยกออกจากกัน ความรู้สึกที่ถูกค้ำถ่างจนฉีกขยายทำให้นางอยากจะดิ้นหนีตามสัญชาตญาณ ทว่าหยาดเหยื่อแห่งความต้องการกลับบังคับให้นางต้องนิ่งค้างเอาไว้

     หลี่ซื่อสัมผัสได้ถึงความคับแน่น—รูรักนั่นคับแน่นจนน่าเหลือเชื่อ ราวกับมีปากน้อยๆ ที่แสนอบอุ่นกำลังรุมตอดรัดหัวหยักของเขาไว้แน่น ทุกๆ ชุ่นที่รุกคืบเข้าไปต้องฝ่าฟันแรงต้านมหาศาล ผนังเนื้อนุ่มหยุ่นโอบรัดท่อนเอ็นของเขาไว้ทุกทิศทาง ทั้งตอดรัดและเขยื้อนไหว ราวกับกำลังต่อต้านผู้รุกรานผู้นี้

     "ผ่อนคลายหน่อย"

     เสียงของหลี่ซื่อเริ่มแหบพร่า

     "เจ้าแน่นเกินไปแล้ว"

     จูจู๋ชิงมิได้ตอบคำ นางเพียงซุกหน้าลงกับหมอนลึกยิ่งกว่าเดิม หัวไหล่สั่นระริก มือทั้งสองจิกขยำผ้าปูเตียงจนเล็บแทบจะฉีกกระชากเนื้อผ้า

     หลี่ซื่อยังคงรุกคืบต่อไป

     ดุ้นเนื้ออันเขื่องค่อยๆ มุดลึกเข้าไปในกายของนางทีละชุ่นๆ ค้ำถ่างช่องโพรงที่คับแคบให้ขยายออกอย่างดุดัน ทุกครั้งที่ดันเข้าไป ร่างของจูจู๋ชิงจะสั่นสะท้านพร้อมเสียงสะอื้นไห้ที่หลุดออกมาจากไรฟัน
     
     ในที่สุด เมื่อท่อนเอ็นของหลี่ซื่อมุดหายเข้าไปในกายของนางจนสุดโคน ทั้งคู่ต่างพ่นลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงพร้อมกัน

#1
เมื่อชายทั้งดินแดนต่างสูญเสียสมรรถภาพ มีเพียงหลี่ซื่อที่รอดแล้วยังใหญ่ยาวด้วยแบบนี้ หลี่ซือจะมีชีวิตรอดจากการรักษาบรรดาสาวๆหรือไม่ล่ะนี่ ::Horror::
'ใช้ชีวิตวันนี้ให้มีความสุขที่สุด'

#2
มีโอกาสที่พระเอกเราจะแห้งตายไหม?
อาจเป็นความตายที่หลายๆคนชอบก็ได้นะ  ::Oops::


สนับสนุนเรื่องใหม่ได้ทาง


#3
มีโอกาสที่พระเอกเราจะแห้งตายไหม?
อาจเป็นความตายที่หลายๆคนชอบก็ได้นะ  ::Oops::

จากที่อ่านต้นฉบับ ดูเหมือนยิ่งบำบัด ยิ่งแข็งแรง เพราะได้รับ "หยิน" จากฝ่ายหญิง ประมาณนั้นครับ สกิลโกงมากโกงตั้งแต่แข็งได้อยู่คนเดียวแล้ว

#4
โอกาสที่ต้องไขว่คว้าเมื่อเป็นคนเดียวที่มีของ

#5
เหตุให้ทัณฑ์ทรมานนี้จึงบังเกิด ใยหลี่ซื่อได้รับการยกเว้น ปริศนานี้ชวนขบคิดยิ่งนัก



/index.php?topic=211222.15/index.php?topic=254886.90 | Two-hitchHikers.ru/index.php?topic=162301.30/index.php?topic=256873.75พิษสวาทบ่วงบาศกามา ตอน/index.php?action=profile;u=361217;area=showposts;start=165/index.php?topic=253434.15/index.php?topic=276449.0/index.php?topic=268667.0/index.php?topic=274150.390วัน(ไม่)ธรรมดาของแฟนผม(NTR) site:two-hitchhikers.ru/index.php?topic=253798.0/index.php?topic=265842.240/index.php?topic=253798.0ด่างดวง เรื่องเสียววัน(ไม่)ธรรมดาของแฟนผม(NTR) site:two-hitchhikers.ru/index.php?topic=260398.0/index.php?topic=260553.0/index.php?topic=264166.240/index.php?topic=261158.60/index.php?topic=229202.15/index.php?topic=199949.15/index.php?topic=263644.210/index.php?topic=271465.45/index.php?topic=225550.0/index.php?topic=266561.165Survival Online ผจญโลกซอมบี้ ตอนที่ 9/index.php?topic=271843.210/index.php?topic=265841.0/index.php?topic=246866.0เสียดสีโคก เรื่องเสียว/index.php?topic=254067.165/index.php?topic=174512.75/index.php?topic=197227.45/index.php?topic=199949.255/index.php?topic=235687.0จอมคนโลกใหม่ site:two-hitchhikers.ru/index.php?action=profile;area=showposts;sa=topics;u=287386/index.php?topic=261158.60/index.php?topic=245338.0/index.php?topic=219737.180/index.php?topic=240807.0/index.php?topic=173301.15/index.php?PHPSESSID=arrbvrk4o32jmtr5o4mvr8asgi&topic=220028.630/index.php?topic=228962.240/index.php?topic=238984.150/index.php?topic=190549.15/index.php?topic=185375.300/index.php?action=profile;u=385861/index.php?topic=245413.0/index.php?topic=228191.165/index.php?topic=287359.45Two-hitchHikers.ru แคสติ่งความลับภรรยาสาว/index.php?topic=261086.15/index.php?topic=103628.0/index.php?topic=251477.450/index.php?topic=144515.0Two-hitchhikers.ru/index.php?action=profile;u=404742;area=showposts;start=330/index.php?topic=230745.15/index.php?topic=285895.300/index.php?topic=230745.15/index.php?topic=231332.420/index.php?topic=256079.30/index.php?topic=231989.0เรื่องเสียวอาถรรพ์ปลัดขิก/index.php?topic=156139.0/index.php?topic=281359.90/index.php?topic=287099.15/index.php?topic=266964.345/index.php?topic=288835.570/index.php?topic=219530.45/index.php?action=kitsitemap&board=1.4750เรื่องเล่าเสียว บันทึกสวาทลุงคนขับเม็ดมันวาว เรื่องเสียวTwo-hitchhikers.ru โลกก็เป็นแบบนี้ ตอนที่ 7/index.php?topic=271465.45/index.php?topic=260222.0/index.php?topic=288322.60เรื่องเสียว คุณแม่จอมกะขะ ผัวขา อฺ้มเย็ด/index.php?topic=217003.135/index.php?action=profile;area=showposts;u=414294/index.php?topic=219379.150/index.php?topic=269364.585เมียโดนเด็กหนุ่มที่บริษัท site:two-hitchhikers.ru    /index.php?action=profile;u=366773/index.php?action=profile;u=309297;area=showposts;start=135Two-hitchHikers.ru เรื่องเสียว ทอมจอมคนโลกใหม่ site:two-hitchhikers.ru/index.php?topic=272106.270/index.php?action=profile;u=413829;area=showposts;start=135เราสองสามคน The series Season 3 ep5/index.php?topic=278577.0/index.php?topic=199951.75/index.php?board=60.900