ในวันที่รักหลงทาง 61 - 70 by (goldfinger007)
ในวันที่รักหลงทาง #61
โมได้แต่ยืนนิ่งตะลึง จ้องมองภาพสาวรุ่นพี่ซึ่งมีสถานะกึ่งๆ เป็นเหมือนเจ้านายของเขา กอดจูบพลอดรักกับชู้หนุ่มอย่างเมามันอยู่พักใหญ่ ก่อนที่เขาจะถูกฝูงชนซึ่งกำลังยืนเต้นอยู่รอบๆ เบียดเสียดและผลักดันจนต้องขยับตัวเดินหนีมาหลบอยู่ที่หน้าประตูห้องน้ำ ตามเจตนาดั้งเดิมของชายหนุ่ม
ภาพที่ได้เห็นทำให้เขาเผลอลืมเลือนเรื่องอาการปวดฉี่ไปชั่วขณะ ในหัวของชายหนุ่มเฝ้าแต่คิดย้อนไปถึงภาพเหตุการณ์ในตอนที่ตัวเองถูกชาติลากไปนั่งเป็นเพื่อนที่ร้านอาบอบนวดเมื่อ 3 เดือนก่อน ตอนนั้นเขาเองยังแอบนึกสงสารและเห็นใจสาวบิวที่ถูกแฟนหนุ่มนอกใจลับหลังอยู่เลย แม้จะไม่กล้าคิดตำหนิอะไรชาติมากมายนัก เพราะรู้ซึ้งดีว่าตนเองก็เคยทำเรื่องผิดพลาดต่อแฟนสาวมามากมายไม่น้อยไปกว่ากัน
กระทั่งเมื่อได้มาเห็นถึงลีลาพลอดรักระหว่างบิวกับหนุ่มคู่ขานิรนามตรงหน้าแบบชัดเจนเต็มสองตาเข้า ชายหนุ่มก็เลยพึ่งจะเกิดอาการตาสว่างเอาก็ตอนนี้เอง ว่าบางทีแล้ว... พวกเขาทั้งสองคนอาจจะเป็นคู่รักที่เหมาะสมกันยิ่งกว่าผีเน่ากับโลงผุเลยก็เป็นได้ การได้รู้ความจริงในเรื่องนี้ ทำให้โมพลันหมดอารมณ์สนุกกับงานปาร์ตี้ไปโดยปริยาย ชายหนุ่มกลับไปยืนรวมกลุ่มอยู่กับเพื่อนที่โต๊ะอีกแค่เพียงครู่เดียวก็ตัดสินใจชิงขอตัวกลับก่อน พอป๋อมกับเจ็ทเห็นว่าเพื่อนไม่ค่อยสนุกด้วย ทั้งสองก็เลยรีบจูงมือพากันเดินฝ่าฝูงชนกลับออกจากร้านมาพร้อมๆ กัน ทิ้งให้หนุ่มป๊อบที่ยังคงติดลมบน ยืนเต้นแจมกับสาวๆ โต๊ะข้างๆ ต่อไปตามที่เจ้าตัวต้องการ
แม้ว่าการเล่นน้ำสงกรานต์ของโมจะจบสิ้นลงไปแล้ว แต่ทว่าสำหรับทางฝั่งของบิวแล้วมันพึ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น...
หญิงสาวพึ่งจะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ของเธอก็เมื่อตอนช่วงหัวค่ำที่ผ่านมานี้เอง แต่ทว่าบัดนี้แล้วสองมือของเขากลับปีนป่ายเลื้อยเลาะไปตามสัดส่วนโค้งเว้าของเธอราวกับว่าผูกพันเป็นคนรักกันมาแต่เก่าก่อน และแทนที่เจ้าของร่างจะแสดงอาการปัดป้องหรือขัดเขิน ตรงกันข้ามเธอกลับออกแรงแอ่นเบียดสะโพกนุ่มๆ ให้บดถูไปที่เป้ากางเกงอันคับตุงของเขาอย่างสนุกสนานด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม นัยน์ตาของเธอฉายแววหยาดเยิ้มออกมาเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่ดื่มกินเข้าไปจนเต็มคราบ
พวกเขาทั้งสองคนได้พบหน้ากันครั้งแรกที่บริเวณจุดเล่นน้ำตรงหน้าทางเข้าย่าน RCA ชายหนุ่มแนะนำตนเองด้วยท่าทีทะเล้นว่าเขาชื่อสิน และอยากที่จะทำความรู้จักกับเธอ ซึ่งหญิงสาวก็ไม่ปิดโอกาสของอีกฝ่าย และยินดีพูดคุยหยอกล้อด้วยอย่างเป็นกันเอง ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักกระเซ้าเย้าแหย่ของเพื่อนสาวคนสนิทอีก 2 คน ซึ่งหลังจากได้พูดคุยหยอกล้อกันอย่างถูกคออยู่ราวๆ 10 นาที สาวเจ้าก็เลยตัดสินใจจูงแขนเพื่อนสาวทั้งสองคนให้ตามมาเล่นน้ำร่วมกับกลุ่มของชายหนุ่มที่ภายในร้านแห่งนี้
แรกเริ่มเดิมทีบิวและสินก็ยังคงเกาะกลุ่มอยู่กับเพื่อนคนอื่นๆ ที่โต๊ะเป็นหลัก แอบมีเต้นเบียดเสียดถึงเนื้อถึงตัวกันบ้าง แต่ก็ยังดูสนุกสนานพองามและไม่น่าเกลียดจนเกินไป แต่พอถึงจังหวะที่เสียงดนตรีโหมกระหน่ำต่อเนื่องคล้ายเป็นการบังคับให้ทุกคนในร้านต้องหันไปสนใจจดจ่ออยู่กับการกระโดดโลดเต้นออกท่าทางของตัวเอง สองหนุ่มสาวจึงรีบจูงแขนกันเบียดแทรกตัวผ่านฝูงชนอันแน่นขนัด กะว่าจะแอบมาพลอดรักกันในห้องน้ำให้สาสมกับอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
แต่โชคไม่ดีนักที่ภายในห้องน้ำยังมีคนรอต่อคิวอยู่อีกหลายคน และเมื่อไม่อยากปล่อยเวลาให้สูญไปโดยเปล่าประโยชน์ พวกเขาจึงแสร้งทำทีเป็นออกแรงโยกย้ายส่ายสะโพก เต้นเคียงคู่กันไปตามจังหวะดนตรีอันเร่าร้อนของเสียงเพลงเหมือนกับคนอื่นๆ โดยมีเจตนาแอบแฝงคือการกอดจูบนัวเนียกันไปเรื่อยๆ ตามแต่จังหวะจะเอื้ออำนวย ซึ่งสุดท้ายแล้วการกระทำของทั้งคู่ก็เลยมาตกอยู่ในสายตาของหนุ่มโมที่บังเอิญเดินเข้ามาเห็นโดยไม่ได้ตั้งใจ
ไม่ใช่แค่เพียงฝ่ายโมเท่านั้นที่จำหน้าของเพื่อนร่วมงานได้ในสภาพมึนเมา เพราะทางฝั่งของสาวบิวเองก็ยังอุตส่าห์กวาดสายตามองผ่านมาเห็นใบหน้าหล่อเหลาของเขาได้อย่างรวดเร็วในเสี้ยววินาทีก่อนที่ชายหนุ่มจะรีบถอนตัวออกไปจากจุดนั้น ตามสัญชาตญาณพื้นฐานของผู้หญิงที่มักจะเลือกให้ความสนใจกับคนหล่อๆ อยู่แล้ว ไม่ต่างอะไรจากที่ผู้ชายมักจะเผลอจ้องมองหน้าหญิงสาวสวยๆ เป็นลำดับแรกเช่นเดียวกัน
หลังจากที่เห็นหนุ่มรุ่นน้องเดินจากไปแล้ว หญิงสาวผู้ประกาศตนเป็นอิสระจากการครอบครองของแฟนหนุ่มในค่ำคืนนี้ ก็เลยหันกลับมาให้ความสนใจกับชายหนุ่มคู่ขาร่างผอมสูงที่กำลังยืนประกบบีบคลึงทรวงเต้าของเธอจากทางด้านหลังดังเดิม เธอแสร้งออกอาการร้อนร่านกัดริมฝีปากและหลับตาลง พลางส่งเสียงครางอื้ออึงดังอยู่ในลำคอพอที่จะให้เขาได้ยิน พร้อมกับเอื้อมมือควานลงไปลูบที่เจ้าหนูของเขาซึ่งแข็งตัวได้ที่ผ่านทางเนื้อผ้ากางเกงยีนส์เบาๆ ทำเอาชายหนุ่มถึงกับส่งเสียงสูดปากซี้ดๆ ออกมาอย่างสาใจ เสียงบีทอันหนักหน่วงเร้าใจจากดนตรีที่ดังกระหึ่มอยู่ลั่นผับ ยิ่งปลุกเร้าอารมณ์ใคร่ให้หนุ่มสาวทั้งสองยิ่งกอดจูบลูบคลำกันเป็นพัลวัน
เมื่ออารมณ์ใคร่มันไต่ระดับขึ้นสูงจนเกินที่จะควบคุม สองหนุ่มสาวจึงหันหน้ากลับมากอดจูบนัวเนียกันอย่างดูดดื่มโดยไม่แยแสต่อสายตาของใครๆ อีกต่อไป บรรยากาศภายในผับที่ค่อนข้างมืดสลัวเพราะถูกอาบเคลือบด้วยสีสันจัดจ้านชวนตาลายของไฟสปอร์ตไลท์ที่สาดเหวี่ยงไปมา ยิ่งช่วยอำพรางให้การกระทำของหนุ่มสาวคู่นี้กลืนหายไปกับความวุ่นวายได้อย่างแนบเนียน ชายหนุ่มสอดมือควานล้วงเข้าไปที่ใต้ชายเสื้อยืดสีขาวตัวจิ๋ว ซึ่งบัดนี้เปียกน้ำจนมองทะลุเห็นไปถึงผิวเนื้อสีน้ำผึ้งซึ่งมียกทรงลูกไม้สีม่วงเข้มห่อหุ้มปกปิดสองเต้าอยู่ แต่ทว่าการดำรงอยู่ของมันก็ไม่อาจช่วยปกป้องเธอจากสองมือของชายหนุ่มผู้กำลังหื่นกระหายได้เลย
ปลายนิ้วของเขาสอดคลึงเคล้นเข้าไปที่ใต้เนื้อผ้ายกทรง จนเขี่ยโดนบริเวณเม็ดปุ่มที่แข็งยื่นเป็นไตตรงปลายยอดแหลมทั้งสองด้าน พอนิ้วมือสัมผัสถูกส่วนที่อ่อนไหวที่สุดแห่งหนึ่งในร่างกายของเธอแล้ว ชายหนุ่มก็ออกแรงบีบบี้ลงไปแรงๆ เรียกเสียงครางสูดปากออกมาจากลำคอของสาวบิวเป็นจังหวะสั้นๆ สลับลากยาว ยิ่งเห็นเธอเสียวเขาก็ยิ่งออกแรงบีบบี้ สลับกับใช้นิ้วมือทั้งหมดประคองบีบเคล้นเต้านมขนาดมหึมาของเธอหนักๆ จนก้อนเนื้อนุ่มนิ่มปลิ้นล้นทะลักอกมาตามง่ามนิ้วมือ แม้ว่าเขาจะพยายามกางฝ่ามือออกให้กว้างที่สุดแล้วก็ยังไม่อาจประคองมันได้แบบเต็มลูก
หญิงสาวโน้มใบหน้าหันกลับไปจูบปากกับชายหนุ่มคู่ขาอย่างดูดดื่ม ต่างฝ่ายต่างสอดปลายลิ้นที่ทั้งนุ่มนิ่มและเปียกสากเข้ามาพัวพันกันอย่างหิวกระหาย ค่อยๆ โลมไล้เคลื่อนไปตามแผงไรฟัน แซะผ่านผนังโพรงปากสีชมพูอ่อนนุ่ม แล้วจึงค่อยขยับถอนริมฝีปากออก เพื่อให้หญิงสาวได้มีโอกาสส่งเสียงร้องครางยาวๆ เป็นการระบายความเสียวสะท้านใจ
มือซ้ายของชายหนุ่มสอดล้วงผ่านขอบกางเกงยีนส์ตัวจิ๋วและกางเกงชั้นในของเธอรวดเดียวทะลุถึงสองชั้น เขาใช้ปลายนิ้วผอมยาวค่อยๆ กรีดลากไปตามรอยแยกของเหวลึก ก่อนจะสัมผัสได้ถึงอาการชื้นแฉะที่กำลังไหลซึมติดเลอะอยู่ที่บริเวณรอบๆ ขอบปากทางเข้า เจ้าหนุ่มจึงออกแรงขยับนิ้วเขี่ยคลึงไปมาเป็นวงกลมเบาๆ คล้ายเป็นการริเริ่มทำความคุ้นเคยกับร่างกายส่วนล่างที่กำลังร้อนผ่าวของอีกฝ่าย เรียกเสียงครางเบาๆ ให้ดังเล็ดลอดออกมาจากลำคอของหญิงสาวเจ้าของร่างที่กำลังยืนแอ่นแหงนหน้าหลับตาพริ้มอยู่เป็นระยะๆ กระทั่งพอนิ้วกลางและนิ้วนางถูกอาบเคลือบไว้ด้วยสารหล่อลื่นเหนียวใสจนมองเห็นเป็นมันวาวแล้วชายหนุ่มจึงออกแรงกดสอดนิ้วมือทั้งสองให้จมหายเข้าไปในรอยแยกอันเปียกชื้นของเธอ พรวดเดียวทะลุเข้าไปได้เกือบหนึ่งข้อนิ้ว...
“อุ๊! อู๊ย... สสสส... ซี้ดส์ อือ...” ร่างของบิวสั่นกระตุกเบาๆ พลางขยับเอนชิดร่างแนบไปกับลำตัวของเขาด้วยอาการร้อนรุ่มๆ ทั้งกายและใจ มือซ้ายของเธอคอยประคองจับยึดอยู่ที่ข้อมือข้างซ้ายของเขาซึ่งกำลังสอดนิ้วล้วงลึกเข้ามาในร่าง ส่วนมือขวาอีกข้างก็เอื้อมไปโอบรั้งศีรษะของฝ่ายชายให้ขยับโน้มใบหน้าเข้ามาเพื่อที่จะได้จูบปากกันแบบถนัดๆ
กระทั่งพอถึงจังหวะที่ดีเจเริ่มผ่อนลดระดับความคึกคักของเสียงดนตรีลง ชายหนุ่มจึงเริ่มระแวงกลัวว่าลูกค้าคนอื่นๆ จะสังเกตเห็นการกระทำของพวกเขา จึงตัดสินใจกระซิบข้างหูเธอเพื่อชวนกันออกไปต่อที่อื่น ซึ่งมีหรือที่สาวมั่นผู้กำลังอยู่ในห้วงอารมณ์หื่นขึ้นหน้าจะตอบปฏิเสธ เธอใช้เวลาเพียงไม่ถึงนาทีในการพิมพ์ส่งข้อความขอแยกตัวจากเพื่อนในกลุ่ม เสร็จแล้วจึงเดินตามชายหนุ่มต้อยๆ ไปขึ้นรถแท็กซี่ เพื่อมุ่งหน้าไปสานต่อภารกิจรักกันที่โรงแรมม่านรูดใกล้ๆ ด้วยสภาพที่เนื้อตัวเปียกปอนทั้งชุดเสื้อผ้าทำให้ทั้งสองต้องเสียเวลารอโบกรถอยู่นานถึงสามคัน กว่าที่คนขับคันสุดท้ายจะยอมรับพวกเขาขึ้นรถไป
ระหว่างที่กำลังนั่งอิงแอบแนบชิดกันอยู่ในรถ สาวบิวก็พลันเอื้อมมือไปดึงหยิบสายหนังยางมัดผมสีดำที่ห้อยติดอยู่ที่ข้อมือซ้ายของตนเอง เอามาใช้รวบมัดเส้นผมดำยาวที่กำลังเปียกชื้นให้กลายเป็นทรงหางม้าเพื่อตัดรำคาญ จังหวะที่เธอกำลังพยายามยกแขนขึ้นค้างเพื่อที่จะรวบมัดผมนั้น จึงทำให้หน้าอกหน้าใจที่มีขนาดใหญ่โตอวบอัดอยู่แล้ว บวกกับสภาพของเนื้อผ้าสีขาวที่เธอสวมใส่ซึ่งเปียกแนบจนมองเห็นทะลุไปถึงรอยยกทรงสีม่วงเข้มด้านใน ยิ่งทวีความนูนเด่นและแอ่นล้นทะลักดึงดูดสายตา จนแม้แต่คนขับรถวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงเบาะหน้า ก็ยังอดไม่ได้ที่จะต้องขอแอบชำเลืองมองเรือนร่างของเธอผ่านภาพสะท้อนของกระจกมองหลัง พร้อมกับอาการอึดอัดคับเป้ากางเกง
และแม้ว่าจะเป็นวันหยุดยาวในช่วงสงกรานต์ แต่แสงเรืองรองจากป้ายไฟนีออนของโรงแรมม่านรูด ก็ยังคงส่องสว่างรอต้อนรับบรรดาลูกค้าที่ควงคู่กันเข้ามาด้วยอารมณ์สิเน่หาอย่างไม่เคยหลับใหล บางรายก็จูงแขนกันมาเป็นคู่ชายหญิง... บ้างก็เร้าใจแบบชายกับชาย... หรือบางรายที่วิจิตรพิสดารกว่านั้นก็อาจจะมีสมาชิกร่วมสนุกมากถึง 3 หรือ 4 คนในเวลาเดียวกัน สินใช้เวลาชำระค่าบริการกับพนักงานที่เคาน์เตอร์อย่างชำนาญแค่เพียงครู่เดียวก็ได้กุญแจสำหรับไขเข้าห้องพักมาไว้ในครอบครอง
พออยู่กันตามลำพังในห้องหับมิดชิดแล้ว ทั้งบิวและสินก็ไม่มัวมาเสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง และรีบปลดปล่อยอารมณ์ความต้องการในเบื้องลึกของร่างกายออกมาแบบจัดเต็ม ต่างฝ่ายต่างช่วยกันปลดเปลื้องเสื้อผ้าอาภรณ์ที่อีกฝ่ายสวมใส่อยู่ออกไปแบบลวกๆ ไล่จากเสื้อ... กางเกง... ชั้นใน... จนกระทั่งร่างกายทั้งสองเปลือยเปล่าแนบชิดกันแล้ว ชายหนุ่มก็เอื้อมมือไปฉีกซองถุงยางและกำลังเตรียมจะหยิบมันขึ้นมาสวมใส่ให้กับอาวุธของตนเอง แต่ก็ดันถูกสาวบิวชิงคว้าเอาถุงยางไปถือติดมือไว้เสียก่อน
ยังไม่ทันที่หนุ่มสินจะได้เอื้อนเอ่ยปากถามเพราะความสงสัย หญิงสาวผู้มีผิวกายเป็นสีน้ำผึ้งกับใบหน้าคมเข้มก็เอื้อมมือไปบีบกำที่รอบๆ ลำทวนขนาดอวบอ้วนพอดีมือของเขาไว้จนมั่น เสร็จแล้วจึงออกแรงกระตุกรูดฝ่ามือเข้าออกเบาๆ พอให้ผิวหนังบางย่นที่คอยปกป้องห่อหุ้มอวัยวะส่วนนั้นของเขามันเปิดปลิ้นเข้าปลิ้นออกเป็นจังหวะ เผยให้เห็นถึงส่วนปลายหอกโค้งมนสีแดงอมชมพูที่ซุกซ่อนตัวอยู่ภายใน ซึ่งบัดนี้กำลังมีหยดน้ำใสๆ ไหลซึมเยิ้มออกมาที่ปากท่ออันเล็กจิ๋ว
พอใช้มือรูดจนมันแข็งตัวได้ที่แล้วสาวบิวจึงค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งคุกอยู่เบื้องหน้าของชายหนุ่มคู่ขา ใช้มือข้างหนึ่งจับจ่อชิ้นถุงยางให้สวมยึดไว้กับส่วนปลายของดุ้นเนื้อ แต่แทนที่หญิงสาวจะใช้มือรูดมันเข้าไปจนสุด เธอกลับค่อยๆ ขยับโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ และห่อรูดริมฝีปากเข้ากับดุ้นเนื้ออ้วนๆ พร้อมกับออกแรงกดส่งถุงยางชิ้นนั้นให้รูดครอบลงไปจนเกือบสุดลำโคน พอสวมเครื่องป้องกันเข้าที่เข้าทางแล้วเธอจึงค่อยๆ ขยับถอนปากออกอย่างเชื่องช้า โดยแกล้งออกแรงห่อปากรูดเม้มแบบแนบแน่น ทำเอาเจ้าหนุ่มถึงกับออกอาการเสียวซ่านจนตัวงอ พลางส่งเสียงร้องครางโอดโอยไม่หยุด
“อู๊ย... ยยยยย สุดยอด” สินเอ่ยปากชื่นชมในลีลาอันเร้าใจของหญิงสาวคู่ขาคนใหม่ ก่อนที่เขาจะจับประคองร่างเธอให้พลิกลงไปนอนหงายรออยู่บนเตียง ภาพทรวงเต้าเปลือยเปล่าขนาดมหึมาที่แกว่งกระเพื่อมไปมาตามจังหวะการขยับตัวของหญิงสาวทำเอาเลือดลมในกายเขาพลันสูบฉีดพลุ่งพล่านอย่างตื่นเต้น อารมณ์หื่นทำให้ชายหนุ่มต้องรีบปีนขึ้นไปนอนคร่อมทับอยู่เหนือร่างหญิงสาว พร้อมกับใช้มือและปากจู่โจมทั้งดูดทั้งเลีย สลับกับบีบคลึงเคล้นที่สองเต้าขนาด 36D ที่แม่ให้มาอย่างเมามัน สัมผัสที่ทั้งอ่อนนุ่มแต่แน่นเต็มไม้เต็มมือทำเอาชายหนุ่มถึงกับเบิกบานราวกับได้ค้นพบขุมทรัพย์อยู่ตรงหน้า
“อือ... สสส... ซี้ดส์ อาห์... โอ๊ย ซี้ดส์... สสสส” สาวบิวแอ่นแหงนหน้าร้องครางระงมเมื่อถูกระดมจูบเข้าไปที่จุกยอดปทุมถันสีน้ำตาลอ่อน ยิ่งจังหวะที่เขาใช้นิ้วมือบีบบี้เล่นที่จุกถันข้างหนึ่ง พร้อมกับใช้ลิ้นตวัดเลียไปรอบๆ ที่ปลายจุกอีกด้าน ก็เล่นเอาหญิงสาวถึงกับเสียววาบจากทรวงอกแล่นขึ้นถึงสมอง จนต้องเผลอจิกปลายเล็บลงไปที่แผ่นหลังของเขาอย่างลืมตัว จนเกิดเป็นรอยถลอกแดงยาวบนผิวเนื้อของชายหนุ่ม
“อือ... สินขา... บิวอยากจนทนไม่ไหวแล้ว เย็ดเลยเถอะ” หญิงสาวผิวน้ำผึ้งเอ่ยปากออดอ้อนขอแรงชายหนุ่มคู่ขาอย่างหมดอาย
ทางฝ่ายสินที่ได้ยินดังนั้นเข้าก็เผยรอยยิ้มชอบใจออกมา ก่อนจะจับแยกสองขาของเธอให้ฉีกกว้างอยู่ในท่วงท่าเตรียมพร้อมรับศึกหนัก กลีบเนื้อสาวตรงปากทางเข้าที่เคยประกบแนบชิดกัน ค่อยๆ ถูกแรงดึงจากหน้าขากระชากให้เปิดอ้ากว้าง จนมองเห็นถึงทางเข้าเล็กๆ ที่เป็นคล้ายดั่งอุโมงค์เนื้อสีชมพู ซึ่งจะนำพาทั้งเขาและเธอให้ก้าวไปสู่ดินแดนแห่งความหฤหรรษ์ที่ซุกซ่อนตัวอยู่ภายใน
ชายหนุ่มใช้มือประคองอาวุธร้ายขนาดเหมาะมือ เอาไปจ่อแนบค้างอยู่ที่หน้าปากทางเข้าร่องเสียวอันเปียกลื่นของอีกฝ่าย ก่อนจะเริ่มต้นขยับเอวถูไถขึ้นลงเป็นจังหวะเนิบๆ อยู่ 3-4 ครั้ง พอให้ส่วนหัวของมันได้สัมผัสกับคราบของน้ำหล่อลื่นจนเปียกเยิ้ม เสร็จแล้วเขาก็เกร็งสะโพกและกดบั้นท้ายลงไปหนักๆ ส่งเจ้าดุ้นเนื้อแกร่งให้ทิ่มทะลุพรวดผ่านเข้าไปในร่องเนื้ออันอุ่นแน่น พร้อมๆ กับอาการผวาขึ้นโอบกอดรัดร่างจากหญิงสาวผู้กำลังเสียวสะท้าน
“เอ๊าะ! อ๋อย... สสสส ซี้ดส์ อู๊ย... ยะ... เย็ดเข้ามาเลย ซี้ดส์... บิวเสียว” สาวบิวผู้ช่ำชองใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็สามารถปรับตัวรับเข้ากับสัมผัสอันคับแน่นที่ชายหนุ่มกำลังพยายามป้อนใส่เข้ามาในร่างกาย สองมือของเธอเอื้อมคว้าจับลงไปที่บั้นท้ายเปลือยเปล่าของเขา ก่อนจะออกแรงจิกกดเล็บฝังลงไปแน่นๆ พร้อมกับรั้งร่างผอมบางที่กำลังนอนทาบทับอยู่ด้านบน ให้กดส่งอาวุธของตัวเองให้ทิ่มลึกเข้ามาอีกอย่างใจร้อน
“อู๊ย... ซี้ดส์... สสสสสส อาห์... ซี้ดส์! ดีค่ะ... แบบนั้นแหละ กดมาเลย อืม... มมมม” หญิงสาวผิวน้ำผึ้งร่ำร้องสั่งการอย่างถูกใจ เสียงเชียร์ของเธอยิ่งไปกระตุ้นอารมณ์หื่นของชายหนุ่มให้ลุกโหม พอตั้งหลักหาเหลี่ยมมุมให้ตนเองได้ถนัดแล้ว เจ้าหนุ่มก็เลยยิ่งเร่งออกแรงโขยกเฉพาะตรงส่วนบั้นเอวให้เคลื่อนเข้าเคลื่อนออกอยู่ภายในร่างของหญิงสาวคู่ขา จนเกิดเป็นภาพของกลีบเนื้อสองฝั่งที่ปลิ้นยื่นทะลักออกมาทางด้านข้าง โดยมีเจ้าดุ้นเนื้อสีคล้ำภายใต้ถุงยางกำลังกดกระทุ้งอยู่กลางร่องรักอันฉ่ำเยิ้มของเธออย่างไม่ปราณี ทรวงอกขนาดใหญ่ของเธอแกว่งกระเพื่อมอยู่ภายใต้การกักกุมของอุ้งมือผอมๆ ที่จับกำไว้ได้ไม่มิด
ที่ผ่านมาชายหนุ่มเองก็เคยมีประสบการณ์ ‘One Night Stand’ กับหญิงสาวที่พบเจอในผับมามากมายหลายต่อหลายครั้งทั้งๆ ที่ตนเองก็มีคู่ควงที่คบหากันเป็นตัวเป็นตนอยู่ก่อนแล้ว แต่ก็ยังไม่มีครั้งไหนเลยที่เขามีโอกาสได้เจอกับผู้หญิงที่ถึงพร้อมด้วยใบหน้าคมเข้มแบบไทยๆ รูปร่างทรวดทรงที่อวบอึ๋มชวนฝัน อีกทั้งยังมีลีลาอันเร่าร้อนและเป็นงาน เฉกเช่นเดียวกับที่ได้พบเจอจากสาวบิว แม้สภาพภายในจะไม่ถึงกับคับแน่นเหมือนอย่างร่องรักของเด็กสาวด้อยประสบการณ์ แต่ก็ถูกทดแทนด้วยลีลาตอดรัดอันช่ำชองที่คอยหยอกเย้าและช่วยกระตุ้นปลุกอารมณ์เสียวจนทำให้ชายหนุ่มถึงกับเผลอปั้นหน้าเหยเกออกมา เมื่ออาวุธของเธอถูกร่างกายของเธอตอดขมิบเข้าใส่แบบถี่ยิบๆ อย่างรุนแรงราวกับจะรีดเอาน้ำเชื้อในกายให้แตกทะลักอยู่ตลอดเวลา
แค่เริ่มต้นออกแรงกระแทกเธอได้ไม่เท่าไร ชายหนุ่มก็เกือบที่จะพาตัวเองพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสุดยอดไปด้วยอารามลืมตัวลืมใจเสียแล้ว ชะรอยว่ายังดีที่เขาสามารถถอนอาวุธออกมาหยุดพักจากอาการเสียวซ่านได้ทันการ จึงสามารถยืดระยะเวลาในการเสพสุขร่วมกับหญิงสาวคู่ขาผู้ร้อนแรงต่อไปได้อีกพอสมควร ซึ่งทางฝ่ายของบิวเองก็เหมือนจะเข้าใจและรับรู้ถึงอาการเสียวซ่านของเขา เธอจึงไม่ได้ออกแรงตอดขมิบโพรงเนื้อใส่อีก เพื่อช่วยประคองจังหวะอารมณ์เสียวของเขาให้มันอยู่รอดต่อเนื่องไปนานๆ
แต่พอเห็นว่าเจ้าหนุ่มคู่ขาชักจะพักอู้นานจนเกินไปแล้ว สาวบิวที่กำลังใจร้อนก็เลยเป็นฝ่ายใช้มือจับจ่ออาวุธของเขาให้เสียบทิ่มกลับเข้ามาที่ปากรู พร้อมกับออกแรงแอ่นเด้งสะโพกสวนขึ้น จนทำให้แท่งรักของชายหนุ่มผลุบหายกลับเข้ามาในร่างของเธออีกครั้ง พร้อมกับอาการบีบเกร็งของโพรงเนื้อภายในที่คอยตอดรัดเข้าหาลำโคนแบบถี่ๆ ด้วยความเสียวสยิว
“ซี้ดส์... สสสสสส เย็ดแรงๆ เลยค่ะ บิวอยากโดนควยสินเต็มๆ” บิวเอ่ยปากเร่งเร้าอย่างร้อนร่าน และบังคับให้ชายหนุ่มต้องโหมกำลังขย่มใส่ร่างของเธออีกครั้ง ได้ยินเสียงของผิวเนื้อที่ฟาดกระทบกันอย่างหนักหน่วงดัง ปั้บ!! ปั้บ!! ปั้บ!! ปั้บ!!! พร้อมๆ กับที่หญิงสาวเบื้องล่างก็แหกปากร้องครางออกมาดังๆ อย่างสาใจ
“อ๋อย... ยยยย สะ... ซี้ดส์ อาห์ อ๋า... อู้ว... ววววววว” บิวส่งเสียงครวญครางออกมาแทบไม่เป็นภาษา ความเสียวซ่านที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้หญิงสาวเข้าใกล้เขตแดนของความสุขสมมากขึ้นทุกที ร่องรักของเธอออกอาการตอดขมิบรัดรอบลำลึงค์ของเขาอยู่เป็นระยะๆ
ข้างฝ่ายของสินเองก็กำลังรู้สึกเสียวซ่านไม่แพ้กัน ชายหนุ่มใช้สองมือประคองจับพลิกร่างหญิงสาวคู่ขาให้เปลี่ยนมาคลานคุกเข่า เขานำหมอนสีขาวใบใหญ่ตรงหัวเตียงมาวางรองไว้ที่ใต้หัวเข่าของเธอเพื่อช่วยขับเน้นให้บั้นท้ายกลมกลึงนั้นลอยแอ่นโด่งสูงขึ้น ในขณะที่ใบหน้าคมเข้มของหญิงสาวก็พลันฟุบหมอบราบลงไปกับพื้นเตียงอย่างรู้งาน เสร็จแล้วชายหนุ่มก็ออกแรงส่งอาวุธร้ายให้เสียบกลับเข้าไปในร่างของเธออีกครั้ง สองมือของเขาคอยประคองจับยึดอยู่ที่หน้าขาของเธอเพื่อเร่งจังหวะความเร็วเพิ่มขึ้นทีละน้อยๆ เพียงครู่เดียวเสียงครวญครางกระเส่าซ่านเสียวก็กลับมาดังสนั่นลั่นห้องอีกครั้ง
“อู๊ย... ยยยย ซี้ดส์ อู๊ย... ยยยย สิน อย่าหยุดนะ... แรงๆ เลย ซี้ดส์... สสสส” บิวร้องครวญครางพลางแอ่นเด้งสะโพกสู้กับการกดกระทุ้งกระแทกอย่างหนักหน่วงของชายหนุ่ม
“ซี้ดส์... หีบิว... ตอดไม่หยุดเลย โคตรเสียว... อืม...” สินครางตอบอย่างสะใจ ในขณะที่ท่อนล่างก็ยิ่งเร่งออกแรงกดเสียบเข้าไปในร่องรูอันอุ่นชื้นของหญิงสาวด้านหน้า เสียงดัง ปั้บ! ปั้บ! ปั้บ! อย่างเร็วระรัว
มันเป็นการเสพสุขในแบบชั่วครั้งชั่วคราวที่ไม่มีใครเสียเปรียบใคร ไม่จำเป็นต้องผูกมัดหรือสานต่อความสัมพันธ์ใดๆ ให้ลึกซึ้งเกินเลยเกินความจำเป็น แค่เพียงปล่อยตัวปล่อยใจไปกับการเล่นสนุกในตอนนี้ให้เต็มที่ที่สุด ร่างทั้งสองอัดกระทบเข้าหากันเสียงดังสนั่นลั่นห้องอันคับแคบ บิวเองก็เสียว... สินเองก็เสียว... และหญิงสาวก็เชื่อมั่นเต็มร้อยว่าในยามที่ชาติแฟนหนุ่มของเธอขอรวมหัวกับแก๊งเพื่อนซี้สารเลวอีก 5 คนไปเล่นน้ำสงกรานต์ที่พัทยานั้น ทั้งหมดเองก็คงจะกำลังสุขเสียวอยู่กับบรรดาหญิงสาวใจง่ายในสถานที่แห่งนั้นไม่แตกต่างกัน เนื่องจากเธอรู้ซึ้งถึงนิสัยใจคอของแฟนหนุ่มที่คบหากันมายาวนานเป็นอย่างดี
พออารมณ์หื่นได้ที่ สินก็เอื้อมมือทั้งสองข้างไปบีบขยำทรวงเต้าขนาดมหึมาที่กำลังแกว่งกระเพื่อมราวกับลูกตุ้มนาฬิกาอย่างเมามัน นิ้วโป้งและนิ้วชี้ออกแรงคลึงเขี่ยบี้เล่นที่จุกยอดปทุมถันจนทำให้มันมีสภาพแหลมชี้ชูชันเพราะความกระสันเสียว ในขณะที่ท่อนล่างของชายหนุ่มก็ยังคงกดโขยกเข้าใส่บั้นท้ายของหญิงสาวอย่างต่อเนื่องแบบไม่คิดชีวิต เสียงดัง ปั้บ! ปั้บ!! ปั้บ… บบบบบ!!! อารมณ์เมามันทำให้ทั้งสองต่างลืมเลือนเรื่องคู่ควงที่แท้จริงของตนเองไปจนหมดสิ้น ชายหนุ่มนั้นรับรู้เพียงแค่ว่าจะต้องออกแรงกดกระทุ้งดุ้นเนื้อเข้าใส่ร่างอวบอิ่มของเธอให้หนักหน่วงและรุนแรงที่สุดเท่าที่ตัวเขาจะสามารถกระทำได้ในยามนี้
“โอ้ว... ววววว ซี้ดส์... สสสส อาห์ อ่ะ... อ๋า... สินขา โอ๊ย บิว... บิว สะ... เสียวหี... ยะ... เย็ดแรงๆ เลย อู๊ย... ควยสิน... มันแน่นเต็มรูไปหมด อือ... ออออ” สาวบิวละล่ำละลักครวญครางเสียงสั่นขาดห้วง ใบหน้าส่ายสะบัดไปมาอย่างรุนแรงเมื่ออารมณ์หื่นภายในร่างมันกำลังไต่ระดับขึ้นสูงจนใกล้ที่เธอจะทานทนรับมันไม่ไหว
“อุ๊! ซี้ดส์... หีตอดอีกแล้ว... บิวใกล้แล้วยัง?” สินเอ่ยถาม พลางอัดสะโพกใส่ร่างเธอถี่ยิบๆ
“ใกล้แล้ว... โอ๊ย ซี้ดส์... สสสส ควยสินมัน... อูย... แรงๆ เลย อย่าหยุดนะ อ๊าย... แรงๆ!” หญิงสาวหลับตาปี๋ พลางแหกปากเร่งเร้าขอให้เขาออกแรงกดกระแทกใส่เธออย่างร้อนร่าน จนกระทั่งอารมณ์หื่นของเธอมันไต่ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด
“โอ๊ะ! โอ๊ย ซี้ดส์... สสส อาห์ ซี้ดส์ สิน โอ๊ยสิน... นนนนน อ๋าย... ยยยยยย!!!” บิวหวีดร้องออกมาสุดเสียง ร่องรักของเธอตอดขมิบเข้าใส่ดุ้นลำของเขาอย่างรุนแรงและหนักหน่วง ในขณะที่น้ำรักภายในก็แตกกระจายพรั่งพรูออกมาจนเปียกเยิ้มเต็มหน้าขา อาบชุ่มไปทั่วลำโคนอ้วนๆ ของชายหนุ่มที่ยังคงกดมุดเข้าออกอยู่ภายในร่าง ความเสียวซ่านที่พุ่งจี๊ดขึ้นมาทำให้หญิงสาวได้แต่นอนเกร็งกระตุกเฮือกๆ อ้าปากค้างหอบหายใจถี่ๆ เหมือนปลาขาดน้ำ อาการบีบรัดจากภายในยิ่งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเสียววูบวาบจนต้องเร่งจังหวะการเสียบซอยเพิ่มขึ้นไปอีก
“อุ๊! ซี้ดส์... สสสสสส” และแล้วหนุ่มสินก็สุดที่จะทานทนไหว เขารีบถอนอาวุธตัวเองออกจากร่างของบิวจนหลุดผั้วะ! ใช้สองมือดึงรูดถุงยางที่เปียกลื่นออกไปจากลำโคนแบบลวกๆ แล้วจับพลิกร่างเปลือยเปล่าของบิวให้หันมาอยู่ในท่านอนหงาย ก่อนจะยื่นอาวุธเข้าไปชักกระตุกรูดมันจ่ออยู่ที่ใบหน้าของอีกฝ่าย ตามแบบฉบับของหนังโป๊ญี่ปุ่นที่เคยดูมานับร้อยนับพันเรื่อง ซึ่งหญิงสาวคู่ขาเองก็รีบหลับตาลงในท่าเตรียมพร้อมเพราะรู้ดีว่ากำลังจะมีอะไรเกิดขึ้นถัดจากนี้
“ซี้ดส์... แตก... แตกแล้ว อาห์!!” สินเปล่งเสียงคำรามออกมายาวๆ อย่างสะใจ พร้อมๆ กับที่ดุ้นเนื้อด้านล่างก็พลันเกร็งกระตุกและกระฉูดน้ำเชื้อเหนียวขุ่นสีขาวข้น พุ่งปรี๊ดๆ เข้าใส่ใบหน้าเฉียบคมของบิวด้วยอาการเสียวสะท้านสุดขีด ความรุนแรงของน้ำเชื้อที่พุ่งเข้ากระทบกับพวงแก้ม... สันจมูก... รวมถึงปลายคางของเธอนั้น คล้ายกับเป็นการรีดเร้นเอาเรี่ยวแรงและพละกำลังทั้งหมดที่ชายหนุ่มมีติดตัว ให้พลันเหี่ยวแห้งออกไปจากร่างอย่างรวดเร็ว ครู่หนึ่งเขาจึงต้องทรุดตัวลงนอนหอบหายใจถี่ๆ อย่างเหนื่อยอ่อนอยู่ข้างๆ ร่างเปลือยเปล่าเปียกชุ่มเหงื่อของสาวบิว
“อื้อหือ... อออ เยอะเลยนะเนี่ย” บิวออกปากบ่น พลางใช้หลังมือเช็ดคราบน้ำเชื้อเหนียวๆ ออกจากใบหน้าแบบลวกๆ ทรวงอกมหึมาของเธอยังคงสั่นสะท้านขึ้นลงตามจังหวะของการหายใจยาวๆ
“ก็เสียวนี่ครับ” สินตอบด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ก่อนจะยอมปล่อยให้เธอได้ลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำตามลำพัง พอเธอเดินกลับขึ้นมานอนที่เตียง เขาจึงค่อยขยับเข้าไปโอบกอดรัดร่างอวบอิ่มของเธออีกครั้งด้วยความสิเน่หา
“อือ... พอแล้ว... ไม่อยากกลับดึกมาก เดี๋ยวแฟนสงสัย” บิวอ้างคำโกหกออกไป ทั้งที่รู้ดีว่าแฟนหนุ่มของตนนั้นคงยังสนุกอยู่กับเพื่อนๆ ที่สถานบันเทิงแถวๆ พัทยาไม่เลิก แถมเธอกับชาติเองก็ไม่ได้พักอยู่ที่บ้านหลังเดียวกันด้วยซ้ำ แต่เป็นเพราะหญิงสาวเองได้รับความสุขที่ปรารถนาในค่ำคืนนี้แบบเต็มอิ่มสมใจแล้วนั่นเอง ชายหนุ่มที่นอนอยู่ข้างๆ จึงไม่มีความหมายอะไรแตกต่างไปจากเศษถุงยางยับย่นที่วางกองทิ้งอยู่บนพื้นข้างเตียงในเวลานี้
“โอเคๆ” สินฟังแล้วก็พยักหน้ารับฟังอย่างเข้าใจ และไม่คิดอยากถามไถ่อะไรให้มากความอีก เขารีบลุกไปอาบน้ำล้างตัวในห้องน้ำ ก่อนจะออกมาพบว่าอีกฝ่ายเองได้สวมใส่เสื้อผ้ารออยู่ก่อนแล้ว จากนั้นทั้งคู่จึงพากันแยกย้ายกลับไปยังปลายทางของใครของมัน ทิ้งให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องพักเมื่อครู่เป็นเพียงเศษเสี้ยวแห่งความสุขเล็กๆ ที่ไร้ความหมาย ซึ่งจะยังคงนอนแน่นิ่งซ่อนตัวอยู่ภายใต้ก้นบึ้งของลิ้นชักความทรงจำต่อไป ตราบจนกว่าที่จะมีใครบางคนไปขุดคุ้ยรื้อค้นมันออกมาทวงถามอีกครั้งนั่นแหละ...
=======================================
หลังจากผ่านพ้นช่วงวันหยุดสงกรานต์อันช่ำแฉะมาได้ไม่นาน หนุ่มโมก็ต้องพานพบกับสถานการณ์อึดอัดระหว่างตัวเขาและรุ่นพี่ซึ่งเป็นเจ้านายทั้งสองคนอย่างบิวและชาติ ด้วยความที่ตัวเขาดันไปล่วงรู้ถึงพฤติกรรมซุกซนที่ทั้งสองคนแอบกระทำอยู่ลับหลังคู่ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นฝั่งของหนุ่มชาติที่แอบหนีไปเสพสุขกับบรรดาน้องนางตามสถานบันเทิงต่างๆ เช่นเดียวกับฝั่งของสาวบิวที่โมได้ไปเห็นมาเต็มสองตาว่าเธอนั้นกำลังยืนกอดจูบพลอดรักอยู่กับชายหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งในผับ ซึ่งแม้จะไม่เห็นเหตุการณ์ต่อเนื่องถัดจากนั้น แต่เขาก็พอจะคาดเดาได้ไม่ยากว่าที่สุดแล้วมันจะไปลงเอยในสถานที่แห่งไหน และในรูปแบบใด
ชายหนุ่มต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการที่จะไม่แสดงพิรุธถึงข้อมูลที่ตนเองได้ล่วงรู้มาให้คนอื่นเอะใจผิดสังเกต แม้ว่าตลอดเวลาที่เขาเห็นหนุ่มรุ่นพี่พูดจาหยอกล้อเล่นลิ้นกับแฟนสาวอย่างรักใคร่แล้วมันจะชวนให้เขารู้สึกตะขิดตะขวงในใจขึ้นมาชอบกลก็ตาม แต่นั่นก็เป็นปัญหาที่ทั้งสองคนต้องไปหาทางจัดการแก้ไขเอาเอง ไม่เกี่ยวกับตัวเขาซึ่งเป็นคนนอก และย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตัดสินหาความ หรือทำตัวปากโป้งจนสร้างปัญหาให้กับความสัมพันธ์ของทั้งคู่
ซึ่งแม้ว่าโมจะพยายามปลีกตัวหลบเลี่ยงออกมาจากเรื่องวุ่นวายดังกล่าว แต่ทว่าสุดท้ายแล้วเจ้าปัญหาที่ว่า... มันก็ดันเป็นฝ่ายเดินหน้าเข้ามาหาเขาเสียเอง...
มันเป็นช่วงเย็นวันพุธอันเปลี่ยวเหงา ด้วยความที่ทั้งชาติและบ๊อบบี้นั้นต้องลงพื้นที่ไปตรวจสอบสถานที่สำหรับจัดเตรียมงานอีเวนท์ให้กับลูกค้าตลอดทั้งวัน จึงทำให้จำนวนของพนักงานที่นั่งทำงานอยู่ภายในออฟฟิศมีหลงเหลือกันอยู่เพียงแค่สามหน่อ อันประกอบไปด้วยโม, อั๋น และบิวที่นั่งคำนวณตัวเลขค่าใช้จ่ายสลับกับนั่งเล่นเฟสบุ๊คอ่านข่าวอะไรไปเรื่อยเปื่อย
กระทั่งพอถึงเวลาเลิกงาน หนุ่มอั๋นที่กำลังง่วงจากการอดหลับอดนอนเล่นเกมออนไลน์ข้ามคืนก็เลยชิงขอตัวกลับบ้านไปก่อนเป็นคนแรก ทิ้งให้โมที่ยังต้องนั่งรออัพโหลดไฟล์งานขนาดใหญ่ส่งไปให้ลูกค้า อยู่เป็นเพื่อนกับสาวรุ่นพี่เพียงลำพังแค่สองคน พอเหลือกันเพียงเท่านี้แล้วในใจของโมมันก็เลยเผลอนึกไปถึงภาพเหตุการณ์ที่เขาได้เห็นในช่วงวันสงกรานต์ขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว ชายหนุ่มแอบนึกสงสัยผสมปนเปกับความกังวลใจ ว่าอีกฝ่ายจะทันรับรู้ถึงการปรากฏตัวของเขาในคืนนั้นด้วยหรือเปล่า
ซึ่งคำตอบก็ดูเหมือนว่าจะไม่ต้องรอคอยกันนาน เพราะหลังจากที่อั๋นออกจากออฟฟิศไปได้เพียงไม่นานเท่าไร สาวบิวก็พลอยขยับตัวลุกขึ้นจากโต๊ะของเธอ ก่อนจะเดินมาทิ้งสะโพกลงนั่งบนขอบโต๊ะทำงานของเขา พร้อมกับจ้องมองหน้าชายหนุ่มรุ่นน้องด้วยสีหน้ายิ้มๆ แปลกๆ เล่นเอาฝ่ายโมถึงกับเผลอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ด้วยอารามตกใจ
“ครับพี่?” โมเอ่ยถามถึงความต้องการของเธอออกไปด้วยใจหวั่นๆ
“งานเยอะเหรอ?” บิวถามเขาพลางจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ไอแมคที่ยังคงเปิดส่องสว่างอยู่เพียงเครื่องเดียวในห้องนี้
“ไม่หรอกฮะ เดี๋ยวส่งงานนี้ให้คุณแด๊กเสร็จก็ว่าจะกลับแล้ว” ชายหนุ่มพยายามปั้นหน้ายิ้มตอบแบบฝืนๆ
“อ๋อ…” แล้วทั้งสองก็เงียบใส่กันไปครู่ใหญ่ๆ
“พี่บิวจะให้ผมช่วยงานอะไรก่อนกลับรึเปล่า?” โมตัดสินใจเอ่ยถามทำลายความเงียบขึ้นมาเพราะเริมรู้สึกอึดอัดกับสายตาของเธอที่เฝ้าแต่จับจ้องมองหน้าเขาอยู่เหมือนมีความในใจอะไรบางอย่าง
“ไม่มีไรหรอก พี่ก็แค่... อยากหาเพื่อนคุยเล่นเฉยๆ” บิวว่า
“อ๋อครับ” เขาพยักหน้ารับเบาๆ สายตาก็คอยจับจ้องมองไปที่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ในการอัพโหลดที่ดูเหมือนจะขึ้นช้าเสียเหลือเกิน
“เออนี่โม...” สาวรุ่นพี่เกริ่นขึ้นพร้อมกับทิ้งช่วงรอให้เขาหันมาสนใจ
“ครับ?” ชายหนุ่มขานรับอย่างสุภาพ
“วันนั้นที่รูทน่ะ... โมเห็นพี่ใช่มั้ย?” คำถามของบิวที่โพล่งขึ้นมากลางคัน ทำเอาชายหนุ่มรุ่นน้องถึงกับเก็บอาการตกใจบนสีหน้าไว้ไม่อยู่ เม็ดเหงื่อค่อยๆ ผุดซึมขึ้นมาบนหน้าผาก ทีละเม็ด... ทีละเม็ด... ก่อนที่มันจะไหลย้อยลงมาอาบที่ข้างขมับ
“พี่บิวหมายถึง?” โมยังแสร้งทำทีเป็นไม่รู้เรื่องต่อไป อีกฝ่ายจึงเจตนาถามเจาะจงเข้ามาอีก
“ก็ตอนที่พี่กำลังนัวอยู่กับผู้ชายในผับไง” บิวกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ ไม่มีวี่แววหวั่นไหวใดๆ ปรากฏให้เห็นอยู่ภายในเนื้อเสียง
“เอ่อ... ก็... เห็นครับ” มาถึงตรงนี้โมจึงเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพูดโกหกกับเธออีกต่อไป เขาตัดสินใจสารภาพความจริงออกไปอย่างจำนน เพื่อรอดูว่าเจตนาของเธอในการพูดคุยครั้งนี้คืออะไรกันแน่
“ว้า... แบบนี้ก็แย่น่ะสิ” บิวแสร้งกล่าวโอดครวญ แต่ทว่าน้ำเสียงและสีหน้าของคนพูดนั้นกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มยั่วเย้า หาได้ออกอาการกังวลใดๆ เหมือนถ้อยคำจากปากไม่
“ผมไม่ปากโป้งหรอกครับพี่” โมกล่าวรวบรัดเข้าประเด็นอย่างไม่ยอมเสียเวลา
“จริงเหรอ? โมจะช่วยปิดให้พี่จริงๆ เหรอ?” สาวรุ่นพี่ทำทีเป็นออกอาการดีใจ แววตาของเธอนั้นพลันเบิกกว้างด้วยประกายตื่นเต้น
“จริงๆ ครับ” เขาย้ำหนักแน่น
“แต่แหม... แล้วพี่จะเชื่อได้ยังไง ว่าโมจะไม่แกล้งหักหลังพี่ เอาเรื่องนี้ไปบอกกับชาติ” บิวแสร้งออกปากเหมือนยังไม่มั่นใจ
“โธ่... แล้วผมจะโกหกกับเรื่องแบบนี้ไปทำไมล่ะครับพี่?” โมย้อนถามกลับ ด้วยไม่รู้ว่าควรจะสรรหาเหตุผลอะไรมาอ้างกับเธอ
“พี่ว่าเอาแบบนี้ดีกว่า... ให้พี่ทำอะไรตอบแทนโมซักอย่างนึง ถือว่าเป็นค่ารักษาสัญญาที่โมทำเพื่อพี่” เธอกล่าวยิ้มๆ
“ยังไงครับ?” เขาชักเริ่มเสียวสันหลังขึ้นมา
“ก็... แบบนี้ไง” บิวพูดเปรยๆ ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาจูบปากเขาอย่างกะทันหัน ทำเอาเจ้าหนุ่มรีบผงะถอนใบหน้าออกแทบไม่ทัน
“พี่บิว!? ทำอะไรครับพี่?” โมหลุดปากถามออกไปตามสัญชาตญาณของคนตกใจ ทั้งที่รู้ดีอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามทำอะไรอยู่
“แหม ต้องถามด้วยเหรอ?” รอยยิ้มหยอกเย้าปรากฏขึ้นบนใบหน้าสีน้ำผึ้งของสาวรุ่นพี่
“ไม่ใช่แบบนั้นครับ ผมหมายถึง... ทำไมพี่ทำแบบนี้?” เขาเอ่ยอย่างร้อนใจ แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยอมที่จะตอบคำถาม และกลับขยับประชิดตัวเข้ามาใกล้อีก พร้อมกับเอื้อมมือไปวางลงบนเป้ากางเกงยีนส์ของชายหนุ่ม ก่อนจะออกแรงลูบเบาๆ
“ก็พี่จะได้แน่ใจ ว่าโมจะไม่ปากโป้งไง...” หญิงสาวตอบเรียบๆ และทำท่าว่าจะใช้นิ้วมือรูดซิปกางเกงของเขาลง
“อย่าเลยครับพี่” โมละล่ำละลักร้องห้ามเสียงหลง เรียกแววตาสงสัยแกมรำคาญให้ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของอีกฝ่าย
“ทำไมล่ะ? หรือว่าโมคิดว่าพี่ไม่มีเสน่ห์พอเหรอ?” บิวถามเหมือนตัดพ้อ ทั้งที่มือก็ยังคงออกแรงปลดรูดซิปกางเกงของเขาไม่หยุด
“เปล่าครับ แต่ผมว่ามันไม่เหมาะ พี่ก็มีแฟนแล้ว ผมก็มีแฟนแล้วเหมือนกัน” เขายกเหตุผลขึ้นอ้าง พอได้ฟังแบบนี้แล้วสาวบิวก็พลอยหลุดยิ้มเอ็นดูออกมาอย่างพึงใจ
“โมนี่เป็นคนรักเดียวใจเดียวเหมือนกันเนาะ ไม่เห็นเหมือนอีอ้วนแฟนพี่เลย... รายนั้นน่ะเผลอเมื่อไหร่เป็นต้องดอดไปเอากับสาวอื่นตลอด” บิวกล่าวชม และสร้างความประหลาดใจให้แก่ชายหนุ่มคู่สนทนาจนต้องเอ่ยปากถามออกไป
“อ้าว? นี่พี่บิวรู้เรื่องพี่ชาติอยู่แล้วเหรอครับ?” โมถามหน้าเหวอ แต่อีกฝ่ายก็เพียงยิ้มน้อยๆ โดยไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรกลับมา ซึ่งนั่นก็ถือเป็นคำตอบที่ชัดเจนมากพอแล้วในความคิดของชายหนุ่ม
บิวนั้นไม่ใช่คนโง่... เธอรู้ดีการคบหากันมาเป็นระยะเวลายาวนานย่อมทำให้ความรู้สึกซู่ซ่าสดใหม่ที่แฟนหนุ่มมีต่อเธอมันถดถอยลงไปตามกาลเวลา อีกทั้งด้วยข้อเสียเปรียบอย่างรูปร่างหน้าตาและผิวพรรณที่ไม่ได้โดดเด่นเมื่อนำไปเทียบกับหญิงสาวคนอื่นๆ ก็ย่อมไม่แปลกใจเลยว่าสุดท้ายแล้วหนุ่มชาติจะเกิดอาการ ‘เบื่อกับข้าวหม้อเดิม’ จนต้องแอบหนีออกไป ‘กินข้าวนอกบ้าน’ เพื่อเปลี่ยนรสชาติบนเตียงอยู่บ่อยๆ
เธอรู้ซึ้งดีว่าไอ้รหัสลับเรื่อง ‘สุกี้’ ที่ชาติชอบพูดเล่นกับเพื่อนๆ นั้นหมายถึงอะไร และก็รู้ด้วยว่าทุกครั้งที่ชาติกับบ๊อบบี้ควงคู่กันออกไปตรวจงานที่โรงงานของซัพพลายเออร์นั้น พวกเขาทั้งสองก็มักจะเลยเถิดไปต่อกันที่สถานบริการต่างๆ เพื่อเสพสุขกันลับหลังเธอ โดยที่บางครั้งก็อาจจะพ่วงเอาหนุ่มอั๋นรวมเข้าไปด้วยอีกคนจนครบแก๊งสามชายโฉด และถึงแม้ว่าจะจับพิรุธของเขาได้เกือบทุกครั้ง แต่ทว่าหญิงสาวกลับเลือกที่จะไม่แสดงอาการโวยวายหรืออาละวาดชวนทะเลาะ ให้ความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานต้องร้าวรานจนถึงขั้นจบสิ้นแต่อย่างใด
หัวใจของบิวนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่จะมัวมานั่งเสียน้ำตาเพราะความเจ็บปวดจากการถูกชายคนรักหักหลัง เธอตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะยังยินยอมคบหากับเขาต่อไป ตราบใดที่ชาติไม่ได้ไปติดพันกับหญิงสาวที่ไหนแบบเป็นตัวเป็นตน หากว่าเป็นการเล่นสนุกเพียงชั่วครั้งคราวเธอก็ยอมที่จะปล่อยผ่านและแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ให้ ถือซะว่าเป็นการโยนกระดูกให้สุนัขที่ตนเองเลี้ยงไว้ได้แทะเล็มอย่างเพลิดเพลินบ้างนานๆ ครั้ง
และในเมื่อบิวยอมปล่อยให้ชาติได้ออกไปสนุกกับสาวอื่นตามใจชอบแล้ว หญิงสาวก็เลยถือว่าตนเองมีสิทธิ์อย่างชอบธรรมที่จะได้ลิ้มลองรสชาติของท่อนเอ็นใหม่ๆ ที่มีให้เธอได้เลือกเสพสุขอยู่ข้างนอกอีกมากมาย ถือเป็นการตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน แถมยังได้ความสนุกสนานเร้าใจกลับมาด้วยกันทั้งสองฝ่าย โดยที่ไม่ต้องมานั่งทะเลาะกันให้เสียเวลาเสียอารมณ์อีกด้วย
ยิ่งชาติแอบออกไปซุกซนลับหลังเธอบ่อยครั้งเท่าไร สาวบิวก็จะยิ่งมีสิทธิ์ตอบโต้เอาคืนกลับไปบ่อยครั้งมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งสำหรับชายหนุ่มคนที่โมได้เห็นเธอนัวเนียอยู่ในผับ นั่นก็นับว่าเป็นผู้ชายคนที่ 17 ในชีวิตของเธอเข้าไปแล้ว และตัวเขาเองก็กำลังสุ่มเสี่ยงที่จะตกเป็นคู่ขารายที่ 18 ของเธออยู่โดยไม่รู้ตัว...
“โมไม่ต้องห่วงนะ เรื่องนี้ชาติจะไม่มีวันรู้เลย พี่รับรอง” บิวยืนกรานพลางจ้องสบตากับเขาด้วยแววตาลุ่มหลง หญิงสาวนั้นรู้สึกถูกใจกับรูปร่างหน้าตาของหนุ่มรุ่นน้องตั้งแต่วันแรกที่เขาได้เข้ามาสัมภาษณ์งานกับเธอและแฟนหนุ่ม แต่ก็ไม่อยากที่จะออกท่าทีรุ่มร่ามอะไรในที่ทำงานมาก เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์สุ่มเสี่ยงที่จะมีปัญหาในที่ทำงานขึ้นมา กระทั่งพอเกิดเรื่องที่อีกฝ่ายมารับรู้ถึงความลับเบื้องลึกของเธอแล้ว หญิงสาวจึงตัดสินใจชิงเป็นฝ่ายรุกเข้าจู่โจมหาเขาทันที เพื่อหวังจะปิดปากเสียให้สนิท
หญิงสาวใช้มือจัดการกับซิปและตะขอกางเกงของหนุ่มรุ่นน้องอย่างง่ายดาย ก่อนที่เธอดึงรูดทั้งกางเกงยีนส์และกางเกงชั้นในของเขาให้ร่นลงมากองคาอยู่ที่เข่า ยังผลให้เจ้าอาวุธร้ายที่มีขนาดผิดแผกจากมาตรฐานชายไทยทั่วไปของหนุ่มรุ่นน้องมันดีดเด้งผึงออกมากระแทกสายตาของเธอเข้าอย่างจัง ทำเอาสาวรุ่นพี่ถึงกับนิ่งอึ้งไปด้วยความทึ่ง เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีทีเด็ดแอบซ่อนเอาไว้ถึงเพียงนี้
แม้ว่ารูปร่างภายนอกโมจะดูตัวเล็กและผอมกว่าชาติ แต่ในเรื่องของขนาดอาวุธประจำกายที่ซุกซ่อนอยู่ใต้กางเกงนั้น เจ้าหนุ่มรุ่นน้องกลับสามารถเอาชนะแฟนหนุ่มของเธอไปได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ทั้งๆ ที่จะว่าไปแล้วขนาดท่อนลำของชาติเองก็จัดว่าใหญ่โตไม่แพ้ใครหน้าไหนอยู่แล้วแท้ๆ
“โห... โม... ทำไมมันใหญ่แบบนี้?” บิวครางออกมาเบาๆ ด้วยความตื่นเต้น จากที่ตั้งใจไว้ว่าจะแค่ใช้เซ็กส์ปิดปากเขาเฉยๆ พอเห็นแบบนี้หญิงสาวก็เลยชักอยากที่จะลิ้มรสชาติความสุขจากการถูกแท่งเนื้อขนาดใหญ่ยักษ์ของโมทิ่มแทงใส่ร่างตัวเองดูสักที หญิงสาวค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นและเตรียมที่จะปลดรูดกางเกงยีนส์ที่ตนเองสวมใส่ออกไปบ้าง แต่ก็ถูกสองมือของชายหนุ่มเอื้อมมาจับยึดท่อนแขนของเธอเพื่อห้ามปรามเสียก่อน
“พี่บิวครับ พอเถอะอย่าทำเลย ผมไม่อยากมีปัญหา แล้วก็ไม่อยากนอกใจแฟนด้วย” โมยืนกรานปฏิเสธ ด้วยไม่อยากทำผิดกับแฟนสาวซ้ำสองตามที่เคยตั้งใจเอาไว้แล้ว สาวรุ่นพี่ฟังแล้วก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะค่อยๆ พ่นลมหายใจออกมาแบบเซ็งๆ พลางเอื้อมมือลงไปติดตะขอซิปกางเกงยีนส์ตัวเองดังเดิม
“ก็ได้ พี่ไม่ทำก็ได้” บิวว่าเนิบๆ พร้อมกับที่ชายหนุ่มรุ่นน้องก็พลันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ขอบคุณครับ” โมกล่าวขอบคุณที่เธอยอมทำตามคำขอของเขา และเลือกที่จะไม่เดินหน้ารุกหนักไปมากกว่านี้
“แต่อย่างน้อยขอให้พี่ได้ลองชิมดูหน่อยก็แล้วกัน” บิวกล่าวด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงเก้าอี้ของหนุ่มรุ่นน้องให้พลิกหันเข้าหาตัว แล้วจึงคุกเข่าลงไปนั่งแทรกอยู่ที่หว่างขาของเขา พร้อมกับใช้มือขวาออกแรงกระตุกรูดไปที่ลำโคนของดุ้นเนื้ออวบแกร่งและยาวใหญ่จนหนังหุ้มปลายมันเปิดออก ส่วนมือซ้ายอีกข้างก็กางครอบลงไปที่บริเวณส่วนหัวของแท่งเนื้อ แล้วหมุนฝ่ามือบดคลึงเป็นวงกลมเนิบๆ แต่ว่าคล่องแคล่ว จนคราบน้ำหล่อลื่นเหนียวใสที่ผุดซึมออกมาจากปลายท่อมันเปียกเลอะติดฝ่ามือ
“พี่บิว!? ยะ... อย่าครับ อุ๊! อู๊ย... สสส... ซี้ดส์ พี่บิว...” โมส่งเสียงห้ามได้เพียงเท่านั้นก็ต้องแอ่นแหงนหน้าร้องครางออกมายาวๆ เมื่อโดนริมฝีปากนุ่มๆ ของสาวรุ่นพี่ประกบครอบลงไปที่ส่วนหัวบานสีชมพู กลิ่นคาวของมันกระตุ้นอารมณ์หื่นจนเธออดไม่ได้ที่จะต้องก้มลงไปใช้ปากให้กับส่วนนั้นของเขา เธอค่อยๆ อ้าปากขย้อนกลืนแท่งเนื้ออันใหญ่โตเข้าไปทีละน้อยๆ พร้อมกับใช้ปลายลิ้นตวัดไล่เลียไปรอบๆ ลำโคน รสชาติเค็มฝาดของมันแล่นวาบพุ่งเข้ามาในห้วงความคิด แม้จะไม่ใช่รสชาติที่ชวนกินนัก แต่กลับทำให้หญิงสาวยิ่งเกิดอาการหิวกระหายขึ้นมาจนรู้สึกเปรี้ยวปาก
“พี่บิวครับ... พอเถอะ อู๊ย... พอแล้วครับ ซี้ดส์” โมยังดิ้นรนต่อสู้กับความเสียวที่กำลังแผ่ปกคลุมครอบงำจิตใจ
“อย่าดื้อสิ ทำแบบนี้อย่างน้อยๆ พี่ก็จะได้สบายใจไง ถือว่าโมเองก็มีข้อแลกเปลี่ยนเท่าเทียมกันแล้ว พี่จะได้มั่นใจว่าโมไม่ปากโป้งแน่ๆ” บิวถอนปากออกก่อนจะเงยหน้าสบตากับเขาด้วยสีหน้าจริงจัง พอเจออ้างเหตุผลแบบนี้แล้วชายหนุ่มก็ชักจะเริ่มเสียงอ่อย
“ไม่งั้นปีนี้พี่ไม่ให้โบนัสกับเธอนะ” สาวรุ่นพี่แกล้งพูดขู่ด้วยรอยยิ้ม ทำเอาเจ้าหนุ่มถึงกับแปลกใจปนนึกขัน เมื่อเห็นว่าเธอกับชาตินั้นต่างยกเอาเรื่องโบนัสขึ้นมาพูดขู่เขาเหมือนๆ กันโดยบังเอิญ สมกับที่เป็นคนประเภทเดียวกันอย่างแท้จริง
บิวใช้มือขวาช่วยประคองรูดส่วนโคนของแท่งเนื้อเข้าออกเป็นจังหวะ ขณะที่ริมฝีปากก็ออกแรงดูดกลืนอาวุธของอีกฝ่ายเข้าไปแรงๆ จนแก้มตอบทั้งสองข้าง ความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นทำให้โมถึงกับลืมเลือนเรื่องความเหมาะสมไปชั่วขณะ แน่ล่ะว่าชายหนุ่มนั้นรักแฟนสาวยิ่งกว่าอะไร แต่ถึงอย่างนั้นเขาเองก็ยังเป็นเพียงผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่ง เมื่อถูกปลุกเร้าหนักๆ เข้า เจ้าตัวก็ชักจะเริ่มออกอาการเป๋ๆ และเผลอเอื้อมมือข้างหนึ่งไปวางประคองอยู่บนศีรษะของเธอ พลางออกแรงดึงรั้งใบหน้าของสาวรุ่นพี่ให้กดแนบเข้าหาหน้าขาตัวเองอย่างลืมตัวเพราะกำลังรู้สึกเสียวสยิวได้ที่ ใบหน้าของชายหนุ่มออกอาการเกร็งขมวด พลางแอ่นแหงนหน้าสูดปากร้องครางซี้ดซ้าดดังๆ อย่างสะใจ
สาวรุ่นพี่ใช้ริมฝีปากดูดกินแท่งเนื้อของหนุ่มรุ่นน้องอย่างมันเขี้ยวจนลำโคนอ้วนๆ เปียกเยิ้มไปด้วยคราบน้ำลายของเธอ ก่อนที่หญิงสาวจะค่อยๆ ถอนริมฝีปากออก แล้วใช้ลิ้นออกมาตวัดชิมรสชาติของดุ้นเนื้อลำเขื่อง ไล่ลงมาจากส่วนปลายผ่านลำโคน ไม่เว้นแม้กระทั่งพวงไข่สองข้างที่รุงรังไปด้วยพงขนอันหยิกหยอย แถมยังแกล้งออกแรงขบงับลงไปที่ลูกบอลข้างหนึ่งของเขาเบาๆ ทำเอาเจ้าหนุ่มรุ่นน้องถึงกับเสียววาบจนต้องเผลอใช้มือจิกขยุ้มลงไปบนเส้นผมของเจ้านายสาวอย่างลืมตัว คล้ายเป็นสัญญาณให้บิวได้รับรู้ว่าลีลาปลุกเร้าอารมณ์เสียวของเธอนั้นประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม
แม้ใจหนึ่งจะยังแอบรู้สึกผิดต่อแฟนสาว แต่ทว่าความเสียวซ่านที่กำลังแล่นวาบจากกลางลำตัวขึ้นมาถึงสมองนั้นมันก็ช่างรุนแรงเกินกว่าที่เขาจะสามารถหักห้ามใจยับยั้งได้ในทันทีทันใด ชายหนุ่มพยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่าอย่างน้อยๆ นี่ก็เป็นเพียงแค่การยินยอมให้อีกฝ่ายใช้ปากทำรักให้เพื่อความสบายใจของเธอเฉยๆ หาได้เป็นความต้องการแรกเริ่มของเขาแต่อย่างใด และที่สำคัญมันก็ยังไม่ได้เลยเถิดไปจนถึงขั้นมีอะไรกันจริงๆ เสียหน่อย พอฝืนหลอกตัวเองได้แบบนี้แล้วชายหนุ่มก็เลยพอจะสบายใจขึ้นมาบ้าง
หญิงสาวใช้ลิ้นชอนไชลงไปที่ใต้พวงไข่อ่อนนุ่มของเขาทีละข้าง ก่อนจะลากลิ้นไถผ่านทางลำโคนอ้วนๆ ขึ้นมาถึงส่วนปลายลำ แล้วจ่อลิ้นกดแยงเข้าไปที่บริเวณเส้นสองสลึงรัวๆ ราวกับงูสาวที่กำลังฉกเหยื่อ เล่นเอาเจ้าหนุ่มถึงกับส่งเสียงครางซี้ดๆ พลางแอ่นเด้งสะโพกซอยแท่งเนื้อทิ่มเข้าใส่ริมฝีปากเรียวบางของสาวรุ่นพี่อย่างเสียวสยิว ซึ่งเธอก็รีบอ้าปากดูดกลืนเจ้าดุ้นเนื้อใหญ่ยักษ์ของเขาเข้าไปด้วยความเต็มใจ
“ซี้ดส์... พี่บิวครับ ผมจะอั้นไม่ไหวแล้วนะพี่ อู๊ย... ยยยย” โมโดนสาวรุ่นพี่ใช้ปากดูดให้อยู่ราวๆ 7-8 นาที ชายหนุ่มก็รู้สึกเสียววาบๆ จนเกือบที่จะกลั้นไม่ไหว เขาพยายามจะขยับถอนอาวุธให้พ้นจากริมฝีปากของเธอที่กำลังอ้าอมมันอยู่ แต่พอกำลังจะขยับตัวถอยหนี ก็กลับถูกสองมือของสาวรุ่นพี่เอื้อมไปดึงรั้งสะโพกให้กดแนบเข้าหาใบหน้าของเธอเสียอีก
“อู๊ย... มะ... ไม่ไหวแล้ว... ซี้ดส์ อู้ว!” พอถึงจุดนี้ชายหนุ่มก็เลยต้องยอมปล่อยเลยตามเลย เพียงครู่เดียวร่างของเขาก็พลันสั่นกระตุกเฮือกๆ อย่างรุนแรงจนอีกฝ่ายรู้สึกได้ ก่อนที่น้ำเชื้อเหนียวข้นและอุ่นร้อนมันจะพุ่งกระฉูดเข้าใส่เต็มโพรงปากของเธอในทันใด
“อื้อ! อือ... ออออออ อื้ม...” สาวบิวออกอาการชะงักนิดหนึ่ง แต่ก็ยังพยายามห่อปากกระชับรูดไม่ให้น้ำเชื้อของอีกฝ่ายไหลหยดย้อยลงเปรอะพื้นห้อง เธออดทนรออยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่งหนุ่มรุ่นน้องเริ่มผ่อนคลายจากอาการเสียวซ่านจนแท่งกระตุก ก่อนจะค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกมา แล้วกลั้นใจกลืนหยาดน้ำกามที่อมไว้เต็มปากผ่านลำคอรวดเดียวถึงกระเพาะ รสชาติขมปร่าของมันทำให้หญิงสาวถึงกับเผลอแลบลิ้นทำหน้าเหยเก แต่ก็ยังพยายามฝืนยิ้มสู้ให้ชายหนุ่มเห็น
“เท่านี้... เราสองคนก็อยู่ฝ่ายเดียวกันแล้วนะ” บิวกล่าวยิ้มๆ ก่อนจะลุกเดินหายไปเข้าห้องน้ำ ทิ้งให้หนุ่มโมได้แต่นั่งหอบหายใจถี่ๆ อยู่บนเก้าอี้อย่างเหนื่อยอ่อนเพียงลำพัง ในหัวของชายหนุ่มยังแทบไม่อยากเชื่อว่าตนเองพึ่งจะถูกเจ้านายสาวใช้ปากรีดน้ำเชื้อออกไปหมาดๆ คาออฟฟิศ ก่อนที่สายตาของเขาจะกวาดไปเห็นข้อความที่ระบุแจ้งว่าอัพโหลดไฟล์งานสำเร็จเรียบร้อยบนหน้าจอ เจ้าหนุ่มจึงรีบกุลีกุจอใส่กางเกงท่อนล่าง แล้วรีบปิดคอมพิวเตอร์หนีกลับบ้านไปทันทีโดยไม่ยอมเสียเวลาล่ำลาสาวบิวที่ยังคงส่งเสียงฮัมเพลงออกมาจากในห้องน้ำ
โมจำต้องเก็บงำความลับที่ตนเองถูกบิวใช้ปากรีดกลืนน้ำเชื้อจนเสร็จกิจคาที่ทำงานเอาไว้กับตัวเพียงลำพัง เขาไม่กล้านำเรื่องนี้ไประบายให้ใครฟังแม้แต่กับคนสนิทที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้แน่นอนอย่างเจ็ทและป๊อบ เพราะไม่ต้องการที่จะไปสร้างภาระเพิ่มเติมให้ทั้งคู่ต้องแบกรับภาระนี้ไว้ร่วมกัน ชายหนุ่มพยายามมองโลกในแง่ดีว่าอย่างน้อยๆ บิวเองก็คงจะพึงพอใจกับการได้เป็นฝ่ายกุมความลับของเขาบ้าง และหลังจากนี้เธอเองก็คงจะค่อยๆ ผ่อนคลายจากความระแวง และเลิกยุ่งวุ่นวายกับตัวเขาไปในที่สุด
แม้จะรู้สึกอึดอัดทุกครั้งเวลาที่ได้เห็นรอยยิ้มแปลกๆ บนใบหน้าของสาวรุ่นพี่ แต่ชายหนุ่มก็พยายามที่จะแสร้งทำเป็นลืมๆ มันไปเสีย และหันมาตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตัวเองต่อไปให้ดีที่สุด ซึ่งระหว่างนั้นทางฝ่ายของชาติเองก็ยังคงแอบมากระซิบชักชวนเขาไปเที่ยวอาบอบนวดด้วยกันอยู่เป็นระยะๆ แต่ทุกครั้งก็จะได้รับเพียงคำตอบปฏิเสธอย่างสุภาพจากหนุ่มรุ่นน้องกลับคืนไปทุกที จนสุดท้ายแล้วรุ่นพี่ขาหื่นทั้งสามคนก็ค่อยๆ เลิกสนใจที่จะเสียเวลาชวนเขาไปร่วมสนุกด้วยกัน และทำให้ชีวิตอันสงบสุขของโมก็ค่อยๆ หวนกลับคืนมาหาชายหนุ่มอีกครั้ง แม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่ระยะเวลาชั่วคราวก็ตาม...
=======================================
1 พฤษภาคม 2556, ครบรอบ 1 ปีในการจากไปของเกี๊ยง…
เพื่อนฝูงที่เคยสนิทสนมและรักใคร่กันเมื่อสมัยเรียน ต่างโผล่หน้ามาร่วมชุมนุมที่งานทำบุญวันครบรอบที่วัดสร้อยทอง เป็นจำนวนมากมายถึงเกือบยี่สิบชีวิต สาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะว่าหลายคนได้หยุดพักในวันแรงงานพอดี ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็มาจากความที่เกี๊ยงเป็นคนน่ารักและมีน้ำใจแก่คนรอบข้าง จึงทำให้เพื่อนๆ หลายคนยังคงระลึกและคิดถึงเขาอยู่เสมอ แม้ว่าตัวจะจากไปได้ร่วมปีแล้ว
โดยหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดงานทำบุญรำลึกครั้งนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากกลุ่มของโม อันประกอบไปด้วยตัวเขา, ป๊อบ, ป๋อม, ไอซ์ และเอ๋ย ที่ร่างกายฟื้นตัวหายดีเป็นปกติจากอุบัติเหตุครั้งใหญ่ซึ่งได้พรากเอาชีวิตแฟนหนุ่มของเธอไป ซึ่งพวกเขาทั้งหมดก็ไม่ยอมพลาดที่จะมาร่วมแสดงความรักต่อเพื่อนสนิทและแฟนหนุ่มผู้แสนดีคนนี้ ส่วนคนอื่นๆ อย่างเจ็ทที่ติดธุระมาไม่ได้จริงๆ ก็ยังอุตส่าห์ฝากความคิดถึงและอาลัยผ่านมาให้ทางแฟนสาว
กิจกรรมภายในงานเป็นไปอย่างเรียบง่าย เริ่มต้นจากการตักบาตรที่วัดในช่วง 7 โมงเช้า โดยอาหารที่ใส่ก็มีทั้งอาหารคาวหวาน ตลอดจนถึงผลไม้หลายๆ อย่างที่เกี๊ยงเคยชอบกิน พอล่วงเข้าสู่ช่วงสายๆ จึงตามมาด้วยการทำบุญถวายสังฆทานเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่เพื่อนผู้ล่วงลับ โดยสิ่งของที่ถวายก็ประกอบไปด้วยข้าวสารอาหารน้ำดื่มและปัจจัยต่างๆ ทั้งรองเท้า, จีวร, ยารักษาโรค ตลอดจนถึงสบู่, ผงซักฟอก, น้ำยาล้างจาน, ยาสีฟัน และแปรงสีฟัน ซึ่งกลุ่มเพื่อนยินดีลงขันกันซื้อด้วยความเต็มใจ
พอถวายของเรียบร้อยแล้วก็ตามมาด้วยการกรวดน้ำทำพิธี ใครที่นั่งอยู่แถวหน้าก็แตะไม้แตะมือช่วยกันเทน้ำประสานไปกับจังหวะพระสวด ส่วนใครที่นั่งอยู่ไกลหน่อยก็ได้แต่เอื้อมมือไปแตะไหล่แตะหลังของคนข้างหน้า พลางตั้งจิตอธิษฐานขอให้ผลบุญที่ทำนั้นส่งไปถึงแก่เพื่อนผู้ล่วงลับ กระทั่งเมื่อพระสวดมาถึงบทให้พรตรงท่อน ‘สัพพี ติโย’ พวกเขาทั้งหมดจึงพลันหยุดเทน้ำ และประนมมือขึ้นรับพรพร้อมๆ กัน
พอเสร็จพิธีแล้ว บรรดาเพื่อนเก่าที่ห่างเหินกันไปนานจึงเริ่มจับกลุ่มพูดคุยรำลึกความหลัง บ้างก็ขอแลกเปลี่ยนเบอร์โทรและอีเมล์สำหรับไว้ใช้ติดต่อหากันในภายภาคหน้า แม้แต่โมเองก็ยังมีโอกาสได้เวียนไปทักทายรำลึกความหลังกับเพื่อนเก่าอยู่หลายคน เขาได้รับรู้ว่าหนุ่มโจ๊กจอมกะล่อนนั้นยังคงปักหลักเป็นทีมงานเบื้องหลังให้กับช่อง 3 มานับตั้งแต่ตอนเรียนจบ ส่วนสาวเซ็กซี่อย่างบุ๋มก็กำลังพยายามไต่เต้าและใช้เต้าไต่ให้ตัวเองได้โลดแล่นอยู่ในวงการพริตตี้ไปตามเรื่องตามราวของเธอ
ในขณะที่เพื่อนซี้อีกสองคนของไอซ์อย่างเนยและตาล ก็กำลังล้มลุกคลุกคลานอยู่ภายใต้สมรภูมิของเหล่ามนุษย์เงินเดือนอันบ้าคลั่ง ทั้งการแข่งขันเพื่อปีนป่ายขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงส่งกว่าเดิม รวมถึงต่อสู้กับสภาพของการจราจรอันชวนหงุดหงิดในเมืองที่ขึ้นชื่อว่ามีรถติดมากที่สุดในโลก ซึ่งแม้ว่าแต่ละคนนั้นจะเลือกผจญภัยบนเส้นทางอาชีพที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาเห็นตรงกันก็คือ... ชีวิตในวัยทำงานนั้นไม่ได้สนุกสนานเหมือนกับชีวิตในช่วงวัยเรียน ทั้งตอนเรียนมัธยมและตอนเรียนมหาฯลัยเลยแม้แต่น้อย
“โคตรเบื่อเลยว่ะแก ออฟฟิศชั้นนะ แค่เข้าสายนิดนึงก็อดได้เบี้ยขยันละ แถมพอถึงเวลาแจกโบนัสแม่งก็เอาไปคิดหักเปอร์เซ็นต์อีก โคตรไม่ยุติธรรมเลย” เนยโพล่งขึ้นมากลางวงสนทนาที่มีเพื่อนๆ นั่งรายล้อมกันอยู่
“ของแกน่ะยังดี ของชั้นนี่ดิ เข้างานเต็มเวลาหกวันจันทร์ถึงเสาร์ ส่วนวันอาทิตย์ถ้ามีงานด่วนหรือมีประชุมก็ต้องถ่อไปนั่งที่ออฟฟิศอีกครึ่งวัน เวลาจะใช้ชีวิตส่วนตัวแม่งยังไม่มีเลย” ตาลกล่าวสำทับ
“พวกแกจะบ่นกันทำไมวะ? มีงานประจำทำก็ดีอยู่แล้วนี่หว่า เงินก็ได้เรื่อยๆ สม่ำเสมอ อย่างชั้นเนี่ย กว่าจะมีลูกค้าจ้างไปทำแต่ละงาน แม่งต้องแย่งกันแทบตาย แถมบางงานแค่ค่ารถไปกลับก็ไม่คุ้มแล้ว” บุ๋มที่เป็นพริตตี้หนึ่งเดียวในกลุ่มอ้างปัญหาของตัวเองบ้าง
“แหม... อีบุ๋ม งานนึงแกก็ได้ไปตั้งเท่าไหร่ละ สามพันสี่พันโน่น เดือนๆ นึงทำแค่สี่-ห้างานก็ได้เงินเท่าพวกชั้นแล้วมั้ง” เนยขัดคอ
“โธ่ มันก็ต้องมีค่าเสื้อผ้าเครื่องสำอางอีกป่ะวะ?” พริตตี้สาวอ้าง ซึ่งโมก็แอบเห็นด้วยเมื่อพิจารณาจากรูปร่างหน้าตาของเธอที่ต้องบอกว่าสวยขึ้นเป็นคนละคน จากผลของเครื่องสำอางและอำนาจแห่งมีดหมอที่ช่วยแต่งแต้มความงดงามให้ทั้งใบหน้าและเรือนร่าง
“นี่แกไปทำนมเพิ่มมาเท่าไหร่วะ?” ตาลเอ่ยถามพลางจ้องสำรวจขนาดหน้าอกของเพื่อนที่ใหญ่โตขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้ชุดเดรสแขนกุดที่เธอสวมใส่อยู่มันโป่งพองออกมาเป็นลูกๆ
“เก้าหมื่นนิดๆ พอดีได้ราคาพิเศษจากพี่ที่เค้าเคยไปทำมาก่อน” บุ๋มตอบเรียบๆ รู้สึกพึงพอใจเล็กๆ ที่รู้ว่าเรือนร่างของตนกลายเป็นที่สนอกสนใจของเพื่อนคนอื่นๆ
“โห... นั่นราคาพิเศษแล้วเหรอวะ อีกนิดนึงก็แตะแสนแล้วนะ” เนยโพล่งขึ้นอย่างตกใจ
“มันก็ราคานี้แหละแก ปกติมันก็ทำกันเป็นแสนแล้วนะ บางคนที่แพงๆ หน่อย ก็ทะลุไปสี่-ห้าแสนก็มี อย่างพวกดาราที่มันไปอัพนมกันมาน่ะ” บุ๋มสาธยายข้อมูลเบื้องลึกให้ฟัง
“แล้วอย่างสต๊อปที่ดังๆ นี่นมปลอมป่ะวะ?” โจ๊กถามบ้าง
“ปลอมอยู่แล้วแก นมเบียดกลมเป็นลูกขนาดนั้น” สาวบุ๋มตอบทันควันอย่างมั่นใจ
“แล้วของแกล่ะไอซ์ เป็นไงมั่ง? ทำงานลำบากมั้ย?” ตาลหันมาถามไอซ์ที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“โอ๊ย จะไปถามทำไม ไอซ์มันทำงานกับพ่อตัวเอง สบายจะตายห่า แค่จบมาก็ได้เป็นผู้บริหารรอแล้ว” เนยกล่าวอย่างอิจฉา
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เราก็พึ่งจะเริ่มเข้าไปเรียนรู้งาน พ่อเค้ายังไม่กล้าวางใจให้ทำอะไรมากนักหรอก คงอีกเป็นปีๆ โน่นแหละ กว่าจะได้เรื่องได้ราวน่ะ” ไอซ์กล่าวอย่างถ่อมตน
“ว่าไปแล้วก็อิจฉาไอ้โมมันนะ สบายเลยมีแฟนแบบไอซ์ วันดีคืนดีก็ได้เป็นว่าที่ลูกเขยท่านประธานง่ายๆ” โจ๊กหยอกเพื่อน
“เกี่ยวห่าอะไรวะ กูก็ทำงานของกู ไอซ์เค้าก็ดูบริษัทเค้าไป ไม่เกี่ยวกันซักหน่อย” โมบอกปัดอย่างนึกรำคาญ เขาเองไม่ค่อยชอบใจเท่าไรนักเวลาที่มีคนมองว่าตัวเองด้อยความสามารถ จนต้องหันไปพึ่งพิงบารมีจากครอบครัวของแฟนสาวในการที่จะเจริญก้าวหน้า
“แหม ก็แค่หยอกเล่นน่าเพื่อน” อีกฝ่ายทำเสียงหยอกเย้าใส่
“แล้วนี่เมื่อไหร่พวกแกสองคนจะแต่งกันให้เป็นเรื่องเป็นราวเนี่ย คบกันมาตั้งนานแล้วนี่นา” บุ๋มเอ่ยถามขึ้นอย่างนึกสงสัย
“โหยบุ๋ม... ใจคอมึงไม่คิดจะให้กูมีเวลาเก็บเงินหน่อยเหรอวะ? นี่พึ่งจะเริ่มทำงานมาได้ไม่ถึงปีเลยนะเว้ย” ชายหนุ่มตอบกลั้วหัวเราะ
“ทำไมวะ? ไอซ์เรียกสินสอดไว้เยอะเหรอ กี่ล้าน?” โจ๊กถาม
“บ้า อันนั้นก็เกินไป เต็มที่ก็หลักแสนนั่นแหละ” หญิงสาวผู้ถูกกล่าวถึงรีบพูดแก้ตัว
“แค่เก้าแสนเก้าก็พอ” บุ๋มหยอดมุก แล้วคนอื่นๆ ก็พากันหัวเราะลั่น ไม่เว้นแม้แต่ทั้งโมและไอซ์
“ดีเหมือนกันนะ นานๆ จะได้มารวมหัวอยู่ด้วยกันแบบนี้ซักที ถึงจะเป็นวันครบรอบไอ้เกี๊ยงมันก็เหอะ” ป๋อมพูดเปรยๆ ด้วยรอยยิ้ม ซึ่งคนอื่นๆ ในวงต่างก็พยักหน้าเห็นคล้อยตาม เพราะครั้งสุดท้ายที่พวกเขาได้มารวมตัวกันแบบนี้ก็ต้องนับย้อนหลังไปเกือบหนึ่งปีเต็มๆ ในสถานที่เดียวกันนี่แหละ เพียงแต่ครั้งนั้นบรรยากาศของวงสนทนายังคงปกคลุมไปด้วยคราบน้ำตาและความรู้สึกเศร้าสลด แตกต่างไปจากครั้งนี้ที่พอจะมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะปรากฏอยู่ให้เห็นเกือบจะตลอดเวลา
“วันหลังก็นัดเจอกันอีกดิ หาร้านกินข้าวหรือแดกเหล้าอะไรก็ว่ากันไป มันจะได้ไม่ห่างกันจนขาดการติดต่อไปเลยแบบไอ้นพเนี่ย” โจ๊กเสนอความเห็น พร้อมกับอ้างชื่อเพื่อนอีกคนในกลุ่มติวหนังสือขึ้นมา
“เออ แล้วตอนนี้ไอ้นพมันไปทำอะไรอยู่ไหนวะ? มีใครรู้บ้างป่ะ?” โมเอ่ยถามหลังจากได้ยินชื่อเพื่อนเก่าที่ห่างหายไปนาน
“ที่จำได้ครั้งสุดท้ายก็เห็นว่าไปเรียนอยู่ม.บูรพาอ่ะ แล้วแม่งก็เงียบหายไปเลย เหมือนเปลี่ยนเมล์เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ด้วย” ตาลตอบ
“ไม่ใช่ว่าแม่งเด๊ดสะมอเร่ไปอีกคนแล้วแต่เราไม่รู้กันนะ” โจ๊กเล่นมุก
“ไอ้โจ๊ก! ไอ้ห่า! ปากเสีย” ป๋อมแหวใส่
“เอ้า ก็แม่งหายเงียบไปเลยนี่หว่า ขนาดงานศพไอ้เกี๊ยงปีที่แล้วมันยังไม่โผล่หัวมาเลย” ชายหนุ่มอ้าง
“มันอาจจะไม่รู้ก็ได้มึง คนอื่นๆ ในห้องเราก็ไม่ได้มากันทุกคนนี่หว่า บางคนเค้าก็แค่ฝากใส่ซองมา” โมคิดแทน
“แล้วนี่ไอ้ป๊อบมันหายหัวไปไหนแล้วเนี่ย ทำไมไม่มานั่งกับเพื่อนวะ?” เนยหันซ้ายหันขวาถามหาเพื่อนในกลุ่มอีกคนที่หายตัวไป
“ไปนั่งคุยอยู่กับเอ๋ยมั้ง” ป๋อมตอบ
“หมายถึงแฟนไอ้เกี๊ยงคนที่น่ารักๆ อ่ะเหรอ?” โจ๊กถามต่อ
“เออ คนนั้นแหละ” สาวแว่นพยักหน้าเบาๆ
“บ๊ะ! ไอ้นี่มันร้ายเว้ย กับเพื่อนกับฝูงไม่ยอมมาคุย ดอดไปนั่งจิ๊จ๊ะอยู่กับแฟนเพื่อนตามลำพัง” ชายหนุ่มจอมปากเสียว่ายิ้มๆ
“ไอ้ห่า... มึงนี่ก็นะ คิดมาได้แต่ละอย่าง กูล่ะไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตอนนั้นอีบุ๋มมันถึงไม่เอามึงทำแฟน” ป๋อมสวนโครมเข้าให้ เรียกเสียงหัวเราะได้จากรอบวงสนทนา
“โอ๊ยแก ต่อให้อีโจ๊กมันดีกว่านี้ชั้นก็ไม่เอาหรอก รับไม่ได้” พริตตี้สาวกล่าวสำทับพร้อมกับหัวเราะชอบใจ
พอคุยกับเพื่อนไปพอหอมปากหอมคอแล้ว โมกับไอซ์จึงค่อยแยกตัวออกมาดูอาการของเอ๋ยที่กำลังนั่งปรับทุกข์อยู่กับป๊อบบ้าง พอเด็กสาวสังเกตเห็นถึงการปรากฏตัวของทั้งคู่ เจ้าตัวก็รีบส่งรอยยิ้มอันเปี่ยมไมตรีมาทักทายพวกเขาในทันที
“เป็นไงบ้าง?” โมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเหมือนผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก
“ก็... ดีค่ะ” เอ๋ยตอบ น้ำเสียงของเธอฟังดูแหบแห้งลงไปจากปกติอยู่เล็กน้อย
“เอ๋ยหิวรึเปล่า? เห็นไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้าแล้ว พี่มีแซนด์วิชอยู่ในรถนะ เอาไปกินรองท้องก่อนมั้ย? แล้วเดี๋ยวค่อยไปหาอะไรกินกันตอนเที่ยง” ไอซ์เอ่ยถามสาวรุ่นน้องอย่างห่วงใย
“ไม่เป็นไรค่ะพี่ เดี๋ยวค่อยรอกินมื้อเที่ยงทีเดียวก็ได้” เด็กสาวตอบ
“งั้นเดี๋ยวไปหาอะไรกินกับพวกพี่แล้วกันนะ นานๆ จะได้เจอกันซักที” ป๊อบเอ่ยชักชวนเธอ
“ค่ะพี่ป๊อบ” เอ๋ยพยักหน้าตอบรับตามมารยาท
“เออ ไอ้ป๊อบ พวกไอ้โจ๊กมันถามหามึงอยู่น่ะ ว่างๆ ก็แวะไปคุยกับพวกมันหน่อยดิ ไหนๆ ก็มารวมหัวกันอยู่นี่แล้ว” โมหันไปบอกกับเพื่อนสนิท
“เออๆ รู้แล้ว งั้นเดี๋ยวพี่มานะเอ๋ย” ชายหนุ่มหันไปพูดกับสาวรุ่นน้องที่นั่งอยู่ข้างๆ กัน
“ค่ะ” เธอตอบกลับสั้นๆ ด้วยรอยยิ้ม
“ไอ้นี่ เห็นสาวน่ารักดีกว่าเพื่อนเก่าซะงั้น” โมเอ่ยแซวเพื่อนแบบติดตลก หลังจากเห็นอีกฝ่ายเดินพ้นระยะออกไปแล้ว
“เปล่าหรอกค่ะพี่โม พี่ป๊อบเค้าก็แค่สงสารหนูเฉยๆ เท่านั้นแหละ” เอ๋ยตอบถ่อมตน
“นี่เราแอบไปร้องไห้ให้มันเห็นมาป่ะเนี่ย? มันถึงมานั่งเฝ้าไม่ไปไหนอยู่แบบนี้” ชายหนุ่มกระเซ้าแหย่ แต่อีกฝ่ายกลับพยักหน้าเบาๆ
“ก็ไม่คิดว่าพี่เค้าจะมาเห็นพอดี” เธอตอบเสียงอ่อย เนื้อเสียงเริ่มมีแววของความสั่นเครือออกมาให้คนฟังได้ผิดสังเกต
“เอาน่ะ ถ้าอยากร้องก็ร้อง ไม่ต้องอั้นไว้หรอก ดีกว่าไปเก็บกดมันไว้กับตัวเอง แผลมันยังใหม่ๆ ไอ้เกี๊ยงมันก็คงดีใจนะที่ผ่านมาปีนึงแล้วแฟนยังไม่ได้ลืมมันไปง่ายๆ” โมกล่าวปลอบใจ ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวเธอเบาๆ ด้วยเจตนาปลอบโยน แต่การกระทำของเขากลับกลายเป็นตัวจุดชนวนและทำให้ทำนบที่กั้นหยดน้ำในดวงตาของเธอมันแตกทะลักพรั่งพรูออกมาเป็นสาย พร้อมกับเสียงสะอึกสะอื้นต่อเนื่องเป็นชุดๆ จนคนปลอบยังเกือบทำตัวไม่ถูก
“ไม่เป็นไรนะเอ๋ย พวกพี่อยู่ตรงนี้แล้ว” ไอซ์ที่เห็นดังนั้นเข้าก็บังเกิดความสงสารสาวรุ่นน้องขึ้นมา จนต้องรีบเดินเข้าไปกอดปลอบใจเธอแน่นๆ ตามประสาของคนสนิท แต่ขณะเดียวกันเธอก็แอบหันไปทำสายตาดุๆ ใส่แฟนหนุ่ม ในข้อหาที่พูดอะไรไม่ระมัดระวัง จนกลายเป็นการไปสะกิดแผลใจของอีกฝ่ายให้เจ็บซ้ำอีกรอบ
“ถ้าวันนั้นหนูไม่รบเร้าขอให้พี่เค้าพาไปดำน้ำ ฮึ่ก... ฮึ่ก... หรือถ้าหนูตื่นเร็วขึ้นกว่านี้อีกนิดนึง... เรื่องมันก็คงไม่เป็นแบบนี้หรอก ฮือ... อออ” เอ๋ยปล่อยโฮออกมาในอ้อมกอดของสาวรุ่นพี่อย่างสุดกลั้น
“อืม... มันไม่มีใครรู้หรอกเอ๋ยว่าจะเป็นแบบนี้” ไอซ์ปลอบ แล้วใช้มือลูบหัวเธอเบาๆ อย่างทะนุถนอม
“พี่เค้าควรจะเป็นคนที่มานั่งอยู่ตรงนี้… ฮึ่ก... ไม่ใช่หนู...” เด็กสาวพรั่งพรูความในใจออกมาไม่ขาด ส่วนโมที่กำลังนั่งฟังอยู่ใกล้ๆ ก็พลอยทำหน้าเศร้าใจตามเธอไปด้วยคน
“พี่ว่า... ถ้าเรื่องมันกลับกัน ถ้าเกิดว่าคนที่ตายเป็นเอ๋ย อะไรๆ มันอาจจะออกมาเลวร้ายไปกว่านี้ก็ได้นะ ไหนจะเรื่องที่ต้องเสียแฟนไป ไหนจะเรื่องขาหักต้องพักรักษาตัวจนเตะบอลไม่ได้อีก พี่ไม่คิดว่าไอ้เกี๊ยงมันจะทำใจยอมรับได้ง่ายๆ หรอก เผลอๆ มันอาจจะเศร้ามากจนเกิดคิดสั้นไปเลยด้วยซ้ำ เพราะสำหรับไอ้เกี๊ยงน่ะ เอ๋ยคือคนที่มันรักมากที่สุดในชีวิต พอๆ กับพ่อมันเลยนะ” โมพูดออกไปตามที่ตัวเองรู้สึก พอเด็กสาวได้ฟังแบบนั้นก็พลอยสงบนิ่งลงไปบ้างเล็กน้อย
“แต่พี่... แล้วหนูจะทำยังไงต่อจากนี้? พี่เกี๊ยงเค้าก็ไม่กลับมาแล้ว หนูจะทำยังไง?” เอ๋ยถามเหมือนขอคำชี้แนะจากทั้งสองคนทั้งที่น้ำตายังนองหน้า
“อดทนนะเอ๋ย พี่รู้ว่าเอ๋ยยังเจ็บอยู่ แต่ถึงยังไงมันก็เป็นแค่ความเจ็บปวดชั่วคราวเท่านั้น ก็เหมือนที่เอ๋ยเคยขาหักนั่นแหละ ถึงที่สุดแล้ววันนึงมันก็ต้องหายดี เรื่องนี้ก็เหมือนกัน กาลเวลาที่ผ่านไป มันจะช่วยให้เอ๋ยทำใจรับมันได้เอง” ไอซ์เอ่ยปากสอนเธออย่างมีเหตุผล และทำให้หยุดน้ำตาบนหน้าของสาวรุ่นน้องเริ่มขาดห้วงลงอย่างช้าๆ
“แล้วก็ไม่ต้องห่วงนะ พวกพี่อยู่ข้างเอ๋ยเสมอ ถ้ามีอะไรขาดเหลือก็บอกได้ พี่จะคอยดูแลเอ๋ยเอง” โมกล่าวเสริมขึ้นอีกคน ก่อนจะยื่นมือไปบีบกุมมือเธอไว้เบาๆ
“ค่ะพี่... หนูจะพยายาม” เด็กสาวตอบเสียงสั่นเทา ก่อนที่เธอจะค่อยๆ เผยรอยยิ้มน้อยๆ ออกมาให้เห็นในที่สุด แม้ว่ามันจะยังคงเป็นเพียงรอยยิ้มที่มาพร้อมกับคราบน้ำตาบนใบหน้าก็ตามที...
หลังเสร็จพิธีที่วัดในช่วงสายๆ กลุ่มของโมและเพื่อนๆ ก็พากันไปกินมื้อเที่ยงด้วยกันที่ร้านปิ้งย่างชื่อดังในย่านนนทบุรี พอมีอาหารอร่อยป้อนเข้าปาก มีเครื่องดื่มมึนเมาให้ดื่มกินกันจนชุ่มคอ บรรยากาศภายในวงสนทนาก็เลยเป็นไปอย่างคึกคัก แม้แต่เอ๋ยที่ตอนแรกยังมีสีหน้าซึมๆ ก็ยังพลอยหัวเราะและอมยิ้มตามพวกพี่ๆ เขาด้วย
กระทั่งพอตกบ่ายคล้อย... ระหว่างที่โมกำลังขับรถพาไอซ์กลับไปที่บ้านของตัวเอง จู่ๆ แฟนสาวของเขาก็ชวนเปิดประเด็นคุยถึงเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวัดเมื่อช่วงสายๆ ขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
“นี่... คิดยังไงน่ะถึงได้ยื่นมือไปลูบหัวน้องเค้าแบบนั้น?” ไอซ์เอ่ยถามขึ้น ทำเอาหนุ่มโมที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกถึงกับหันหน้ามองเธอแบบงุนงง
“หมายถึง? ตอนที่คุยกับเอ๋ยในวัดน่ะเหรอ?” โมถามเธอกลับเพื่อความมั่นใจ
“ก็ใช่น่ะสิ” แฟนสาวตอบ น้ำเสียงของเธอเริ่มฉายแววของความไม่พอใจออกมาให้เขาจับสังเกตได้
“ทำไมอ่ะ? ก็แค่จะปลอบน้องเอง” ชายหนุ่มยังทำหน้างุนงงไม่เลิก
“ปลอบน่ะปลอบได้ แต่ไม่ควรไปลูบหัวเค้าแบบนั้น มันไม่ดี คนอื่นเค้าจะว่าโมเอาได้” แฟนสาวว่าต่อไป
“อ้าว... แต่ทีไอซ์ยังลูบหัวน้องได้เลย” เจ้าหนุ่มแย้งกลับ
“ก็นี่เราเป็นผู้หญิง แต่โมเป็นผู้ชายนะ ไม่รู้เหรอว่าลูบหัวแบบนั้นน่ะ ผู้หญิงเค้าคิดนะ” หญิงสาวพยายามอธิบาย
“หา? แค่ลูบหัวเนี่ยนะ” โมทำเสียงอุทานแบบไม่เชื่อ
“อือ มันทำให้ผู้หญิงหวั่นไหวจริงๆ” ไอซ์ยืนกราน
“ก็ไม่รู้นี่นา ก็เห็นน้องเค้าร้องไห้เศร้าอยู่ ก็แค่อยากจะปลอบ” ชายหนุ่มแก้ตัว
“จริงๆ เราก็ไม่ได้อยากบ่นอะไรหรอกนะ รู้ว่าจังหวะมันไม่สมควร เพราะมันเป็นวันครบรอบของเกี๊ยง แล้วน้องเองก็กำลังเสียใจเรื่องแฟนอยู่” หญิงสาวพูดออกตัว
“ก็เห็นบ่นมาแล้วนี่” แฟนหนุ่มแกล้งพูดแซวเธอด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ก็มันต้องบ่นนี่นา ไม่งั้นคราวหลังโมก็เผลอไปทำแบบนี้กับผู้หญิงคนอื่นอีกน่ะสิ” ไอซ์โวย
“อ้าวๆ หึงอีกแล้ว” เขาได้ทียิ่งพูดหยอกล้อเธออีก
“ไม่ได้หึง ก็แค่จะเตือนเอาไว้ ว่าคราวหลังอย่าไปทำกับใครอีก” อีกฝ่ายรีบตอบปฏิเสธทันควัน
“ก็เนี่ย ไอ้แบบเนี้ย เค้าเรียกหึง” โมกล่าวย้ำ พลางฉีกยิ้มยิงฟันขาว
“เออ... เรายอมรับก็ได้ว่าหึง” พอโดนต้อนเข้ามากๆ ไอซ์เลยยอมจำนนต่อหลักฐานในที่สุด
“ก็แค่นี้แหละแฟนเค้า ทำเป็นพูดอ้อมค้อมตั้งนาน มาดเยอะจริงๆ” ชายหนุ่มพูดกระเซ้า
“ฮึ!” ไอซ์ทำทีเป็นสะบัดหน้างอนใส่เขาอย่างน่ารักน่าชัง
“แน้ๆๆ ทำเป็นงอน อ่ะแน่ะยิ้มอ่ะดิ ยิ้มทำมาย?” โมกล่าวหยอกล้อ พลางเอื้อมมือไปบีบแก้มเธอเล่น
“ไม่รู้ไม่ชี้” ไอซ์ยังดื้อไม่ยอมหันสบตา
“อย่างอนเลยนะ เดี๋ยวกลับไปถึงบ้านแล้วเราจะบริการให้แบบพิเศษเลย รับรองโล่ง” เขายิงมุกต่ออย่างทะลึ่งตึงตัง
“โอ๊ย! ไม่ต้องมาแหย่เลย โน่น ขับรถไป ไฟแดงแล้วน่ะ” หญิงสาวแหวใส่ แต่ก็ยังเผลอหลุดยิ้มตามแฟนหนุ่มออกมาโดยไม่รู้ตัว
ในวันที่รักหลงทาง #62
ตอนหน้ามาช้านะครับ แจ้งไว้ก่อนล่วงหน้า :)
-----------------
หลังเสร็จธุระจากงานทำบุญครบรอบวันตายของเกี๊ยง รวมถึงแวะกินเลี้ยงมื้อเที่ยงรำลึกความหลังกับบรรดาเพื่อนเก่าเรียบร้อยแล้ว ทั้งโมและไอซ์จึงถือโอกาสปลีกตัวกลับมาใช้เวลาพักผ่อนกระหนุงกระหนิงอยู่ด้วยกันที่บ้านของชายหนุ่มเพียงสองต่อสอง
ด้วยความที่สภาพอากาศภายนอกบ้านกำลังร้อนระอุได้ที่ พอทั้งสองขับรถมาถึงที่หมาย พวกเขาก็ไม่ยอมรีรอให้เสียเวลา และรีบเดินตรงดิ่งขึ้นไปเปิดแอร์ที่ห้องนอนชั้นบนก่อนเป็นลำดับแรก ตามด้วยการกดปุ่มเปิดโทรทัศน์เครื่องเก่า ให้เสียงพูดอันโหวกเหวกจากรายการเกมโชว์ในโทรทัศน์ มันกลบฝังบรรยากาศของความเงียบเหงาที่เคยรายล้อมอยู่รอบห้องให้จมหายลงไปชั่วคราว
หลังจากนั้นทั้งสองคนจึงค่อยแยกย้ายกันไปประจำการยังจุดพักผ่อนมุมโปรดของตัวเอง โดยฝั่งโมเลือกหย่อนก้นลงนั่งที่โต๊ะคอมพิวเตอร์เพื่อเปิดเกมเล่นฆ่าเวลา ส่วนไอซ์ก็เลือกที่จะคว้าเอาหนังสือนิยายที่เธอพกพาไว้ติดกระเป๋าสะพาย ขึ้นมานอนอ่านเล่นบนเตียงอย่างเพลิดเพลิน และแม้ว่ากิจกรรมของทั้งคู่จะแทบไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ใดๆ ต่อกันโดยตรง แต่การได้มาใช้เวลานอนเล่นขลุกอยู่ภายในห้องเดียวกัน ได้มองเห็นใบหน้าของใครอีกคนที่ยังคงคอยอยู่เคียงข้างกายไม่ห่าง ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ชายหญิงทั้งสองเกิดอาการหัวใจพองโตอยู่แบบเงียบๆ ภายในมุมสงบของตัวเอง
“โมว่าอีกนานมั้ย? กว่าเอ๋ยจะเริ่มทำใจได้” ไอซ์เงยหน้าขึ้นมาจากเล่มหนังสือ พลางถามเปิดประเด็นถึงสภาพจิตใจของสาวรุ่นน้องคนสนิท ซึ่งพึ่งจะถูกพวกเขาทั้งสองคนช่วยปลอบประโลมและซับน้ำตาให้แบบหมาดๆ ที่วัด
“อืม... มมมม ไม่รู้ดิ ตอบไม่ได้เหมือนกัน มันแล้วแต่คนอ่ะ บางคนก็อาจจะใช้เวลาเป็นปีๆ บางคนที่เข้มแข็งหน่อยก็อาจจะครึ่งปี หรือไม่ก็แค่ไม่กี่เดือน” โมตอบโดยไม่ได้ละสายตาออกจากจอเกม
“เหรอ? แล้วอย่างเอ๋ยนี่โมว่าเป็นแบบไหน?” ไอซ์ถามต่อแบบกระตือรือร้น พลางนึกสงสัยว่าคำตอบของเขาจะออกมาตรงกับที่เธอคาดคะเนไว้หรือเปล่า
“เราว่า... ก็อาจจะซักปีสองปีแหละมั้ง ช่วงปีแรกก็คงลำบากหน่อย แต่ถ้าเวลาผ่านไปอีกซักพักนึง เอ๋ยก็คงจะดีขึ้น พอมีเรื่องเรียน เรื่องเพื่อนเข้ามาเยอะๆ หรือเผลอๆ ก็อาจจะมีคนใหม่เข้ามาจีบเร็วเลยก็ได้ ใครจะไปรู้” เขาตอบออกมาตามที่คิด
“อือ เราก็คิดว่าคงราวๆ นั้นแหละ” หญิงสาวพยักหน้าเห็นด้วย
“แล้วถ้าเป็นไอซ์ล่ะ?” พอคุยกันมาถึงตรงนี้ ชายหนุ่มจึงเกิดนึกอยากถามลองใจแฟนสาวขึ้นมาบ้าง
“ทำไมเหรอ?” อีกฝ่ายถามย้อนเพื่อหวังให้เขาทวนคำถามใหม่อีกครั้ง
“ก็ถ้าสมมติว่าเป็นเราที่ตาย ไอซ์คิดว่าตัวเองจะใช้เวลาทำใจนานแค่ไหน?” โมเจาะจงระบุคำถามให้ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมกับหันหน้ามามองเธอด้วยแววตาทะเล้นเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบที่ถูกใจ
“เห... ถ้าเป็นเราเหรอ?” ไอซ์แสร้งทำสีหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง
“แหม คิดนานจัง” แฟนหนุ่มกล่าวแซวอย่างนึกขันในท่าทีของเธอ
“เราว่าคงไม่ถึงปีอ่ะ... นานกว่านั้นคงมีแฟนใหม่ไปแล้วมั้ง” อีกฝ่ายพูดกลั้วหัวเราะแบบยั่วเย้า ทำเอาเจ้าหนุ่มถึงกับมองค้อน ก่อนจะรีบผลุนกระโจนเข้าโถมทับใส่ร่างของแฟนสาวที่กำลังนอนคว่ำอ่านหนังสืออยู่บนเตียง พร้อมกับเสียงร้องวี้ดว้ายหัวเราะร่าของเธอ
“ว้าย! โม! ฮะๆ ไม่เอา” ไอซ์ส่งเสียงร้องลั่นห้อง เมื่อถูกสองมือของแฟนหนุ่มไล่นิ้วจั๊กจี้ลงไปที่เอวราวกับบรรเลงเปียโน
“นี่แน่ะ! จะทิ้งเราไปมีคนอื่นใช่มั้ย? นี่ๆๆ” โมยังไม่ยอมละเลิกให้ง่ายๆ แม้ว่าอีกฝ่ายจะทั้งดิ้นทั้งหนีจนหอบหายใจแทบไม่ทัน
“ไม่… ไม่มี โอ๊ย ฮะๆ ยะ... พอแล้ว โม เรายอมแล้ว” ไอซ์อ้อนวอนขอความเห็นใจจากเขาอยู่เกือบครึ่งนาที กว่าที่แฟนหนุ่มจะยอมปล่อยมือออกจากร่างเธอ
พอร่างกายเป็นอิสระหญิงสาวก็รีบพลิกร่างขึ้นมานอนหงาย พลางหอบหายใจอย่างอ่อนแรง ทรวงอกในชุดเสื้อเชิ้ตแขนกุดสีเทาเข้มของเธอสั่นกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่หอบกระชั้นถี่ เรียกความสนใจจากสายตาของแฟนหนุ่มให้จับจ้องมองภาพความสวยงามนั้นอย่างไม่วางตา ได้ยินเสียงพ่นลมหายใจดังเฮ้อฮ้าลอดออกมาจากปากของเธอเป็นระยะๆ ผมเผ้าที่เคยรวบมัดไว้เป็นทรง บัดนี้กลับหลุดลุ่ยกระเซอะกระเซิงจนแผ่ปลิวสยายไปทั่วผิวเตียง ไม่ต่างอะไรจากชายเสื้อเชิ้ตที่เคยสอดทับไว้ใต้กางเกงขาบานห้าส่วนสีดำอย่างเรียบร้อย ซึ่งกระเด็นหลุดออกมานอกกางเกงในจังหวะที่เธอพยายามสะบัดตัวดิ้นหนีฝ่ามือของแฟนหนุ่ม
พอเห็นสภาพยับเยินยุ่งเหยิงของแฟนสาวอย่างใกล้ชิด เจ้าหนุ่มก็เผลออมยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู ทำเอาสาวเจ้าถึงกับทำตาค้อนงอนใส่เพราะไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
“ยิ้มอะไรเล่า?” เธอว่า
“ก็เห็นคนน่ารัก ก็เลยยิ้ม” เขาตอบไปตามที่ใจคิด
“ไม่ต้องมาแกล้งชมเลย” แฟนสาวออกอาการขัดเขินเมื่อโดนกล่าวชมตรงๆ โดยไม่ทันตั้งตัว
“ก็พูดจริง คนอะไรขนาดตอนเขินยังน่ารักเลย” โมว่าจบก็ก้มตัวลงไปหอมแก้มเธอฟอดใหญ่
“อุ๊ย! คนบ้า” หญิงสาวยิ่งออกลูกเขินจนแก้มแดงเป็นตำลึง
“ทำกันนะ” แฟนหนุ่มเอ่ยปากชวน พลางพรมจูบซุกไซร้ไปทั่วใบหน้าขาวเนียนซึ่งกำลังหลับตาปี๋
“อื๊อ... อออ” ไอซ์ลากเสียงครางยาวๆ โดยไม่ยอมตอบรับหรือว่าปฏิเสธ
“นะ เราอยากแล้วอ่ะ” เขาขอซ้ำอีกครั้ง และใช้มือข้างหนึ่งช้อนริมฝีปากเธอขึ้นมาประกบจูบอย่างอ่อนโยน
“อื้ม... มมมมมม” หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยท่าทีตกใจเล็กน้อย แต่ครู่เดียวเธอก็หลับตาลงอีกครั้ง ก่อนจะยื่นใบหน้าขึ้นไปจูบตอบเขาอย่างนุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยสัมผัสดูดดื่มแห่งความปรารถนา
มันเป็นรสจูบที่แสนจะอ่อนหวาน แต่ก็ทำให้เรือนร่างของคนทั้งคู่บังเกิดความรู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาจนทั่วทั้งใบหน้า ไล่ลงไปตามแขนขาและลำตัว ปลายลิ้นทั้งสองต่างสอดประสานรับกันอย่างคนรู้ใจ เลาะเลี้ยวเกี่ยวไปทางโพรงปากซ้าย ไล่สลับไปตามไรฟันด้านขวา ก่อนจะขยับถอนริมฝีปากออกห่างจากกันมาชั่วขณะเพื่อเว้นช่องว่างสำหรับหายใจ
“สวยอ่ะ” โมเอ่ยปากชมแฟนสาวด้วยแววตาหวานซึ้ง พลางใช้มือลูบไล้ไปตามท่อนแขนอวบอิ่มอันเปลือยเปล่าของเธอ
“สวยตรงไหน ช่วงนี้อ้วนจะตาย” ไอซ์รีบแย้งตามประสาของผู้หญิงที่ไม่เคยพอใจกับรูปร่างของตนเอง
“ไม่อ่ะ เราว่าแบบไอซ์น่ะสวยแล้ว ทั้งน่ารักแล้วก็มีน้ำมีนวล จับตรงไหน... ก็พอดีมือไปหมด” เขายืนกรานแล้วใช้มือคลึงลงไปที่หน้าอกข้างซ้ายของเธอเล่นด้วยเจตนาหยอกเย้า
“ทำไมต้องเน้นคำว่าพอดีมือตรงนี้ด้วยเล่า” เธอแย้งแล้วรีบปัดมือของเขาออกอย่างเขินๆ
“ก็ชอบจับนี่ มันนิ่ม... สู้มือดี” แฟนหนุ่มว่า ก่อนจะใช้ปลายนิ้วซุกซนเขี่ยไล้ไปรอบๆ จุดที่น่าจะเป็นหัวนมของเธอผ่านเนื้อผ้า
“อื้อ... อออออ” ไอซ์ส่งเสียงครางยาวๆ อยู่ในลำคออย่างสุดสยิว เมื่อร่างกายของเธอกำลังถูกแฟนหนุ่มจู่โจมรุกเร้าไม่ขาดช่วง ลำคอขาวๆ นั้นกลายเป็นที่ประทับของริมฝีปากที่กำลังขบงับและตวัดเลีย จนผิวเนื้อขาวใสบังเกิดเป็นรอยช้ำจ้ำแดงให้เห็นอย่างชัดเจน ขณะที่มือขวาอีกข้างของเขาก็กำลังพยายามเลื้อยไล้สำรวจลงไปที่หน้าท้องของแฟนสาว โดยมีจุดมุ่งหมายสุดท้ายอยู่ที่ผิวเนื้อบริเวณหว่างขาอันอวบอูม
หญิงสาวที่รู้เจตนาของแฟนหนุ่มดีจึงพยายามรวบรวมกำลังสะบัดตัวพลิกหนี ไม่ยอมให้เขาได้ล่วงล้ำถึงปราการอันหวงแหนของตัวเองง่ายๆ แต่ด้วยท่วงท่าที่กำลังนอนฟุบหมอบคว่ำไปกับเตียง จึงทำให้บั้นท้ายกลมกลึงของเธอนั้นมันลอยเด่นโค้งอยู่ภายใต้เนื้อผ้ากางเกงสีดำสนิท ยิ่งเห็นก็ยิ่งชวนให้ชายหนุ่มรู้สึกหื่นหิวขึ้นมา จนเขาต้องรีบก้มซุกหน้าลงไปดอมดมความหอมของเนื้อตัวแฟนสาวเข้าฟอดใหญ่ เล่นเอาสาวเจ้าหลุดปากร้องวี้ดว้าย พลางดิ้นเร่าๆ หนีแทบไม่ทัน
“ว้าย! โม! ไม่เอานะ! ฮะๆ อย่า มันน่าเกลียด โอ๊ย ไม่เอา!” ไอซ์ทั้งหวีดร้อง ทั้งสะบัดกายไปมาอยู่ภายในอ้อมแขนอันแข็งแกร่งที่กำลังจับรั้งตัวเธอเอาไว้แน่น ริมฝีปากและสันจมูกของชายหนุ่มกำลังกดทิ่มลงไปที่กลางบั้นท้ายนุ่มๆ ของหญิงสาว พลางออกแรงสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด เสียงดังฟืดๆ สร้างความรู้สึกเสียวสะท้านปนจั๊กจี้ให้เกิดขึ้นแก่ร่างงามจนเนื้อตัวสั่นกระตุกไม่หยุด
“ฮื้ด... ดดดดด ฮ้า... ตัวหอมเหมือนเดิมเลยน้า” โมแกล้งเอ่ยปากกระเซ้าแหย่เธอ พูดไม่พูดเปล่า เจ้าตัวยังอุตส่าห์เอื้อมมือไปดึงรั้งกางเกงขาบานที่เธอสวมใส่ให้มันรูดหลุดออกจากร่าง เพื่อหวังจะได้ยลผิวกายงามๆ ภายใต้เนื้อผ้าของเธอแบบชัดๆ เต็มสองตา
“อุ๊ย! โม...” ไอซ์สะดุ้งและส่งเสียงร้องออกมาอย่างตกใจ เมื่อรู้ว่าอาภรณ์ท่อนล่างที่เคยปิดบังเรือนร่างของเธอนั้นมันถูกอีกฝ่ายกระชากจนหลุดไปกองอยู่ที่น่องขาเรียบร้อยแล้ว
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของโมในตอนนี้จึงกลายเป็นภาพของบั้นท้ายที่ทั้งอวบแน่นและกลมกลึงของแฟนสาว ตรงบริเวณจุดที่ควรจะมีเนื้อผ้ากางเกงชั้นในห่อหุ้มปิดบังอยู่นั้นกลับเปิดโล่งโจ้งอล่างฉ่าง ที่กลางร่องซึ่งยุบโค้งลงไปนั้นมีเพียงสายกางเกงชั้นในสีครีมอ่อนหวานพาดหายเข้าไปด้านใน ขณะที่เนื้อผ้าสามเหลี่ยมเล็กจ้อยที่อยู่ด้านหน้าก็แทบจะห่อหุ้มปกปิดเนินเนื้อสาวที่ยื่นอูมโค้งมาทางด้านหลังเอาไว้แทบไม่มิด
“โห... ใจกล้าเหมือนกันนะ ใส่ตัวนี้มาเจอเพื่อนเนี่ย” โมเอ่ยปากแซวเธอยิ้มๆ
“เอ้า! ก็ใครล่ะที่เป็นคนคอยรบเร้าบอกให้เราใส่ตัวนี้มาหาน่ะ?” ไอซ์รีบเถียงกลับทันที ใบหน้าของเธอแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดเพราะอารมณ์ขัดเขิน
“แล้วนี่... เวลาเดินมันเข้าวินมั่งป่ะเนี่ย?” เจ้าหนุ่มสัมภาษณ์ความรู้สึกของเธอต่อ
“มันก็... เข้าตลอดแหละ” เธอตอบเสียงเบา
“ลำบากแย่เลย” เขาทำเสียงเห็นใจ
“มันน่ารำคาญมากกว่า ไม่รู้คนอื่นเค้าใส่กันได้ยังไง” แฟนสาวกล่าวด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงอารมณ์รำคาญอย่างชัดเจน
“มะ งั้นเดี๋ยวเราช่วยดึงออกให้แล้วกัน” โมเอ่ยยิ้มๆ ใช้มือจับพลิกร่างเธอให้หันกลับมาอยู่ในท่านอนหงาย ก่อนจะใช้นิ้วกลางเกี่ยวแหวกเนื้อผ้าลูกไม้ตรงด้านหน้าให้เปิดอ้าออก เผยให้เห็นถึงกลีบเนื้อสาวที่ยังคงประกบปิดกันเป็นสีแดงอมชมพูด้านใน
“อุ๊ย! ทะลึ่ง!” หญิงสาวอุทานออกมาดังๆ พลางยื่นมือลงไปปิดป้องของสงวนด้วยความเขิน แต่ก็ยังช้ากว่าปลายนิ้วของเขาที่รีบรุดเข้าไปสำรวจสภาพความชื้นแฉะที่ปากร่องเสียวโดยตรง
“ซี้ดส์... สสสส โม...” ไอซ์เอ่ยปากเรียกชื่อแฟนหนุ่มด้วยสีหน้าสยิว เมื่อร่องรักถูกแฟนหนุ่มใช้นิ้วมือเขี่ยคลึงหยอกเย้าที่ด้านนอกเบาๆ คล้ายกับเป็นการเริ่มต้นทักทาย
“ยังไม่แฉะอีกเหรอ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามเมื่อพบว่าเนินสาวด้านนอกของเธอยังคงอยู่ในสภาพแห้งสนิท
“ก็อยู่ดีๆ มาจับแบบนี้ มันจะไปมีอารมณ์ได้ไงล่ะโม” ไอซ์ตอบเสียงอ่อย
“อ่ะ งั้นเดี๋ยวเราปลุกอารมณ์ให้เอง” เขายิ้มยิงฟันให้เธอ ก่อนจะใช้สองมือปลดเปลื้องกระดุมเสื้อเชิ้ตด้านบนของแฟนสาวออกทีละเม็ดๆ ในเมื่อช่วงล่างยังอยู่ในสภาพไม่พร้อมรบ ชายหนุ่มก็ไม่มัวรีรอให้เสียเวลา และเลือกอ้อมวกขึ้นมาเล่นงานที่จุดยุทธศาสตร์ทางด้านบนแทน พอชายเสื้อทั้งสองข้างแยกเป็นอิสระจากกันแล้วเจ้าหนุ่มก็ออกแรงดึงรูดมันออกผ่านทางท่อนแขน ปล่อยให้ทรวงอกขนาด ‘พอดีมือ’ ที่เขาว่า มันเด้งผึงออกมาพร้อมกับยกทรงผ้าลูกไม้สีครีมเข้าชุดกับท่อนล่าง
ผิวเนื้อที่เต่งตึงและหยุ่นนุ่มนั้นแทบไม่อาจซุกซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังเนื้อผ้าเล็กจิ๋วทั้งสองฟากฝั่งได้เลย ชายหนุ่มที่เห็นเข้าดังนั้นก็ไม่รอช้า รีบใช้นิ้วมือดันเลิกยกทรงลายสวยของเธอให้ขยับเลื่อนขึ้นไปกองคาอยู่เหนืออก ก่อนจะก้มหน้าลงไปประกบจูบจุมพิตเข้าที่จุกยอดปทุมถันสีแดงอ่อน เรียกเสียงครางซี้ดยาวๆ ให้ดังลอดออกมาจากลำคอของแฟนสาวด้วยอารมณ์กระสันเสียว สองมือของเธอเผลอจิกขยุ้มลงไปบนเส้นผมของเขาด้วยความลืมตัว ทุกครั้งที่ปลายลิ้นและริมฝีปากของชายหนุ่มออกแรงขบงับลงไปที่จุดศูนย์รวมประสาท ในขณะที่เส้นทุกเส้นบนเรือนร่างก็พลันลุกตั้งชันขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง
“อ๋อย... มะ... โม โอ๊ย ซี้ดส์... อืม... มมม” ไอซ์ครวญครางหลับตาปี๋ ความรู้สึกเสียวซ่านที่กำลังแล่นวาบอยู่ใต้ผิวกายมีแต่จะยิ่งไต่ระดับสูงขึ้นไปอีก เมื่อริมฝีปากและปลายลิ้นของแฟนหนุ่มมันค่อยๆ เลาะเลื้อยลดระดับลงมาจากบริเวณเนินอก ลากผ่านยังหน้าท้องกับสะดือบุ๋ม จนไปหยุดอยู่ที่กลีบเนื้อเบียดชิดสวยด้านล่างอีกครั้ง ซึ่งบัดนี้สภาพรอบนอกของมันได้เริ่มแปรเปลี่ยนจากหุบเหวแห้งๆ กลายมาเป็นร่องเขาลึกที่มีตาน้ำเหนียวใสผุดซึมออกมาเป็นสาย
เมื่อพบว่าอีกฝ่ายเริ่มที่จะมีอารมณ์สนุกไปกับเขาด้วยแล้ว ชายหนุ่มจึงหันมาปลดเปลื้องเสื้อผ้าที่ตัวเองสวมใส่อยู่ออกไปบ้าง เขาเลือกถอดเฉพาะกางเกงและชั้นในท่อนล่างออกไปแบบลวกๆ ก่อนจะพลิกตัวกลับหัวกลับหางลงมาเป็นฝ่ายนอนหงายอยู่ด้านล่าง ในท่วงท่านอนคร่อมสลับทิศทางกับเธอ ใบหน้าของเขาจ่อแหงนขึ้นไปที่กลางร่องสาวอันชื้นแฉะของแฟนสาว ในขณะที่ใบหน้าหมวยๆ ของเธอก็กำลังกดโน้มลงมาแนบกับลำตัวของเขา โดยมีดุ้นเนื้อขนาดอวบใหญ่น่ากลัว กำลังผงาดชี้หน้าเธออยู่ในระยะประชิด
พอจัดตำแหน่งได้เข้าที่เข้าทางกันแล้ว สองหนุ่มสาวก็ไม่มัวมาเสียเวลารีรอให้ใครเอ่ยปากสั่งการ ต่างฝ่ายต่างประกบริมฝีปากลงไปที่กลางหว่างขาของร่างเนื้อตรงเบื้องหน้า แล้วก้มหน้าก้มตาใช้ทั้งปากและลิ้นเข้าจู่โจมใส่คู่ต่อสู้แบบเอาเป็นเอาตาย หมายที่จะทำให้อีกฝ่ายต้องร้องครวญครางขอชีวิต เพราะทนรับมือกับความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นไม่ไหว
ที่ลำตัวของไอซ์ยังคงมีชุดชั้นในลูกไม้ประดับติดอยู่บนเรือนร่างของเธอ ทั้งท่อนบนและท่อนล่าง เพียงแต่ว่าสภาพของมันทั้งคู่ในยามนี้นั้นดูจะห่างไกลจากหน้าที่ดั้งเดิม ซึ่งก็คือการปกปิดป้องกันเรือนร่างของผู้สวมใส่อยู่พอสมควร ยกทรงด้านบนนั้นถูกถลกค้างอยู่เหนืออก เปิดเผยให้เห็นถึงทรวงเต้าที่ขาวเนียน กับจุกยอดปทุมถันสีทับทิมอ่อนดูสวยงามน่าจูบ ในขณะที่เจ้ากางเกงชั้นในจีสตริงตัวจิ๋วด้านล่างก็กำลังถูกนิ้วมือของโมจับแหวกให้ถ่างอ้าออก จนมองเห็นลึกเข้าไปถึงกลีบเนินเนื้อสาวสีชมพูอ่อนนุ่ม ซึ่งยากที่จะแยกแยะได้ว่าคราบน้ำที่เกาะติดอยู่ตรงบริเวณปากทางเข้านั้น มันคือคราบของน้ำหล่อลื่น หรือว่ามาจากน้ำลายของชายหนุ่มกันแน่
แม้จะรู้สึกเสียวซ่านสักเพียงใด แต่ไอซ์มิอาจที่จะเปล่งเสียงร้องครวญครางออกมาดังๆ อย่างสมใจ ด้วยเพราะว่าที่ริมฝีปากบางสวยของเธอนั้น มันกำลังมีแท่งเนื้อขนาดใหญ่จ่อเสียบอุดปากเธออยู่ ขนาดที่ใหญ่โตของมันทำให้บางจังหวะ หญิงสาวยังแอบรู้สึกเมื่อยปากขึ้นมาชอบกล แต่เธอก็ยังพยายามที่จะออกแรงรูดกลืนเจ้ากระบองเนื้อใหญ่ยักษ์ของเขา ให้จมลึกเข้าไปมากขึ้น... มากขึ้น...
“อื้ม... มมมม อือ... ออออ” หญิงสาวส่งเสียงครวญยาวๆ ลอดออกมาจากลำคอ เมื่อถูกแฟนหนุ่มใช้ลิ้นกดจี้ลงไปที่บริเวณปุ่มกระสันเหนือปากทางเข้า ในขณะที่นิ้วมือของเขาก็กำลังออกแรงสอดแทงเข้าใส่โพรงรักอันคับแน่นของเธอ
“อุ๊! ซี้ดส์ อู๊ย... ยยยย ไอซ์” คราวนี้เป็นทีของชายหนุ่มที่ต้องชะงักร้องครางซี้ดซ้าดออกมาบ้าง เมื่อแฟนสาวจงใจใช้ริมฝีปากห่อรูดลงไปที่บริเวณเส้นสองสลึงของเขาแบบย้ำๆ ซ้ำๆ เป็นการตอบโต้ ทำเอาเจ้าหนุ่มถึงกับเสียววาบจนเผลอเกร็งขมิบแก้มก้นยวบๆ ด้วยความสะใจ ไม่คิดว่าแฟนสาวผู้แสนจะเรียบร้อยของเขาจะพัฒนาเก่งกาจขึ้นมาได้ถึงเพียงนี้
หลังจากทุ่มลีลาใช้ปากปรนเปรอรักให้กันอยู่นานพอสมควร ในที่สุดบทสรุปของการต่อสู้ก็ปรากฏออกมาให้เห็น เมื่อเรือนร่างของไอซ์ที่กำลังนอนคร่อมทับร่างของโมอยู่มันออกอาการเกร็งกระตุกเฮือกๆ ใบหน้าสวยหวานนั้นแปรเปลี่ยนเป็นเกร็งขมวดย่นยู่ยี่ พร้อมกับมีเสียงร้องครางโอดโอยดังลอดออกมาจากริมฝีปากเรียวบางไม่หยุดหย่อน จนเธอเองก็ไม่สามารถคงสมาธิได้มากพอที่จะไปสนใจใยดีกับแท่งเนื้ออวบใหญ่ตรงเบื้องหน้า และได้แต่ส่ายสะบัดใบหน้าร้องครวญครางออกมาดังๆ ด้วยความเสียวสะท้านใจ
“อ๋อย อ๋อย... ซี้ดส์ โม อู๊ย... โม... เรา... เราเสียว... จะไม่ไหวแล้วนะ ฮือ... ออออ” หญิงสาวเกร็งหน้าเชิดหลับตาปี๋ ร่องรักด้านล่างของเธอมันท่วมท้นด้วยหยาดน้ำหล่อลื่น ซึ่งไหลทะลักจนเปียกชุ่มไปถึงกางเกงชั้นใน ซึ่งแม้ว่าโมเองจะจับสังเกตได้ถึงอาการเสียวซ่านถึงขีดสุดของแฟนสาวอย่างชัดเจน แต่เขาก็หาได้ผ่อนแรงในการเล้าโลมแก่เธอไม่ ตรงกันข้าม... ชายหนุ่มกลับยิ่งดึงรั้งบั้นท้ายของแฟนสาวให้กดแนบเข้าหาริมฝีปากหนักข้อขึ้นไปอีก พลางออกแรงขบเม้มไปที่ปุ่มเสียวของเธออย่างหนักหน่วง ได้ยินเสียงแฟนสาวแหกปากร้องครางดังลั่นบ้าน พร้อมกับอาการตอดรัดของโพรงเนื้อที่บีบหดเข้าหานิ้วมือทั้งสองของเขา
“อุ๊! อู๊ย... อู๊ย... ยยยย สสส... ซี้ดส์ โอ้ว... วววววว!!!” ไอซ์หวีดร้องออกมาอย่างเต็มเสียง ภายในร่างขาวงามบังเกิดความรู้สึกเสียวจี๊ดๆ แล่นวาบจากกลางลำตัวพุ่งพรวดเดียวขึ้นไปถึงสมอง ริมฝีปากอ้ากว้างค้าง พลางส่งเสียงร้องครวญครางออกมาด้วยอาการทุรนทุรายคล้ายกับจะขาดใจตายเสียให้ได้ หยาดน้ำแห่งความสุขไหลทะลักออกมาจากกลีบดอกไม้บานสีชมพู ก่อนจะไหลย้อยลงไปเคลือบเลอะติดอยู่รอบๆ ขอบปากของแฟนหนุ่ม ซึ่งยังไม่ยอมถอนจุมพิตออกมาจากร่างบอบบางของเธอ
“อู๊ย... โม พอแล้ว... ซี้ดส์ อ๋าย มะ... ไม่ไหว เราหายใจไม่ทัน พอก่อน” พอได้ยินเสียงร้องอ้อนวอนดังขึ้นมาจากปากเธอซ้ำสองนั่นแหละ ชายหนุ่มจึงค่อยยอมผ่อนริมฝีปากลง และเปิดโอกาสให้แฟนสาวได้ทิ้งตัวลงนอนหมอบกระแตอยู่ข้างๆ เขาอย่างหมดสภาพ
“แฮ่ก... กกก แฮ่ก... กกก ฮ้า... โอ๊ย... เสียวมากเลย เมื่อกี้... นึกว่าจะขาดใจตายแน่ะ” หญิงสาวพรั่งพรูความรู้สึกออกมาอย่างเหนื่อยหอบ ฝ่ามือข้างขวาที่วางประทับอยู่บนอกตัวเอง กำลังสั่นกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะของการหายใจที่ถี่กระชั้น
“นี่พึ่งจะเริ่มต้นเองนะ” โมบอกเธอยิ้มๆ ก่อนจะลุกไปหยิบซองถุงยางเอามาสวมใส่ แล้วขยับตัวขึ้นมานอนทาบทับร่างของเธอ
“โอ๊ย... ใจร้ายอ่ะ ไม่ยอมให้เราพักเลยเหรอ?” ไอซ์ทำเสียงโอดครวญด้วยสายตาเว้าวอน
“ไว้รอพักทีเดียวไง” เขาตอบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะใช้มือจับแหวกกางเกงชั้นในตัวจิ๋วของเธอให้เปิดอ้ากว้างอีกรอบ แล้วออกแรงกดเสียบดุ้นเนื้ออันอวบใหญ่ให้จมหายเข้าไปในร่างเธออย่างช้าๆ
“ซี้ดส์... สสสสส โอ๊ย เบาๆ นะ” ร่างของแฟนสาวเกิดอาการสั่นกระตุก เพราะเริ่มรู้สึกจุกเกร็งขึ้นมาที่กลางหว่างขา
โมค่อยๆ เกร็งสะโพกขยับท่อนเนื้อให้ทิ่มเข้าออกอยู่แค่บริเวณช่วงปากทางเข้าของร่องสาวอย่างเนิบช้า แม้ว่าในใจลึกๆ แล้วจะกำลังรู้สึกหื่นกระหาย จนร่างกายมันฟ้องบอกอาการผ่านทางดุ้นเอ็นที่แข็งกระตุกจนรู้สึกปวดตึงไปทั่วทั้งท่อนลำ แต่ทว่าชายหนุ่มก็ยังสามารถที่จะข่มห้ามอารมณ์และเฝ้าอดทนรออย่างใจเย็น เขารอจนกระทั่งปลายหอกทู่มนของตนนั้นได้อาบเคลือบไปด้วยหยาดน้ำเสียวที่หลั่งนองอยู่รอบๆ ปากทางเข้าจนเปียกชุ่ม จึงค่อยออกแรงกดกระทุ้งให้แก่นกายที่แข็งพร้อมได้เสียบลึกทิ่มเข้าไปภายในร่างขาวบางของแฟนสาว ยังผลให้เธอถึงกับผวา ใช้สองมือคว้ากอดรัดเข้ากับร่างของเขาจนแน่น
“โอ๊ะ! โอ๊ย สสส... ซี้ดส์ อาห์... อือ... ออออ” ไอซ์ส่งเสียงครางกระเส่าไม่ขาดปาก ในจังหวะที่ท่อนลำของแฟนหนุ่มมันกำลังกดสอดเสียดสีกับโพรงเนื้ออ่อนนุ่มภายในร่างกาย แม้จะมีน้ำหล่อลื่นช่วยลดอาการเจ็บปวด แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่โตของมันก็ทำให้หญิงสาวรู้จุกเสียดคับแน่นไปทั่วท้องน้อย และเพียงครู่เดียว... ร่างของคนทั้งคู่ก็สอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกันได้แบบหมดจดสมบูรณ์
โมหยุดนิ่งรอให้ร่างกายของแฟนสาวได้ปรับสภาพรองรับกับสิ่งแปลกปลอมที่รุกล้ำเข้ามาในตัวเธอแค่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่ชายหนุ่มจะเริ่มต้นเดินเครื่องกดสาวท่อนเอ็นยาวใหญ่ให้ขยับมุดเข้าออกภายในร่างกายของเธอ เริ่มจากนุ่มนวลเชื่องช้า แล้วค่อยๆ เพิ่มจังหวะความเร็วและความต่อเนื่อง สอดประสานรับกับเสียงฟาดกระทบกันของผิวเนื้อ ที่ดูเหมือนว่าจะยิ่งถี่กระชั้นขึ้นทุกทีๆ
ท่อนขาอวบอิ่มทั้งสองข้างของไอซ์ถูกโมจับยกขึ้นมาวางพาดสูงไว้บนบ่า ยังผลให้บั้นท้ายกลมกลึงของเธอนั้นมันแอ่นยกสูงขึ้นตามจนทำให้ก้นลอยไม่ติดเตียง ที่เหนือขึ้นไปจากส่วนนั้นคือภาพของเนินเนื้อสาวอันผุดผ่อง ซึ่งบัดนี้กำลังถูกดุ้นเนื้อลำเขื่องของชายหนุ่มกดกระทุ้งเสียบเข้าใส่ที่กลางลำตัว จนทำให้กลีบเนื้อสาวที่เคยประกบปิดมิดชิดทั้งสองด้าน จำต้องยอมปลีกตัวออกห่างจากคู่ของมันชั่วคราวอย่างไม่ใคร่จะเต็มใจเท่าไรนัก
เสียงร้องครวญครางของหญิงสาวเริ่มที่จะเกิดอาการขาดห้วง และดูเหมือนจะยิ่งฟังไม่เป็นคำศัพท์มากขึ้น ในจังหวะที่แฟนหนุ่มพยายามจับพลิกร่างของเธอให้เปลี่ยนมาอยู่ในท่วงท่านอนตะแคงหันข้าง ท่อนขาข้างหนึ่งของเธอถูกเขาช้อนยกให้ลอยสูงขึ้นค้างอยู่กลางอากาศ ในขณะที่ท่อนล่างของทั้งสองคนก็ยังคงสอดประสานเข้าหากันอย่างเป็นจังหวะ
พอเขาขยับตัวถอนมันออก หญิงสาวก็จะรีบขบกัดฟันกรอดๆ พลางส่งเสียงครางซี้ดๆ ดังลอดออกมาจากไรฟันอย่างกลั้นใจ กระทั่งพอถึงจังหวะที่เขาออกแรงกระทุ้งท่อนเนื้อกลับเข้ามาใหม่ ริมฝีปากของเธอก็จะพลันเปิดอ้ากว้าง พร้อมๆ กับที่เสียงร้องครางดัง ‘อาห์’ ยาวๆ ก็จะถูกเปล่งลอดออกมาจากลำคอด้วยอารามเสียวซ่านสะท้านใจ ร่องรักด้านล่างเกิดอาการตอดขมิบสู้กับการรุกล้ำของแฟนหนุ่มแบบถี่ยิบๆ
“อ๋า... ซี้ดส์... อ๋า โม... โอ๊ย... โม... มมมมมม” ไอซ์หลับตาร้องครางเรียกชื่อแฟนหนุ่มอย่างทรมาน ความรู้สึกเสียวซ่านที่เกิดขึ้นเบื้องล่างนั้นคล้ายเป็นการปลุกปั่นอารมณ์หื่นที่เคยมอดดับลงไปแล้วของเธอ ให้ค่อยๆ ไต่ทะยานสูงขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
“ซี้ดส์... สสสส ไอซ์จ๋า... ของไอซ์แน่นมากเลย ทั้งตอด... ทั้งรัด... เอามันที่สุดเลย เราชอบ... บบบบบ” โมเอ่ยปากชมแฟนสาวแบบเจาะจงลงไปเฉพาะส่วน เล่นเอาสาวเจ้าถึงกับใบหน้าร้อนวูบวาบเมื่อเผลอคิดภาพตาม
ชายหนุ่มออกแรงกระทุ้งร่างแฟนสาวในท่านอนตะแคงอยู่พักใหญ่ๆ ก็ชักจะให้รู้สึกเมื่อยตัวขึ้นมา เขาจึงขอขยับเปลี่ยนท่าทางกันใหม่อีกครั้ง โดยให้แฟนสาวพลิกมาอยู่ในท่าคลานคุกเข่าสี่ขา อันเป็นท่วงท่าที่ชายหนุ่มโปรดปรานที่สุด ด้วยเพราะว่าท่านี้จะยิ่งช่วยขับเน้นให้ภาพบั้นท้ายอันกลมใหญ่ ซึ่งมีสายจีสตริงพาดคาอยู่กลางร่องก้นของเธอนั้น มันยิ่งดูโดดเด่นและเร้าอารมณ์ของเขามากขึ้นกว่าเดิม จนชายหนุ่มยังต้องเผลอกลืนน้ำลายลงคอดัง เอื๊อก! เพราะรู้สึกตื่นเต้นกับภาพความงดงามที่เห็นอยู่เบื้องหน้า
อารมณ์หื่นที่เดือดพล่านอยู่ภายในกาย ทำให้ชายหนุ่มรีบใช้มือจับประคองอาวุธของตนให้จ่อเสียบเข้าไปที่ปากร่องเสียวอันฉ่ำเยิ้ม ก่อนจะออกแรงกดส่งดุ้นเนื้อร้ายให้เสียบลึกเข้าไปในร่างขาวเนียน พร้อมๆ กับที่หญิงสาวเจ้าของร่างก็เปล่งเสียงร้องครวญครางออกมายาวๆ ด้วยอารมณ์หวาดเสียว การถูกสอดใส่จากทางด้านหลัง ทำให้อาวุธที่ปกติก็ใหญ่คับเต็มร่องรูอยู่แล้วยิ่งเสียบลึกเข้ามาได้มากกว่าเดิม
แต่ละครั้งที่เขาออกแรงขยับเคลื่อนกายอยู่ในตัวเธอ หญิงสาวก็จะบังเกิดความรู้สึกทั้งเสียวซ่าน ทั้งจุกหน่วง รู้สึกคล้ายกับว่ามันกำลังพยายามจะเสียบทะลุมาถึงโพรงมดลูกที่ซ่อนตัวอยู่ลึกเข้าไปทางด้านใน บางจังหวะยังแอบได้ยินเสียงของแรงดันอากาศที่แหวกลอดออกมาตามช่องว่างระหว่างท่อนเนื้อกับโพรงสาว เกิดเป็นเสียงดัง ‘ปึ๊ด!’ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อของอาการ ‘จิ๋มตด’ นั่นเอง
“อุ๊! อูย... ยยยยย ไอซ์จ๋า เราใกล้จะแตกแล้วน้า...” โมร้องครวญบอกเธอด้วยใบหน้าที่ดูบุบบิบบู้บี้ อาการตอดรัดรุนแรงจากเนินสาวทำให้เขารู้สึกเสียวสยิวจนเกินที่จะทานทน
“ฮือ... ออออ โม... โอ๊ย ซี้ดส์... สสสส อาห์... อ๊ะ! อู๊ย... โม... มมมม” ไอซ์ขานตอบออกไปได้ไม่เป็นภาษา เมื่ออารมณ์ใคร่ภายในร่างมันกำลังไต่ทะยานขึ้นสูงจนจวนเจียนที่จะระเบิดถึงจุดสุดยอดอีกครั้ง
“ซี้ดส์... สสสส ไอซ์... อู้ว... วววววว” ชายหนุ่มกัดฟันร้องครางออกมายาวๆ พลางเร่งกดโขยกบั้นท้ายเข้าใส่ร่างของแฟนสาวอย่างหนักหน่วง ในขณะที่ดุ้นเนื้อตรงกลางหว่างขาก็พลันระเบิดน้ำเชื้อกระฉูดออกมาจนท่วมท้นใส่ก้นถุงยาง ความรุนแรงที่ถูกปล่อยออกมานั้นทำเอาสาวเจ้าถึงกับเสียววูบวาบ และถูกบังคับให้ต้องพุ่งทะยานเข้าเส้นชัยตามเขาไปเป็นคำรบสองแบบติดๆ กัน
“อ๊ะ! อ๋า... ซี้ดส์... สสสสสสส! อ๋า!!!” ไอซ์หวีดร้องออกมาแบบเต็มเสียง ภาพที่เห็นอยู่รอบกายพลันแปรเปลี่ยนไปเป็นแสงสว่างสีขาวโพลนจนมองอะไรได้ไม่เห็น กล้ามเนื้อทั่วร่างออกอาการเกร็งกระตุกแบบถี่ยิบๆ โดยเฉพาะบริเวณกล้ามเนื้ออ่อนนุ่มภายในร่าง ที่ออกแรงหดรัดเข้าใส่ดุ้นลำอ้วนๆ ราวกับว่าจะเป็นการเอาคืนที่ถูกมันเล่นงานจนเสร็จสมไปโดยไม่รู้ตัว
ร่างของทั้งคู่ยังคงนอนกกกอดกันอยู่อย่างนั้นต่อไปอีกราวๆ 4-5 นาที กว่าที่เรี่ยวแรงในตัวมันจะค่อยๆ ฟื้นฟูกำลังกลับมาอีกครั้งอย่างเชื่องช้า เนื้อตัวของพวกเขาดูพร่างพราวระยิบระยับอยู่ภายใต้หยดเหงื่อ อันเป็นผลมาจากการโหมออกกำลังร่วมกันอย่างหนัก
“เสียวมากเหรอวันนี้? เห็นเสร็จไปตั้งสองครั้งแน่ะ” โมเอ่ยถามแฟนสาวด้วยน้ำเสียงเอ็นดู สอดคล้องไปกับรอยยิ้มจริงใจบนใบหน้า ที่บ่งบอกถึงความรู้สึกรักใคร่ซึ่งชายหนุ่มมีให้แก่คู่สนทนา
“อือ ก็มันเสียวอ่า” ไอซ์สารภาพออกมาด้วยแววตาเขินอาย น้ำเสียงของเธอยังคงฉายแววเหนื่อยล้าออกมาให้เขารับรู้อย่างแจ่มชัด
“แล้วรอบไหนดีกว่า? ตอนโดนเลียหรือว่าตอนโดนเอา?” ชายหนุ่มถามเจาะจง
“หืม? ถามงี้เลยเหรอ?” อีกฝ่ายทำหน้าเลิกคิ้วเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง
“อือ บอกหน่อย จะได้รู้ ว่าชอบแบบไหน” ชายหนุ่มรบเร้า
“ถ้าเอาจริงๆ ก็... ตอนที่โมใช้ปากให้มันเหมือนจะเสียวกว่าอ่ะ ตัวมันจะลอยวูบๆ เหมือนข้างในมันจะระเบิด แบบเสียวจนจะทนไม่ไหว แต่ถ้าเป็นตอนที่มีอะไรกันจริงๆ มันจะแน่นๆ หน่วงๆ รู้สึกเต็มๆ อยู่ข้างใน ก็เสียวไปอีกแบบนะ แต่จะเบากว่าเวลาที่โมใช้ปากให้อ่ะ” แฟนสาวพยายามเรียบเรียงความรู้สึกออกมาเป็นประโยค พอพูดจบแล้วเธอก็ก้มหน้าวูบหลบตาเขาด้วยความขัดเขิน เมื่อได้เอื้อนเอ่ยความในใจออกไปจนหมดเปลือก
“ก็ประมาณนั้นแหละ” เธอตอบเสียงค่อย
“โมนี่หื่นบ่อยเหมือนกันเนอะ เวลามาที่นี่ทีไร ก็ต้องทำกันทุกทีเลย” ไอซ์พูดเปรยๆ ถึงความหื่นหิวที่แฟนหนุ่มมีอยู่ภายในตัว
“ก็แหม มันอดใจไม่ไหวหรอก อยู่กันสองต่อสองแบบนี้” โมหัวเราะแหะๆ พลางพูดแก้ตัว
“แล้วไอซ์ล่ะ ปกติคิดถึงเรื่องพวกนี้บ้างมั้ย? หรือว่าคิดตอนไหน?” เขาถามเธอกลับ
“เราเหรอ ก็ไม่ค่อยบ่อยนะ” คู่สนทนาตอบทันทีแบบไม่เสียเวลาคิด
“ไม่ค่อยบ่อย ก็แสดงว่าต้องเคยมี” ชายหนุ่มถามจี้ไปที่ปลายประโยค
“แหม มันก็มีบ้างแหละ อย่างเวลาที่ดูหนังด้วยกันไง แล้วมันมีฉากแบบนั้นอ่ะ” คู่สนทนาเอ่ยเขินๆ
“เหรอๆ” เขาทำเสียงตื่นเต้นเพื่อเร่งเร้าให้เธอเล่าต่อ
“อือ บางทีดูๆ ไปมันก็จะรู้สึกร้อนวูบวาบอยู่ข้างใน แต่ไม่ได้หมายถึงว่าพร้อมจะมีอะไรเลยนะ แค่เผลอคิดภาพตามเฉยๆ ว่าถ้าเป็นตัวเองกำลังทำแบบในหนังมันจะเป็นยังไง” แฟนสาวกล่าวด้วยพวงแก้มที่กลายเป็นสีแดงจัด
“หื่น” โมสรุปง่ายๆ
“เอ้า! มันก็ปกตินี่นา ทีโมยังหื่นได้ไม่เลือกเวลาเลย” ไอซ์แหวใส่
“แล้วช่วยตัวเองครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?” เขาสวมบทเหยี่ยวข่าว ไล่ป้อนคำถามยากๆ ใส่เธออย่างต่อเนื่องเหมือนตั้งใจจะต้อนให้จนมุม
“โหย ถามอะไรแต่ละอย่างเนี่ย?” หญิงสาวชักออกอาการอึกอักเมื่อถูกสัมภาษณ์เจาะลึกถึงประสบการณ์ส่วนตัว
“เร็วๆ ตอบมา อยากรู้” โมรบเร้าจริงจัง
“ไม่ได้ทำนานแล้ว ก็มีโมทำให้อยู่แล้วนี่ไง” ไอซ์กลั้นใจตอบออกมา ประโยคหลังนั้นเบาบางจนชายหนุ่มฟังแทบไม่ได้ยิน
“แล้วทำครั้งสุดท้ายตอนไหน?” โมถามเจาะจง
“ตอนไหนเหรอ อืม... น่าจะโน่นเลยมั้ง ช่วงหลังจากที่เราสองคนมีอะไรกันใหม่ๆ น่ะ” หญิงสาวหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนตอบ
“เหรอ หลังจากมีอะไรกับเราแล้วไอซ์ยังจะกลับไปช่วยตัวเองอีกเหรอ?” น้ำเสียงของชายหนุ่มแทบเก็บความรู้สึกตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่
“ไม่ๆ ไม่ใช่วันเดียวกัน แต่หมายถึงว่าพอหลังจากวันนั้นแล้ว เวลานึกถึงมันก็มีอารมณ์ขึ้นมาเองน่ะสิ ก็เลยต้องหาทางระบายออกไป แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้ทำแล้วนะ เพราะว่าโมทำให้ตลอด” ไอซ์ตอบ แล้วก็รีบก้มหน้าหลบตาแบบเขินๆ อีกครั้ง
“แล้วแบบไหนดีกว่า? ทำเองหรือทำกับเรา?” โมแสร้งถามทั้งที่พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว
“ก็ต้องแบบที่โมทำให้สิ” คำตอบของไอซ์เรียกรอยยิ้มภูมิใจให้ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของโม
“งั้นก่อนกลับเอาอีกซักรอบมั้ย? จะได้อิ่ม” ชายหนุ่มแกล้งพูดชักชวนแบบติดตลก
“บ้า! ไม่เอาแล้ว แค่นี้ก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว” อีกฝ่ายตอบทันที
“โหยครั้งเดียวเอง เหนื่อยแล้วเหรอ?” โมทำเสียงเหมือนตั้งใจจะพูดยั่วเย้าเธอ
“ก็เราไม่ได้ฟิตเหมือนโมนะ ที่จะได้ทำติดๆ กันโดยไม่เหนื่อยน่ะ กลับไปถึงบ้านแต่ละที ยังระบมจนแทบไม่มีแรงเดินเหินไปไหน” ไอซ์ปั้นหน้างอใส่เขาอย่างน่ารักน่าชัง คล้ายกับจะกล่าวโทษแฟนหนุ่มว่าเป็นต้นตอที่ทำให้เธอต้องเจ็บตัวแบบนี้
“แล้วนี่ที่บ้านเค้ารู้มั้ยเนี่ย? ถึงได้ยอมให้ลูกสาวมาใช้เวลาขลุกอยู่กับแฟนบ่อยๆ แบบนี้” โมหันไปถามถึงคนทางบ้านของเธอ
“ไม่รู้หรอก แต่เค้าก็คงเชื่อใจแหละมั้ง” ไอซ์ตอบอย่างมองโลกในแง่ดี
“เชื่อว่าโดนไปแล้วแน่ๆ ใช่มั้ย” แฟนหนุ่มหยอดมุกอย่างทะเล้น
“บ้า เชื่อใจว่าโมจะไม่ทำอะไรเราสิ” เธอกล่าวขัดคอ ก่อนจะหัวเราะขำออกมาพร้อมๆ กัน
“ถ้าได้แต่งงานเร็วๆ ก็คงดีเนาะ” ไอซ์พูดเปรยๆ ขึ้นบ้าง ด้วยสีหน้าที่ดูวาดฝันถึงอนาคตที่ยังคงมาไม่ถึง
“ทำไมอ่ะ อยากแต่งแล้วเหรอ?” โมทำเสียงแปลกใจ
“ก็จะได้ทำอะไรให้มันเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ต้องคอยเกรงใจสายตาผู้ใหญ่หรือคนอื่นๆ แบบนี้ไง” เธอเฉลยเหตุผล
“อืม เราจะรีบเก็บเงินไปขอนะ” ชายหนุ่มให้สัญญาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“จ้ะ สู้ๆ นะ” คู่สนทนาตอบรับด้วยรอยยิ้มยินดี
“เออ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็ช่วยๆ ลดราคาให้บ้างแล้วกัน จะได้ร่นเวลาเข้ามาหน่อย” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาหลังจากนึกขึ้นได้
“แหม พูดซะอย่างกับเป็นร้านของชำเลยนะ คนนะคะไม่ใช่ไข่ไก่ จะมาต่อราคากันง่ายๆ แบบนี้” หญิงสาวทำเสียงหมั่นไส้
“ก็นั่นแหละ ช่วยๆ กันคนละครึ่งทาง จะได้แต่งไวๆ รีบมีลูก รีบสร้างครอบครัวไง” เขาอ้อนขอกับเธอ
“โหย จะรีบมีลูกไปไหนอ่า อายุพึ่งจะเท่าไหร่เอง ขอเวลาทำใจก่อนสิ” อีกฝ่ายปั้นหน้าลำบากใจใส่เมื่อได้ฟัง
“เอ๊า! ทีแต่งงานล่ะอยากแต่งไวๆ แล้วไหงถึงไม่อยากรีบมีลูกเล่า?” เจ้าหนุ่มขมวดคิ้วบ่น
ทั้งโมและไอซ์ต่างสุขใจไปกับการได้นอนเอนกายคุยเล่น วาดฝันถึงอนาคตที่จะมีร่วมกันข้างหน้าอย่างสวยหรู แม้ว่าทั้งคู่จะยังไม่ค่อยแน่ใจว่าภาพอนาคตที่เห็นอยู่เลือนรางลิบๆ นั้น มันจะเดินทางมาถึงเมื่อไรก็ตาม...
=======================================
หลังจากใช้เวลาออกแบบและแก้ไขผลงานทั้งหมดอยู่ร่วมๆ หนึ่งเดือน ในที่สุดโมก็สามารถที่จะปิดงานแพ็คเกจจิ้งครีมบำรุงผิวของบัวและไผ่ได้ทันกำหนดการที่เคยตกลงกันไว้ หลังจากส่งมอบไฟล์ต้นแบบให้ทางซัพพลายเออร์นำไปผลิตเรียบร้อยแล้ว ทางฝ่ายของลูกค้าสาวที่ค่อนข้างจะพอใจกับผลงานที่ได้รับ ก็เลยเอ่ยปากชวนเขามาเลี้ยงข้าวเป็นการตอบแทนส่งท้ายให้อีกหนึ่งมื้อ กระทั่งพอโมเดินทางไปถึงที่ร้านอาหารซึ่งเป็นสถานที่นัดหมาย ชายหนุ่มจึงได้พบว่าสาวไผ่นั้นมานั่งรอเขาอยู่ที่ร้านก่อนแล้ว โดยไม่ปรากฏวี่แววของสาวบัวให้เห็นบนเก้าอี้ตัวข้างๆ ที่ว่างเปล่าแต่อย่างใด
“หวัดดีครับพี่ไผ่” โมยกมือไหว้เธออย่างสุภาพ
“หวัดดีจ้า” ไผ่โบกมือทักทายเขาด้วยรอยยิ้มเต็มแก้ม
“พี่บัวยังมาไม่ถึงเหรอครับ?” เขาเอ่ยถามถึงคู่นัดหมายอีกคนที่ยังไม่ปรากฏตัว
“อ๋อ... คืองี้ บัวมันมาไม่ได้แล้วล่ะ มันติดธุระน่ะ เห็นว่าต้องไปคุยงานกับทางโรงงานพอดี ก็เลยส่งพี่เป็นตัวแทนมาแค่คนเดียว” สาวรุ่นพี่อธิบายยิ้มๆ โมฟังแล้วก็ไม่ได้เอ่ยอะไร แค่เพียงพยักหน้ากลับไปเบาๆ
ชายหนุ่มพอจะอ่านสถานการณ์ออกได้ไม่ยาก ว่าแท้จริงแล้วคนที่อยากชวนเขามากินเลี้ยงด้วยกันวันนี้ก็คือตัวของไผ่เองนั่นแหละ และที่บัวมาไม่ได้วันนี้ก็ไม่ใช่เพราะว่ากำลังติดธุระที่อื่นอยู่แต่อย่างใด แต่เป็นเพราะเธอต้องการที่จะเปิดช่องให้เพื่อนสาวได้มีโอกาสมานั่งพูดคุยเจ๊าะแจ๊ะอยู่กับเขาแบบสองต่อสองมากกว่า พอคิดดังนี้แล้วโมก็เลยเผลออมยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว เขาเองน่ะไม่มีปัญหาอะไรกับการกระทำของอีกฝ่ายหรอก แค่นึกขันว่านานๆ ทีตนเองจะเป็นฝ่ายถูกผู้หญิงรุกจีบออกหน้าออกตาก่อนก็เท่านั้นเอง
“งั้นสั่งอาหารกันเลยมั้ยครับ?” โมเอ่ยชักชวนอย่างสุภาพ
“เอาสิ ขอเมนูด้วยค่ะ” ไผ่พยักหน้าแล้วหันไปเอ่ยขอเมนูเอาจากพนักงานที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์
“ตามสบายเลยนะ มื้อนี้พี่เลี้ยงเอง ตอบแทนที่โมอุตส่าห์ยอมแก้งานให้พี่ตั้งหลายรอบ” สาวรุ่นพี่กล่าวอย่างใจดี แต่แววตาของเธอนั้นเฝ้าแต่คอยจับจ้องมองมาที่ใบหน้าของเขาไม่ห่าง จนชายหนุ่มยังแอบนึกขัดเขินอยู่ในใจ
“ได้ฮะ” เขาตอบ แล้วจึงรีบก้มหน้าลงมาพลิกอ่านเมนูบนโต๊ะให้รอดพ้นจากสายตาเว้าวอนของเธอ
ระหว่างที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่ด้วยกัน สาวไผ่ก็มักจะคอยเป็นฝ่ายเปิดปากชวนคุย สลับกับคอยเอ่ยถามถึงเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ต่างๆ ของเขาอยู่เป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้บรรยากาศในมื้ออาหารเป็นไปอย่างน่าเบื่อ ซึ่งด้วยความที่เธอเป็นคนคุยเก่ง อารมณ์ดี และยังแอบซุกซ่อนนิสัยลามกสัปดนเฉกเช่นผู้ชายไว้ในตัวอยู่แล้ว ก็เลยทำให้โมไม่รู้สึกเบื่อหรือรำคาญกับการต้องมานั่งให้สัมภาษณ์แก่สาวรุ่นพี่ ตรงกันข้าม บางจังหวะเขายังแอบฉวยโอกาสลอบถามเลียบๆ เคียงๆ ไปถึงเรื่องราวความหลังระหว่างเธอกับสาวบัวด้วยความอยากรู้อยากเห็นอีกต่างหาก
“โหย! อีบัวอ่ะนะ อย่าให้เล่าเลย วีรกรรมสมัยก่อนของมันน่ะเพียบ!” ไผ่พูดเกริ่นยั่วความสนใจของคนฟังอย่างออกรส
“ยังไงครับ? พี่บัวเค้าเป็นยังไงเหรอสมัยนั้น?” โมกระตือรือร้นถามด้วยแววตาเป็นประกาย
“เอาที่นึกได้ไวๆ เลยนะ ก็ช่วงที่มันพึ่งอกหักจากพี่พงศ์แฟนคนแรกน่ะ ตอนนั้นมันก็เฮิร์ตใช่ป่ะ จากคนที่ไม่เคยกินเหล้าก็เลยกลายเป็นเกาะติดกับพวกพี่ ตามไปนั่งกินเหล้าปรับทุกข์กันแทบไม่เว้นแต่ละวัน เมาไปเมามา วันดีคืนดีก็เลยมีเพื่อนในกลุ่มพวกพี่นี่แหละที่เป็นทอมมาหลงชอบมันอีก ชื่ออีเกด” ไผ่เริ่มต้นรำลึกความหลัง ส่วนโมก็เพียงพยักหน้ารับฟังเงียบๆ
“อีเกดนี่ก็ทำตัวเป็นเทพบุตรเลยนะ คอยตามดูแล ตามประกบเอาใจไม่ห่าง เวลาที่อีบัวมันเมาอ้อแอ้หมดสภาพก็ไปส่งถึงบ้าน แถมออกตัวตามจีบไม่หยุด ตอนแรกบัวมันก็เหมือนจะไม่เล่นด้วยนะ แต่ทำไปทำมา อยู่ดีๆ มันก็ดันไปสนิทกันซะงั้น ยอมไปคุยเล่นกับเค้าเฉยเลย ดึกดื่นก็โทรหากันก่อนนอนไม่เคยขาด เกดมันก็นึกว่าจีบติดดิ ใช่ป่ะ? ดันไปให้ความหวังมัน คราวนี้แม่งยิ่งออกตัวหนักเลย มีเอาของขวัญบุกไปเซอร์ไพรซ์ให้ถึงที่ทำงาน ก็ตามประสาทอมที่ชอบเล่นใหญ่แหละเนอะ ทีนี้พอโดนตื๊อหนักๆ เข้า บัวมันก็เริ่มอึดอัดละ แม่งทำไงรู้มะ? แม่งเลยชิ่งหนีไปเรียนต่ออเมริกาจ้า” พอเล่ามาถึงตรงนี้สาวไผ่ก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างสะใจ ไม่ต่างจากโมที่ร่วมหัวเราะไปกับเธอด้วย
“แล้วไงต่อฮะ?” โมรีบถามถึงบทสรุป
“ก็พอรู้ว่าบัวจะไปเรียนต่อใช่ป่ะ เกดมันก็คลั่งเลยจ้า ตามมาอาละวาดถึงบ้าน จนเรื่องไปถึงหูพ่อแม่อีบัว ลามไปถึงหูคนข้างบ้าน กลายเป็นเรื่องเมาท์กระจายกันไปทั้งซอย นี่เรื่องนี้มันแทบจะไม่ยอมเล่าให้ใครฟังเลยนะ มันบอกว่าอายชิบหาย” ไผ่พูดกลั้วหัวเราะ
“แล้วสรุปเค้าไม่ได้คบกันเหรอครับกับทอมคนนั้น” ชายหนุ่มถามอีก
“ไม่คบหรอก บัวมันอคติพวกทอมจะตาย มันบอกว่าทอมส่วนใหญ่น่ะขี้เก๊ก แล้วก็อารมณ์รุนแรง คบไปก็มีแต่เรื่องปวดหัว พี่ว่าก็จริงนะ ขนาดยังไม่ทันได้คบยังเจอไปขนาดนี้เลย” หญิงสาวตอบติดตลก
“แล้วถ้าเป็นพี่ไผ่ เจอทอมมาจีบแบบนี้จะยอมคบมั้ย?” โมถามความเห็นของคู่สนทนาบ้าง
“โอ๊ย! ถ้าตอนนี้อ่ะนะ อย่าว่าแต่ทอมเลย จะเกย์หรือตุ๊ดมาจีบพี่ก็ยอมคบได้ทั้งนั้นแหละ ไม่มีอะไรตกถึงท้องมาหลายปีแล้วเนี่ย” ไผ่พูดจบก็หัวเราะออกมาอีก
“โมสนใจจะมาให้พี่กินมั้ยล่ะ?” ว่าแล้วเธอก็หันมาหยอดใส่เขากลับ
“หวาย ไม่เอาล่ะครับเกรงใจพี่บัวเค้า” โมรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธทันที
“เฮ้ย เกรงใจทำไม มันไม่ใช่แม่พี่ซักหน่อย มามั้ย? ลองดูหน่อยมั้ย? สาวรุ่นใหญ่น่ะไฟแรงสูงนะจ๊ะ ประสบการณ์เยอะ ถึงใจดีนะ” ไผ่รีบอวดอ้างสรรพคุณเต็มที่ราวกับเซลส์ขายประกัน
“แหม พี่ก็พูดซะน่ากลัวเลย” ชายหนุ่มหัวเราะขันไปกับมุกตลกของเธอ
“ล้อเล่นน่า พี่ก็รู้ว่าโมมีแฟนอยู่แล้ว ไม่กล้าไปยุ่งกับผู้ชายของคนอื่นหรอก” สาวรุ่นพี่กล่าวสรุปยิ้มๆ
=======================================
ในขณะที่โมกำลังนึกขันไปกับท่าทีตะล่อมจีบหนุ่มของสาวไผ่ ที่ดูไม่ใคร่จะเป็นจริงเป็นจังเท่าไรนัก แต่ในเวลาเดียวกัน... ชายหนุ่มกลับต้องมานั่งคอยระแวง กลัวว่าตนเองจะถูกหญิงสาวอีกคนอย่างบิว บุกเข้าจู่โจมเล่นงานแบบถึงเนื้อถึงตัวด้วยความหื่นหิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทุกครั้งที่เจ้านายสาวแอบลอบส่งสายตาแปลกๆ มาหาเขา ทั้งๆ ที่ยังคงมีเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ นั่งทำงานกันอยู่ไม่ห่าง และพาลให้ชายหนุ่มต้องแอบรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทุกครั้ง เวลาที่ได้เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ กระทั่งในบ่ายวันหนึ่ง… สิ่งที่โมคอยนึกระแวงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ก็กลับกลายเป็นความจริงขึ้นมา
ชายหนุ่มยังจดจำได้ดีว่ามันคือช่วงบ่ายของวันอังคารที่ 9 กรกฎาคม 2556 วันนั้นเป็นวันที่ออฟฟิศของเขามีคิวต้องเข้าไปคุมทีมโปรดักชั่นถ่ายภาพสินค้าที่สตูดิโอแห่งหนึ่งในย่านรามอินทรา โดยที่หนุ่มชาติซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่จะเข้าไปเซ็ตงานกับทีมก่อนในช่วงสาย ก่อนที่อีกสามคนที่เหลือ อันประกอบไปด้วย บ๊อบบี้, อั๋น และบิว จะตามเข้าไปสมทบกันในช่วงบ่ายๆ โดยทิ้งให้โมซึ่งเด็กที่สุดในกลุ่ม คอยอยู่สแตนด์บายเฝ้าออฟฟิศ เพื่อคอยรอรับคำสั่งจากพวกพี่ๆ อีกทีหนึ่ง
พอตกประมาณบ่ายโมงครึ่ง รุ่นพี่ทั้งสามคนก็พากันลุกขึ้นเก็บกระเป๋า และหอบหิ้วคอมพิวเตอร์แมคบุ๊คลงไปขึ้นรถอย่างพร้อมเพียง ไม่ถึง 5 นาทีถัดจากนั้น ออฟฟิศตึกแถวสามชั้นก็พลันกลายเป็นอาณาเขตส่วนตัวของโมแต่เพียงผู้เดียว แม้จะแอบรู้สึกเหงาๆ เล็กๆ เมื่อต้องอยู่เฝ้าออฟฟิศเพียงลำพัง แต่อย่างน้อยสิ่งที่เขาได้รับกลับมานั้นก็คืออิสรภาพก้อนโตที่มนุษย์เงินเดือนเกือบทุกคนเฝ้าถวิลหา เมื่อไม่ต้องคอยมานั่งเกรงใจเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ แล้ว ชายหนุ่มจึงถือวิสาสะแอบพักอู้งานอย่างสบายใจเฉิบ เขาเปิดเพลงฟังเสียลั่นห้อง พลางเอนหลังอ่านการ์ตูนที่ยัดติดกระเป๋าเป้มาด้วยอย่างเพลิดเพลินใจ
แต่ความสงบสุขของโมก็มีอายุอยู่ได้เพียงแค่ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก่อนที่มันจะพังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา เมื่อจู่ๆ ชายหนุ่มก็พลันได้ยินเสียงไขประตูดังขึ้นมาจากหน้าออฟฟิศชั้นล่าง และหลังจากนั้นอีกครู่เดียว บานประตูที่ห้องทำงานชั้น 2 ก็พลันเปิดเหวี่ยงอ้าออก พร้อมกับการปรากฏตัวอีกครั้งของสาวบิวที่หิ้วกระเป๋าสะพายติดมือกลับมาเพียงลำพัง พลันที่สายตาเหวี่ยงไปเห็นเธอเข้า หนุ่มโมก็ถึงออกอาการหน้าเหวอ ก่อนจะหลุดปากเอ่ยถามเธอออกไปด้วยความตกใจ
“อ้าว? พี่บิว? กลับมากันแล้วเหรอครับ?” โมรีบเอ่ยถามหยั่งเชิงถึงเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ในทันที
“อ๋อ... เปล่าหรอก พี่ชิงกลับมาก่อนคนเดียวน่ะ พอดีนึกขึ้นได้ว่ามีเอกสารสำคัญต้องรีบส่งให้ลูกค้า เลยขอแยกตัวกลับมาก่อน” บิวตอบแล้วส่งยิ้มหวานมาให้
“อ๋อ... ครับ” เขาพยักหน้าตอบรับไปส่งๆ ก่อนจะหันไปเบาเสียงเพลงจากลำโพงลงจนแทบไม่ได้ยิน
“เหงามั้ย นั่งอยู่คนเดียวตั้งนาน?” สาวรุ่นพี่เอ่ยถามเขาด้วยรอยยิ้มและแววตาที่ทำให้ชายหนุ่มต้องรู้สึกเย็นยะเยือกเสียวสันหลังวูบขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน
“นิดนึงครับพี่ แต่ก็ดีเหมือนกัน แอบอู้ง่ายดี แฮะๆ” ชายหนุ่มพยายามหยอดมุกเพื่อพาตัวเองหลบหนีออกจากสถานการณ์ล่อแหลม
“แหม... นายไม่อยู่หนูร่าเริงเลยนะ” เธอกล่าวยิ้มๆ ก่อนจะเดินกลับไปนั่งประจำการที่โต๊ะทำงานของตัวเอง พร้อมกับรื้อหาเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาตรวจเช็คไปตามเรื่องตามราว
ชายหนุ่มเลือกที่จะพาตัวเองหนีเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัว ด้วยเสียงเพลงที่ดังออกมาจากช่องลำโพงของหูฟัง ซึ่งเขาพึ่งจะนำมันไปเสียบต่อเข้ากับด้านหลังของเครื่องคอมพิวเตอร์สีเทาเงินแบบหมาดๆ และทำให้ม่านหมอกแห่งความห่างเหินค่อยๆ แผ่ปกคลุมอยู่รอบกายของสองหนุ่มสาวต่อเนื่องไปยาวนานราวๆ หนึ่งชั่วโมง ก่อนที่สาวรุ่นพี่จะเป็นฝ่ายปัดเป่ามันออกไป ด้วยการลุกเดินตรงมานั่งลงที่เก้าอี้ทำงานของบ๊อบบี้ซึ่งอยู่ติดกับโต๊ะของเขา พร้อมกับส่งยิ้มหวานมาให้อย่างเป็นมิตร
“ครับพี่?” โมถอดหูฟังออก ก่อนจะเอ่ยถามอย่างสุภาพ
“ทำไรอยู่เหรอ?” บิวถามพลางจ้องมองไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของเขาอย่างสนใจ
“อ๋อ ก็รีบแก้อาร์ตเวิร์คของดีเอชซีอยู่น่ะครับ พอดีต้องส่งให้เค้าพรุ่งนี้แล้ว” ชายหนุ่มเอ่ยอ้างชื่อบริษัทลูกค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชนิดหนึ่งขึ้นมา
“อื้อ ดีแล้ว ขยันทำงานแบบนี้ เดี๋ยวพี่มีรางวัลให้” บิวบอกเขาด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ ทำเอาชายหนุ่มถึงกับเสียวสันหลังวาบ และชักจะเริ่มรู้สึกหวั่นใจขึ้นมาชอบกล เมื่อพบว่าตัวเองนั้นกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมสองต่อสองกับเธออีกครั้ง
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ? มีอะไรรึเปล่า?” บิวเอ่ยถามออกมาแทบจะในทันทีที่เขาเผลอแสดงสีหน้าอึดอัดให้เห็นเพียงชั่วขณะ
“เปล่าครับ ไม่ได้เป็นอะไร” โมเพียงแต่ตอบปฏิเสธเธอกลับไปทื่อๆ โดยที่ยังนึกหาเหตุผลดีๆ มาแก้ตัวได้ไม่ทัน แค่การฝืนบังคับให้สีหน้ากลับเป็นปกติก็นับว่ายากเย็นสำหรับเขาในยามนี้แล้ว
“อ้าวเหรอ ก็เห็นโมทำหน้าแปลกๆ เหมือนอึดอัดที่พี่มาคุยด้วย” หญิงสาวถามเจาะจง จนคู่สนทนาชักเริ่มออกอาการร้อนรน
“หรือว่า...” สาวรุ่นพี่เกริ่นแล้วหยุดทิ้งช่วงให้เขาเกิดความสงสัย
“อะไรครับ?” โมถามกลับด้วยเจตนาต้องการให้เธอสานต่อประโยคจนจบ
“หรือว่าโมกลัวว่าอยู่กับพี่แล้วจะเกิดเรื่องแบบวันนั้น...” พอพูดจบแล้วสาวบิวก็เผยรอยยิ้มเยือกเย็นขึ้นมาให้เขาเห็นอย่างโจ่งแจ้ง ตรงท่อนที่เธอพูดว่า ‘วันนั้น’ แม้จะไม่ได้ระบุเจาะจงลงไป แต่ชายหนุ่มก็รับรู้ได้ในทันทีว่าเธอหมายถึงเหตุการณ์ในตอนไหน
“คือผม... ไม่ได้คิดเรื่องนั้นหรอกครับ” โมตอบเลี่ยงๆ แบบอึกอัก แต่ยังไม่ทันที่เขาจะขุดหาถ้อยคำมาแก้ตัวเพิ่ม สาวรุ่นพี่ก็ชิงเป็นฝ่ายจู่โจมซ้ำด้วยถ้อยคำขึ้นมาเสียก่อน
“โมไม่คิด แต่ว่าพี่คิดนะ” บิวเอ่ยพลางจ้องสบตากับเขาอย่างเย้ายวน ภาพสะท้อนในแววตาของเธอนั้นบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าหญิงสาวกำลังปรารถนาถึงสิ่งใดอยู่ในตอนนี้ ซึ่งเจตนาแรกเริ่มที่เธอขอแยกตัวกลับมาที่ออฟฟิศก่อนก็เป็นเพราะเรื่องนี้เรื่องเดียวนี่แหละ และในเมื่อได้มาอยู่ด้วยกันตามลำพังแล้ว หญิงสาวก็ไม่มีทางยอมปล่อยให้โอกาสดีๆ แบบนี้หลุดมือออกไปง่ายๆ อย่างเด็ดขาด
“พี่บิว...” โมหลุดปากเรียกชื่อเธอออกไปด้วยอารามตื่นตระหนก
“รู้มั้ยว่าตั้งแต่วันที่พี่ได้เห็นควยโมแบบชัดๆ ได้ลองจับมันด้วยมือตัวเอง จนถึงวันนี้พี่ก็ยังจำสัมผัสนั้นได้อยู่เลยนะ ของโม... ใหญ่ถูกใจพี่มากเลย” บิวบรรยายความรู้สึกที่เธอมีต่อเจ้าดุ้นเนื้อตรงหว่างขาของเขาออกมาด้วยน้ำเสียงหลงใหลคลั่งไคล้
“ถ้าโมไม่ว่าอะไร... พี่อยากจะขอให้โมช่วยเป็นเพื่อนคลายเหงาให้พี่หน่อยได้มั้ย? ตอนนี้... แล้วก็ตรงนี้เลย” สาวรุ่นพี่ประกาศความต้องการออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ทำเอาชายหนุ่มถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ
“โห! แบบนั้นไม่ไหวหรอกครับพี่” โมรีบปฏิเสธทันทีด้วยน้ำเสียงอึดอัด
“ทำไมอ่ะ? พี่ก็แค่อยากให้ใช้มือใช้ปากช่วยพี่เท่านั้นเอง ไม่ได้บอกว่าจะต้องเลยเถิดไปถึงขั้นมีอะไรกันจริงๆ ซักหน่อย ทำให้พี่ไม่ได้เหรอ?” บิวขมวดคิ้วบ่นตัดพ้อใส่เขาอย่างน้อยใจ
“ผมว่าพี่รอพี่ชาติกลับมาเถอะครับ บอกเขาไปตรงๆ ว่าพี่ต้องการอะไร” ชายหนุ่มเสนอทางออกให้ใหม่
“โมก็รู้นี่ว่าพี่ชาติเค้าพึ่งหนีพี่ไปเอากับผู้หญิงอื่นอีกแล้ว โมไม่สงสารพี่บ้างเหรอ?” บิวลากเหตุผลวกมาลงที่เขาได้อย่างน่าทึ่ง
“โธ่... พี่บิวครับ แค่นี้ผมก็ลำบากใจจะแย่อยู่แล้ว อย่าให้ผมต้องทำผิดกับพี่ชาติซ้ำสองเลยครับ” โมพูดออกตัวแบบหน้าเสีย
“โมก็อย่าไปคิดอะไรให้มันจริงจังนักซี่ ก็แค่สนุกกันชั่วคราวเฉยๆ ต่างคนต่างช่วยกันภายนอก ไม่ถือเป็นการนอกใจ ไม่มีอะไรบุบสลายเสียหาย แล้วก็อีกอย่างนะ... ถึงโมจะทำผิดกับพี่ชาติ แต่ก็ถือว่าโมได้ช่วยพี่ไปพร้อมๆ กันด้วย เท่านี้ก็ถือว่าหักลบเสมอกันแล้วไง” สาวรุ่นพี่ตะล่อมกล่อมด้วยเหตุผลที่ฟังดูข้างๆ คูๆ แต่หนุ่มโมที่กำลังสับสนก็ได้แต่นั่งฟังเงียบๆ เพราะเถียงอะไรไม่ออก
“ถ้าโมไม่ยอมทำ... ถ้างั้นพี่ก็คงไม่มีทางเลือก” บิวจงใจพูดเว้นวรรค เพื่อแกล้งให้คู่สนทนาเกิดความร้อนใจขึ้นมา ซึ่งมันก็ดูเหมือนจะได้ผล เพราะหนุ่มรุ่นน้องถึงกับทำสีหน้าเลิ่กลั่ก ก่อนจะรีบเอ่ยปากถามเธอทันที
“พี่บิวหมายความว่าไงครับ?” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“พี่คงต้องเล่าให้พี่ชาติฟังเรื่องเราสองคน...” ถ้อยคำที่ออกมาจากปากเธอ ทำให้ชายหนุ่มถึงกับนิ่งชาราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกบาล
“อย่าทำแบบนั้นเลยครับพี่... ผมขอเถอะ ผมไม่อยากมีปัญหากับพี่ชาติ” โมพยายามอ้อนวอนขอความเห็นใจ บทเรียนจากคราวที่เขาเคยไปตีท้ายครัวสาวพัช จนเกือบจะถูกสามีของเธอบุกมากระทืบถึงบ้านยังคงประทับแน่นอยู่ในความทรงจำไม่จางหายไปไหน
“ถ้างั้น... ก็ทำตามที่พี่บอกสิ” บิวเอ่ยพร้อมกับยิ้มยั่วยวน พลางใช้มือปลดกระดุมเสื้อยีนส์ของตนเองออกทีละเม็ดๆ โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะแสดงท่าทีอึดอัดลำบากใจแต่อย่างใด
“ตกลงมั้ย?” เธอถามย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ชายหนุ่มขบกัดริมฝีปากตัวเองอย่างชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะค่อยๆ พยักหน้าแทนการตอบรับกับข้อเสนอของเจ้านายสาวด้วยความจำใจ
“แค่ครั้งนี้... ครั้งเดียวนะครับ” โมเอ่ยออกมาแบบหนักใจ พอเห็นท่าทีที่หนุ่มรุ่นน้องแสดงออกมาแล้ว สาวบิวก็เลยเผยรอยยิ้มยินดีออกมาให้เห็น ก่อนที่เธอจะใช้มือแหวกชายเสื้อทั้งสองข้างของตัวเองให้เปิดอ้าออก พร้อมกับออกแรงดันถลกยกทรงสีเทาให้เลื่อนขึ้นไปกองอยู่เหนือทรวงอก เปิดเผยให้เห็นถึงเต้านมเปลือยเปล่าและจุกยอดปทุมถันสีน้ำตาลเข้มที่กำลังผงาดชี้ชูชัน
“ดูดนมพี่ที” บิวสั่งการสั้นๆ พลางเบียดตัวเข้าหาชายหนุ่มรุ่นน้อง จนถึงระยะที่เขาจะสามารถโน้มใบหน้าลงมาใช้ปากคลอเคลียเล่นกับทรวงอกคู่มหึมาของเธอได้แบบถนัดถนี่ ชายหนุ่มยอมทำตามคำสั่งของเธออย่างว่าง่าย เขาค่อยๆ ประกบริมฝีปากเข้าหาจุกยอดปทุมถันด้านซ้ายมือ แล้วบรรจงออกแรงดูดจนเกิดเป็นเสียงดัง จ๊วบ... บบบบบ เสนาะหู
“อื้อ... ออออ ซี้ดส์... สสสสส อืม... เสียวจัง” บิวแอ่นแหงนหน้าส่งเสียงครางอย่างพึงใจ พลางใช้สองมือรวบศีรษะของอีกฝ่ายให้กดแนบเข้าหาตัวจนแนบแน่น
แม้จะไม่ค่อยเต็มใจทำให้เท่าไรนัก แต่ด้วยประสบการณ์และลีลาแพรวพราวที่มีอยู่ติดตัวมาช้านาน จึงทำให้ทุกสัมผัสที่โมมอบให้แก่สาวรุ่นพี่ มันไปกระตุ้นปลุกเร้าอารมณ์เสียวของเธอจนหญิงสาวถึงกับตัวสั่นสะท้าน พลางแอ่นแหงนหน้าส่งเสียงครางซี้ดซ้าดออกมาอย่างสาแก่ใจ ยิ่งเมื่อไม่มีคนอื่นๆ อยู่ด้วยแล้ว เสียงครางของเธอก็มีแต่จะยิ่งดังขึ้น... ดังขึ้น... จนโมชักจะเริ่มรู้สึกเกรงใจบ้านข้างๆ ขึ้นมาตะหงิดๆ
“บีบนมพี่ด้วยสิจ๊ะ” บิวสั่งการ พอชายหนุ่มได้ยินดังนั้นจึงค่อยยกสองมือของตนขึ้นประคองบีบลงไปที่ทรวงเต้าภูเขาไฟของเธออย่างแช่มช้า และออกแรงบีบคลึงมันทีละข้างๆ สลับกัน ในขณะที่ริมฝีปากก็ยังคงออกแรงดูดดุนที่จุกยอดปทุมถันต่อไป
“ซี้ดส์... สสส อาห์...” หญิงสาวส่งเสียงครวญยาวๆ แต่ภายใต้อารมณ์กระสันนั้นเธอก็ยังพอจะจับสังเกตได้ว่าท่าทีของอีกฝ่ายยังคงเป็นไปอย่างเซื่องๆ ไม่ใคร่จะเต็มใจเท่าไรนัก เมื่อเห็นดังนี้แล้วเธอจึงตัดสินใจที่จะสลับบทบาทมาเป็นฝ่ายรุกปลุกอารมณ์เขาแทน
“มา... ให้พี่ช่วยโมบ้างดีกว่า” บิวว่า ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลงกับพื้น และยื่นมือไปปลดซิปตะขอกางเกงยีนส์ของเขาออกอย่างคล่องแคล่วว่องไว ก่อนจะรูดทั้งกางเกงตัวนอกและตัวในที่หนุ่มรุ่นน้องสวมใส่อยู่ออกให้พ้นจากหน้าขา ปล่อยให้อาวุธร้ายของชายหนุ่มมันดีดเด้งผึงออกมาท้าทายสายตาของเธออีกครั้ง
“ไม่ต้องช่วยผมก็ได้ครับพี่” โมพยายามจะส่งเสียงห้ามปราม พลางยกมือขึ้นปิดป้องของสงวนไว้อย่างหวงแหน แต่ก็ไม่สามารถขัดขวางการบุกรุกของสาวรุ่นพี่ที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ของความหื่นหิวได้แม้แต่นิดเดียว
บิวใช้มือซ้ายเอื้อมไปคว้าจับลงที่กลางแท่งเนื้ออวบแน่นของอีกฝ่าย และเริ่มต้นออกแรงชักกระตุกรูดมือเบาๆ พอให้ลำโคนของมันตั้งตระหง่านชี้โด่เด่ราวกับแท่นจรวดที่พร้อมปล่อยทะยานสู่ฟากฟ้า หัวเห็ดที่บานอวบเป็นสีแดงสดใสนั้นเย้ายวนใจจนเธอต้องรีบก้มหน้าลงไปใช้ปลายลิ้นตวัดชิมรสชาติของมันดัง แผล่บ... บบบ ทำเอาชายหนุ่มเจ้าของร่างถึงกับนั่งตัวเกร็ง พลางส่งเสียงร้องซี้ดซ้าดออกมาเบาๆ ในลำคอด้วยความหวาดเสียว
เธอค่อยๆ ห่อปากดูดกลืนแท่งลำขนาดมหึมาเข้าไปในลำคอของตนเองอย่างเชื่องช้า ขนาดที่ใหญ่คับปากของมันทำให้หญิงสาวต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างสูง กว่าที่จะสามารถส่งมันผลุบหายเข้าไปในปากได้เกินครึ่งท่อน เสร็จแล้วเธอก็ค่อยๆ ออกแรงผงกหัวรูดปากเข้าออก ให้ริมฝีปากมันครูดโดนไปที่ลำโคนอ้วนๆ ขณะที่ปลายลิ้นก็คอยตวัดเลื้อยพันไปที่รอบๆ ส่วนหัวอันอ่อนไหวของมัน
“อุ๊! ซี้ดส์... สสส อื้อ... อู๊ย พี่บิว...” โมถึงกับส่งเสียงครวญออกมาด้วยความเสียวซ่าน พอได้เห็นอาการของหนุ่มรุ่นน้องแล้วสาวบิวจึงยิ่งงัดทีเด็ดที่มีอยู่ติดตัวออกมาปรนเปรอความเสียวให้เขาแบบเต็มคราบ เธอใช้สองมือที่ว่างอยู่ประคองก้อนเนื้อมหึมาบนทรวงอกของตนเอง เอาไปประกบหนีบแนบชิดอยู่ที่กลางแท่งลำอ้วนๆ พร้อมกับออกแรงดันสองเต้าเข้าบดบี้ใส่อาวุธของอีกฝ่ายอย่างสนุกมือ สัมผัสที่ทั้งหยุ่นนุ่มและเบียดแน่นทำเอาชายหนุ่มถึงกับเสียวซ่านจนหลงลืมเรื่องของความถูกผิดไปชั่วคราว มิหนำซ้ำยังเผลอแอ่นกระดกบั้นท้ายเพื่อช่วยเสริมแรงให้อย่างลืมตัว แต่ด้วยท่วงท่าที่ชายหนุ่มกำลังนั่งพิงอยู่กับเก้าอี้ จึงทำให้หญิงสาวเองไม่สามารถงัดลีลาออกมาแสดงได้อย่างถนัดถนี่เท่าไรนัก
“ขึ้นไปชั้นบนกันมั้ย? พื้นตรงนี้มันแข็ง ไม่ถนัดเลย” บิวเงยหน้าขึ้นถามพลางจ้องสบตากับหนุ่มรุ่นน้องอย่างลึกซึ้ง ทัศนียภาพที่โมได้เห็นจากมุมมองเบื้องบนนั้นช่างสุดแสนที่จะเร้าอารมณ์ดีเหลือเกิน ใบหน้าเฉี่ยวคมสีน้ำผึ้งของสาวบิวกำลังส่งสายตาออดอ้อนเว้าวอนมาที่เขา ในขณะที่ทรวงอกเบื้องล่างก็ยังคงออกแรงประกบหนีบเจ้าดุ้นเนื้ออ้วน จนมันผลุบโผล่ออกมาจากรอยแยกแค่เพียงส่วนหัวทรงกลมสีชมพู พร้อมกับอารมณ์หื่นที่พลุ่งพล่านอยู่ภายในกายของชายหนุ่ม
“พี่ ยังไงผมก็ไม่เสียบจริงนะครับ” โมรีบยืนกรานคำพูดเดิม หลังจากได้ยินเธอเอ่ยปากชวนขึ้นไปทำต่อบนห้องนอนชั้น 3 นอกจากเจตนาที่ต้องการจะบอกกับเธอแล้ว ชายหนุ่มยังตั้งใจจะพูดเตือนสติตนเองไปด้วยในเวลาเดียวกัน
“รู้แล้วน่า ป่ะ! ขึ้นไปข้างบนกัน” เธอกล่าวรับคำ ก่อนจะจูงแขนเขาให้เดินขึ้นไปชั้นบนพร้อมๆ กัน
พอพวกเขาเดินขึ้นมาถึงห้องนอนชั้นบนสุด สาวบิวก็หันไปปิดประตูกดล็อคกลอนด้วยความรอบคอบ ก่อนจะออกแรงผลักร่างของหนุ่มรุ่นน้องให้เอนหงายหลังลงไปนอนรออยู่บนฟูก แล้วจึงค่อยหันมาจัดการปลดเปลื้องเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ตนเองสวมใส่ออกไปแบบลวกๆ เสื้อยีนส์ท่อนบนยังคงเปิดอ้าอล่างฉ่างอวดสองเต้าภูเขาไฟให้ชายหนุ่มได้เชยชม ในขณะที่กางเกงยีนส์ขาสั้นกับกางเกงชั้นในก็ถูกเธอรูดพ้นหน้าขา ก่อนจะโยนทิ้งลงไปบนพื้นข้างๆ ที่นอน
เมื่อร่างกายเป็นอิสระจากเครื่องกีดขวาง หญิงสาวจึงรีบปีนป่ายขึ้นมานั่งคร่อมทับอยู่เหนือแผงอกกำยำของเขา ก่อนจะค่อยๆ ขยับตัวเลื่อนสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนน่องขาของเธอมันคร่อมอยู่เหนือใบหน้าของชายหนุ่ม มองเห็นภาพร่องเนื้ออันฉ่ำเยิ้มลอยค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ คล้ายกำลังเชิญชวนให้เขาลองลิ้มชิมรสชาติของมัน
“ช่วยพี่หน่อยนะ” บิวกล่าวด้วยน้ำเสียงวอนขอ ก่อนที่เธอจะออกแรงบดเบียดหน้าเขาลงไปประทับเข้ากับใบหน้าของหนุ่มรุ่นน้อง พอเรือนร่างของทั้งคู่สัมผัสกัน ริมฝีปากของโมก็ค่อยๆ เผยออ้าออกอย่างรู้ใจ พร้อมกับที่ปลายลิ้นของชายหนุ่มก็ตวัดลากเลียลงไปที่กลางร่องเสียว เสียงดัง แผล่บ... บบบบบ แผล่บ... บบบบบบ ยังผลให้รสชาติเค็มๆ ปะแล่มจากคราบน้ำหล่อลื่นที่กำลังหลั่งนองออกมาอยู่รอบๆ ปากทางเข้า จึงพลันเกาะติดไปกับการเคลื่อนไหวของปลายลิ้นสีชมพู
ในเมื่อเหตุการณ์มันดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว โมจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลยไป สองมือของเขาเอื้อมคว้าจับที่บั้นท้ายของบิว ก่อนจะออกแรงดึงรั้งมันเข้าหาใบหน้าของตัวเอง พร้อมกับกดสอดปลายลิ้นเกร็งแหลมให้ทิ่มลึกเข้าไปในร่องรักอันชุ่มฉ่ำ ชายหนุ่มใช้เวลาควานลิ้นหาอยู่เพียงครู่เดียว ก็สามารถค้นพบว่าตรงจุดไหนคือบริเวณที่สาวรุ่นพี่จะรู้สึกเสียวซ่านมากที่สุด พอเจอจุดอ่อนของเธอแล้ว เจ้าหนุ่มจึงยิ่งผงกโน้มใบหน้าขึ้นสอดลิ้นฉกแยงลงไปตรงจุดนั้นแบบย้ำๆ ซ้ำๆ ทำเอาสาวผิวน้ำผึ้งถึงกับดิ้นพล่านๆ อยู่บนตัวเขาด้วยอาการขนลุกขนชัน
“อุ๊ย! อู๊ย... ยยยยยย ซี้ดส์... สสสสส โมขา... อู๊ย พี่เสียว... พี่เสียวหี” บิวแอ่นเชิดใบหน้าหลับตาปี๋ พลางส่งเสียงร้องครวญครางออกมาดังๆ อย่างสุดสยิว ร่างกายท่อนล่างยิ่งออกแรงเบียดสะโพกบดเข้าใส่ใบหน้าของหนุ่มรุ่นน้องอย่างไม่นึกเกรงใจว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกอึดอัดทรมานหรือไม่
“อ๋อย... ยยยย ซี้ดส์ ตรงนั้นแหละ... ดูดแรงๆ... อู๊ย แรงๆ เลย... ยยย ซี้ดส์!!” สาวรุ่นพี่ทั้งร้องทั้งร่อนเป็นจังหวะที่ต่อเนื่องและสอดประสานกัน ยิ่งในจังหวะที่ชายหนุ่มพยายามออกแรงขบเม้มลงไปที่บริเวณปุ่มกระสันเสียว เสียงร้องครางโหยหวนของเธอก็มีแต่จะยิ่งดังลอดออกมาจากลำคอมากขึ้น พร้อมกับจังหวะการบดเบียดเนินเนื้อที่ยิ่งเร่งความเร็วตามไปด้วยเช่นเดียวกัน
พออารมณ์หื่นมันไต่ระดับขึ้นสูงได้ที่ สาวบิวจึงไม่รอช้า และขยับพลิกตัวกลับมาอยู่ในท่วงท่ากลับหัวกลับหาง ก่อนจะก้มหน้าลงไปใช้ปากดูดเลียที่ดุ้นเนื้อของชายหนุ่มเป็นการตอบแทน เธอใช้ปลายลิ้นสัมผัสลากเลียผ่านแก่นกลางของท่อนลำ ไล้ลงไปถึงบริเวณส่วนฐานด้านล่าง รู้สึกได้ถึงความแน่นตึงของผิวหนังที่ห่อหุ้มลูกบอลน้อยๆ เอาไว้ทั้งสองข้าง ก่อนที่เธอจะค่อยๆ เลื่อนริมฝีปากกลับขึ้นมาที่ด้านบน แล้วตวัดลิ้นจี้แยงลงไปที่ใต้คอหยักของดอกเห็ด ทำเอาร่างกำยำของเจ้าหนุ่มรุ่นน้องถึงกับออกอาการสั่นสะดุ้ง และส่งเสียงร้องครางอู้ๆ ออกมาอย่างสุขสมใจ พอบิวได้เห็นอาการรัญจวนของหนุ่มคู่ขาเข้าก็เลยยิ่งรู้สึกสะใจ อารมณ์หื่นในกายก็พลันเดือดพล่านจุดติด พร้อมกับออกแรงกดปลายลิ้นขยี้ลงไปที่จุดศูนย์รวมประสาทของเขาแบบย้ำๆ ซ้ำๆ
หลังจากใช้ลิ้นหยอกล้อกับส่วนล่างของเขาจนสาใจพอแล้ว หญิงสาวจึงค่อยๆ หลับตาและอ้าปากครอบอมส่วนหัวบานอวบอ้วนเข้าไปในโพรงปากอย่างช้าๆ ขนาดที่ใหญ่โตของมันยังคงสร้างปัญหาให้เธอได้ทุกครั้งที่พยายามใช้ปากทำรักให้กับเขา ลำโคนที่ทั้งใหญ่และหนาของมัน ค่อยๆ เลื้อยเลาะผ่านริมฝีปากของเธอเข้าไป... เข้าไป... จนกระทั่งสุดท้ายก็มุดเข้าไปหยุดอยู่ได้เพียงแค่ครึ่งลำนิดๆ แต่เท่านั้นก็ทำให้หญิงสาวรู้สึกเมื่อยกราม เมื่อยปากขึ้นมาเสียแล้ว
แต่ยังไม่ทันที่บิวจะมีโอกาสได้ใช้ปากรีดเอาน้ำเชื้อของโมให้กระฉูดออกมาอย่างที่ตั้งใจไว้ จู่ๆ เสียงริงโทนโทรศัพท์มือถือของหนุ่มรุ่นน้องที่เสียบไว้ในกระเป๋ากางเกงยีนส์ มันก็ดังลั่นแหวกอากาศขึ้นมาเสียก่อน ต่างฝ่ายต่างผงกหัวขึ้นมองหน้าสบตาอย่างพร้อมเพรียงกัน ชายหนุ่มรีบขยับเอื้อมมือไปล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู พอเห็นรายชื่อบนหน้าจอคนโทรเข้าว่าคือพี่ชาติ เจ้าตัวก็ถึงกับมองหน้าสาวรุ่นพี่ด้วยท่าทีเลิ่กลั่กตกใจ พอเห็นว่าอีกฝ่ายส่งสัญญาณพยักหน้าเป็นเชิงบอกให้กดรับสาย เจ้าหนุ่มจึงค่อยกลั้นใจและออกแรงกดนิ้วลงไปบนวงกลมสีเขียวที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ
“ฮัลโหล... ครับพี่ชาติ...” โมเอ่ยทักทายคู่สนทนาปลายสาย พร้อมกับกดปุ่มเปิดลำโพงให้สาวรุ่นพี่ที่อยู่ข้างๆ ได้ฟังด้วย
“เฮ้ยโม กูโทรหาบิวไม่ติดเลยว่ะ แม่งไม่ยอมรับสาย นี่มันอยู่ออฟฟิศกะมึงป่ะเนี่ย?” ชาติโพล่งคำถามขึ้นมาในทันทีทันใด
“พี่บิว... แกออกไปซื้อของที่เซเว่นน่ะครับ น่าจะไม่ได้เอามือถือติดไปด้วย พี่ชาติมีอะไรรึเปล่า?” โมตอบโกหกออกไปตามข้อความบอกใบ้ที่เขาอ่านได้จากปากของสาวรุ่นพี่
“อ๋อ เออ ไม่มีไรหรอก แค่จะบอกมันว่าถ่ายเสร็จแล้ว นี่กำลังขึ้นทางด่วนกลับไปที่ออฟฟิศ อีกยี่สิบนาทีก็คงจะถึง ฝากมึงบอกบิวมันด้วยแล้วกัน ว่าไม่ต้องซื้อข้าวเย็นแล้ว กูซื้อไว้ให้ละ” เสียงชาติตอบกลับมาในสาย ซึ่งตลอดเวลาที่โมคุยโต้ตอบกับหนุ่มรุ่นพี่นั้น แฟนสาวของอีกฝ่ายก็ยังคงใช้ริมฝีปากพรมจูบลงไปที่ส่วนปลายหัวบานของเขาไม่ขาดปาก จนเจ้าหนุ่มแทบเก็บกลั้นเสียงครางเอาไว้ไม่อยู่
“อ๋อ ครับ... ได้ครับพี่ ซี้ดส์...” โมหลุดปากส่งเสียงครางยาวๆ ออกไป โชคดีที่ว่าทางฝั่งของชาติเองก็ไม่ได้ตั้งใจฟังนัก เพราะกำลังง่วนอยู่กับใช้สายตาเพ่งการมองถนน
“เออๆ แค่นี้แหละ ฝากบอกมันหน่อยแล้วกัน” ชาติตัดบทห้วนๆ
“ครับพี่ หวัดดีครับ” โมตอบ แล้วรีบกดตัดสายทิ้งโดยเร็ว ทันเวลาก่อนที่สาวรุ่นพี่จะใช้ลิ้นจ่อแยงเข้าไปที่ใต้คอหยักจนเขาต้องเผลอส่งเสียงครางซี้ดยาวๆ ออกมาด้วยความเสียวซ่าน
“เก่งจัง เก็บเสียงได้ด้วย” บิวพูดหยอก พลางอมยิ้มชอบใจที่ได้แกล้งให้เขาทรมานเล่น
“โธ่พี่บิว... เล่นอะไรเนี่ย ตะกี้ผมเกือบจะยั้งปากไว้ไม่อยู่แล้วนะ เดี๋ยวพี่ชาติก็ได้รู้จริงๆ หรอก” โมดุใส่เธอ หลังจากสามารถเอาตัวรอดผ่านสถานการณ์สุ่มเสี่ยงมาได้แบบเฉียดฉิวเต็มทน
“แค่หยอกเล่นขำๆ เอง มาๆ เดี๋ยวคราวนี้ตั้งใจทำดีๆ ละ รีบๆ ทำให้เสร็จ เวลามีน้อย เดี๋ยวชาติจะกลับมาถึงซะก่อน” สาวรุ่นพี่ว่า ก่อนจะค่อยๆ ผงกหัวรูดกลืนท่อนเนื้อของเขาเข้าออกในโพรงปากด้วยความสะใจ
บรรยากาศของเกมรักในตอนนี้เป็นไปอย่างเร่าร้อนและน่าตื่นเต้น เมื่อทั้งสองคนต้องช่วยกันทำเวลาแข่งขันให้เสร็จทันก่อนที่เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ จะเดินทางกลับมาถึงออฟฟิศ แต่ยิ่งเร่งก็เหมือนจะยิ่งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกกังวลจนต้องใช้เวลาปลุกเร้านานกว่าปกติ ต่างฝ่ายต่างทุ่มเทสุดฝีมือ ใช้ปากปรนเปรอความเสียวแข่งกับเวลาต่อไปอีกราวๆ สิบกว่านาที คนหนึ่งดูด... อีกคนหนึ่งเลีย... พอฝ่ายหนึ่งแกล้งใช้ฟันขบลงไปที่ลูกบอลทั้งสองข้างเป็นการหยอกเย้า... อีกฝ่ายก็จะเกร็งปลายลิ้นและกดแยงให้ทิ่มลึกหายเข้าไปในร่างของคู่ต่อสู้ จนกลายเป็นการฉุดกระชากลากถูกันเข้าเส้นชัยไปโดยไม่รู้ตัว
“อุ๊! ซี้ดส์ อาห์... โมจ๋า โอ๊ย พี่เสียวหี... แยงตรงนั้นแหละ ลึกๆ เลย อู๊ย... ซี้ดส์... สสสสสส!! ออกแล้ว!” บิวผงะถอนปากออกมาจากดุ้นเนื้อ เมื่ออารมณ์เสียวของเธอมันพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด สะโพกอวบอิ่มส่ายกระดกขึ้นลงยิกๆ ร่องเนื้อที่หวานฉ่ำนั้นเบียดถูไถเข้าใส่ริมฝีปากและสันจมูกของชายหนุ่มที่กำลังอ้าปากกลืนกินกลีบสาวของเธออย่างเมามัน ยิ่งจังหวะที่เขาพยายามออกแรงขบเม้มลงไปที่บริเวณปุ่มกระสันเสียวกลมกลึงด้านนอกแบบถี่ยิบๆ ร่างของบิวก็จะออกอาการสั่นสะท้าน ร่องหลืบภายในเกร็งกระตุกเฮือกๆ เป็นจังหวะ ก่อนจะเผยอปากร้องครวญครางออกมายาวๆ เสียงดังสนั่นลั่นห้องแบบเสียวสะท้านสุดใจ
“อู๊ย... ซี้ดส์ พี่บิว ผม... ซี้ดส์จะแตกแล้วนา...” โมละล่ำละลักร้องบอก เพราะจังหวะที่บิวกำลังทะยานขึ้นสู่จุดสุดยอดนั้น อุ้งมือขวาของเธอก็ยังคงออกแรงกระตุกรูดแท่งเนื้ออวบใหญ่ด้วยน้ำหนักมือที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดท้ายแล้วชายหนุ่มเองก็คล้ายว่าจะทนความเสียวไว้ไม่ไหวเหมือนกัน
“อุ๊! อู๊ย... ยยย อู๊ย... ยยยยย ซี้ดส์... สสสสสส อ้าห์!!” เจ้าหนุ่มส่งเสียงคำรามออกมาอย่างสะใจ ในจังหวะที่ดุ้นเนื้อสั่นกระตุกหงึกๆ พร้อมกับพ่นน้ำเชื้อเหนียวขุ่นสีขาว พุ่งปรี๊ดๆ เข้ากระทบกับใบหน้าบริเวณสันจมูก... ริมฝีปาก... และพวงแก้มสีน้ำตาลอ่อนของสาวรุ่นพี่เข้าอย่างจัง ความรู้สึกร้อนวูบวาบพลันแล่นผ่านจากหว่างขาพุ่งวาบขึ้นมาถึงสมอง เมื่อชายหนุ่มได้พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของห้วงอารมณ์เสียว ก่อนที่ร่างเปื้อนเหงื่อทั้งสองจะทิ้งตัวลงนอนฟุบอยู่บนฟูกข้างๆ กันอย่างอ่อนแรง...
และกว่าที่ชายหนุ่มจะรีบร้อนแต่งองค์ทรงเครื่องแล้วกลับไปนั่งประจำที่อยู่บนโต๊ะทำงานของตัวเองเสร็จ ก็แทบจะเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ชาติกำลังเดินไขประตูออฟฟิศเข้ามาถึงที่ชั้นล่างพอดี...
ในวันที่รักหลงทาง #63
หลังจากถูกบิวใช้อำนาจบีบบังคับให้ต้องจำใจใช้ปากเล่นเสียวด้วยกันถึงสองครั้งสองครา ที่สุดแล้วหนุ่มโมก็เลยเริ่มที่จะทำใจยอมรับสภาพ ได้แต่คิดปลงตกว่าตนเองคงจะต้องตกเป็นเบี้ยล่าง คอยปรนเปรอความสุขเสียวให้เธอต่อไปเรื่อยๆ ตามแต่ที่สาวรุ่นพี่จะเรียกตัวไปใช้บริการ
พอมีครั้งแรกนำร่อง... ก็ย่อมต้องมีครั้งที่สองและสามตามมาเป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งบิวเกิดระแคะระคายขึ้นมาได้ว่าชาติแอบหนีไปเล่นสนุกกับบรรดาสาวๆ ตามสถานบันเทิงต่างๆ มาบ่อยครั้งเท่าไร เจ้าหนุ่มโมของเราก็จะต้องรับหน้าที่กลายเป็นเครื่องระบายอารมณ์หงุดหงิดงุ่นง่านให้แก่เธอบ่อยครั้งมากขึ้นเท่านั้น เมื่อใดก็ตามที่พวกเขามีโอกาสได้อยู่ด้วยกันเพียงลำพังแค่สองคนที่ออฟฟิศ สาวรุ่นพี่ก็มักจะลากหนุ่มรุ่นน้องให้ขึ้นไปปรนเปรอความสุขให้กันและกันบนห้องนอนชั้นสามอยู่ร่ำไป
หรือแม้แต่ในยามที่ชายหนุ่มจำต้องเดินทางติดสอยห้อยตามไปข้างนอกกับเธอสองคน สาวบิวก็ยังอุตส่าห์เจียดแบ่งเวลา พาเขาเข้าไปใช้เวลาสนุกอยู่ด้วยกันที่ม่านรูดข้างทาง เพื่อตักตวงความสุขแข่งกับเวลาที่มีอยู่อย่างน้อยนิด โดยที่ทุกครั้งหนุ่มโมก็จะไม่ยอมละเมิดกฎเหล็กที่ตนเองตั้งไว้แต่แรกเริ่ม... นั่นก็คือการใช้เพียงแค่สองมือและริมฝีปาก ในการส่งมอบความสุขให้แก่เธอจนกระทั่งเสร็จสมถึงฝั่งฝันทุกครั้งไป...
และวันนี้ก็ยังคงเป็นเฉกเช่นเดียวกัน... ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบเรียบง่ายและรวดเร็ว คล้ายเป็นกิจวัตรประจำวันทั่วไปที่ชายหนุ่มชาชิน ไม่ต่างอะไรจากการกินข้าวหรือขับถ่าย เขาเองก็พอจะรู้จุดประสงค์แฝงเร้นมาตั้งแต่ตอนที่เธอเอ่ยปากชวนไปเยี่ยมชมโรงงานของซัพพลายเออร์เจ้าใหม่ด้วยกันแบบสองต่อสอง แต่ก็ยังตกลงปลงใจยอมที่จะติดสอยห้อยตามไปกับเธอ
พอถึงจังหวะที่หญิงสาวหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้ามายังลานจอดรถของโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่งในย่านถนนจรัญสนิทวงศ์ ชายหนุ่มเองก็ไม่ได้ออกปากห้ามหรือส่งสัญญาณถึงการปฏิเสธ เขาเพียงเอาแต่นั่งนิ่งเงียบอยู่บนเบาะจนกระทั่งรถจอดสนิท ก่อนที่จะค่อยๆ เดินตามเธอเข้าไปยังห้องพักอย่างว่าง่าย...
ราวๆ 10 นาทีถัดจากนั้น... ภายในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 18 ตารางเมตร ร่างของโมและบิวในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย กำลังกอดจูบนัวเนียแลกน้ำลายกันอยู่บนเตียงนอนเบาะสปริงด้วยอารมณ์ใคร่ที่พึ่งถูกจุดติด เจ้าหนุ่มรุ่นน้องนั้นกำลังนั่งห้อยขาอยู่ที่ขอบเตียง เสื้อผ้าท่อนบนถูกถอดเหวี่ยงกองอยู่ที่พื้น ส่วนกางเกงยีนส์ตัวโปรดสีน้ำเงินเข้มด้านล่างก็ถูกปลดเปลื้องทั้งหัวเข็มขัดและซิปตะขอจนมันเปิดโล่งอ้าซ่า มองเห็นลึกเข้าไปถึงกางเกงชั้นในแบบบิกินีสีเทาเข้ม ท่อนเนื้อภายในกำลังเกิดอาการตื่นเต้นและแข็งตัวจนชายหนุ่มรู้สึกคับแน่นตุงกางเกง
เบื้องหน้าของเขาคือร่างอวบอิ่มสีน้ำผึ้งของสาวรุ่นพี่ ที่กำลังนั่งคร่อมทิ้งน้ำหนักลงมาบนตักในท่วงท่าโอบกอดหันหน้าเข้าหากัน ริมฝีปากของเธอคอยประกบจูบปากแลกลิ้นกับเขาด้วยอาการกระหายในรสรัก สองมือเรียวเล็กนั้นโอบรัดอยู่ที่รอบลำคอแกร่งหนาของชายหนุ่มตรงหน้าเหมือนดั่งเป็นหลักยึดทรงตัว ในขณะที่ลำตัวท่อนล่างก็พยายามออกแรงบดเบียดเข้ากับหน้าขาของเขาอย่างจงใจ สัมผัสที่ทั้งนุ่มนิ่มและแนบแน่น ทำให้ดุ้นเนื้อแข็งแกร่งของชายหนุ่มเกิดอาการปวดตึงอยู่ในกางเกงจนจวนเจียนจะระเบิด
เสื้อยืดสีขาวรัดรูปกับยกทรงสีน้ำเงินที่บิวสวมใส่ถูกถลกเลิกค้างไว้เหนือเนินเต้าภูเขาไฟ เปิดเผยให้เห็นถึงสัดส่วนของดีที่แม่ให้ติดตัวมาอย่างล้นเหลือ เรื่อยลงมาจนถึงบริเวณหน้าท้องนุ่มนิ่มน่าหยิก พอลองกวาดสายตาเลื่อนต่ำลงมาอีกก็จะพบเข้ากับเนื้อผ้ากระโปรงทรงเอสีดำสนิท ที่ถูกชายหนุ่มจับถลกยกขึ้นมากองค้างอยู่เหนือบั้นเอว และทำให้ช่วงล่างของหญิงสาวนั้นเปิดโล่งโจ้งอล่างฉ่าง มีเพียงแค่เนื้อผ้าลื่นๆ มันๆ ของกางเกงชั้นในผ้ายืดสีดำสนิทซึ่งเธอสวมใส่อยู่เท่านั้น ที่คอยทำหน้าที่เป็นตัวกั้นกลางระหว่างเป้ากางเกงอันแข็งตุง กับเนินสาวอันเปียกชื้น…
“อื้ม... มมมมม อื้อ... อออ” บิวส่งเสียงครางอื้ออึงอยู่ในลำคออย่างพึงใจ ปลายลิ้นนุ่มนิ่มและอุ่นชื้นของเธอกำลังเกี่ยวกระหวัดไปรอบๆ โคนลิ้นสีชมพูของเขา เพื่อดื่มด่ำกับรสชาติของเกมกามอันเร้นลับที่สุดแสนจะเร้าอารมณ์ ในหัวของทั้งคู่ต่างลืมเลือนจุดประสงค์แรกเริ่มของการเดินทาง ที่ตั้งใจว่าจะออกมาดูตัวอย่างกระดาษของซัพพลายเออร์เจ้าใหม่ไปจนหมดสิ้น
มือซ้ายของโมจับประคองรั้งอยู่ที่บั้นเอวของบิว เพื่อคอยป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายเกิดพลาดท่าหงายหลังตกลงไปจากตัวเขา ในจังหวะที่ทั้งคู่กำลังนัวเนียพลอดรักกันอยู่ ส่วนมือขวาอีกข้างของชายหนุ่ม ก็กำลังออกแรงบีบเคล้นคลึงเล่นที่ทรวงเต้าเปลือยเปล่าอย่างเมามัน สัมผัสอันหยุ่นนุ่มแต่อวบแน่นสู้มือของก้อนเนื้อบนทรวงอก ทำให้ชายหนุ่มบังเกิดความรู้สึกมันเขี้ยวขึ้นมาอย่างฉับพลัน จึงยิ่งออกแรงบีบบี้ลงไปที่หน้าอกขนาดมหึมาของสาวรุ่นพี่ จนผิวเนื้อบริเวณรอบๆ ปลิ้นทะลักออกมาตามแรงกดจากง่ามนิ้วมือของเขา
“ซี้ดส์… สสสสส โมจ๋า... พี่เงี่ยนจัง... บีบนมพี่แรงๆ เลย” บิวถอนปากจากการจูบ ก่อนจะเอ่ยสั่งการหนุ่มรุ่นน้องอย่างชัดถ้อยชัดคำ พอโมได้ยินดังนั้นเข้า เจ้าหนุ่มก็เลยยิ่งเพิ่มแรงบีบลงไปที่ฝ่ามือข้างขวา พร้อมกับก้มหน้าลงไปใช้ปากจูบเข้าที่ปลายถันสีน้ำตาลเข้ม แล้วออกแรงดูดดุนจนเกิดเป็นเสียงดัง จ๊วบ... บบบบ จ๊วบ... บบบบ ฟังชัดเสนาะหู
“อึ๋ย... ยยย สสส... ซี้ดส์ อาห์... อู๊ย... โม พี่เสียว... วววววว” หญิงสาวแอ่นเนินอกให้เขาดูดด้วยสีหน้าเสียวซ่านทรมาน นิ้วมือทั้งสิบเกร็งขยุ้มจิกลงไปที่เส้นผมของชายหนุ่ม พร้อมกับออกแรงกดมันเข้าหาลำตัวจนแนบแน่น
ชายหนุ่มใช้ปากดูดกินเต้านมของสาวรุ่นพี่จนผิวเนื้อบริเวณเนินอกของเธอเปียกเปรอะไปด้วยคราบน้ำลายเหนียวใส เส้นขนบนร่างเกิดอาการลุกตั้งชูชันเพราะความเสียวสยิว ก่อนที่เขาจะออกแรงอุ้มร่างเธอมาประคองวางลงไปบนเตียงนอนทางด้านหลังของตัวเอง ใช้มือจับรูดกางเกงชั้นในเนื้อผ้ามันลื่นที่ตรงกลางเป้าเปียกเยิ้มไปด้วยคราบน้ำสวาทขาวขุ่นออกมาจนพ้นจากหน้าขาของหญิงสาว ก่อนจะใช้มือดันแยกน่องขาทั้งสองข้างของเธอให้ถ่างออกกว้าง เปิดเผยให้เห็นถึงสภาพกลีบเนินอันอวบอูมที่มีเส้นขนขึ้นเรียงรายเป็นแผงอยู่เหนือปากทางเข้า กลีบเนื้ออ่อนสีแดงแจ๋ตรงกลางร่องนั้นกำลังเผยออ้าออกนิดหนึ่งตามแรงดันจากสองมือของชายหนุ่ม และทำให้เขามองเห็นทะลุลึกเข้าไปถึงภายในร่องรูอันแคบเล็กที่ซุกซ่อนตัวอยู่หลังเนินเนื้อ
พออุโมงค์เร้นลับยอมปรากฏกายออกมาแก่สายตา โมจึงไม่รอช้า และรีบซุกหน้าเข้าไปที่กลางหว่างขาของบิว พร้อมกับใช้ปลายลิ้นตวัดลากเลียไปรอบๆ กลีบเนื้อสาวที่เปียกเยิ้มเพื่อเป็นการเปิดทาง พอลิ้นสากๆ ของเขากวาดไปโดนเข้ากับผิวเนื้ออ่อนนุ่มนิ่ม ร่างของสาวรุ่นพี่ก็พลันเกิดอาการสั่นสะท้อน ใบหน้าแอ่นแหงนเชิดขึ้นหลับตาปี๋ พร้อมกับที่สองมือก็จิกขยุ้มลงไปที่เส้นผมของเขาอย่างรุนแรงและลืมตัว
“ซี้ดส์... สสสสสสส อาห์!” เสียงครางลอยละล่องลอดออกมาจากลำคอของสาวผิวน้ำผึ้ง โพรงเนื้อภายในเกร็งขมิบรับกับรสสัมผัสที่หนุ่มรุ่นน้องกำลังค่อยๆ หย่อนทิ้งลงมายังก้นบึ้งแห่งความรู้สึก เธอรู้สึกได้ถึงอาการร้อนผ่าวๆ ที่เกิดขึ้นจากบริเวณติ่งเนื้อเสียวด้านนอก ไล่เลื้อยลงมาที่กลีบเนื้อสองฟากปากทาง ก่อนที่สัมผัสเร่าร้อนรุนแรงนั้นจะค่อยๆ จ่อมุดเข้าไปยังใจกลางร่างกายของเธอ เมื่อชายหนุ่มออกแรงห่อลิ้นเกร็งเป็นลักษณะเหมือนหัวลูกศร พร้อมกับกดแยงมันเข้าใส่ร่องรูเสียวของเธอแบบย้ำๆ ซ้ำๆ!
“อุ๊! ซี้ดส์... โอว... โอ๊ะ... โอ้ว... วววว ซี้ดส์อาห์ โม... มมมมมม” บิวส่งเสียงครางกระเส่ายืดยาว สะโพกร่อนกระดกอัดเข้าใส่ใบหน้าของชายหนุ่มรัวๆ จนก้นแทบไม่ติดเตียง ความเสียวซ่านที่เขามอบให้นั้นกำลังซึมลึกเข้าในร่างกายของเธอทีละน้อยๆ พร้อมกับอารมณ์ใคร่ที่ค่อยๆ ไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนน้ำรักไหลย้อยเปียกเลอะเต็มง่ามขา ลามไปถึงบริเวณรอบๆ ขอบปากของชายหนุ่ม
“ซี้ดส์ โมจ๋า... เลียก้นพี่ด้วยสิจ๊ะ อื้อ... ออออ” หญิงสาวร้องขอหนุ่มคู่ขาด้วยอารมณ์รัญจวน ซึ่งชายหนุ่มก็ไม่คิดขัดใจเธอ เขาใช้สองมือรองจับที่ใต้น่องขาของเธอ แล้วออกแรงดันช้อนสูงขึ้นจนท่อนล่างของอีกฝ่ายเอนโค้งไปทางด้านหน้า มองเห็นภาพกลีบเนื้อสาวอวบอูมลอยค้างอยู่กลางอากาศ ชวนให้เกิดอาการน้ำลายสอขึ้นมาชอบกล
โมค่อยๆ ลากลิ้นปาดเลียจากปุ่มกระสันด้านบนที่กำลังแอ่นชี้ชูชัน ไล่ผ่านลงมาทางกลีบร่องสาวอันชื้นแฉะ เลื้อยลิ้นลึกลงมาถึงพื้นที่บริเวณรอบๆ ฝีเย็บ ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมความรู้สึกอีกแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างเนินสาวกับปากรูทวารอันเล็กจิ๋ว ก่อนที่ปลายลิ้นของชายหนุ่มจะเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางแห่งสุดท้าย นั่นก็คือช่องหลุมลึกลับที่แฝงเร้นกายอยู่ภายใต้ก้อนไขมันกลมกลึงทั้งสองข้างบนบั้นท้ายของเธอ
ชายหนุ่มใช้มือจับแหวกเนื้อแก้มก้นของเธอให้เปิดถ่างอ้าออกจากกันแบบหนักมือ ด้วยตระหนักดีว่าสาวรุ่นพี่นั้นมีรสนิยมชมชอบในการถูกปลุกเร้าอารมณ์แบบดิบหยาบรุนแรงอยู่ลึกๆ พอบั้นท้ายกลมมนถูกจับถ่างอ้าออก ร่องประตูหลังรูปดาวอันเล็กจิ๋วของสาวบิวจึงพลันปรากฏโฉมออกมาแก่สายตาของโมอย่างชัดเจน ผิวเนื้อบริเวณรอบๆ รอยแยกนั้นเป็นสีชมพูอ่อนๆ ดูตัดกับสีของผิวเนื้อรอบนอกที่เป็นสีน้ำตาลเข้มอย่างสิ้นเชิง บางจังหวะที่ชายหนุ่มเผลอพ่นลมหายใจแรงๆ ไปโดนมันเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ เจ้าร่องรูรูปดาวเล็กๆ ที่ว่าก็จะพลันเกิดอาการเกร็งขมิบยวบยาบ พร้อมกับอาการขยับหดตัวของกล้ามเนื้อบนบั้นท้ายด้วยความตื่นเต้นทุกครั้งไป
เมื่อเห็นภาพความงดงามตรงเบื้องหน้า โมจึงไม่รอช้า และรีบจ่อแยงปลายลิ้นเรียวมนดั่งหัวลูกศร ให้ทิ่มลึกเข้าไปที่กลางร่องประตูหลังของสาวบิวในทันที วินาทีที่ปลายลิ้นของชายหนุ่มกดแหวกมุดผ่านเข้าไปในโพรงเนื้ออันบอบบางและอ่อนนุ่มของเธอเข้า ชายหนุ่มมิได้กังวลถึงเรื่องความสกปรกที่อาจติดค้างอยู่ภายในร่างกายของเธอเลยแม้แต่น้อย ในหัวของเขาคิดแต่เพียงว่าจะต้องทำยังไง ถึงจะสามารถมอบความสุขเสียวให้แก่ช่องประตูหลังของเธอได้มากที่สุด
รสชาติเค็มๆ คาวๆ ที่แล่นวาบขึ้นมาบนปลายลิ้น ยิ่งกระตุ้นอารมณ์หื่นให้เขาต้องยิ่งเร่งออกแรงกดแนบริมฝีปากเข้าใส่รูก้นของเธอหนักหน่วงรุนแรงขึ้นไปอีก พร้อมกับที่นิ้วมือซึ่งว่างอยู่ก็ค่อยๆ สอดล้วงเข้าไปที่ปากรูเสียวด้านหน้าของเธอ เริ่มจากนิ้วกลางเพียงหนึ่งนิ้ว... ก่อนจะตามมาด้วยนิ้วนาง... และปิดท้ายด้วยนิ้วชี้... พอปลายนิ้วทั้งสามถูกอาบเคลือบไปด้วยคราบของน้ำหล่อลื่นเหนียวใสแล้ว ชายหนุ่มก็ออกแรงสอดแยงนิ้วมือเข้าออกในร่างของสาวรุ่นพี่รัวๆ พร้อมกับใช้ปลายลิ้นลากเลียไปรอบๆ รูก้นสีชมพูของเธอในเวลาเดียวกัน เล่นเอาสาวบิวถึงกับแหกปากร้องครางซี้ดซ้าดออกมาลั่นห้องด้วยความเสียวซ่านสุดขีด
“อะ... อ๋อย... ยยย โม อู๊ย... ยยยย พี่เสียว... ยะ... แยงลึกจังเลย ซี้ดส์ อ๋า...” บิวละล่ำละลักร้องคราง สองมือจิกขยุ้มลงไปบนผ้าปูเตียงที่นอนอย่างรุนแรงจนมันยับย่นยู่ยี่ ด้วยท่วงท่าที่กำลังถูกหนุ่มรุ่นน้องจับกดให้สองขาเอนโค้งลอยค้างอยู่กลางอากาศ จึงทำให้เธอไม่สามารถขยับตัวดิ้นหนีไปไหนได้อีก จำต้องยอมเกร็งร่างรอรับคลื่นความรู้สึกเสียวระลอกแล้วระลอกเล่าที่ชายหนุ่มกำลังปรนเปรอป้อนให้ทั้งรูหน้าและรูหลัง เพียงไม่นาน... อารมณ์เสียวของเธอก็พลันไต่ทะยานขึ้นสู่สวรรค์ชั้นฟ้า
“อ๋อย... ยยยยย ซี้ดส์... สสสส อ๋าว... วววว ออก... ออกแล้ว... วววว โอ๊ย โม... พี่ออกแล้ว... วววววว ซี้ดส์!!” บิวแหกปากร้องครางออกมาดังลั่นห้อง เรือนร่างเกิดอาการเกร็งกระตุกเฮือกๆ และเผลอเสร็จกิจคาปากของเขาที่กำลังดูดกินร่องประตูหลังของเธออย่างถึงอกถึงใจ ยิ่งได้เห็นเธอเสร็จ แทนที่ชายหนุ่มจะผ่อนแรงลง ตรงกันข้ามเขากลับยิ่งเร่งเพิ่มแรงทั้งมือและลิ้น จู่โจมเข้าใส่ร่างกายที่กำลังร้อนผ่าวๆ ราวกับถูกเปลวไฟแผดเผาของเธอจนหยาดน้ำรักแตกทะลักทลายออกมาจนเปียกนองไปทั้งนิ้วมือและง่ามขา
พอส่งบิวขึ้นสวรรค์เสร็จแล้ว โมจึงค่อยยอมถอนนิ้วมือออก ก่อนจะขยับลงไปนั่งมองสภาพร่างเปียกชุ่มเหงื่อของสาวรุ่นพี่ด้วยสีหน้าโล่งใจ หลังจากที่นอนพักเอาแรงอยู่ราวๆ 2-3 นาที เรี่ยวแรงของหญิงสาวจึงค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมาจนพอให้เธอยันกายลุกขึ้นมานั่งคุยกับเขาได้เป็นปกติ
“ให้พี่ช่วยโมต่อเลยมั้ย?” บิวเอ่ยถามเขาพร้อมกับเอื้อมมือมาลูบที่เป้ากางเกงคับตุงของชายหนุ่ม
“ไม่เป็นไรครับพี่ ของผมไม่ต้องก็ได้” โมตอบยิ้มๆ อย่างเกรงใจ
“อ้าว ทำไมล่ะ? ให้พี่ช่วยก็ได้นะ ยังเหลือเวลาอีกตั้งนาน ค่อยไปซื้อของกันก็ได้” หญิงสาวกล่าว
“ไว้คราวหลังดีกว่าครับพี่ วันนี้ผมไม่ค่อยอยากเสร็จเท่าไหร่ พอดีเมื่อคืนนอนดึกมันเลยเพลียๆ เดี๋ยวทำไปแล้วกลัวจะยิ่งเหนื่อยเข้าไปอีก” เขาเอ่ยอ้างเรื่องโกหกออกไป ทั้งที่ใจจริงแล้วก็เพียงแค่อยากที่จะหลบเลี่ยงให้พ้นจากเงื้อมมือของเธอเท่านั้น
“ไม่ต้องคิดมากน่า กลับไปก็ถึงออฟฟิศก็เลิกงานพอดีแหละ ไม่ต้องใช้แรงทำอะไรแล้วนี่” บิวไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ แล้วสอดมือล้วงเข้าไปที่ใต้เนื้อผ้ากางเกงชั้นในสีเทาของเขาอย่างคล่องแคล่ว
“โธ่... พี่บิว...” โมได้แต่บ่นโอดครวญ ในขณะที่ฝ่ามือของสาวรุ่นพี่ก็ค่อยๆ ฉุดดึงให้แก่นกายของเขามันเด้งผึงออกมาจากนอกผ้า พอดุ้นเนื้อร้ายกลายเป็นอิสระจากการจองจำแล้วหญิงสาวก็รีบใช้มือเคล้าคลึงทักทายมันในทันที
ปลายนิ้วกลางของเธอค่อยๆ กดจิ้มลงไปที่บริเวณปากท่อซึ่งมีหยดน้ำเอ่อซึมติดอยู่ ก่อนจะลากนิ้วกรีดลงไปตามโคนแท่งที่กำลังแข็งอวบ และไปหยุดมืออยู่ที่บริเวณพวงสวรรค์ของเขา แล้วใช้มือบีบคลึงเล่นที่ลูกบอลทั้งสองลูกใต้ลำโคนด้วยอารมณ์มันเขี้ยว รู้สึกได้ถึงอาการแข็งตึงของผิวหนังที่ห่อหุ้มอยู่รอบๆ เจ้าลูกบอลอ่อนนุ่มภายใต้อุ้งมือ
“แข็งเชียวน้า” บิวเอ่ยปากแซวเขาแล้วเลื่อนมือขึ้นมาเกาะกุมอยู่ที่กลางลำโคน พร้อมกับออกแรงกระตุกรูดมือขึ้นลงเป็นจังหวะเบาๆ
“อื้ม... มมมมม” โมพ่นลมหายใจพร้อมกับส่งเสียงครางเบาๆ อยู่ในลำคอ เขาต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการที่จะเก็บซ่อนอาการเสียวสยิวที่เกิดขึ้นเพราะรสมือของอีกฝ่าย
“ชอบมั้ยโม? ชอบให้พี่รูดแบบนี้ใช่มั้ย?” สาวรุ่นพี่เอ่ยถามกระตุ้นอารมณ์ พลางโน้มใบหน้าเข้าไปหอมแก้ม สลับกับใช้ฟันขบงับลงไปที่ติ่งหูของเขาเบาๆ เป็นการหยอกเย้าให้ชายหนุ่มยิ่งบังเกิดอารมณ์ตื่นเต้น
“อู๊ย... พี่บิว... ผมเสียวครับ ซี้ดส์...” ชายหนุ่มสูดปากหลับตาสยิว
“เดี๋ยวพี่ช่วยให้โมสบายตัวเองนะ” บิวตอบกลับ แล้วค่อยๆ นั่งลงคุกเข่าลงไปตรงกลางหว่างขาของเขา สองมือเธอออกแรงดันหน้าขาของหนุ่มรุ่นน้องให้ถ่างแยกออกจากกัน พร้อมกับที่ใบหน้าก็ค่อยๆ ขยับโน้มลงต่ำไปเรื่อยๆ จนไปจ่อประชิดอยู่ที่อาวุธร้าย
หญิงสาวใช้มือขวาสางปอยผมด้านข้างของตัวเองทัดไว้แนบหู ก่อนจะหลับตาลงแล้วอ้าปากงับลงไปที่ส่วนปลายของแท่งเนื้อซึ่งบานออกเป็นรูปทรงของดอกเห็ด ด้วยสัมผัสอันนุ่มนวลแต่แฝงไว้ซึ่งความหนักแน่น ปลายลิ้นนุ่มชื้นของเธอค่อยๆ ลากไล้วนเลียไปรอบๆ หัวเห็ดสีชมพู และซึมซับเอารสชาติขมคาวของน้ำหล่อลื่นที่เอ่อซึมออกมาจากปลายท่อผ่านเข้าสู่ลำคอ
“ซี้ดส์... สสสสส พี่บิว อุ๊! อู๊ย... ยยยยยยย” โมร้องครางระงม เมื่อโดนสาวรุ่นพี่ออกแรงเม้มดูดดุนที่ส่วนปลายหอกของเขาหนักๆ ลีลาการใช้ปากของเธอนั้นแทบไม่เป็นสองรองจากคู่ขาคนไหนที่เขาเคยพานพบมา และเผลอๆ จะดุดันยิ่งกว่าสาวเชอร์รี่ซึ่งโมยกให้เป็นเบอร์หนึ่งในเรื่องของการใช้ปากเสียอีก ความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นทำให้ร่างกายของชายหนุ่มถึงกับเกิดอาการหดเกร็งไปชั่วขณะ ปลายนิ้วจิกขยุ้มลงไปบนฝ่ามือของตนเองเพื่อช่วยระงับข่มกลั้นอารมณ์เสียวที่กำลังเดือดพล่าน
บิวค่อยๆ ผงกหัวขึ้นลงเป็นจังหวะ ริมฝีปากเธอรูดกลืนแท่งเนื้อผ่านเข้าออกตั้งแต่ส่วนหัวลงไปถึงบริเวณกลางลำโคนจนแก้มตอบ ในขณะที่มือข้างหนึ่งก็คอยออกแรงกระตุกรูดท่อนเนื้อส่วนล่างของเขาไปพลางๆ สัมผัสที่ใหญ่คับเต็มปากทำให้เธอแอบรู้สึกอึดอัดและเมื่อยกราม เพราะต้องคอยอ้าปากกว้างค้างอยู่ตลอดเวลา พอใช้ปากดูดให้เขาอยู่ครู่หนึ่งหญิงสาวจึงค่อยๆ ขยับถอนปากออกมา จนเกิดเป็นเสียงอากาศแหวกตัวดัง ‘บ๊วบ!’
“พลิกตัวหน่อยจ้ะ” บิวบอกโมด้วยรอยยิ้ม ซึ่งแม้ว่าชายหนุ่มจะแสดงสีหน้างุนงงออกมา แต่เขาก็ยังยอมขยับพลิกตัวไปตามคำสั่ง ซึ่งอีกฝ่ายก็คอยใช้มือประคองจัดท่าทางให้เขา จนกลายเป็นมาอยู่ในท่วงท่าคุกเข่าคลานสี่ขาหันหลังให้เธอ
“แบบนี้เหรอครับ?” โมถามด้วยน้ำเสียงไม่ใคร่จะมั่นใจนัก
“จ้ะ แอ่นก้นขึ้นอีกนิดนึง ดีจ้ะ แบบนั้นแหละ” หญิงสาวว่า ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปจ่ออยู่ที่บริเวณบั้นท้ายของเขา ใช้มือจับแหวกแก้มก้นให้เปิดถ่างอ้าออก แล้วจ่อแยงปลายลิ้นทิ่มเข้าใส่รูก้นที่กำลังหดเกร็ง เฉกเช่นเดียวกับที่อีกฝ่ายพึ่งจะทำให้เธอไปหมาดๆ
“อุ๊! ซี้ดส์... สสสสส ตรงนั้นไม่ต้องก็ได้ครับพี่บิว มันสกปรก อูย...” โมร้องบอก
“ตอบแทนที่โมทำให้พี่มีความสุขไง นี่... นี่... แบบนี้” บิวบอกอย่างร่าเริง ก่อนจะใช้ลิ้นลากเลียไปรอบๆ รูทวารเล็กจิ๋ว พร้อมกับเอื้อมมือไปจับรูดท่อนเนื้อด้านหน้าของเขาด้วยในเวลาเดียวกัน
“อู้ว... วววว!” ชายหนุ่มส่งเสียงร้องครางยาวๆ อย่างเสียวสยิว เมื่อโดนสาวรุ่นพี่ปลุกเร้าพร้อมกันสองทิศทาง
ปลายลิ้นมนเรียวของเธอค่อยๆ กดลึกเข้าไปในรูก้นของเขาทีละน้อยๆ ทำเอาเรือนร่างกำยำถึงกับสั่นกระตุก กล้ามเนื้อบนบั้นท้ายรอบๆ รูก้นเกิดอาการหดเกร็งขมิบเข้าหากันแบบถี่ยิบๆ พร้อมกับคลื่นความเสียวที่พุ่งวาบจากส่วนล่างขึ้นสู่สมอง ยิ่งเห็นอาการดิ้นทุรนทุรายของชายหนุ่ม สาวรุ่นพี่ก็ยิ่งเกิดอารมณ์คึกคัก และเพิ่มน้ำหนักการกระตุกรูดมือลงไปที่ลำโคนของเขาแบบแรงๆ ปลายนิ้วซุกซนของเธอไต่เลื้อยไล้ไปรอบๆ ส่วนปลายหอกสีชมพูซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดศูนย์รวมประสาท เรียกหยาดน้ำหล่อลื่นเหนียวใสให้ค่อยๆ ผุดซึมออกมาที่รอยบากราวกับท่อรั่ว
“ยังไม่หมดหรอกนะ” บิวกระซิบบอกโมด้วยน้ำเสียงยั่วยวน กระตุ้นความอยากรู้ของคนฟังจนเขาต้องเผลอหันหน้ากลับมาจ้องตาเธอด้วยสีหน้างุนงงสงสัย
“ไม่ต้องเกร็งนะ ไม่เจ็บหรอก” หญิงสาวกล่าวปลอบขวัญ ก่อนจะค่อยๆ เกร็งนิ้วกลางที่แอบนำไปถูไถเข้ากับเนินสาวของตนเองมาเรียบร้อยแล้ว นำไปจ่อกดที่หน้าปากรูทวารสีชมพูของเขา แล้วออกแรงดันมันเข้าไปนิดหนึ่ง
“อุ๊! อู๊ย... พี่บิว ไม่เอาครับพี่... อย่าดันเข้าไป บะ... แบบน้าน อู้ว... ววววว” โมสะดุ้งสุดตัว แล้วพยายามจะขยับกายหนีไปทางด้านหน้า แต่ก็ไม่รอดพ้นจากเงื้อมมือของสาวรุ่นพี่ที่ตามกอดประชิดแบบถึงเนื้อถึงตัว พลางขยับส่งนิ้วกลางให้กดลึกเข้าไปเรื่อยๆ ภายใต้อาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อรอบๆ หูรูดของชายหนุ่ม ความเปียกลื่นที่อาบเคลือบอยู่รอบๆ ข้อนิ้วมือทำให้หญิงสาวสามารถกดส่งมันเข้าไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เพียงครู่เดียวนิ้วกลางของเธอก็จมหายเข้าไปได้เกือบจะถึงครึ่งข้อนิ้วอยู่แล้ว
“อู๊ย... ยยยย พี่บิว... เล่นอะไรครับเนี่ย ซี้ดส์... อื้ม... มมมม” ชายหนุ่มร้องครวญถามด้วยสีหน้าเหยเก สัมผัสแปลกๆ ที่ครูดอยู่ภายในตัว ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกหน่วงๆ หวิวๆ เหมือนกับในยามเบ่งอึ จนเขาต้องเผลอขมิบร่องก้นรับกับการเคลื่อนไหวของปลายนิ้วเธอเบาๆ ตามสัญชาตญาณ แต่แทนที่จะเป็นการเบ่งขับของเสียออกไปจากร่าง มันกลับกลายเป็นว่ากำลังมีอะไรบางอย่างมุดสวนกลับเข้ามาในร่างกายของเขาแทน
“เอ... ตรงไหนน้า? ตรงนี้ก็ไม่ใช่... หรือว่าต้องลึกกว่านี้?” บิวพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงเบิกบาน ระหว่างที่เธอกำลังพยายามควานนิ้วหาจุดศูนย์กลางแห่งความสุขเสียวที่ถูกซุกซ่อนอยู่ภายในร่างของเขา กระทั่งพอนิ้วมือของเธอคลำไปถูกบริเวณปุ่มโค้งนูนๆ นิ่มๆจุดหนึ่งเข้า ก็ทำเอาชายหนุ่มถึงกับหลุดปากร้องครางเสียงหลงออกมาด้วยความเสียวสยิวสุดขีด
“โอ้... โอว... ววววว อาห์” โมเปล่งเสียงครางยาวๆ ในขณะที่โพรงเนื้ออ่อนนุ่มด้านหลังก็ออกอาการหดเกร็งขมิบสู้กับการรุกล้ำของนิ้วมือสาวรุ่นพี่
“เจอแล้ว ที่แท้ก็อยู่ลึกเข้ามาตรงนี้นี่เอง” บิวกล่าวยิ้มๆ อย่างชอบใจ แล้วเริ่มต้นใช้นิ้วเขี่ยคลึงไปรอบๆ บริเวณจุดเสียวภายในของเขา ในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งก็ยังคงคอยกระตุกรูดแท่งลำที่อยู่ในสภาพแข็งตัวเต็มที่ไปเรื่อยๆ
“อุ๊ย! ตอดแน่นเลยโม เสียวเหรอ?” หญิงสาวถามหยอกเย้าเพื่อกระตุ้นอารมณ์เขา
“เสียว... เสียวครับพี่ อู๊ย... ยยยยย อื้ม... มมมม” ชายหนุ่มครางตอบอย่างหมดอาย นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาถูกคนอื่นใช้นิ้วล่วงล้ำเข้ามาเล่นสนุกอยู่ภายในร่างกายแบบนี้ เพราะที่ผ่านๆ มาเจ้าตัวก็เคยแต่จะรับบทเป็นผู้ปรนเปรอความสุขให้แก่สาวๆ ผ่านทางช่องรูรักด้านหน้า กับช่องประตูหลังอยู่เพียงแค่ฝ่ายเดียวเท่านั้น พอมาเจอลีลาปลุกเร้าที่ทั้งเร่าร้อนและหวือหวาเกินคาดคิด ก็เลยทำให้ชายหนุ่มถึงกับออกอาการเสียวซ่านจนไม่อาจข่มกลั้นเสียงครางของตัวเองได้เลย
หญิงสาวใช้สองมือจัดการรุกไล่เล่นงานชายหนุ่มรุ่นน้องจนอยู่หมัด ทั้งที่ตัวของโมเองก็จัดว่าเป็นยอดนักรักมากสังเวียน ที่มีประสบการณ์กุ๊กกิ๊กขึ้นเตียงกับสาวๆ มาแล้วมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่พอมาเจอวิชา ‘ดัชนีขยี้ประตูหลัง’ ที่สาวบิวงัดขึ้นมาใช้เข้า เจ้าหนุ่มก็ถึงกับตัวอ่อนระทวย ได้แต่นอนคุกเข่าโก้งโค้งให้สาวรุ่นพี่ปู้ยี่ปู้ยำร่างกายของเขาตามใจชอบ ด้วยอารมณ์สุขเสียวที่มีแต่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ...
“อุ๊! อื้ม... พี่... อู๊ย... ยยยย อื้มมม... มมม ฮื่อ... อออ” โมร้องครางออกมาไม่เป็นภาษา เมื่อถูกสาวบิวใช้นิ้วเล่นกับปุ่มกระสันภายในร่างแบบย้ำๆ ซ้ำๆ จนทนไม่ไหว รูก้นภายในของเขาออกอาการตอดขมิบรัดเข้ากับนิ้วมือของเธอถี่ขึ้นเรื่อยๆ เรือนร่างสั่นเกร็งกระตุกในท่วงท่าฟุบหมอบแอ่นก้นโด่ง พร้อมกับหลุดปากส่งเสียงร้องครวญครางออกมายาวๆ อย่างที่ไม่มีใครเคยได้ยินจากปากเขามาก่อน ยิ่งเห็นอีกฝ่ายรู้สึกเสียวซ่านเท่าไร สาวบิวก็ยิ่งออกลีลาทั้งรูดทั้งชัก ทั้งแยงนิ้วเข้าออกรุนแรงหนักขึ้นจนทำให้เอาเจ้าหนุ่มถึงกับร้องครางไม่ขาดปาก
“ซี้ดส์ อืม... มมมม พี่บิว อู๊ย... ผมเสียว... จะแตกอยู่แล้วนะพี่” โมส่งสัญญาณบอกเธอด้วยใบหน้าที่เกร็งขมวดยับย่นยู่ยี่
“ปล่อยออกมาเลยโม ปล่อยมา ไม่ต้องฝืนไว้” บิวเอ่ยปากเร่งเร้าพร้อมกับเร่งมือชักให้เขาอย่างหนักหน่วง
“อู๊ย... อู๊ย... ยยยยย ซี้ดส์... สสสสสส อู้ว... วววววววว!!” โมส่งเสียงร้องครางยาวๆ ออกมาดังลั่น ก่อนจะพ่นลมหายใจยาวๆ ในจังหวะที่เจ้าดุ้นเนื้อร้ายมันปล่อยน้ำเชื้อพุ่งกระฉูดแตกออกมาเป็นสาย เมื่อคลื่นความเสียวมันพุ่งทะลักทลายออกมาจากภายใน มันเป็นความเสียวซ่านในแบบฉบับที่เขาไม่เคยประสบพบเจอมาก่อนในชีวิต พอเห็นอีกฝ่ายเสร็จสมอารมณ์หมายเรียบร้อยแล้ว สาวบิวเลยค่อยๆ ขยับถอนนิ้วออกมาจากปากรูหลังของเขาอย่างแช่มช้า
“เป็นไง? เสียวดีมั้ย?” บิวเอ่ยถามเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มชอบใจ
“โหย... เสียวดิครับพี่ เล่นจิ้มกันแบบนี้” โมตอบเขินๆ พลางเอามือลูบก้นตัวเองเพราะยังรู้สึกจุกๆ หน่วงๆ อยู่ที่ช่องประตูหลังไม่หาย
“พึ่งเคยโดนแหย่ก้นเหรอ?” เธอถามอีก
“อือ...” เขาพยักหน้าเสียงอ่อย
“แล้วเป็นไง ชอบมั้ยล่ะ?” บิวสอบถามความรู้สึกของเขาด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นเป็นพิเศษ เมื่อรู้ว่าตนเองได้กลายเป็นผู้มอบประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับชายหนุ่มตรงหน้า
“มันก็... จะว่าชอบก็ไม่เชิง ไม่รู้ดิครับ มันรู้สึกทะแม่งๆ ยังไงชอบกล” โมทำหน้าปุเลี่ยนใส่เธอ
“แหม แต่เห็นตะกี้มีเกร็งขมิบสู้มือพี่ใหญ่เลยนะ ออกจะเสียวซะขนาดนั้น” สาวรุ่นพี่เอ่ยเย้าแหย่
“โธ่... ผมไม่ใช่สายเหลืองนะพี่ ที่เกร็งเมื่อกี้น่ะเป็นเพราะเสียวเจ็บตูดมากกว่า ก็เลยเผลอตัวลุ้นตาม” ชายหนุ่มรีบแก้ตัว
“จ้าๆ จะอ้างยังไงก็ว่าไปเถอะ แต่พี่เห็นกับตามาก็แล้วกัน ว่าโมน่ะ... น้ำพุ่งอย่างกับเป็นน้ำพุเลยตอนเสร็จ” บิวหัวเราะร่าชอบใจ
“เอาจริงๆ ตอนนี้ผมโคตรเพลียเลยนะ เผลอๆ ผมจะงีบหลับมันตั้งแต่ช่วงขึ้นรถไปเลยเนี่ย” โมบ่นกระปอดกระแปด
“ถ้าโมง่วงก็งีบเถอะ น่าจะต้องขับรถไปอีกเกือบๆ ชั่วโมงอ่ะ กว่าจะถึงที่โรงงาน” สาวรุ่นพี่บอกเขาอย่างเอ็นดู พลางหยิบเอาทิชชู่มาเช็ดทำความสะอาดคราบไคลบริเวณหว่างขา
หลังจากพักอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวกันจนสะอาดเอี่ยมอ่องเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่จึงค่อยเช็คเอาท์ออกจากห้อง แล้วมุ่งหน้าต่อไปยังโรงงานของซัพพลายเออร์เจ้าใหม่ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่แท้จริงของการเดินทางในครั้งนี้...
=======================================
แม้ว่ามองเผินๆ แล้วจะเหมือนว่าตัวโมเองก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไรจากเงื่อนไขของความสัมพันธ์ลับๆ ที่ว่านี้ แต่การต้องมารับบทบาทเป็นคนลักกินขโมยกิน ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ จากสายตาของเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ มันก็พาลแต่จะทำให้ชายหนุ่มเกิดอาการประสาทเสีย และพลอยทำให้เขาบังเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย และไม่อยากแหกขี้ตาตื่นขึ้นมาทำงานเหมือนแต่ก่อน
และที่อันตรายที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดเลยก็คือ... ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดปัญหาขึ้นตามมา ในกรณีที่ความสัมพันธ์อันแนบเนื้อระหว่างเขากับบิว มันเกิดหลุดรั่วไหลไปถึงหูคนอื่นอีกต่างหาก แค่คิดจินตนาการถึงภาพเหตุการณ์ในยามที่ทั้งชาติและไอซ์ได้รับรู้ถึงความจริงในข้อนี้ มันก็พาลจะทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเครียดจนปวดมวนท้องไปหมด ได้แต่พร่ำบอกกับตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ว่าสิ่งที่ตนเองทำลงไปนั้นมันเป็นเพราะว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ หาได้เกิดขึ้นจากความพิศวาสหรือสิเน่หาใดๆ กับเธอทั้งสิ้น
แต่ก็อย่างที่โบราณว่าไว้ ‘เกลียดหรือกลัวอะไร สุดท้ายก็มักจะได้อย่างนั้น’
และแล้ววันหนึ่ง... ความลับเรื่องที่บิวมีผู้ชายคนอื่น ก็ดันหลุดลอดไปถึงหูของชาติจนได้... ผิดไปเพียงแค่คู่ขาของเธอที่ชาติจับได้นั้นดันไม่ใช่โม... แต่กลับกลายเป็นบ๊อบบี้ ไอ้เพื่อนซี้ที่เคยกอดคอไปร่วมอ่างด้วยกันบ่อยๆ เสียอย่างนั้น! ทุกอย่างมันเกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงราวกับการก่อตัวของพายุทอร์นาโด ที่ไม่มีเค้าลางใดๆ ปรากฏให้ใครได้ทันตั้งตัวรับมือ
“เฮ้ยบิว! นี่มันรูปอะไรวะ!?” ชาติผุดลุกขึ้นจากโต๊ะและโพล่งถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันเกรี้ยวกราดกลางที่ทำงาน ในมือของชายหนุ่มนั้นกำลังกำโทรศัพท์มือถือของตัวเองไว้ด้วยท่าทีที่สั่นเทาจากอารมณ์ตกใจปนโกรธเกรี้ยว
“ก็รูปชั้นไง เห็นๆ กันอยู่” แฟนสาวที่ได้ยินคำถามก็เพียงเงยหน้าขึ้นสบตาด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ แต่ทว่าแอบยียวน ในขณะที่เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ต่างเงยหน้าขึ้นมามองที่คู่สนทนาทั้งสองคนด้วยสีหน้างุนงงแกมอึดอัดใจ เพราะไม่เคยเห็นทั้งคู่ทะเลาะขึ้นเสียงกันแบบนี้มาก่อน
“แล้วทำไมถึงมีรูปไอ้บ๊อบบี้อยู่ในภาพนี้ด้วยวะ!?” ชาติตะคอกถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูกราดเกรี้ยวมากขึ้นกว่าเดิม ทำเอาบ๊อบบี้ที่ถูกอ้างชื่อ ถึงกับสะดุ้งมองหน้าอีกฝ่ายเลิ่กลั่กอย่างตกใจ
“รูป… รูปอะไรวะ?” บ๊อบบี้เอ่ยปากถาม เมื่อเห็นแววความซวยกำลังมาเยือนถึงตัว
“ก็รูปเหี้ยนี่ไง!” คำตอบของชาติถูกเหวี่ยงออกมาพร้อมกับโทรศัพท์มือถือยี่ห้อซัมซุง รุ่นกาแล็กซีโน้ต ที่ลอยเหวี่ยงข้ามหัวของบ๊อบบี้ไปแบบฉิวเฉียด ก่อนจะร่อนกระทบเข้ากับโต๊ะทำงานของอั๋นที่อยู่ทางด้านหลัง แล้วร่วงไปกองกับพื้น ท่ามกลางความตกอกตกใจของเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ในห้อง
หนุ่มอั๋นที่ตั้งสติได้ก่อนใครเพื่อน จึงรีบเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ของชาติที่ถูกปามาหล่นอยู่ข้างๆ ขึ้นมาดูด้วยความกระหายใคร่รู้ แม้ว่าสภาพหน้าจอของมันนั้นจะมีรอยแตกร้าวจากการกระทบกระแทก แต่ก็ยังพอจะมองเห็นถึงรูปภาพที่กำลังถูกเปิดแสดงค้างเอาไว้อยู่บนหน้าจอสนทนาระหว่างหนุ่มชาติกับสาวบิวในโปรแกรมไลน์ พอชายหนุ่มได้เห็นภาพที่ว่า เจ้าตัวก็ถึงกับทำหน้าตาตื่นตกใจ และเบิกตาโพลงขึ้นมาในทันทีทันใด
“เหี้ยบี้...” อั๋นอุทานออกมาเบาๆ อย่างลืมตัว ภาพที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้าคือภาพของบิว แฟนสาวสุดที่รักของชาติ กำลังนอนอิงแอบซุกหัวอยู่ข้างๆ ร่างของเจ้าบ๊อบบี้เพื่อนซี้ในสภาพเนื้อตัวเปลือยเปล่าแต่มีผ้าห่มผืนขาวปิดคลุมไว้ถึงอก ซึ่งแทบจะตีความเป็นอื่นใดไปไม่ได้เลยนอกจากว่าทั้งคู่ต้องเคยแอบเล่นชู้กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวิเคราะห์จากท่าทีของชายหนุ่มในภาพที่กำลังหลับพริ้มไม่รู้เรื่องรู้ราว จึงพอจะประเมินได้คร่าวๆ ว่าคนที่ถ่ายภาพนี้ขึ้นมาก็คือตัวของสาวบิวที่กำลังมองกล้องยิ้มหวานอยู่ในรูปนั่นเอง แต่สิ่งหนึ่งที่อั๋นยังไม่อาจเข้าใจได้ก็คือ... เหตุใดบิวถึงเลือกที่จะเป็นฝ่ายส่งรูปภาพหลักฐานการทำความผิดมาให้ชาติดูด้วยตนเองแบบนี้
“นี่มึงเป็นกิ๊กกับไอ้บิวเหรอ?” อั๋นเงยหน้าขึ้นถามเพื่อนซี้ร่างท้วมด้วยน้ำเสียงอึ้งๆ ทำเอาทั้งโมและบ๊อบบี้ที่นั่งโต๊ะติดกันถึงกับออกอาการสะดุ้งโหยงขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง
“เฮ้ย! กูเปล่า...” บ๊อบบี้รีบพูดแก้ตัวอย่างลนลาน ทันเวลาก่อนที่หนุ่มโมจะเผลอหลุดปากรับสมอ้างความผิดไปอย่างเฉียดฉิว
“อ้าว! พี่?” หนุ่มรุ่นน้องที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับหันไปมองรุ่นพี่ด้วยสีหน้าเหวอๆ เพราะตั้งตัวไม่ติด
พออั๋นชูหน้าจอโทรศัพท์มือถือขึ้นมาให้สองหนุ่มได้ดู ฝ่ายบ๊อบบี้ที่เห็นใบหน้าของตนเองไปปรากฏอยู่ในภาพ ก็ถึงกับเกิดอาการหน้าถอดสีเหงื่อแตกขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน ทั้งที่อุณหภูมิในห้องนั้นกำลังเย็นฉ่ำด้วยฤทธิ์ของเครื่องปรับอากาศ และสีหน้าของชายหนุ่มก็มีแต่จะยิ่งดูซีดเซียวลงไปอีก เมื่อเจ้าตัวเผลอหันไปสบตากับหนุ่มชาติที่กำลังปั้นหน้าเกรี้ยวกราดราวกับยักษ์มารมาที่เขา
“ถ้ามึงบอกว่าไม่ได้ทำ แล้วภาพที่เห็นนี่คือเหี้ยอะไร!?” ชาติเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระแทกคาดคั้น
“ชาติ... กูขอโทษ... กูไม่ได้ตั้งใจนะ ที่มึงเห็นนั่นมันก็แค่ความผิดพลาดครั้งเดียวเอง” ฝ่ายที่ถูกสอบสวนตอบกลับมาเสียงสั่น ลำคอเกิดอาการแห้งผากขึ้นมาราวกับว่ากำลังเดินหลงทางอยู่กลางทะเลทราย
“ครั้งเดียว... แต่ก็ตั้งสองยกเลยน้า” บิวที่รอคอยจังหวะอยู่ชิงเอ่ยเสริมขึ้นมา และทำให้บรรยากาศที่มาคุอยู่แล้ว ยิ่งทวีความอึดอัดกระอักกระอ่วนมากขึ้นไปอีก
“เฮ้ย! นี่มึงแอบนอกใจกูเหรอ?” ชาติหันไปตะคอกใส่แฟนสาวด้วยความแค้นเคือง แต่ทว่าหญิงสาวที่เตรียมใจมาก่อนแล้วกลับมิได้แสดงท่าทีกริ่งเกรงต่อความเกรี้ยวกราดของเขาแต่อย่างใด ตรงกันข้าม... เธอกลับยิ่งเผยรอยยิ้มยินดีที่เห็นเขามีอาการคลุ้มคลั่งเพราะความรู้สึกหึงหวงต่อเธอ
“ถ้าใช่แล้วจะทำไม?” บิวถามอย่างท้าทาย แววตาของเธอนั้นเหมือนจงใจจะยั่วให้แฟนหนุ่มรู้สึกเดือดพล่านมากขึ้นไปอีก ด้วยเพราะหญิงสาวได้ตัดสินใจเอาไว้หนักแน่นมาจากบ้านแล้ว ว่าวันนี้จะกลายเป็นวันสะบั้นสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแฟนหนุ่มอย่างเด็ดขาด
“อีเหี้ย! ทำไมมึงกล้าทำแบบนี้กับกู!?” ชาติแผดเสียงออกมาดังลั่นห้องอย่างไม่อาจเก็บกลั้นอารมณ์แค้น
“ทำไมจะไม่กล้า!? ก็แล้วทีมึงเองล่ะ? มึงกับพวกไอ้บ๊อบบี้น่ะ แอบไปตีกะหรี่ลงอ่างกันมาตั้งกี่ครั้งแล้ว!?” คำถามนี้ของบิว เล่นเอาชายหนุ่มที่เหลือในห้องถึงกับตะลึงงันจนพูดอะไรไม่ออก ฝ่ายรุ่นพี่นั้นตกใจเพราะไม่คิดว่าสาวเจ้าจะรู้ความลับฉาวโฉดของพวกเขาทั้งสามคน ในขณะที่เจ้าหนุ่มรุ่นน้องก็แอบตกใจเพราะไม่คิดว่าเธอจะเลือกใช้วิธีการพูดเปิดโปงแตกหักออกมาแบบนี้
“ตกใจอะไร? คิดว่ากูไม่รู้หรือไง ว่าเวลาที่พวกมึงแว้บหายไปดูงานข้างนอกพร้อมกันสามตัวน่ะ มันจะไปจบลงที่อาบอบนวดทุกครั้ง แหม... ทำเป็นแอบกระดี๊กระด๊ากันลับหลัง ถุย! น่าสมเพชว่ะ!” บิวกระแทกเสียงคืนใส่ชาติที่กำลังยืนเงียบเป็นเป่าสาก
“โดยเฉพาะมึงนะชาติ มึงน่ะมันโง่จนกูไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว มึงคิดว่าเพื่อนมันรักมึงจริงเหรอ ถึงไปให้มันหลอกแดก คอยเอาเงินไปป้อนไปเลี้ยงมันเนี่ย จำใส่กะโหลกไว้เลยนะว่าไอ้เพื่อนรักคนนี้ของมึงเนี่ย พอเผลอเมื่อไหร่ มันก็ย่องมาแทงหลังมึงแบบนี้นี่แหละ” หญิงสาวกล่าวเยาะเย้ย พลางชี้เป้าไปที่บ๊อบบี้ซึ่งกำลังยืนอึ้งตะลึงอยู่กลางห้อง
“แล้ว... แล้วทำไมต้องเป็นมัน?” ชาติเอ่ยถามเสียงสั่น ความรู้สึกมึนงงและสับสนยังคงเจืออยู่ภายในเนื้อเสียงของเขา
“กูจะบอกอะไรให้รู้ไว้นะชาติ ว่าไอ้บ๊อบบี้เนี่ย... มันไม่ใช่ผู้ชายคนแรกที่กูแอบไปนอนด้วยหรอก เพราะทุกครั้งที่กูจับได้ว่ามึงแอบไปมั่วอยู่กับคนอื่น กูเองก็มีสิทธิ์ที่จะไปเอากับใครที่ไหนก็ได้เหมือนกัน” บิวปล่อยถ้อยคำกรีดแทงลงไปที่กลางใจของแฟนหนุ่มอย่างต่อเนื่อง เล่นเอาหนุ่มชาติที่เมื่อครู่ยังแสดงอาการกระฟัดกระเฟียดให้เห็น พลันนิ่งซึมลงไปถนัดตา
แท้จริงแล้ว... ต้นเหตุที่บิวยอมกลั้นใจมีเซ็กส์กับบ๊อบบี้ ซึ่งเป็นผู้ชายที่เธอไม่ถูกชะตาด้วยมากที่สุดคนหนึ่ง ด้วยข้อหาที่เขาเป็นตัวการคอยสนับสนุนและชักชวนให้ชาติออกไปหาเศษหาเลยกินนอกบ้านอยู่บ่อยๆ ก็เนื่องมาจากเหตุผลที่เธอต้องการจะแก้แค้นให้แฟนหนุ่มรู้สึกเจ็บปวดหัวใจมากที่สุด เพราะบิวตระหนักดีว่าแม้ชาตินั้นจะเป็นพวกกะล่อนสำส่อนเพียงไร แต่ลึกๆ แล้วเจ้าตัวก็ยังคงรักและให้ความสำคัญกับเธอมากที่สุด และการได้รู้ว่าเพื่อนซี้กับคนรักของตัวเองรวมหัวกันแทงข้างหลังแบบนี้ ก็เลยทำให้หยาดน้ำตาใสๆ มันค่อยๆ เอ่อซึมออกมาที่หางตาของชายหนุ่มโดยไม่รู้ตัว
“กูทนกับมึงมามากพอแล้วชาติ ถ้ามึงยังอยากจะไปทำตัวสำส่อนกับอีกะหรี่ที่ไหนอีกก็เชิญตามสบายเลยนะ เพราะเรื่องของเราสองคนน่ะมันจบกันแค่นี้แหละ” บิวกล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะคว้ากระเป๋าถือแล้วเดินตึงๆ หนีออกจากห้องไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามอง เป็นจังหวะเดียวกับที่น้ำตาของชาติมันค่อยๆ ทลายทำนบที่เคยขวางกั้นไว้ ก่อนจะไหลซึมลงมาอาบอยู่ที่สองแก้ม เป็นภาพที่ชวนให้โมรู้สึกสังเวชแกมสงสารขึ้นมาอย่างจับใจ เมื่อได้เห็นหนุ่มรุ่นพี่ร่างยักษ์หน้าโหดคนนี้ กำลังยืนร้องไห้ออกมาอย่างหมดอายเพราะถูกคนรักตัดสัมพันธ์อย่างเจ็บช้ำ
“เฮ้ยมึง ใจเย็นๆ ก่อนนะ เรื่องมันยังพอคุยปรับความเข้าใจกันได้” อั๋นรีบเดินไปจับไหล่ปลอบใจเพื่อนสนิทในทันที แต่ชาติก็เพียงส่ายหัวปฏิเสธ พลางส่งเสียงสะอื้นเบาๆ
“เฮ้ย กูขอโทษนะมึง” บ๊อบบี้ตีหน้าเศร้าเข้ามาขอโทษขอโพยเพื่อนอย่างรับผิด แต่ยังไม่ทันที่หนุ่มร่างท้วมจะเดินเข้าถึงตัวเพื่อน กำปั้นลุ่นๆ ของชาติก็พลันเหวี่ยงกระทบเข้ามาที่กระพุ้งแก้มของเขาอย่างหนักหน่วง ทำเอาบ๊อบบี้ถึงกับล้มหงายลงไปกองกับพื้น
“โอ๊ย... ยยย อูย... ไอ้ชาติ... มึงฟังกูก่อนดิเพื่อน เรื่องทั้งหมดกูไม่ใช่คนเริ่มซักหน่อย อีบิวมันเป็นคนเอ่ยปากชวนกูก่อนเองนะ มันเป็นคนวางแผนทั้งหมด มึงก็ได้ยินแล้วนี่... โอ้ย!” ชายหนุ่มผู้โชคร้ายส่งเสียงร้องโอดโอยออกมาด้วยความเจ็บปวด พร้อมกับพยายามแก้ตัว แต่ถ้อยคำที่หลุดลอดออกมาจากปากของเขามันกลับยิ่งไปกระตุ้นอารมณ์โมโหของชาติให้พลุ่งพล่านขึ้นอีก ก่อนที่หนุ่มร่างใหญ่จะประเคนฝ่าเท้าเข้าใส่ร่างของเพื่อนที่นอนหมอบอยู่บนพื้นอีกหลายดอก จนทั้งโมและอั๋นที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ต้องรีบรุดเข้ามาห้ามปรามอย่างยากลำบาก ด้วยว่าขนาดตัวของชาตินั้นทั้งสูงหนา และตัวใหญ่กว่าเพื่อนร่วมงานอีกสองคนอยู่พอสมควร
เหตุการณ์ทุกอย่างกินระยะเวลาแค่เพียง 5 นาทีเศษๆ แต่ผลกระทบที่หลงเหลือตกค้างนั้นกลับร้ายแรงยิ่งกว่าพันเท่าทวีคูณ ในห้วงนาทีแห่งความโกลาหลนั้น... ท่ามกลางความรู้สึกเห็นใจที่โมมีให้ต่อชายหนุ่มรุ่นพี่ ขณะเดียวกัน เขาเองก็แอบรู้สึกโล่งใจอยู่ไม่น้อย ที่สุดท้ายแล้วสาวบิวก็เลือกที่จะปล่อยผ่านไม่เอ่ยถึงเรื่องความสัมพันธ์ลับๆ ระหว่างเขาและเธอออกมาให้คนอื่นฟัง ซึ่งหาไม่แล้ว... คนที่จะต้องถูกชาติไล่กระทืบจนลงไปนอนกองกับพื้นเป็นเพื่อนบ๊อบบี้ ก็อาจจะต้องมีเขานับรวมอยู่ในนั้นด้วยอีกหนึ่งคน...
ทั้งโมและอั๋นต่างช่วยกันฉุดดึงร่างของชาติให้มานั่งลงที่เก้าอี้ทำงานของตัวเอง เพื่อหวังจะให้เพื่อนได้สงบสติอารมณ์ลงเสียก่อน ส่วนบ๊อบบี้ที่ยังคงนอนเอามือกุมแก้มของตัวเองอยู่กับพื้นนั้น พอเห็นว่าเพื่อนซี้ผู้เกรี้ยวกราดขยับถอยห่างออกไปแล้ว เจ้าตัวก็รีบฉวยโอกาสผุดตัวลุกขึ้น และโกยอ้าวหนีหายออกนอกประตูห้องตามหลังสาวบิวไปอีกหนึ่งคน ด้วยไม่มั่นใจว่าถ้ายังฝืนดันทุรังแก้ตัวอยู่ในห้องต่อไป จะโดนชาติไล่กระทืบต่ออีกรอบหรือไม่
“ฮึก... กกกก ไอ้เหี้ย... พวกแม่งสองตัวรวมหัวกันหลอกกู มึงดูดิวะอั๋น... กูดีกับพวกแม่งขนาดไหน แม่งยังทำกูได้” ชาติพร่ำเพ้อสะอึกสะอื้นให้เพื่อนฟังอย่างเจ็บปวด
“เออ มึงใจเย็นๆ ลงก่อนดิ อย่าพึ่งไปคิดอะไรฟุ้งซ่านมาก ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้เจ็บเปล่าๆ” อั๋นพยายามขุดหาคำพูดขึ้นมาปลอบใจเพื่อน แม้จะรู้ดีว่าถึงพูดไปก็คงจะคล้ายเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เพราะอีกฝ่ายยังคงอยู่ในอารมณ์ที่ไม่พร้อมจะรับฟังใครนัก ส่วนโมที่มีชนักปักหลังอยู่ก็ได้แต่ยืนมองอยู่เงียบๆ โดยไม่กล้าที่จะพูดอะไรแทรก
“แม่งแทงหลังกูขนาดนี้ แล้วยังกล้ามาตีหน้าซื่อเป็นเพื่อนกูอีก” แต่ละประโยคที่ชาติก่นด่าใส่บ๊อบบี้ คล้ายไปกระทบทิ่มแทงใจดำของโมเข้าอย่างจัง จนเขาชักเริ่มเสียวสันหลังเพราะกลัวว่าชาติจะรู้ความจริงขึ้นมา
“พี่อั๋น... เดี๋ยวผมมานะพี่ ขอลงไปดูพี่บิวก่อน” โมกระซิบกระซิบบอกรุ่นพี่ ใจหนึ่งเพราะต้องการสืบทราบถึงต้นตอสาเหตุที่สาวบิวได้ตัดสินใจกระทำการลงไป ในขณะที่อีกใจหนึ่งก็เพราะนึกหวั่นเกรงว่าหากยังขืนยืนอยู่ใกล้ชาตินานไปกว่านี้ บางทีความซวยมันอาจจะเวียนมาถึงตัวเขาในท้ายที่สุดก็เป็นได้ ซึ่งฝ่ายอั๋นที่ได้ยินดังนั้นก็เพียงพยักหน้าเป็นเชิงตอบกลับเบาๆ ว่า ‘มึงไปเหอะ’
ชายหนุ่มเดินลงมาจนถึงบริเวณห้องรับลูกค้าด้านล่าง แต่ก็ไม่พบวี่แววของทั้งบิวหรือบ๊อบบี้ปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่เงา ซึ่งก็เป็นไปตามที่เขาแอบคิดไว้ล่วงหน้าว่าทั้งคู่คงจะเผ่นหนีกระจัดกระจายไปจากออฟฟิศเรียบร้อยแล้ว พอชายหนุ่มก้าวขาพ้นออกมาจากหน้าประตูออฟฟิศ เขาก็ตัดสินใจล้วงหยิบเอาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาแล้วกดเบอร์โทรหาบิวในทันที ขณะที่สองขาก็ค่อยๆ ก้าวห่างออกมาจากออฟฟิศมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องใช้ความพยายามในการโทรอยู่ถึงสองรอบกว่าที่อีกฝ่ายจะยอมกดรับสาย
“ฮัลโหล?” เสียงของบิวดังลอดออกมาจากโทรศัพท์
“ฮัลโหลพี่ พี่อยู่ไหนแล้วเนี่ย?” โมยกมือป้องปากกระซิบถามเธอกลับไปในสาย
“นี่พี่กำลังขับรถกลับบ้าน โมมีอะไรรึเปล่า?” หญิงสาวตอบเรียบๆ แต่แอบสัมผัสได้ถึงความปวดร้าวที่เจือจางอยู่ในเนื้อเสียงของเธอ
“นึกยังไงถึงทำแบบนั้นเนี่ยพี่?” เขาหมายถึงเรื่องที่เธอตัดสินใจสารภาพความจริงเรื่องชู้รักให้ชาติรู้ด้วยตัวเอง
“ก็ไม่ทำไมหรอก ก็แค่เบื่อแล้วที่ต้องเป็นฝ่ายคอยตามใจแม่ง ก็เลยบอกให้แม่งรู้ไปเลย” บิวตอบกลับมาแบบใส่อารมณ์นิดๆ
“แล้วดันไปลงเอยกับพี่บ๊อบบี้เนี่ยนะ?” โมอ้างชื่อหนุ่มรุ่นพี่
“ก็สะใจดีออก เห็นแม่งรักกันนัก ชอบกอดคอกันไปทำเรื่องชั่วๆ พี่ก็เลยช่วยสนองให้อีกทางไง ให้แม่งรู้ไปเลยว่าเพื่อนมันน่ะ สันดานชั่วแค่ไหน” สาวรุ่นพี่กล่าวประชดประชันอย่างขุ่นเคือง
“โธ่... แต่พี่ก็ไม่น่าบอกไปตรงๆ แบบนั้น นี่พี่ชาติเค้าเกือบกระทืบพี่บ๊อบบี้จนเละไปแล้วนะ ถ้าพวกผมไม่ห้ามไว้ก่อนน่ะ” โมตัดพ้อ
“ก็สมควรแล้วนี่ ทั้งสองตัวนั่นแหละ หรือว่าโมอยากให้พี่บอกความจริงเรื่องของเราสองคนแทนมันมั้ยล่ะ?” อารามหงุดหงิดทำให้บิวหันมาแว้งกัดใส่คู่สนทนาด้วยความรำคาญ
“เฮ้ย ไม่เอาดิ เรื่องนั้นเรื่องเดียวแหละที่ผมขอไว้ พี่อย่าเอาไปบอกพี่ชาติเลยนะ ไม่งั้นเค้าเอาผมตายคาตีนแน่ๆ” ชายหนุ่มรีบออกปากขอความเห็นใจจากเธอ
“ก็เพราะไม่บอกไง ถึงให้ไอ้บ๊อบบี้มันรับกรรมไปแทน พี่รู้น่า ว่าโมน่ะดีกว่าไอ้พวกนั้นเยอะ ถ้าพี่ไม่เป็นฝ่ายออกปากบังคับโม โมก็คงไม่ยอมให้เรื่องมันเลยเถิดมาถึงขั้นนี้หรอก” บิวตอบเรียบๆ แต่แฝงความรู้สึกชื่นชอบอยู่ในถ้อยคำเหล่านั้น
“อืม... มมมม” โมครางเบาๆ ในคอแทนคำตอบ
“ไม่ต้องห่วงนะ เรื่องของโมน่ะ พี่จะเก็บไว้เป็นความลับที่รู้กันเฉพาะแค่เราสองคน โอเคมั้ย?” บิวถามกลับมาด้วยน้ำเสียงเอ็นดู
“ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มรีบกล่าวขอบคุณเธอด้วยความโล่งใจ
“แล้วนี่ทางโน้นเป็นไงมั่ง ยังฮึ่มๆ กันอยู่ป่ะ?” บิวเอ่ยถามถึงสถานการณ์ที่บริษัท
“เปล่าครับ พี่บ๊อบบี้เค้าชิ่งหนีไปนานละ ส่วนผมก็พึ่งจะออกมาโทรศัพท์ข้างนอกนี่ เหลือพี่อั๋นที่คอยดูพี่ชาติอยู่ข้างใน” โมเล่าไปตามที่เห็น ส่วนอีกฝ่ายก็เพียงแค่นหัวเราะกลับมาอย่างนึกสมเพชอดีตแฟนหนุ่มของตัวเอง
“เออ โม เดี๋ยวพี่ขอวางก่อนแล้วกันนะ พอดีขับรถอยู่ มันคุยไม่ค่อยสะดวก ไว้ค่อยคุยกันทีหลัง” เธอกล่าวตัดบทกะทันหัน
“ครับๆ ไม่กวนแล้วครับพี่” เขากล่าว ก่อนจะกดตัดสายทิ้งไป
พอโมเดินวกกลับมาที่บริษัท เขาก็เจอเข้ากับอั๋นที่กำลังยืนสูบบุหรี่อยู่หน้าออฟฟิศด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและเหนื่อยอ่อน
“เป็นไงบ้างพี่? แล้วพี่ชาติอ่ะ?” โมเอ่ยถามถึงเจ้านายด้วยความเป็นห่วง
“แม่งเข้าไปนั่งร้องไห้อยู่ในห้องน้ำชั้นล่างเนี่ย กูเลยหลบมาสูบบุหรี่ก่อน ไม่ไหว ปวดกบาล” อั๋นตอบเซ็งๆ
“ใครจะไปคิดเนอะ” โมชวนคุยต่อ
“ก็นั่นดิ ไอ้เหี้ยบี้แม่งก็ทำอะไรไม่รู้จักคิด เสือกไปเล่นเมียเพื่อนตัวเอง แล้วเป็นไงล่ะ วงแตกเลยทีนี้” หนุ่มรุ่นพี่กล่าว
“เออ ไอ้โม มึงรู้ป่ะ...” อั๋นพูดเกริ่นพลางหันซ้ายหันขวาเพราะกลัวว่าชาติจะเดินออกมาได้ยิน
“ครับ?” โมขานรับอย่างตั้งใจฟัง
“จริงๆ แล้วบิวแม่งก็แอบเข้าหากูเหมือนกันนะก่อนหน้านี้” หนุ่มรุ่นพี่เล่าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ห๊ะ! ยังไงนะพี่?” เขาทำตาโตเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง
“ก็ช่วงเดือนก่อนอ่ะดิ ไอ้บิวแม่งส่งข้อความมาแชทคุยกับกูบ่อยๆ ตอนแรกกูก็ยังแปลกใจนะ เพราะปกติก็ไม่ค่อยได้คุยแชทกันเท่าไหร่นอกจากเรื่องสั่งงาน แต่ช่วงหลังๆ นี่มาถี่เลย คุยโน่นคุยนี่จิปาถะ ดึกดื่นก็ยังส่งข้อความมา เหมือนคนกำลังคุยจีบกันชอบกล แถมมีออกปากชวนกูออกไปเดินดูของที่ห้างกันสองคนด้วยนะ กูรู้สึกว่ามันทะแม่งๆ แล้วก็กลัวไปมีปัญหากับไอ้ชาติด้วย ก็เลยไม่ได้สนใจไปยุ่งอะไรมาก ใครจะไปรู้วะ แม่งสุดท้ายหวยจะไปออกที่ไอ้บ๊อบบี้แทน” อั๋นรำพึงรำพัน ส่วนโมก็ได้แต่ยืนฟังเงียบๆ เพราะไม่คิดว่าที่สุดแล้วพวกเขาทั้งสามคนจะกลายเป็นเพียงตัวหมากในแผนการล้างแค้นของบิวไปเสียทั้งหมด
“ไอ้บ๊อบบี้แม่งก็ขี้เอาอยู่แล้วไง พอมีผู้หญิงมาเสนอตัวออกปากชวนก็คงคิดว่าจะได้กินนิ่มๆ ยิ่งเป็นผู้หญิงทรงโตแบบไอ้บิวที่ตรงสเป็คมันอยู่แล้วด้วย เฮ้อ... อออออ” อั๋นถอนหายใจยาวแบบเซ็งๆ
“แล้วพี่ว่าหลังจากนี้จะเป็นไงต่อ?” โมถามความเห็นอีกฝ่ายถึงสถานการณ์ภายในออฟฟิศของพวกเขา
“กูว่า... คงไปต่อยากว่ะ ถ้าบิวกับชาติมันเลิกกันแบบนี้ เงินทุนหลักๆ แม่งก็เป็นของบิวมันหมด ไหนจะตึกที่เช่าเป็นออฟฟิศนี่อีก ไอ้ห่าชาติแม่งมีมาแต่ตัวกับฝีมือ ที่เหลือน่ะของเมียทั้งนั้น” อั๋นเล่าความจริงให้ฟัง
“อ้าวจริงดิ ผมก็นึกว่าพวกพี่ลงหุ้นเท่าๆ กันซะอีก” หนุ่มรุ่นน้องทำหน้าแปลกใจ
“เหอะๆ ไอ้บิวน่ะมันเขี้ยวจะตาย ถึงสองคนนั้นมันจะเป็นแฟนกันนะ แต่ทุกอย่างที่เป็นเรื่องสินทรัพย์เงินทอง แม่งเป็นชื่อของไอ้บิวหมดเลย จะมีที่เป็นชื่อไอ้ชาติอยู่บ้างก็บนสัญญากู้ยืมเงินนั่นแหละ ลงลายลักษณ์อักษรไว้ครบ จะเบี้ยวก็ลำบาก ส่วนไอ้ชาติน่ะจริงๆ แล้วแม่งก็รักเมียจะตาย พอไอ้บิวให้ทำสัญญาอะไรมันก็เลยหลับหูหลับตาเซ็นลงไปหมด” อั๋นเล่าต่อ
“อืม... มมม” โมครางเบาๆ ในลำคอแทนคำตอบ
ยิ่งฟังโมก็ยิ่งบังเกิดความรู้สึกสงสารและคล้ายจะเข้าใจถึงหัวอกของหนุ่มชาติขึ้นมา เพราะที่ผ่านมาตัวเขาเองก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มาแล้วกับไอซ์ คือรักแฟนน่ะรักแน่ แต่ก็ยังชอบที่จะแอบออกไปเล่นสนุกสนานกับสาวๆ คนอื่นอยู่ประปราย จนสุดท้ายก็มีเรื่องของกาแฟที่เข้ามาทำให้ความสัมพันธ์มันแตกหักลงกลางคัน แต่ยังโชคดีที่สุดท้ายแล้วไอซ์ก็ยังใจอ่อนและยอมกลับมาคบคืนดีกับเขาได้ในที่สุด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างบิวกับชาตินั้นยังพอจะคลี่คลายไปในทิศทางเดียวกันได้หรือไม่ และไม่รู้ด้วยว่าถึงที่สุดแล้วระหว่างคู่รักทั้งสองคน ใครกันคือคนที่เขาควรจะเห็นใจมากที่สุด...
“นี่ไอ้บ๊อบบี้เองก็คงอยู่ไม่ได้ กูเองก็ลำบากใจเหมือนกันที่จะทำต่อ ถ้าเพื่อนแม่งโกรธกันแบบนี้ แล้วมึงอ่ะ? จะเอาไงต่อ” อั๋นเปรยๆ ถึงอนาคตตัวเอง ก่อนจะหันมาถามเขาบ้าง
“ผมก็ไม่ไหวว่ะพี่ ขอออกดีกว่า อยู่ไปก็อึดอัดเปล่าๆ” โมรีบตามน้ำ ใจจริงลึกๆ แล้วเขาเองก็อยากจะหนีให้พ้นๆ จากเรื่องของบิวกับชาติมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว
“ถ้างั้นก็คงเหลือทางเดียว... เราสามคนก็ช่วยกันปิดงานที่เหลืออยู่ให้จบๆ ไปก่อน แล้วจากนี้ก็ปล่อยให้สองผัวเมียแม่งไปจัดการแบ่งสมบัติกันเอาเองละกัน หลังจากนั้นก็แยกย้าย ทางใครทางมัน มึงคิดว่าไง?” อั๋นเสนอแผนการที่คิดไว้คร่าวๆ ออกมาให้ฟัง
“ผมว่าแบบนั้นก็น่าจะดี” โมพยักหน้าเห็นด้วย
“งั้นก็ตามนั้น เดี๋ยวค่อยเข้าไปคุยกับไอ้ชาติมันอีกที” หนุ่มรุ่นพี่กล่าวสรุป ก่อนจะพ่นควันบุหรี่สีเทาขุ่นออกมาจากริมฝีปาก ปล่อยให้มันค่อยๆ ลอยละล่องขึ้นไปบนฟากฟ้าก่อนจะม้วนตัวและสูญสลายหายไปในเวลาต่อมา...
=======================================
โมตัดสินใจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในออฟฟิศให้ไอซ์ฟังเพื่อหวังจะขอคำปรึกษาถึงอนาคตของตนเอง ไล่ตั้งแต่เรื่องที่ชาติและเพื่อนซี้มักจะแอบหนีไปหาความสุขที่สถานบริการต่างๆ ตามด้วยเรื่องที่บิวตัดสินใจเอาคืนแฟนหนุ่มของตนเองด้วยการไปเสพสุขชั่วคราวกับชายหนุ่มแปลกหน้า ก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นหายนะ เมื่อบิวตัดสินใจใช้บ๊อบบี้เป็นเครื่องมือแก้แค้นอย่างเจ็บแสบ และทำให้บริษัทที่กำลังก้าวหน้าของพวกเขา ต้องดำเนินมาถึงทางตันโดยที่ไม่มีใครทันตั้งตัว
“แล้วโมจะออกทำไมล่ะ? ยังไงนั่นมันก็เรื่องส่วนตัวของพี่เค้าสองคน ก็แค่เลือกมาทำงานกับคนที่ยังเหลืออยู่ไม่ได้เหรอ? รอให้ได้ที่ใหม่ก่อนแล้วค่อยออกก็ยังไม่สาย” ไอซ์เอ่ยถามข้อมูลเพื่อช่วยประเมินสถานการณ์ ระหว่างที่ทั้งสองกำลังนั่งกินมื้อค่ำด้วยกัน
“มันไม่ง่ายแบบนั้นดิไอซ์ คนที่ทำงานจริงๆ คุมภาพรวมงานทั้งหมดน่ะคือพี่ชาติ แต่เรื่องเงินทุนกับสถานที่มันดันเป็นของพี่บิว แล้วในเมื่อสองคนนั้นเค้าหักกัน บริษัทมันก็ไปต่อไม่ได้” โมอธิบาย
“เสียดายอ่ะ อุตส่าห์เริ่มไปได้สวยแล้วแท้ๆ” ไอซ์เอ่ยหน้าเศร้า พลางใช้ส้อมเขี่ยพลิกอาหารบนจานด้วยท่าทีครุ่นคิด
“อือ เราเข้าใจ แต่ว่าถึงจะทำต่อไปได้จริงๆ มันก็อึดอัดกันอยู่ดีน่ะ บรรยากาศที่ทำงานมันเสียไปแล้ว ทำไปก็ไม่สนิทใจกัน ไม่ไหวหรอก” โมตอบแล้วฝืนยิ้มแห้งๆ ออกมา เขาเองก็อึดอัดเช่นกันที่ไม่สามารถอธิบายเหตุผลจริงๆ ออกไปให้เธอฟังได้ก็จะให้บอกไปได้ยังไงกันล่ะ ว่าสาเหตุจริงๆ ที่ต้องออกน่ะเป็นเพราะว่าตัวเขาเองก็แอบมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับแฟนสาวของเจ้านาย จนต้องรีบชิ่งหนีออกมาก่อนที่เรื่องมันจะแดง แล้วพาลให้ถูกอีกฝ่ายไล่กระทืบเละไปอีกคน
“ถ้าเกิดว่าไอซ์เป็นพี่บิว แล้วจับได้ว่าแฟนตัวเองแอบหนีไปลงอ่างกับเพื่อนลับหลังตลอดแบบนี้ ไอซ์จะทำไง?” โมลองถามหยั่งเชิงถึงความรู้สึกของแฟนสาว ก่อนจะใช้ส้อมจิ้มชิ้นไก่ทอดบนจานใส่เข้าปาก
“โหย ถ้าเป็นเราเจอแบบนั้นคงเฟลมากเหมือนกันอ่ะ ไม่ไหว โมอย่าทำแบบพี่ชาติเลยนะ เรารับไม่ได้” ไอซ์ทำหน้าเครียดใส่แฟนหนุ่มจนคิ้วทั้งสองข้างบีบขมวดชนกัน
“ไม่ทำหรอกน่า เราไม่ชอบเที่ยวอ่าง มันเปลือง ไม่สนุกด้วย ผู้หญิงเค้าก็แค่ทำๆ ให้จบๆ ไปตามหน้าที่ อารมณ์เหมือนไปสั่งข้าวแกงกินยังไงก็ไม่รู้ แม่ค้าหน้าบูดเป็นตูดลิงตลอด” โมตอบติดตลก
“อ้าวๆ แล้วนี่เคยไปเที่ยวอ่างมาตอนไหน? แอบไปตอนที่เราไม่รู้ป่ะเนี่ย?” ไอซ์รีบถามจี้ทันที แม้จะค่อนข้างแน่ใจว่าตลอดระยะเวลาที่คบหากันมา อีกฝ่ายเองก็ไม่เคยแอบหนีไปใช้บริการกับสถานที่อโคจรพวกนั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“บ้า ไม่มีหรอก ตั้งแต่คบกับไอซ์ก็ไม่ได้เที่ยวแล้ว เรื่องมันตั้งนานมาแล้ว” เขารีบตอบเสียงดังฟังชัด
“โห! ถ้าตั้งแต่คบกับเรา ก็แสดงว่าโมเคยเที่ยวอ่างมาตั้งแต่ม.ปลายเลยอ่ะดิ? แล้วเค้าให้เข้าด้วยเหรอ? อายุยังไม่ถึงสิบแปดเลยนี่นา” ไอซ์ยิงคำถามใส่เขาเป็นชุดๆ ทำเอาเจ้าหนุ่มถึงกับออกอาการอึกอัก และต้องรีบพูดแก้ตัวเป็นพัลวัน
“ไม่ๆ หมายถึงไปเที่ยวแบบกินเหล้าจีบสาวตามผับน่ะ ส่วนอ่างนั่นเคยไปแค่ครั้งเดียว ก็ช่วงที่ห่างกับไอซ์ตอนปีสามน่ะ” โมตัดสินใจตอบโกหกออกไป เพราะไม่กล้าที่จะสารภาพความผิดให้เธอฟัง ว่าช่วงที่พึ่งคบหากันเป็นแฟนใหม่ๆ นั้น ตัวเขาเองก็ยังมีแอบหนีไปทำตัวเสเพลลับหลังเธออยู่บ่อยๆ
“เหรอ...” ไอซ์ทำเสียงนิ่งๆ ตอบกลับมา
“อือ เรื่องมันนานแล้ว ช่วงนั้นเราก็เฮิร์ตอยู่ไง กินเหล้าบ่อย พอเหงาๆ ก็ไม่รู้ทำไง นี่ไอซ์ฟังแล้วโกรธเราป่ะเนี่ย?” โมรีบถามความรู้สึกเธอด้วยอาการร้อนใจ
“เปล่า... ไม่ได้โกรธ แค่พยายามนึกภาพตามเฉยๆ น่ะ” แฟนสาวกล่าว
“อ๋อ... อือๆ” เขาพยักหน้ารับเบาๆ
“แล้ว... ข้างในนั้นมันเป็นยังไงเหรอ? อาบอบนวดอ่ะ เล่าให้ฟังบ้างสิ เราอยากรู้” ไอซ์เอ่ยถามเขาตาแป๋ว ประเด็นสนทนาอันเผ็ดร้อนทำให้หญิงสาวละความสนใจจากจานอาหารตรงหน้าไปชั่วขณะ
“ก็... ไม่มีอะไรอ่ะ เข้าไปมันก็เป็นเหมือนล็อบบี้โรงแรมแหละ มีโต๊ะมีโซฟาให้นั่ง มีตู้กระจกโชว์ตัวสาวๆ ชอบคนไหนก็จิ้มเลือกไป หรือไม่ก็ให้คนเชียร์แขกเลือก หรือถ้าใครยังไม่รีบก็มีเมนูให้สั่งกินเล่นไปพลางๆ ก่อน ถ้าคนไหนเลือกสาวได้แล้วก็ค่อยขึ้นไปจอยกันบนห้องที่เค้าจัดไว้ให้” ชายหนุ่มอธิบายข้อมูลแบบเรียบๆ
“สวยป่ะ?” ไอซ์ถามเสียงใส พลางจ้องหน้าคู่สนทนาแบบไม่กระพริบตา
“ใคร? หมายถึงหมอนวดเหรอ?” โมถามย้ำเพื่อความมั่นใจ
“อือ หมอนวดอ่ะ คนที่โมเคยเจอ” อีกฝ่ายพยักหน้า พลางยกแก้วเครื่องดื่มสีสันสดใสของตัวเองขึ้นจิบเบาๆ เพื่อแก้กระหาย
“สวยสิ ไม่สวยจะเลือกมาทำไมล่ะ” ชายหนุ่มอมยิ้มจางๆ
“เหรอ... สวยกว่าเราอีกเหรอ?” ไอซ์รีบถามด้วยท่าทีสนอกสนใจ
“แหม ก็ไม่ถึงขนาดนั้น พอๆ กันแหละเราว่า ถ้าจำไม่ผิด คนนั้นเค้าออกแนวเซ็กซี่มากกว่า เชพจะบึ้บๆ หน่อย มีน้ำมีนวล ทำไมอ่ะ? หึงเหรอ?” โมย้อนถามเธอกลับ เพื่อคอยจับสังเกตอาการผิดปกติของเธอ
“แค่สงสัยเฉยๆ น่ะ ว่าขนาดเค้าสวยกว่าเราแล้วยังต้องมาทำงานอะไรแบบนี้เลยเหรอ? น่าจะไปทำอย่างอื่นนะ แบบพวกพริตตี้หรือดาราก็ยังดี” หญิงสาวเปรยๆ พลางใช้ความคิดอยู่ในหัว
“แหม... มันก็ไม่ได้เป็นกันง่ายๆ ขนาดนั้นไง ขนาดพวกพริตตี้หรือแม้แต่ดาราบางคน เวลาร้อนเงินเค้ายังแอบมาทำงานเป็นไซด์ไลน์กันก็มีเลย แล้วคนธรรมดาทั่วไปจะเหลือเหรอ” โมเล่าจากประสบการณ์ที่เขาเคยไปเห็น สัมผัส และได้ยินได้ฟังมาจากเพื่อนคนอื่นๆ
“แล้วทำไมพวกผู้ชายที่มีแฟนอยู่แล้วเค้าถึงต้องไปลงอ่างกันด้วยล่ะ? แค่ทำกับแฟนที่บ้านมันไม่เพียงพอเหรอ?” ไอซ์หันมาถามเก็บข้อมูลถึงเรื่องที่เธอยังค้างคาใจอยู่ลึกๆ
“ส่วนใหญ่ก็แค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ เปลี่ยนรสชาติแหละมั้ง อย่างคู่ของพี่บิวกับพี่ชาติ จริงๆ เราว่าก็หื่นกันทั้งคู่นะ พี่บิวเองก็หุ่นดีเซ็กซี่ทรงโตอยู่แล้ว อาจจะติดแค่เรื่องสีผิวที่ออกไปทางเข้มหน่อย พี่ชาติอาจจะสเป็คพวกสาวๆ ขาวหมวยตัวบางๆ มากกว่า เลยต้องออกไปหากินนอกบ้านเอา” โมเสนอความเห็นออกไป
“อ้าว แล้วถ้าพี่เค้าชอบแนวหมวยๆ ผิวขาวบาง แล้วไหงถึงไปจีบพี่บิวเป็นแฟนเล่า?” ไอซ์ทำหน้าไม่เข้าใจ
“ไม่รู้อ่ะ อันนี้เราก็ไม่รู้เค้าเหมือนกัน” ชายหนุ่มรีบปัดคำถามของเธอออกไปให้พ้นตัว
“เออ ว่าจะถามตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว สมมติถ้าเป็นไอซ์เจอแบบพี่บิว ไอซ์จะเอาคืนแบบที่พี่เค้าทำเลยป่ะ?” โมถามชงเปิดประเด็นให้
“คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เราไม่ได้ใจเด็ดแบบพี่เค้าอ่ะ แค่ฝืนเก็บความลับไว้ทั้งที่รู้มาเป็นปีๆ นี่ก็ยากแล้ว ถ้าขืนจะให้เราไปมีอะไรกับป๊อบหรือพี่เจ็ทเพื่อประชดโมเนี่ยนะ แค่คิดก็รู้สึกหยึยๆ แล้ว” หญิงสาวตีสีหน้ากระอักกระอ่วนกลับมา
“แล้วคิดว่าเรื่องนี้ใครผิดกว่ากัน?” เขาถามเธออีก ในขณะที่มือก็ยังตักอาหารใส่ปากอย่างต่อเนื่อง
“ถ้าเอาตามความคิดเราเลยนะ เท่าที่ฟังมาจากโม หลักๆ เราว่าพี่ชาติอ่ะผิด ที่แอบไปเที่ยวอ่างซ้ำๆ ไม่ยอมเลิก รองลงมาก็พี่บ๊อบบี้ ที่ส่งเสริมให้เพื่อนทำผิดไม่คิดจะห้ามปราม แถมสุดท้ายยังวกมากิ๊กกับแฟนเพื่อนตัวเองด้วย อันนี้เลวร้ายมาก รับไม่ได้จริงๆ”
“อืม... มมม” โมส่งเสียงครางออกมายาวๆ มือขวาของชายหนุ่มเปลี่ยนท่วงท่าจากการถือส้อมจิ้มอาหาร มาเป็นการนั่งเท้าคางลงบนโต๊ะด้วยท่าทีที่ดูตั้งใจฟังเธอพูด
“แต่อย่างที่พี่บิวทำก็ไม่ไหวอ่ะ อันนั้นก็เกินไปนะ ไม่เห็นต้องอาละวาดถึงขั้นทำให้กระทบคนรอบข้างไปด้วยเลย คนที่น่าสงสารที่สุดก็คือโมนี่แหละ เลยต้องพลอยโดนร่างแหไปด้วย” ไอซ์วกกลับมาพูดเห็นใจแฟนหนุ่มด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ ทำเอาชายหนุ่มถึงกับเกิดความรู้สึกอึดอัดกระอักกระอ่วนใจขึ้นมาชอบกล เพราะลึกๆ แล้วตนเองก็แอบมีส่วนกับเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย
“อืม ช่างมันเถอะ ก็ถือซะว่าเอาเป็นประสบการณ์ทำงานไป ได้ลองได้เรียนรู้อะไรจากพวกพี่เค้าตั้งเยอะ แถมได้คอนเนคชั่นกับซัพพลายเออร์ดีๆ ด้วย” โมพยายามเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง
“นี่โมเริ่มทำที่นี่ตอนเดือนไหนนะ?” ไอซ์เปลี่ยนมาถามถึงเรื่องระยะเวลาการทำงานของเขาบ้าง
“เอ... น่าจะสิงหาปีที่แล้วมั้ง” โมหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนจะตอบไป
“สิงหาเหรอ... เดือนนี้กันยา... ก็สิบสามเดือนพอดี ว้า ยังขาดอีกสองเดือนอ่ะ ถึงจะเบิกค่าประกันสังคมว่างงานได้” แฟนสาวนับนิ้วแล้วเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเสียดาย
“อ้าวเหรอ?” ชายหนุ่มทำหน้างงตอบ
“ใช่มันต้องทำครบสิบห้าเดือนก่อนอ่ะ ถึงจะเบิกได้” ไอซ์พยักหน้าเบาๆ
“เอาน่ะ ไม่เป็นไรหรอก ยังไงก็พอจะมีเงินเก็บเหลืออยู่ งานฝิ่นก็ยังมีเรื่อยๆ ไม่อดอยากหรอก เดี๋ยวก็หางานใหม่ทันพอดี เราเก่งจะตาย” โมตอบแล้วฉีกยิ้มอย่างมั่นอกมั่นใจ
“อืม...” ไอซ์ครางเบาๆ แทนคำตอบ สีหน้าของเธอดูไม่ใคร่จะพอใจกับการตัดสินใจของเขาเท่าไรนัก
“ไม่เอา ไม่ทำหน้าเครียดดิ อุตส่าห์มาเจอกัน คุยเรื่องอื่นเหอะ เราไม่อยากคิดเรื่องงานแล้ววันนี้” เขาพาตัดบทดื้อๆ
“ก็ได้ๆ ไม่คุยแล้วก็ได้ แต่วันหลังถ้าจะทำอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่แบบนี้ ลองมาปรึกษาเราก่อนก็ดีนะ” แฟนสาวฝืนรับคำ
“จ้า” โมตอบสั้นๆ แล้วก้มหน้าจัดการกับอาหารบนจานต่ออย่างสบายใจ
“แล้วไอซ์เป็นไงมั่งช่วงนี้ งานยุ่งมั้ย?” โมเอ่ยถามถึงสถานการณ์ในที่ทำงานของเธอบ้าง พอได้ยินคำถามของเขา แฟนสาวก็ส่งเสียงครางฮือออกมายาวๆ เหมือนว่ามีเรื่องอัดอั้นอยากเล่าให้ฟังเต็มที่
“อื้อหือ! สุดๆ เลยอ่ะ อาทิตย์นี้เราโดนพี่ต้อยที่เป็นหัวหน้าดุด้วยอ่า เผลอคำนวณตัวเลขในพรีเซนท์ผิดไปบางส่วน แล้วดันไปเจอกันตอนเข้าประชุมแล้ว ฮือ” ไอซ์เล่าอย่างออกรสออกชาติ พลางทำเสียงครางฮืออย่างน่ารักน่าชังจนโมอดยิ้มเอ็นดูไม่ได้
“เอาน่ะ นานๆ ไอซ์จะพลาดซักที คิดซะว่าชีวิตการทำงานจะได้มีครบทุกรสชาติไง ถ้าไม่เคยโดนดุจะไปมันอะไร” เขาหยอดมุก
“โหย รสชาติแบบนี้ไม่อยากเจอเลยอ่ะ อีกนิดนึงก็จะหลุดปล่อยโฮออกมากลางที่ทำงานอยู่แล้วนะ” ไอซ์บ่นตัดพ้อ
“โอ๋ๆ ไม่ร้องนะไม่ร้อง มาๆ เราปลอบใจเอง” โมทำเสียงเหมือนพูดปลอบเด็ก พลางยื่นมือไปลูบหัวเธอเบาๆ ซึ่งหญิงสาวก็รีบยกมือข้างหนึ่งขึ้นป้องหัวตัวเองไว้ด้วยความขัดเขิน
“แต่พี่ต้อยอะไรนี่เค้าก็เจ๋งดีนะ ทั้งที่รู้ว่าไอซ์เป็นลูกสาวเจ้านายตัวเองแท้ๆ ก็ยังกล้าดุได้ ถ้าเป็นบางที่นี่เค้าคงโอ๋น่าดู” โมว่าต่อไป
“ใช่ๆ เราชอบมากเลยแหละ ที่พี่เค้าปฏิบัติกับเราเหมือนเป็นพนักงานทั่วไปอ่ะ เวลาพลาดก็มีดุ มีเตือน แต่จริงๆ แล้วเค้าก็ใจดีแหละ แถมช่วยสอนเราตั้งเยอะแยะ พวกโปรแกรมเอ็กเซลที่ใช้ยากๆ นี่พี่เค้าก็สอนเราจนคล่องเลยน้า” ไอซ์เล่าด้วยดวงตาเป็นประกาย พลอยทำให้แฟนหนุ่มคล้อยตามไปด้วยว่าเธอคงจะมีความสุขกับการได้ทำงานร่วมกับหัวหน้างานคนนี้จริงๆ
“ดีจัง ไว้วันหลังเก่งแล้วมาสอนเราบ้างนะ” โมเอ่ยเชียร์เธอยิ้มๆ ซึ่งอีกฝ่ายก็รับพยักหน้าตอบ
“ได้เลย วิชานี้สอนฟรีไม่คิดตังค์” หญิงสาวกล่าวด้วยรอยยิ้มสดใสบนใบหน้า
“อ่ะ ถ้างั้นก็คิดเงินเลยมั้ย? จะได้ไปเดินดูอย่างอื่นกันต่อ” โมเอ่ยถามเธอ เมื่อเห็นว่าอาหารบนโต๊ะนั้นพร่องลงไปจนแทบจะหมดเกลี้ยงอยู่แล้ว
“เอาสิ ไปเลยก็ได้ เก็บเงินด้วยค่ะ!” ไอซ์พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะหันไปตะโกนเรียกพนักงานที่เดินผ่านไปมาให้เข้ามาคิดเงิน
“เดี๋ยวมื้อนี้เราออกนะ” ชายหนุ่มเสนอตัวตามปกติ
“เอ้ย! ไม่เป็นไร จะเลี้ยงทำไม โมยิ่งต้องประหยัดอยู่ ให้เราออกให้ก่อนก็ได้” อีกฝ่ายรีบปฏิเสธอย่างเกรงใจ
“ไม่เป็นไรๆ เล็กๆ น้อยๆ ไม่กี่บาทเอง ถือซะว่าเป็นมื้อสุดท้ายที่เรายังมีตังค์เลี้ยง เพราะหลังจากนี้เราคงต้องให้เป็นฝ่ายเลี้ยงเราแทนแล้วล่ะ อิอิ” โมหยอดมุก แล้วล้วงหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาถือรอพนักงาน
“อ่ะ ตามใจ แต่ถ้าต้องการใช้เงินเมื่อไหร่ก็บอกมาเลยนะ ห้ามไปฝืนอดๆ อยากๆ อยู่คนเดียว ไม่งั้นเราโกรธจริงๆ ด้วย” ไอซ์ประกาศอย่างหนักแน่น ชัดถ้อยชัดคำ
“จ้า ใครจะไปกล้าล่ะ” โมตอบยิ้มๆ
=======================================
เมื่อวันจันทร์เวียนกลับมาถึงกำหนดครบรอบ ก็ถึงเวลาที่โมต้องหวนกลับไปทำงานที่ออฟฟิศเดิมอีกครั้ง โดยหลังจากที่บิวแกล้งหย่อนทิ้งระเบิดไว้จนวงแตกแล้ว หญิงสาวก็ยอมที่จะมาปรากฏตัวที่ออฟฟิศเพื่อคุยเรื่องสัญญาสินทรัพย์ที่ยังค้างคากับชาติจนเสร็จสิ้นเพียงแค่วันเดียว แล้วหลังจากนั้นเธอก็ไม่ยอมกลับมาเหยียบที่นี่อีกเลย ในขณะที่ฝั่งบ๊อบบี้นั้นไม่แม้แต่จะโผล่หน้ามาให้ใครเห็นแม้เพียงสักครั้ง ด้วยความกระดากและไม่กล้าสู้หน้าคนอื่นๆ แถมยังต้องลำบากไหว้วานให้อั๋นช่วยเป็นธุระจัดเก็บสัมภาระต่างๆ ที่ยังกองค้างไว้ที่ทำงานกลับไปให้ด้วยอีกต่างหาก
เป็นอันว่าสมาชิกที่เหลือทั้งสามคน อันประกอบไปด้วย โม, ชาติ และอั๋น จึงต้องถลกแขนเสื้อเข้าลุยงานที่ยังคั่งค้างจากลูกค้าเก่าอยู่อีกเกือบ 5 โปรเจ็ค ซึ่งแม้ว่าจะค่อนข้างหนักหนา แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของชายหนุ่มทั้งสามคน ก็ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นเจือปนด้วยอารมณ์ขื่นขมเล็กๆ ของผู้เป็นเจ้านาย และหลังจากที่ไล่เคลียร์งานทั้งหมดจนเสร็จสิ้น พร้อมทั้งพิจารณาทบทวนถึงการตัดสินใจต่างๆ จนหนักแน่นดีพอแล้ว สุดท้ายโมจึงตัดสินใจเดินเข้าไปย้ำกับชาติเรื่องที่ตัดสินใจจะขอลาออกอีกครั้ง
“ถ้างั้นก็... จบแค่นี้สินะบริษัทกู สุดท้ายก็ออกกันหมด ตั้งแต่หัวยันหาง” ชาติรำพันออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ใบหน้าที่กำลังยิ้มอยู่นั้นไม่ได้สะท้อนถึงความรู้สึกแท้จริงของคนพูดในยามนี้เลยแม้แต่น้อย แม้ว่าเวลาจะผ่านพ้นจากวันโลกแตกมาได้เกือบสองอาทิตย์แล้ว แต่ทว่าร่องรอยของบาดแผลที่เกิดขึ้นในจิตใจนั้นยังคงฝังปรากฏชัดอยู่ในแววตาของชายหนุ่มร่างยักษ์อย่างไม่จางหาย
“ขอโทษนะพี่” โมเอ่ยขอโทษอีกฝ่ายออกไปด้วยความรู้สึกผิด สาเหตุแรกนั้นมาจากเรื่องของการลาออก ส่วนอีกครึ่งหนึ่งมาจากการที่เขาเคยแอบกุ๊กกิ๊กกับแฟนสาวของอีกฝ่ายลับหลัง
“เออ ช่างมันเหอะ ก็ทำไงได้นี่หว่า เนอะ?” ชาติตัดบทห้วนๆ
“แล้วหลังจากนี้พี่จะเอาไงต่อ?” โมเอ่ยถามเลียบเคียงถึงเรื่องเส้นทางชีวิตข้างหน้าของอีกฝ่าย
“ไม่รู้ว่ะ ยังคิดไม่ออกจริงๆ คงต้องกลับไปเป็นลูกจ้างเค้าเหมือนเดิมมั้ง แล้วก็รับงานฟรีแลนซ์คู่ไปด้วย เสือกติดหนี้เค้าอยู่นี่หว่า” รุ่นพี่เปรยๆ ออกมาแบบหมดอาลัยตายอยาก
“แล้วนี่... เอ่อ... ผมต้องไปทำพวกเอกสารเรื่องประกันสังคมหรืออะไรเพิ่มเติมมั้ยฮะ?” โมเอ่ยถามถึงเรื่องของตัวเองบ้าง
“อ๋อ ไม่ต้องหรอก กูคุยกับบิวมันไปตั้งแต่วันนั้นแล้วล่ะ เรื่องเอกสารมันจะไปจัดการให้ทั้งหมดเลย มึงไม่ต้องกังวล ส่วนเงินเดือนเดือนสุดท้ายเดี๋ยวมันก็จะโอนเข้าบัญชีเดิมให้เต็มๆ แหละ มึงไม่ต้องเป็นห่วง” ชาติกล่าวให้รุ่นน้องสบายใจ
“โอเคครับ ขอบคุณมากครับพี่” ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างโล่งใจ เมื่อไม่ต้องวุ่นวายกับเรื่องเอกสารใดๆ แล้วตัวเขาก็จะได้ไปตั้งหน้าตั้งตาหางานทำได้อย่างเต็มที่
“ไงก็สู้ๆ นะพี่” เขากล่าวให้กำลังใจแก่อีกฝ่าย
“เออ มึงก็ด้วย ขอบใจมากที่อุตส่าห์มาลำบากกับพวกกูตั้งเป็นปี ก็ขอให้ได้งานใหม่ไวๆ แล้วกัน ถ้ามีไรให้ช่วยเดี๋ยวกูจะโทรไปเรียกนะ” ชาติอวยพรส่งท้าย
“ขอบคุณครับ” โมยกมือไหว้ลาอีกฝ่ายอย่างสุภาพ เป็นอันปิดฉากชีวิตการทำงานในบริษัทแห่งแรกของเขาลงไปอย่างไม่ใคร่จะสวยงามอย่างที่หวังเอาไว้สักเท่าไร...
ในวันที่รักหลงทาง #64
ตอนนี้มาไวหน่อย ส่วนตอนหน้าก็ช้าเหมือนเคยครับ 555
ไม่ได้เขียนฉากสวิงมาหลายตอน เอาสักหน่อยแล้วกัน 8)
-----------------
“แกโง่หรือบ้าเนี่ย?” เป็นคำพูดแรกที่หลุดออกมาจากปากของส้ม ในวินาทีที่เธอได้รับรู้ข่าวเรื่องการลาออกจากงานของน้องชาย
“ไม่ได้โง่ แล้วก็ไม่ได้บ้าด้วย ก็ในเมื่อบริษัทมันไปต่อไม่ได้แล้วพี่ส้มจะให้โมทำยังไง? จะให้รอจนพี่เค้าเอ่ยปากไล่ออกมาก่อนเหรอ?” ฝ่ายโมย้อนถามกลับ
“ก็แล้วทำไมไม่รู้จักรอจนหางานใหม่ได้ก่อน ถึงค่อยตัดสินใจลาออกเล่า คิดเป็นป่ะเนี่ย?” พี่สาวถามซ้ำด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกได้ถึงความรู้สึกผิดหวังแกมสมเพช
“โอ้ย มันมีเวลาพอให้ทันไปหาใหม่ที่ไหนล่ะ แค่เร่งปิดงานให้ทันก็แทบอ้วกแล้ว วันหยุดยังแทบไม่มีเลย พวกพี่สองคนเค้าทะเลาะกันแค่ไม่ถึงสองอาทิตย์ บริษัทก็ปิดแล้วเนี่ย” โมแก้ตัวด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ เขาเองก็พอจะคาดเดาถึงปฏิกิริยาตอบสนองจากคนที่บ้านได้ในระดับหนึ่ง แต่ผิดคาดตรงที่ผู้เป็นพ่อซึ่งนั่งฟังอยู่ด้วย และควรจะเป็นคนที่ออกปากซ้ำเติมเขาเป็นคนแรกนั้น กลับเอาแต่นั่งฟังเงียบๆ ด้วยสีหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“แล้วสรุปว่าตอนนี้แกก็ยังไม่ได้ทำงานอะไร?” พ่อเอ่ยถามขึ้นเรียบๆ แล้วค่อยๆ พับหนังสือพิมพ์ที่กำลังอ่านค้างอยู่วางลงไปบนโต๊ะ
“ก็ยังมีพวกงานนอกที่รับอยู่เรื่อยๆ แหละฮะ ไม่ถึงกับว่างซะทีเดียวหรอก” โมหันไปตอบคำถามของอีกฝ่าย พลางใช้สายตาจับจ้องมองสำรวจสีหน้าของพ่อเพื่อหวังจะอ่านความคิด
“ถ้างั้นจะลองกลับมาช่วยงานที่บ้านมั้ยล่ะ? ช่วยยัยส้มมันดูแลร้านไป ถือโอกาสเรียนรู้หน้าที่ไปพลางๆ ยังไงซะร้านนี้มันก็เป็นกิจการของพวกแกเองอยู่แล้ว ชั้นจะได้ปล่อยวางหมดห่วงไปซะที” พ่อเอ่ยชักชวนเขาด้วยน้ำเสียงเอ็นดู
“โหยพ่อ ไม่เอาหรอก” ทั้งโมและส้มต่างร้องประสานเสียงขึ้นพร้อมกัน ปฏิกิริยาตอบสนองที่เกิดขึ้นตรงกันโดยไม่ได้นัดหมาย ทำให้สองพี่น้องต่างหันหน้าสบตากันด้วยท่าทีกระอักกระอ่วนเล็กๆ
“เอ้า มีปัญหาอะไรอีก?” พ่อเอ่ยถาม หางคิ้วของชายวัยกลางคนพลันกระตุกสูงขึ้นเล็กน้อย ด้วยสีหน้าไม่ค่อยพอใจกับคำตอบของลูกๆ สักเท่าไร
“ไม่เอาอ่ะ ยังไม่อยากรีบทำร้านตอนนี้ อุตส่าห์เรียนจบปริญญาตรีมาทั้งที ขอทำงานกราฟฟิกไปก่อน” โมตอบไปตามที่คิด
“ถ้าโมมันไม่อยากทำก็ไม่ต้องไปบังคับมันหรอกพ่อ ถึงจะมาทำจริงๆ ก็คงช่วยอะไรหนูไม่ได้ซักเท่าไหร่หรอก ไอ้นี่มันขายของเป็นที่ไหน ตั้งแต่เด็กก็ไม่เคยช่วยงานที่ร้านเลยซักครั้ง วันๆ เอาแต่วิ่งเล่น เตะบอลกับเพื่อน” ส้มแขวะใส่น้องชาย
“เอ๊า ก็คนมันไม่ชอบ พี่ส้มเองก็เหมือนกันแหละ ถ้าไม่อกหักโดนเค้าทิ้งมา ก็คงไม่ยอมกลับมาทำที่ร้านกับพ่อหรอก ฮึ!” โมสวนโครมเข้าให้
“เอ๊ะ! อีนี่!” พี่สาวทำท่าจะเงื้อมือฟาดใส่ แต่ก็โดนพ่อออกปากห้ามเสียก่อน
“เออๆ เอาเหอะ ตามสบายเลย ชั้นก็ขี้เกียจไปตามล้างตามเช็ดกับแกแล้ว บังคับอะไรไปก็มีแต่จะทำตรงกันข้าม ถ้าวันไหนคิดได้เองว่าไปเป็นลูกจ้างเค้ามันไม่มีทางเจริญเท่ากับดูแลกิจการที่บ้านตัวเอง ก็ค่อยกลับมาแล้วกัน” พ่อกล่าวตัดบท เพราะรู้ดีว่าพื้นฐานของลูกชายเป็นคนอย่างไร
“น่าๆ โมดูแลตัวเองได้น่า พ่อก็…” โมเอ่ยตัดพ้อ
“เฮอะ แกก็ทำเป็นเล่นไปเถอะ ทุกวันนี้งานมันหายากจะตาย ไม่รู้รึไง? เด็กจบใหม่มาตั้งกี่คนต่อกี่คนในตลาด บริษัทมันก็อยากได้คนที่เรียกเงินเดือนน้อยๆ มาเป็นลำดับแรกทั้งนั้นแหละ” พ่อว่า ก่อนจะยกแก้วกาแฟบนโต๊ะขึ้นจิบด้วยสีหน้าขึงขัง
“เฮ้อ ก็บอกแล้วงาย ว่าโมยังมีงานนอกจากลูกค้าให้ทำอยู่ มันก็ไม่ได้อดอยากปากแห้งขนาดนั้น เอาจริงๆ ต่อให้ไม่ต้องทำงานประจำก็ยังมีเงินพอใช้เลย” ลูกชายแย้ง
“ยิ่งการเมืองบ้านเรามันเป็นแบบนี้ มีแต่คนบ้าไม่พอใจอะไรก็ออกมาก่อม็อบปิดถนน เรียกร้องข้อเสนอเข้าข้างตัวเอง ทำเอาชาวบ้านชาวช่องเค้าเดือดร้อนกันไปหมด เศรษฐกิจจะพังพินาศก็เพราะไอ้พวกสลิ่มโง่ๆ ที่ปล่อยให้ไอ้กำนันมันจูงจมูกหลอกใช้อยู่นั่นแหละ” พ่อเริ่มโยงไปถึงประเด็นเรื่องการเมือง ซึ่งทั้งโมและส้มต่างก็มองหน้ากันด้วยสีหน้าเอือมระอา เพราะรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังจะพาไปถึงไหนต่อ
“ดูแม่แกเป็นตัวอย่างสิ แทนที่จะเอาเวลามาช่วยกันทำงาน กลับไปนั่งเย้วๆ อยู่ที่ม็อบ เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน เหมือนคนไม่มีหัวคิด” หนุ่มใหญ่ว่ากระทบภรรยาเป็นชุดๆ จนฝ่ายลูกสาวต้องชิงเอ่ยปากพูดขัดคอขึ้นมาเพราะขี้เกียจฟังคำบ่นของแก
“โอ๊ย! พ่อจะบ่นอะไรนักหนาเนี่ย นี่ก็บ่นจนแม่เค้าหนีไปอยู่บ้านน้าแอ๋วคนนึงแล้วนะ ใจคอจะให้หนูหนีตามไปด้วยอีกคนรึไง?” ฝ่ายส้มถามกลับด้วยสีหน้าอึดอัด
“แกก็อย่าเว่อร์น่าไอ้ส้ม ที่แม่แกออกจากบ้านไปน่ะ ก็เพราะตั้งใจจะไปร่วมกับไอ้ม็อบบ้าๆ นี่อยู่แล้ว ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชั้นซักหน่อย” ผู้เป็นพ่อพูดแก้ตัว
“เอาเถ้อะ! พ่อจะคิดแบบนั้นก็ตามสบาย แค่อย่ามาบ่นอะไรซ้ำๆ ซากๆ ให้หนูฟังก็พอ แค่นั่งดูตัวเลขที่ร้านก็ปวดหัวพออยู่แล้ว” ฝ่ายลูกสาวกล่าวดักคอ ก่อนจะเดินงุดๆ หนีเข้าไปในครัวหลังบ้าน
“แกเองก็เหมือนกันนะไอ้โม” พ่อหันหน้ามาคุยกับโมแทน เมื่อเหลือกันอยู่เพียงลำพังแค่สองหน่อ
“หือ?” ชายหนุ่มส่งเสียงครางยาวแทนคำตอบ
“อย่านึกทะลึ่งออกไปร่วมกับไอ้ม็อบบ้านี่เชียวล่ะ มีแต่จะสร้างปัญหาให้ตัวเองเปล่าๆ รู้มั้ย?” หนุ่มใหญ่เอ่ยปากดักคอเจ้าลูกชายด้วยน้ำเสียงจริงจังเคร่งเครียด จนอีกฝ่ายต้องรีบพยักหน้ารับ
“ฮื่อ รู้แล้วน่า โมสนใจเรื่องการเมืองที่ไหนล่ะ พ่อก็รู้อยู่ มีแต่ทะเลาะด่าทอกัน น่ารำคาญจะตาย” ชายหนุ่มยืนยันหนักแน่น
“เออ ดีแล้ว รีบๆ ออกไปหางานทำให้เป็นเรื่องเป็นราวซะ ใครจะไปรู้ว่าอนาคตข้างหน้า สถานการณ์บ้านเมืองมันจะยิ่งแย่ลงไปอีกแค่ไหน” ผู้เป็นพ่อกล่าวสรุปแบบรวบรัดคล้ายเป็นคำสั่ง
“แล้วนี่ใจคอพ่อไม่คิดจะไปตามแม่เค้ากลับมาอยู่บ้านมั่งเหรอ?” ลูกชายเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เฮอะ แกก็พูดไม่คิด ถ้าเค้าอยากอยู่กับญาติพี่น้องแล้วชั้นจะไปห้ามอะไรเค้าได้” หนุ่มใหญ่ตอบทันทีด้วยน้ำเสียงดูแคลน
“อ้าว แล้วยังไงอ่ะ? พ่อจะปล่อยให้แม่เค้าอยู่บ้านน้าแอ๋วแบบนี้ไปเรื่อยๆ อ่ะนะ? งี้คนอื่นเค้าจะคิดยังไง ผัวเมียไม่อยู่ด้วยกัน แยกกันทั้งที่ยังไม่ได้หย่ากันเนี่ยนะ?” โมถามอีก สีหน้าชักเริ่มไม่สบายใจ
“ก็ไม่รู้เค้า แล้วแต่เค้าเองละกัน ชั้นก็ไม่ได้ห้ามนี่หว่า ถ้าจะกลับก็กลับมา ไม่เห็นต้องให้บอกเลย” พ่อยืนกรานคำเดิม
“เฮ้อ” ชายหนุ่มถอนหายใจ
“แกอย่าไปคิดกังวลอะไรให้ปวดหัวเปล่าๆ เลย เต็มที่พอหมดเรื่องม็อบแล้วเดี๋ยวเค้าก็ต้องยอมบากหน้ากลับมาเองนั่นแหละ” พ่อเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ
โมได้แต่นั่งฟังพ่อพูดเงียบๆ โดยที่ในใจก็เฝ้าครุ่นคิดไปด้วยว่า เพราะเหตุใด... เรื่องทัศนคติทางการเมืองที่ไม่ตรงกัน จึงทำให้คนสองคนที่เคยรักและผูกพันมายาวนานหลายสิบปี ต้องมีอันแตกหักจนกลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงถึงเพียงนี้... ทำไมการแสดงออกถึงความเชื่อและศรัทธาบางอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ห่างไกลจากตัวตนในชีวิตประจำวันของทั้งคู่ จึงได้มีคุณค่ากว่าสิ่งดีๆ ที่ต่างฝ่ายต่างเคยได้ทำให้แก่กันมานับร้อยนับพันครั้ง... มันเป็นสิ่งที่ชายหนุ่มไม่อาจทำความเข้าใจกับมันได้จริงๆ และบางที... ทั้งพ่อและแม่ของเขาเองก็คงไม่เคยคิดที่จะมานั่งเสียเวลาวิเคราะห์ถึงสาเหตุของมันอย่างจริงจังด้วยซ้ำ
=======================================
และก็เหตุการณ์ก็เป็นไปอย่างที่พ่อของโมได้กล่าวทำนายเอาไว้... พลันที่ปฏิทินเวียนกลับมาถึงในช่วงเดือนตุลาคม สถานการณ์บ้านเมืองที่เคยร้อนระอุอยู่แล้ว ก็ยิ่งทวีความรุนแรงและลุกโหมยิ่งกว่าเดิม
เมื่อรัฐบาลซึ่งนำโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย ได้ตัดสินใจผลักดัน ‘ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน’ หรือที่ใครๆ เรียกกันติดปากสั้นๆ ว่า ‘พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย’ โดยมีใจความหลักๆ ก็คือการขยายขอบเขตและระยะเวลาในการลบล้างความผิด ให้แก่บรรดาแกนนำในการชุมนุมต่างๆ อันจะครอบคลุมไปถึงตัวบุคคลสำคัญอย่าง พล.ต.ต.ทักษิณ ชินวัตร ด้วย
ซึ่งผลกระทบจากการผลักดันร่าง พ.ร.บ. อันสุดขั้วนี้ ก็เลยส่งผลให้เกิดกระแสต่อต้านรุนแรงจากกลุ่มขั้วการเมืองตรงข้าม จนก่อเกิดเป็นการชุมนุมประท้วงที่ลุกลามใหญ่โต ในชื่อเรียกว่า ‘คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ หรือ ‘กปปส.’ โดยมีจุดประสงค์หลักคือการขับไล่และล้มล้างการปกครองของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนขั้วอำนาจของ พล.ต.ต.ทักษิณ ชินวัตร และแน่นอนว่าแม่ของโมเองก็เป็นสมาชิกคนหนึ่ง ที่ตัดสินใจเข้าร่วมในการประท้วงที่ว่านี้ด้วยเช่นเดียวกัน
ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้การสมัครหางานของโมนั้นเป็นไปอย่างยากลำบากยิ่งกว่าเดิม เนื่องด้วยหลายๆ บริษัทเองก็ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมประท้วงในครั้งนี้อยู่ไม่น้อย บางบริษัทที่เห็นด้วยกับฝ่ายผู้ชุมนุม ก็ประกาศหยุดงานและออกไปเข้าร่วมขับไล่รัฐบาลกับเขาด้วย โดยไม่สนว่าผลจากการหยุดงานนั้นจะทำให้บริษัทของตนเองต้องขาดทุนไปสักแค่ไหน
ตรงกันข้าม... บางบริษัทที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นองค์กรที่คอยสนับสนุนและเป็นแหล่งเงินทุนให้แก่ตระกูลชินวัตร ก็ต้องพบเจอกับกระแสกดดันจนถึงขั้นบุกปิดล้อมบริษัทจนทำงานไม่ได้เลยก็มี หรือแม้แต่ในบางบริษัทที่อาจจะไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย แต่ก็ยังต้องรับผลกระทบไปเต็มๆ เพราะดันมีทำเลตั้งอยู่ใกล้เคียงกับสถานที่ชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วง จะเดินทางผ่านเข้าออกก็ลำบาก เนื่องด้วยจำนวนของผู้ชุมนุมที่มีแต่จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ วัน...
และแม้ว่าโมเองจะยังพอมีงานออกแบบจากลูกค้าเก่าๆ มาให้ทำพอเป็นค่าอาหารประทังชีวิตได้อย่างไม่เดือดร้อน แต่ด้วยแนวโน้มและทิศทางของการประท้วงที่มีแต่จะยืดเยื้อยาวนานต่อไปอย่างไม่มีวี่แววจะจบสิ้น ก็เริ่มที่จะทำให้ชายหนุ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กๆ อยู่เหมือนกัน เพราะไม่รู้ว่าในอนาคตข้างหน้า สถานการณ์บ้านเมืองมันจะพลิกผันไปในทิศทางใด และจะส่งผลกระทบต่อการหางานทำของเขาอีกหรือไม่
บรรดาเพื่อนฝูงคนสนิทเมื่อได้รู้ข่าวที่โมต้องกลายมาเป็นคนตกงานแบบกะทันหันอย่างสุดแสนจะโชคร้าย พวกมันต่างก็พากันแสดงความเห็นอกเห็นใจปนสมน้ำหน้าเขาออกมาแบบถ้วนหน้า ไล่เรียงมาตั้งแต่ ป๊อบ, เจ็ท และป๋อม ซึ่งเจ้าสามหน่อนี้ก็ยังรวมหัวกันมาตอกย้ำซ้ำเติมเขาถึงที่บ้าน โดยอ้างว่าตั้งใจจะมาเลี้ยงข้าวเย็นพ่วงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่คนตกงานได้สนุกครื้นเครง เพราะกลัวว่าเจ้าตัวจะเกิดอาการเคว้งคว้างจนจิตตก คิดกระโดดตึกตายไปเสียก่อน และนอกจากสมาชิกทั้งสามหน่อที่ว่ามานี้แล้ว ก็ยังรวมไปถึงไอซ์ ผู้ซึ่งถูกป๋อมออกปากชักชวนให้มาร่วมปาร์ตี้เลี้ยงฉลอง ต้อนรับสถานภาพ ‘ว่างงาน’ อย่างเป็นทางการของโมกับเขาด้วย
มันเป็นค่ำคืนวันศุกร์ที่อบอวลไปด้วยม่านหมอกแห่งความสุข เมื่อร่างของโมได้ถูกห้อมล้อมไปด้วยเสียงหัวเราะและถ้อยคำหยอกล้อชวนหัวของกลุ่มเพื่อนรักและแฟนสาว บนโต๊ะรับแขกถูกอัดแน่นไปด้วยจานอาหาร แก้วเครื่องดื่ม กระติกน้ำแข็ง และถุงขนมกับแกล้ม ที่เพื่อนๆ ต่างหอบหิ้วติดตัวกันมาจนเต็มล้นไปถึงบริเวณพื้นห้องด้านล่าง ด้วยบรรยากาศของการสนทนาอันครื้นเครง จึงทำให้ประเด็นเรื่องการตกงานของโม กลายเป็นเรื่องตลกขำขันให้คนอื่นยกขึ้นมาพูดอำกันได้ไม่หยุดหย่อนตลอดคืน
“อิจฉามึงว่ะ แบบนี้วันจันทร์มึงก็ไม่ต้องไปทำงานเหมือนคนอื่นเค้าแล้วดิ” เจ็ทเอ่ยแซวญาติผู้น้อง ขณะกำลังยกแก้วเหล้าในมือขึ้นจิบอย่างสนุกปาก ทำเอาชายหนุ่มที่กำลังตกเป็นเป้าหยอกล้อต้องรีบยกไม้ยกมือชูนิ้วกลางให้เป็นการตอบโต้
“ขอบใจมาก ไอ้ห่า แซวกันเข้าไป” โมสบถใส่คู่สนทนาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม พวงแก้มของเขากลายเป็นสีแดงระเรื่อจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์กำลังไหลเวียนซึมซาบอยู่ภายในร่างกาย
“แบบนี้เค้าเรียกเออร์ลีรีไทร์ใช่ป่ะ?” ป๋อมยิงมุกแทรกขึ้นมาอย่างเฉียบขาด เรียกเสียงหัวเราะจากคนอื่นๆ ที่กำลังนั่งฟังอยู่ไม่เว้นแม้แต่เจ้าตัวคนโดนแซว
“ไม่ๆ ไม่ใช่เออร์ลีหรอก แบบนี้น่ะมัน ‘เออกูรีบ’ ฮ่าๆๆๆ” ฝั่งป๊อบเองก็ไม่พลาดที่จะหยอกแซวเพื่อนด้วยอีกคน
“เออ เจริญล่ะพวกมึง ล้อกูเข้าไป แล้วไอ้ตัวไหนมันเป็นคนบอกไว้ตอนแรกฟะ? ว่าจะมาเลี้ยงปลอบใจกูเนี่ย” โมส่ายหัวอย่างจำนน
“โธ่ พวกกูอ่ะอิจฉามึงจะตาย ได้มีเวลาหยุดอยู่บ้านทุกวัน ไม่ต้องไปทำงานเหมือนคนอื่นเขา” เจ็ทพูดกลั้วหัวเราะ
แม้จะต้องตกเป็นเป้าล้อเลียนของเพื่อนๆ แต่ชายหนุ่มก็หาได้รู้สึกขุ่นเคืองใจแต่อย่างใด เพราะเขารู้ดีว่าที่เพื่อนๆ อุตส่าห์ถ่อมารวมหัวกันรุมเล่นงานเขาถึงบ้านแบบนี้ แท้จริงแล้วก็เป็นเพราะอยากที่จะมาให้กำลังใจ และแสดงตัวให้เขาได้รับรู้ว่าพวกมันยังคงคอยเป็นกองหนุนให้อยู่แบบห่างๆ อย่างห่วงๆ ตามประสาของเพื่อนรักและญาติคนสนิทที่คบหากันมายาวนาน จนไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากบอกเจตจำนงออกมาเป็นคำพูดสวยหรูอีกแล้ว
“พวกนี้ใจร้ายกันทุกคนเลยอ่ะ” ไอซ์ซึ่งนั่งเบียดอยู่บนโซฟาข้างโม รีบสวมบทกองหนุนให้แฟนหนุ่ม
“แหม... ไม่ต้องเลยไอซ์ เมื่อกี้ตอนที่ป๋อมมันยิงมุกน่ะ เรานี่แหละหัวเราะดังกว่าใครเพื่อนเลย” เจ็ทหยอกเย้า พลางยกมือขึ้นชี้ไปที่เธออย่างเจาะจง ทำเอาหญิงสาวถึงกับร้องวี้ดว้ายอายม้วน
“เปล่าน้าพี่เจ็ท หนูไม่ได้ขำซะหน่อย” ไอซ์รีบออกปากแก้ตัวเป็นพัลวัน
“ไม่ได้ขำอะไรล่ะ เราแอบดูอยู่เมื่อกี้ ไอซ์น่ะนั่งขำจนตัวสั่นอยู่คนเดียวเลย” โมวกกลับมากัดแฟนสาวหน้าตาเฉย
“โอ๊ย ไม่เอา อย่าแฉกันเองซี่ พอๆ ไม่คุยเรื่องเราแล้ว กลับไปคุยเรื่องโมต่อเหมือนเดิมเถอะ” พอเห็นว่าภัยมันกำลังจะวกเข้ามาหาตัวเอง ไอซ์เลยชิงเปลี่ยนข้างย้ายไปเข้าร่วมกับคนอื่นๆ เพื่อเล่นงานแฟนหนุ่มของตนเองแทน
“แน่ะ! แม่คุณ ทิ้งกันดื้อๆ เลยนะ” ชายหนุ่มแกล้งโวยใส่เธอแบบงอนๆ
“ไอซ์เค้าก็เลือกถูกฝั่งแล้วนี่หว่า พวกกูสี่คนน่ะมีงานมีการทำกันหมด มีมึงคนเดียวน่ะที่กำลังเตะฝุ่นลุ้นฝัน อิอิ” ป๋อมได้ทีรีบแซว
“ถุ้ย! แบบมึงน่ะเค้าไม่นับว่ามีงานประจำทำหรอกโว้ย แค่ไปเล่นโชว์ที่ร้านอาทิตย์ละสามสี่วันเนี่ยนะ? เดือนๆ นึงยังได้ตังค์น้อยกว่างานฝิ่นกูอีก” โมไม่ยอมให้อีกฝ่ายเล่นงานอยู่ข้างเดียว จึงรีบพุ่งเป้าไปที่ป๋อมซึ่งมีสถานะใกล้เคียงกับตัวเขามากที่สุดในตอนนี้
“หนอย! ไอ้บ้านี่ปากดีนัก พี่เจ็ทดูมันดิ มันว่าวงเราอ้ะ!” สาวแว่นรีบร้องเรียกหากองหนุนที่กำลังนั่งกินเหล้าเคล้ากับแกล้มอยู่ข้างๆ
“เออ แต่มันก็พูดถูกนะ พี่ว่าป๋อมเองก็ควรจะมองๆ หางานอื่นทำเพิ่มไว้บ้าง จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนมาไถเงินพี่ไปใช้บ่อยๆ” คราวนี้เป็นทีของเจ็ทที่เลือกหันมาแว้งกัดแฟนสาวของตัวเองบ้าง
“โหย! พี่เจ็ทอ่ะ! ไปเข้าข้างมันทำไมเล่า ไอซ์ดูดิ อีผู้ชายสองคนนี้มันหักหลังแฟนตัวเองได้หน้าตาเฉยเลยอ่ะ” พอรวมหัวกับแฟนตัวเองไม่รอด ทางป๋อมเลยเปลี่ยนมาร่วมมือกับไอซ์ที่เป็นผู้หญิงเหมือนกันแทน
“นั่นสิ” ไอซ์กล่าวรับด้วยรอยยิ้มเบิกบานบนใบหน้า
“เฮ้ย น้ำแข็งหมดว่ะโม มึงมีเหลือแช่อยู่ในตู้อีกป่ะเนี่ย?” ป๊อบที่กำลังสาละวนอยู่กับการเติมเครื่องดื่ม เอ่ยปากโพล่งขึ้นมากลางวง
“อ้าว ไม่น่าจะมีมั้ง กูไม่ค่อยได้แช่น้ำแข็งอ่ะ งั้นมึงออกไปซื้อที่เซเว่นมาเพิ่มดิ เอามาสองถุงเลยนะ” โมสั่งการตามประสาเจ้าบ้าน
“เออๆ ได้ ตรงหัวโค้งนั่นใช่มะ” หนุ่มหน้าตี๋ผู้กำลึงมึนเมาได้ที่ พยายามตั้งสติเรียบเรียงตำแหน่งของร้านค้าอยู่ภายในหัว
“อืม ออกซอยเล็กแล้วเลี้ยวซ้ายไปน่ะ ไม่ไกลหรอก” โมตอบ
“เอ้ยๆ ไปด้วยๆ จะไปซื้อหนมมาเพิ่ม ไปด้วยกันมั้ยไอซ์?” ป๋อมรีบยกไม้ยกมือขอตามไปด้วยคน พลางหันมาเอ่ยปากชวนไอซ์ให้ไปเป็นเพื่อน ซึ่งแน่นอนว่าอีกฝ่ายก็ยอมพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
จังหวะที่หญิงสาวกำลังยันกายลุกขึ้น เพื่อที่จะเดินออกไปทางหน้าประตูบ้านนั้น ฝั่งโมก็แอบจับสังเกตเห็นถึงสายตาแปลกๆ ของเจ็ท ที่กำลังจ้องมองภาพบั้นท้ายของไอซ์ ซึ่งขยับเบียดเสียดคล้อยไปทางซ้ายที... ขวาที... ล้อไปตามจังหวะของการขยับก้าวขาอย่างไม่วางตา ชายหนุ่มรอจนเพื่อนทั้งสามคนเดินพ้นประตูรั้วบ้านไปแล้ว จึงค่อยหันมาเอ็ดใส่ญาติคนสนิท
“ไอ้ห่า... มองอะไรของมึงวะ ตาจะถลนออกมาจากเบ้าอยู่แล้วน่ะ” โมใช้เท้าสะกิดเขี่ยเรียกสติของอีกฝ่าย
“เอ้ย! เปล่า ไม่ได้มอง” เจ็ทตอบเสียงแหลม ก่อนจะหัวเราะแฮะๆ ออกมาเขินๆ เมื่อถูกจับได้
“มึงนี่นะไอ้เจ็ท ขนาดแฟนญาติตัวเองก็ยังไม่เว้น ถ้าจะจ้องแบบเมื่อกี้น่ะ มึงแดกไอซ์เข้าไปทั้งตัวเลยยังจะดีซะกว่า เชี่ย... หน้าอย่างหื่น” โมออกปากแขวะแบบทีเล่นทีจริง
เขาเองก็พอจะเข้าใจถึงอารมณ์เผลอไผลของญาติผู้พี่เป็นอย่างดี ด้วยว่าจังหวะที่กำลังนั่งกินเหล้ากันอยู่เมื่อครู่นั้น ไอซ์เองก็สวมเพียงแค่เสื้อชีฟองแขนกุดสีฟ้าอ่อน ส่วนเสื้อคลุมสีเทาอ่อนตัวนอกถูกถอดพาดกองไว้ที่แขนโซฟาข้างตัวของหญิงสาว เปิดเผยให้เห็นถึงผิวกายที่ขาวเนียน ตั้งแต่ช่วงไหล่ รักแร้ ไปจนถึงท่อนแขนที่อวบอิ่มมีน้ำมีนวล ท่อนล่างเป็นกระโปรงทำงานทรงเอแบบเข้ารูปสีขาวดูกระชับสัดส่วน และยิ่งช่วยขับเน้นให้ความโค้งเว้าบริเวณบั้นท้ายของผู้สวมใส่ ดูเย้ายวนใจมากเป็นพิเศษ
ด้วยความที่เนื้อผ้ากระโปรงมันค่อนข้างรัดกระชับเข้ากับสรีระ จึงทำให้เวลาที่ไอซ์ก้าวขาขยับกายในแต่ละครั้ง ก็เลยปรากฏร่องรอยของขอบกางเกงชั้นในโผล่ออกมาให้ชายหนุ่มได้เห็นอย่างแจ่มชัด ในขณะที่เสื้อผ้าท่อนบนเองก็ดูวาบหวิวชวนมองไม่แพ้กัน เพราะเจ้าเสื้อชีฟองแขนกุดที่เธอสวมใส่อยู่นั้น มันช่างแสนจะบางเบา จนสามารถมองทะลุเห็นเป็นรอยขอบของยกทรงลูกไม้สีขาวที่เธอใส่เข้าชุดมากับชั้นในท่อนล่าง
ซึ่งในบรรดาสมาชิกทั้งสี่คนที่แวะเวียนมาหาโมวันนี้ จะมีก็แต่ไอซ์เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่แต่งกายมาในชุดทำงานแบบเป็นกิจจะลักษณะ เพราะคนอื่นๆ อีกสามคนที่เหลือก็ล้วนแต่แต่งกายแบบสบายๆ เหมือนว่ากำลังจะออกไปเดินเที่ยวห้าง ไม่ว่าจะเป็นสาวป๋อมที่มาในชุดเสื้อยืดสีขาวประดับลวดลายกราฟฟิกของวงดนตรี กับกางเกงยีนส์สีฟ้าอ่อนดูเก่าซีด มีรอยขีดขาดอยู่เต็มไปหมด เส้นผมยาวสลวยของเธอถูกมัดรวบไว้เป็นทรงหางม้าที่ด้านหลัง เปิดโชว์ใบหูทั้งสองข้างซึ่งถูกประดับไว้ด้วยต่างหูสีเงินอันวับวาว
ในขณะที่แฟนหนุ่มอย่างเจ็ทเองก็แต่งกายมาในลักษณะใกล้เคียงกัน แตกต่างเพียงแค่สีของเสื้อยืดที่เป็นสีดำสนิท และเพิ่มเติมมาในส่วนของแจ็คเก็ตยีนส์แขนยาวตัวนอกเท่านั้น ด้วยความที่ชายหนุ่มทำงานอยู่ในบริษัทค่ายเพลงอินดี้เล็กๆ จึงทำให้เขาค่อนข้างที่จะมีอิสระในการเลือกเครื่องแต่งกายไปทำงานอยู่พอสมควร ส่วนป๊อบที่ปกติจะนั่งทำงานอยู่แต่กับบ้าน ก็ใส่มาเป็นชุดโปโลสีน้ำเงินเข้มกับกางเกงขาสั้นลายสก็อตสีน้ำตาลอ่อน พ่วงด้วยรองเท้าผ้าใบสีขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง ดูเผินๆ เหมือนคนที่กำลังจะไปออกรอบตีกอล์ฟยังไงชอบกล
แต่ที่ดูจะมีอิสระกว่าใครเพื่อนก็คงจะหนีไม่พ้นทางฝั่งของโมผู้เป็นเจ้าบ้าน ที่พึ่งจะได้รับสถานะต่อท้ายว่าเป็นคนตกงานมาแบบหมาดๆ ซึ่งเจ้าตัวก็นั่งคอยท่าต้อนรับแขกทั้งสี่อยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงบอลที่ใส่ต่อเนื่องลากยาวมาตั้งแต่เมื่อคืน จนมันเริ่มที่จะส่งกลิ่นอับเล็กๆ ออกมา พาลให้แฟนสาวต้องเอ่ยปากทักท้วงไล่ให้เขาไปเปลี่ยนชุด พร้อมกับทำสีหน้ายี้ใส่เมื่อยามที่นั่งติดกันบนโซฟา
“ช่วงนี้ไอซ์ดูอวบขึ้นป่ะวะ? หนักเท่าไหร่แล้วเนี่ย?” เจ็ทเอ่ยปากถามโต้งๆ อย่างไม่นึกเกรงใจคู่สนทนา
“เออ ก็นิดนึงมั้ง จำเลขเป๊ะๆ ไม่ได้ว่ะ น่าจะแถวๆ ห้าสิบพอดีแหละ ไม่ก็สี่สิบเก้า” โมคิดนิดหนึ่งก่อนจะตอบออกไป
“เออ กำลังดีเลยนะ ตัวนิ่มๆ มีน้ำมีนวลแบบนี้แหละ เวลาเล่นท่าด็อกกี้ล่ะมันเลยมึง เสียงมันจะดังปั้บๆ! สะใจดี” ญาติผู้พี่กล่าวออกมาด้วยอารมณ์คะนองเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์
“ส้นตีนมาก ไอ้เชี่ยเจ็ท นี่-แฟน-กู... แฟน-กู-ครับ...” โมสบถใส่ พลางชี้นิ้วเข้าหาตนเอง พร้อมกับเอ่ยปากเน้นย้ำทีละคำ
“แหม แค่แซวเล่นนิดเดียวเอง ไม่สึกหรอกหรอกน่ามึง” อีกฝ่ายยังมิวายปั้นหน้ายิ้มระรื่น
“ไม่เหมือนแฟนมึงหรอกโว้ย ตัวผอมกะหร่องอย่างกะไม้เสียบผี เวลากระแทกแต่ละทีต้องมานั่งกังวล กลัวว่าตัวแม่งจะหักครึ่งท่อนซะก่อน” โมไม่ยอมน้อยหน้า และออกปากแซวแฟนพี่ตัวเองบ้าง แต่แทนที่อีกฝ่ายจะรู้สึกจุกจ๋อย เจ้าตัวกลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจแทนเสียอย่างนั้น
“เออ มึงแม่งพูดถูก ฮ่าๆๆ กูก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน” เจ็ทหัวเราะร่วนอย่างถูกใจ
“เอ๊า ไอ้ห่านี่ กะจะแกล้งแซวซักหน่อย ดันเสือกชอบซะงั้น” ชายหนุ่มเผลอยิ้มตามพลางส่ายหัวเบาๆ อย่างเอือมระอา
พอสมาชิกอีกสามคนที่ออกไปซื้อของเดินทางกลับมาถึง บรรยากาศแห่งความคึกคักในวงเหล้าจึงค่อยๆ ดำเนินต่อไปอีกครั้ง กระทั่งพอรู้ตัวอีกที... เข็มบนหน้าปัดนาฬิกาแขวนที่ติดอยู่ตรงผนังก็วนผ่านตัวเลขบอกเวลา 4 ทุ่มครึ่งไปเรียบร้อยแล้ว…
“เฮ้ย เผลอแป๊บเดียวเอง แม่งจะห้าทุ่มอยู่แล้ว” ป๋อมอุทานออกมาอย่างตกใจเมื่อเห็นตัวเลขบนนาฬิกาข้อมือของตัวเอง
“เออจริงด้วย เหมือนพึ่งมานั่งคุยกันแป๊บเดียวเองว่ะ” ป๊อบกล่าวเสริมขึ้นอีกคน
“มึงก็ค้างนี่เลยมั้ยอ่ะ? พรุ่งนี้ยังไงก็วันหยุดอยู่แล้ว สบายๆ ไม่ต้องรีบไปไหนนี่หว่า จะได้มีเวลาคุยกันยาวๆ” โมรีบเสนอทันที เพราะชายหนุ่มตระหนักดีว่าการได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกับเพื่อนๆ นั้น จะช่วยให้เขาผ่อนคลายจากอาการฟุ้งซ่านเพราะว่างงานลงไปได้ชั่วขณะ
“อืม จะดีเหรอวะ? กูไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าอะไรมาเลยนะ” สาวแว่นออกลูกลังเลให้เห็น
“เฮ้ย ตามใจกูหน่อยเด้ ไม่สงสารเพื่อนมั่งเหรอวะ เพื่อนกำลังเหงานะ ค้างเป็นเพื่อนกูหน่อยดิ ซักคืนนึง ว่าไงวะไอ้เจ็ท?” โมหันไปพูดกับญาติคนสนิทอีกทางเพื่อขอแรงสนับสนุน
“กูอ่ะไม่มีปัญหาหรอก ยังไงก็ได้ แต่มึงถามคนโน้นก่อนดีกว่า ว่าเค้าอยู่ได้รึเปล่า?” เจ็ทกล่าวยิ้มๆ พลางชี้ไปที่ไอซ์ซึ่งนั่งประกบอยู่ข้างๆ โม พอโดนชี้เป้า หญิงสาวก็เลยหลุดอมยิ้มออกมาด้วยแววตามึนเมานิดๆ ตามประสาของคนที่กินเหล้าไม่เก่ง
“ได้มั้ยไอซ์? อยู่ค้างเป็นเพื่อนกันซักคืนนะ” โมออดอ้อนแฟนสาวด้วยแววตาเหมือนเด็กน้อยอ้อนขอของเล่นจากแม่
“ก็ได้มั้ง เดี๋ยวขอลองโทรไปคุยกับที่บ้านก่อนนะ ไม่รู้เค้าจะยังไง” ไอซ์ตอบ น้ำเสียงส่อแววอ้อแอ้นิดๆ แม้ว่าเธอจะดื่มเข้าไปไม่เยอะเหมือนคนอื่นๆ ก็ตาม
“อย่าลืมบอกด้วยนะว่าค้างกันหลายคน เค้าจะได้สบายใจ” โมรีบย้ำ
“จ้ะ งั้นแป๊บนึงนะ” แฟนสาวว่า ก่อนจะหยิบโทรศัพท์แล้วเดินออกไปคุยธุระในครัวเพียงลำพัง ครู่หนึ่งเธอก็เดินกลับมาหาพวกเขาพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า
“ได้จ้ะ แม่อนุญาตแล้ว” ไอซ์บอกพร้อมกับฉีกยิ้มหวานส่งมาให้เพื่อน
“เย้ๆ งั้นตกลงตามนี้ พวกมึงทุกคนนอนค้างเป็นเพื่อนกู เดี๋ยวกูไปลากเบาะมากองรวมไว้ให้ในห้องนอน” โมรีบจัดแจงบอกกำหนดการให้เพื่อนฟังด้วยอารมณ์ดีใจ
“อ้าว เดี๋ยวดิ ไม่ถามกูซักคำเหรอ ว่ากูค้างกับเขาได้มั้ย?” ป๊อบรีบพูดแทรกขึ้นทั้งที่กำลังยกแก้วเหล้าค้างอยู่ในมือ
“โอ๊ย อย่างมึงอ่ะไม่ต้องถามให้เปลืองน้ำลายหรอก ตะกละแดกขนาดนี้ เหล้าหมดไปกลมนึงเพราะมึงคนเดียวเนี่ย หรือจะบอกว่ามึงไม่ค้าง?” โมสวนโครมเข้าให้อย่างรู้ใจเพื่อน
“เหะๆ ค้างสิวะ มาถึงขนาดนี้แล้ว ขับกลับไปก็ตกคลองตายห่ากันพอดี” ป๊อบหัวเราะร่วน ก่อนจะยกเหล้าขึ้นซดทีเดียวหมดแก้ว
“เอ้า! ถ้างั้นก็ ชน!” โมชูแก้วประกาศเสียงดัง ตามด้วยเสียงเฮของเพื่อนคนอื่นๆ ที่สอดรับขึ้นอย่างรู้ใจ
บรรยากาศของการสนทนาที่เป็นไปอย่างคึกคัก กลายเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้แก้วเครื่องดื่มสีอำพันในมือของแต่ละคน ถูกยกขึ้นกรอกปากด้วยจำนวนที่ถี่กระชั้นมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่สาวไอซ์ที่ไม่ใช่คนนิยมชมชอบกับเครื่องดื่มมึนเมา ก็ยังถูกบรรยากาศอันสนุกสนาน ชักนำให้ต้องยกแก้วขึ้นดื่มไปหลายต่อหลายแก้ว จนใบหน้าของเธอนั้นกลายเป็นสีแดงระเรื่อพร้อมนัยน์ตาที่ดูเคลิบเคลิ้ม ยิ่งแอลกอฮอล์ถูกเติมเข้าสู่ร่างกายมากเท่าไร ประเด็นของการสนทนาก็ยิ่งเลื้อยเลาะลงต่ำไปสู่เรื่องขำขันใต้สะดือมากขึ้นเท่านั้น
“มึงรู้ป่ะ เมื่อกี้ตอนที่พวกมึงลุกออกไปเซเว่นกันน่ะ ไอ้ห่านี่แม่งแอบส่องตูดแฟนกูเฉยเลย แถมยังมีหน้ามาบอกด้วยนะ ว่าตูดแบบนี้น่ะเหมาะจะโดนท่าหมา” โมหันไปกระซิบกระซาบบอกป๊อบ ในจังหวะที่ทั้งสามหนุ่มออกมายืนสูบบุหรี่คุยกันบริเวณริมรั้วบ้าน
“อ้าย-สัด อย่าแฉกันเด้” เจ็ทแสร้งโวยวายแบบเขินๆ
“อ้าวพี่ ฮะๆๆ” ป๊อบได้ฟังก็หลุดขำออกมาในทันที ก่อนจะก้มหน้าลงอัดบุหรี่เข้าปอดอีกเฮือกใหญ่
“ห่า กูก็แค่พูดเล่นขำๆ ไม่ได้คิดจริงจังซักหน่อย” เจ็ทพูดแก้ตัว แล้วจึงค่อยสอดบุหรี่เข้าปากตัวเองบ้าง
“คนเหี้ยอะไร แฟนตัวเองก็นั่งอยู่ตรงหน้าแท้ๆ เสือกมาเหล่แฟนคนอื่นเฉยเลย” โมพูดกลั้วหัวเราะ
“แหมมึง จะไม่ให้เผลอคิดได้ไงล่ะวะ ก็ดูชุดที่ไอซ์ใส่มาวันนี้ดิ โคตรบางเลย กูเห็นทีแรกยังแอบตกใจ แถมกระโปรงแม่งก็รัดซะ อื้อหือ... ออออ อย่าให้บอก” ป๊อบยกเหตุผลขึ้นมาช่วยแก้ต่างให้จำเลย ทำเอาหนุ่มรุ่นพี่ถึงกับหันมาพยักหน้าตบไหล่อย่างถูกใจ
“มึงพูดดีป๊อบ มึงพูดดี” เจ็ทยิ้มรับ พลางชูนิ้วโป้งให้เป็นเชิงบอกว่า ‘เยี่ยมยอด’
“เออ เจริญล่ะแบบนี้ สรุปว่าพวกมึงสองตัวนี่แอบถ้ำมองแฟนกูกันหมดเลยใช่มั้ยเมื่อกี้? ไอ้พวกขี้เงี่ยนเอ๊ย แฟนเพื่อนตัวเองก็ยังไม่เว้น” โมสบถใส่เพื่อนออกไปด้วยความเอือมระอา โดยหารู้ไม่ว่าถ้อยคำเหล่านี้ มันจะย้อนกลับคืนมารัดคอเขาเองในภายหลัง...
“แล้วมึงไม่รู้สึกหวงบ้างเลยเหรอวะ? ที่รู้ว่าไอซ์แต่งตัวไปทำงานแบบนี้ทุกวันน่ะ” ป๊อบถามเจาะใจ
“เฮ้ย มันก็ไม่ขนาดนั้นหรอก ปกติเค้าก็แต่งตัวสุภาพแหละ อย่างชุดที่ใส่วันนี้ถ้าสวมเสื้อคลุมทับมันก็ดูมิดชิดแล้ว พอดีว่านี่มานั่งกินเหล้าอยู่กับพวกเรา เค้าก็เลยปล่อยตัวสบายๆ ไม่ได้ระมัดระวังอะไรมาก เพราะไม่คิดว่าจะมีไอ้หื่นสองตัวมันจ้องถ้ำมองแบบนี้” โมไม่วายหันไปแขวะใส่เพื่อนทั้งสองอีกดอก
“บ๊ะ! ไอ้นี่ ยังกัดไม่ปล่อยอีก หวงจริงนะมึง แค่แซวเรื่องตูดแค่นี้เอง ทำเป็นเคือง” เจ็ทโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงรำคาญใจ
“ไม่ได้ว้อย ห้ามแซว จะแซวไปแซวไอ้ป๋อมนู่น” ชายหนุ่มพูดเน้นเสียง
“เออน่า มึงเลิกบ่นแป๊บนึงก่อน นี่ๆ กูมีอะไรดีๆ จะให้ดู” ป๊อบชิงจังหวะพูดขัดคอ พร้อมกับทำท่าจะล้วงหยิบเอาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงด้านหลังออกมา ทำให้โมรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังจะอวดคลิปลับหรือภาพหลุดชุดใหม่ให้เขาดูอีกแล้ว
“อะไร มีของใหม่มาอีกแล้วเหรอ?” โมทำตาโตตื่นเต้น ไม่ต่างอะไรจากเจ็ทที่รีบชะโงกหน้าเข้ามาใกล้จอทันที
“นี่เลยครับ ‘หลุดคู่รักสวิงกิ้ง’ ผู้หญิงหน้าอย่างแจ่ม หุ่นบางกรอบขาวเนียนทั้งตัว ที่สำคัญเป็นเจ้าหน้าที่โรงบาลด้วย มึงดู” ป๊อบเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ก่อนจะใช้นิ้วสไลด์เลื่อนภาพบนหน้าจอให้เพื่อนทั้งสองคนดูทีละภาพๆ
“โห... สองหนึ่งด้วย เด็ดว่ะ ผู้หญิงแม่งตัวนิดเดียวเอง เจอดุ้นเบ้อเริ่มเลย” เจ็ทอุทานออกมาด้วยความทึ่ง ภาพที่เขาเห็นในตอนนี้คือภาพของหญิงสาวร่างผอมบางผมยาวถึงแผ่นหลัง กำลังถูกสองหนุ่มในรูปรุมป้อนความเสียวให้แก่เธอ คนหนึ่งกำลังใช้ปากดูดเลียเต้านมขาวเปลือย ในขณะที่อีกคนก็กำลังออกแรงกดกระแทกเธอจากทางด้านหลัง ใบหน้าของทั้งสามคนบ่งบอกถึงบรรยากาศแห่งความเสียวซ่านที่กำลังลอยฟุ้งอยู่ในห้วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี
“ใจกล้าชิบหาย ไม่เซ็นหน้าตัวเองด้วย แม่งไม่กลัวเพื่อนร่วมงานหรือคนรู้จักจำได้มั่งเหรอวะ?” โมแสดงความเห็นออกไปด้วยสีหน้าครุ่นคิด พลางนึกจินตนาการไปด้วยว่าถ้าหากบุคคลทั้งสามในภาพดันเป็นคนรู้จักของเขาขึ้นมามันจะเป็นยังไง
“แล้วไม่ใช่แค่นั้นนะ มึงดูดีๆ สามคนนั้นกำลังเอากันอยู่ แต่แม่งมีคนถ่ายให้ ก็แปลว่าจริงๆ แล้วแม่งต้องมีสี่คนไง ไม่ใช่แค่สองหนึ่งนะ นี่แม่งสามหนึ่งแล้ว” ป๊อบสาธยายถึงความเร้าใจอีกอย่างที่แอบแฝงตัวอยู่ภายในรูปภาพ
“ไหน? เออ... จริงด้วยว่ะ แม่งมีสี่คนจริงๆ ด้วย” เจ็ทเบียดใบหน้าเข้ามาดูใกล้ๆ แล้วจึงพยักหน้าเออออตาม บุหรี่ในมือพลันกลายเป็นสิ่งไร้ค่า เมื่อชายหนุ่มกำลังพุ่งความสนใจมาอยู่ที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือของอีกฝ่าย
“ดูไปดูมาก็หน้าเหมือนไอซ์อยู่นะ อิอิ” เจ็ทกระเซ้าแหย่โม
“ส้นตีนแน่ะ เหมือนกับผีมึงสิ คนละเรื่องกันเลย แฟนกูน่ารักกว่าเยอะ” โมเอาขาถีบญาติไปเบาๆ หนึ่งทีเป็นการสั่งสอน
“เสียดายไม่มีคลิปหลุดออกมาด้วย แต่แค่ดูรูปก็โคตรเสียวแล้ว แม่งหลุดมาตั้งร้อยกว่าภาพแน่ะ มีตั้งแต่เอากันในห้อง ลามไปถึงในสระว่ายน้ำเลยอ่ะ” ป๊อบกล่าว ขณะที่นิ้วมือก็ยังคงเลื่อนสไลด์ภาพบนหน้าจอไปเรื่อยๆ คล้ายเซลส์แมนที่กำลังทำหน้าที่ขายของให้แก่ลูกค้าหนุ่มทั้งสองคน
“นี่มึงไปเอามาจากไหนอีก เว็บเดิมเหรอ?” โมเอ่ยถามเรียบๆ
“เออ เว็บนั้นแหละ แต่ว่างวดนี้ไม่ได้เสียเงินซื้อนะ แม่งมีคนปล่อยฟรี ต้นทางน่าจะหลุดมาจากพวกเว็บไทยสวิงกิ้งอีกทีมั้ง” หนุ่มตี๋เสนอความเห็น
“อ๋อ เว็บนั้นกูก็รู้จักนะ เคยเข้าไปดูอยู่นานๆ ที แม่งมีพวกชอบถ่ายรูปมาอวดเพียบเลย แต่ไม่เคยเจอที่หลุดมาแบบไม่เซ็นเซอร์แบบนี้นะ” โมได้ฟังแล้วก็พยักหน้าอย่างรู้กัน
“ก็บอกแล้ว นี่แหละ แรร์ไอเท็มของจริง” ป๊อบได้ทีรีบคุยใหญ่
“แปลกดีแท้พวกนี้ รู้ทั้งรู้ว่ามีโอกาสหลุด ก็ไม่รู้จักปกป้องตัวเอง เชื่อดิ อีกไม่นานหรอก รับรองหลุดว่อนเน็ตแน่ๆ” โมเอ่ยเป็นเชิงตำหนิคู่รักต้นเรื่อง แม้จะไม่เคยพบหน้าหรือรู้จักกันมาก่อน แต่เขาก็อดนึกเป็นห่วงอนาคตของบุคคลที่ปรากฏอยู่ในภาพขึ้นมาไม่ได้
“ก็ถือว่าโชคร้ายไปแล้วกัน ดันเลือกโพสต์ลงเน็ตเอง” เพื่อนซี้ตอบเรียบๆ อย่างไม่ยินดียินร้าย
“เฮ้ย ถ้าสมมติว่ามึงเจอคลิปหลุดของกูกับป๋อมในนั้น มึงจะเอาไปขายต่อหรือแชร์ต่อป่ะวะ?” เจ็ทที่นิ่งฟังอยู่นานหันมาถามป๊อบ
“โหยพี่ ไม่กล้าหรอก ใครจะไปทำแบบนั้น เพื่อนกันเองแท้ๆ” ป๊อบรีบตอบปฏิเสธทันที
“เฮ้ย แต่ถ้าแม่งมีจริงๆ มึงต้องส่งให้กูดูก่อนนะ กูอยากเห็น ฮะๆๆ มีป่ะวะเจ็ท?” โมรีบยิงมุกแล้วหัวเราะร่วน
“ส้นตีน ไม่มีเว้ย แค่ถามเล่นๆ เฉยๆ ไอ้ห่านี่ ทีกูแอบมองตูดแฟนล่ะทำเป็นบ่น แต่เสือกจะมาขอดูคลิปหลุดกูซะงั้น” ญาติผู้พี่สบถใส่
“เฮ้ย ยุงแม่งเริ่มกัดแล้วว่ะ เข้าบ้านกันเหอะ ใส่ขาสั้นแม่งโดนกัดเต็มๆ เลย” ป๊อบโพล่งขึ้นมากลางคัน พลางใช้มือเกาที่ต้นขาแกรกๆ
“เออ เห็นด้วย ป่ะๆ เข้าบ้าน” โมที่สวมกางเกงขาสั้นเช่นเดียวกันกับเพื่อน รีบกล่าวสนับสนุน ก่อนที่ทั้งสามคนจะพากันอพยพย้ายเข้าไปคุยกันต่อภายในบ้าน โดยละเว้นเรื่องใต้สะดือไปชั่วคราว เพราะกลัวว่าจะถูกแฟนสาวทั้งสองคนก่นด่าเอาได้
“นี่ๆ ปลายปีนี้ใครมีแผนจะไปเที่ยวไหนอีกมั้ย?” ป๋อมโพล่งถามขึ้นมากลางวงสนทนาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
“ไม่มีอ่ะ มึงจะไปไหนอีกล่ะ?” โมตอบ ก่อนจะยกแก้วเหล้าในมือขึ้นจิบละเลียดรสชาติจนชุ่มคอ
“กูก็ยังไม่มีเหมือนกัน เลยว่าจะลองถามพวกมึงนี่ไง เพราะคราวก่อนที่ไปไต้หวันไอ้ป๊อบมันก็ไม่ยอมไปด้วย” สาวแว่นเอ่ย
“ก็พวกมึงเล่นไปซะไกลเลยนี่หว่า ถ้าไปแค่ต่างจังหวัดงี้มันยังพอสะดวกกูหน่อย” ป๊อบรีบแก้ต่างให้ตัวเอง
“แล้วยังไงอ่ะ? อยากไปที่ไหนกัน? ขึ้นเหนือหรือไปทะเล?” เจ็ทถาม
“ห่า ไปทะเลหน้าหนาวเนี่ยนะ มึงเอาอะไรคิดวะ?” โมแขวะญาติตัวเอง
“เอ๊า ไปทะเลก็ไม่จำเป็นต้องเล่นน้ำทะเลนี่หว่า ไปนั่งแดกกุ้งแดกปูอยู่วันสองวัน แล้วก็นั่งเล่นไพ่กินเหล้ากันในห้องก็ยังได้” อีกฝ่ายเถียงกลับอย่างไม่ยอม
“เออ อันนั้นก็น่าสนนะ” ป๊อบกล่าวสนับสนุน
“ไอ้ห่า ถ้าจะไปเพื่อแค่นั้น มึงมาแดกบ้านกูก็ได้นะ เดี๋ยวกูไปหาเตาย่างมาให้ ไม่ต้องเสียค่ารถไปถึงทะเลหรอก” โมสวน
“แล้วกะจะไปกันช่วงไหนล่ะ?” ไอซ์ที่นั่งฟังอยู่เอ่ยถามแทรกถึงกำหนดการและวันเวลา
“ไม่รู้ดิ ซักปลายปีมั้ย? มีใครติดธุระอะไรที่ไหนรึเปล่า?” ป๋อมถามกลับ
“ถ้าช่วงปีใหม่เราน่าจะไม่สะดวกอ่ะ ที่บ้านเค้าจะบินไปอังกฤษกัน” เพื่อนสาวออกตัวเป็นคนแรก
“กูเองก็ไม่สะดวกเหมือนกัน” โมกล่าวเสริมเป็นคนถัดมา
“ทำไม มึงจะทำอะไร?” ป๋อมถามกลับ
“กูจะนอนอ่านการ์ตูนอยู่บ้าน” หนุ่มหล่อตอบแบบยียวน
“ไอ้ห่า ไร้สาระ!” สาวแว่นสบถใส่เสียงขุ่น
วงเหล้าของพวกเขายังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ พอขนมหรือเครื่องดื่มหมดก็ถูกซื้อเติมมาเพิ่มอย่างละนิดอย่างละหน่อย จนกระทั่งสมาชิกในวงค่อยๆ พากันล้มพับหลับเพราะเมาไปทีละคนสองคน...
โมมารู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าตนเองนั้นกำลังนอนอยู่บนเบาะภายในห้องนอนชั้นสองของตัวบ้าน บรรยากาศโดยรอบนั้นค่อนข้างมืดสลัวจนแทบจะมองอะไรไม่เห็น มีเพียงแสงสว่างสีเหลืองอมส้มจากหลอดไฟหน้าทางเดินด้านนอก ซึ่งสาดส่องเข้ามาผ่านทางรอยแยกของประตูห้องนอนที่กำลังเปิดอ้าค้างไว้ กับแสงเรืองรองสีขาวนวลของหน้าจอโทรทัศน์ตรงมุมห้องเท่านั้น ที่พอจะเป็นตัวช่วยให้สายตาของชายหนุ่ม ค่อยๆ ปรับสภาพมองเห็นวัตถุโดยรอบได้อย่างเป็นรูปเป็นร่าง
แต่พอเขามองไปเห็นร่างผอมบางที่กำลังนอนซุกเบียดตัวอยู่บนเบาะเดียวกันเข้า ชายหนุ่มก็ถึงกับผงะตัวถอยหนีทันทีด้วยอารามตกใจ เพราะที่ข้างกายเขามันคือร่างเปลือยเปล่าของสาวป๋อมที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ทรวงอกคู่น้อยของเธอนั้นสั่นกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะของการหายใจที่ผ่อนคลายต่อเนื่องสม่ำเสมอ พอชายหนุ่มลองก้มลงไปมองสำรวจสภาพร่างกายของตนเองแบบผ่านๆ จึงพบว่าตัวเขาเองก็กำลังเปลือยเปล่าล่อนจ้อนไม่แตกต่างจากเธอ คือไม่มีทั้งเสื้อผ้าท่อนบน หรือว่ากางเกงท่อนล่างที่เคยสวมใส่เมื่อตอนที่ยังนั่งกินเหล้ากันอยู่ข้างล่าง
พอสมองเริ่มประมวลผลเหตุการณ์แบบเป็นเรื่องเป็นราว ก็ทำเอาหนุ่มโมถึงกับใจหายวาบขึ้นมา เพราะสถานการณ์ทุกอย่างที่เห็นอยู่ตรงหน้าล้วนแต่ระบุชี้ชัดว่าทั้งเขาและเธอพึ่งจะผ่านพ้นศึกหนักในเกมรักมาด้วยกันแบบหมาดๆ แต่ทำไมตัวเขาเองถึงจดจำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย จะว่ากินเหล้าจนเมามากไปก็ไม่น่าจะใช่ เพราะช่วงท้ายๆ ก่อนที่จะเผลอหลับก็ยังสามารถประคองสตินั่งพูดคุยกับเจ็ทอยู่ได้ตั้งนานสองนาน
แต่ยังไม่ทันที่โมจะทันคิดอะไรออก เสียงครางยาวๆ ของหญิงสาวอีกคนในห้องก็พลันกระชากความสนใจของเขา จนต้องเผลอหันไปมองตามทิศทางที่มาจากฝั่งเตียงนอน ภาพตรงหน้าที่ได้เห็นทำเอาหัวใจของชายหนุ่มแทบจะหยุดเต้นไปชั่วขณะ รู้สึกชาวาบไปทั้งตัว เหมือนร่างกายมันแข็งทื่อขึ้นมาตั้งแต่โคนขาไล่ไปถึงสมอง เมื่อสายตาของเขากวาดไปเจอะเข้ากับเงาร่างของชายหญิงสองคน ซึ่งกำลังนอนประกบตัวติดกันอยู่บนเตียงนอนอันอ่อนนุ่มที่เขาเคยใช้หลับฝันอยู่ทุกค่ำคืน
ด้วยระยะที่อยู่ห่างกันไม่ไกลจึงทำให้ชายหนุ่มสามารถเก็บภาพรายละเอียดทุกอย่างได้แบบแจ่มชัด เรือนร่างอวบอิ่มของไอซ์ที่มีเพียงยกทรงลูกไม้สีขาวห่อหุ้มปกปิดสองเต้านั้น กำลังร่อนขย่มทาบทับอยู่บนตัวของเจ็ทในสภาพเปลือยเปล่า กระโปรงทรงเอรัดรูปของเธอถูกชายหนุ่มจับถลกขึ้นไปกองค้างอยู่ที่บั้นเอว กางเกงชั้นในกองค้างอยู่ที่ปลายข้อเท้า เปิดเผยให้เห็นถึงผิวเนื้อขาวเนียนบริเวณแก้มก้นที่กำลังกระเด้งกระดอนขึ้นลงอยู่บนหน้าขาของอีกฝ่าย เวลาที่ไอซ์ขยับตัวสูงขึ้นในแต่ละครั้ง ก็จะทำให้โมได้เห็นถึงภาพของดุ้นเนื้ออ้วนๆ สีคล้ำเข้มของเจ็ท ที่กำลังเสียบแทงเข้าไปในตัวแฟนสาวจากทางด้านล่างอยู่เป็นระยะๆ ทำเอาชายหนุ่มถึงกับรู้สึกเจ็บจี๊ดไปทั้งทรวง
โมเกิดอาการตะลึงงันไปชั่วขณะ เพราะว่าไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองกำลังได้เห็น ภาพแฟนสาวผู้ขี้อายและสุดแสนจะเรียบร้อยของเขา กำลังร่อนขย่มใส่ร่างของญาติผู้พี่มันช่างเหนือจินตนาการจนชายหนุ่มตั้งตัวไม่ติด มันเกิดบ้าอะไรขึ้นมากับโลกใบนี้? นี่เขาเมาหนักจนถึงขั้นเผลอมีอะไรกับไอ้ป๋อมเพื่อนรัก ในขณะที่ไอ้เจ็ทเองก็แอบสลับคู่ไปเล่นสนุกอยู่กับไอซ์บนเตียงเนี่ยนะ? เรื่องแบบนี้มันจะเป็นไปได้ยังไง? โมได้แต่กู่ก้องถามตัวเองอยู่ในหัวเงียบๆ ขณะที่สายตาก็ยังคอยจับจ้องมองภาพการเคลื่อนไหวตรงหน้าต่อไปอย่างไม่อาจละสายตา
ชายหนุ่มยอมรับว่าเขาเองก็เคยคิดวาดภาพถึงเรื่องของการสวิงกิ้งระหว่างตัวเองกับแฟนสาวอยู่บ้างครั้ง-สองครั้ง แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ภาพจินตนาการสนุกๆ ที่เกิดขึ้นในหัวชั่วครั้งชั่วคราวในยามร่วมรักกับไอซ์ ไม่ได้คิดเลยเถิดไปถึงขั้นที่จะทำให้ภาพฝันมันกลายเป็นความจริงแบบนี้ เพราะถึงอย่างไรเสีย... ‘ความหื่น’ ที่โมมีอยู่ติดตัวในเวลานี้ มันก็ยังเบาบางกว่าเรื่องของความ ‘ห่วง’ และ ‘หวง’ ที่เขามีต่อแฟนสาวมากมายหลายเท่านัก
สองมือของไอซ์โอบอยู่รอบลำคอของเจ็ท ในจังหวะที่เธอพยายามออกแรงขย่มสะโพกบดใส่หน้าขาของชายหนุ่มรุ่นพี่ ขณะที่ชายหนุ่มเองก็ไม่ยอมนั่งเป็นเป้านิ่งอยู่เฉยๆ เขาใช้มือเปิดถลกชายเสื้อของเธอไปกองค้างไว้เหนือทรวงอก จับเลิกยกทรงลูกไม้ให้เลื่อนสูงตามขึ้นไป ก่อนจะก้มหน้าลงไปซุกไซร้ดูดดื่มที่สองเต้าเปลือยเปล่าของหญิงสาว พร้อมกับใช้มือบีบขยำที่ก้อนเนื้อนุ่มนิ่มอย่างสนุกมือ ทำเอาสาวรุ่นน้องต้องสะบัดแอ่นแหงนหน้าร้องครางกระเส่าออกมาดังซี้ดๆ ด้วยความเสียวสะท้าน
“โอ๊ย... สสสส... ซี้ดส์... อื้ม... ซี้ดส์ อ๋อย... สะ... เสียว ฮือ... ออออออ” ไอซ์ส่งเสียงครางสูดปาก รู้สึกได้ถึงอาการจุกเสียดคับแน่นที่กำลังเสียบลึกเข้ามาในลำตัว จนพาลให้เรือนร่างอวบอิ่มเกิดอาการสั่นเกร็งกระตุกไม่หยุด
“อุ๊บ... ซี้ดส์ ตอดชะมัด... อืม... มมมม” เจ็ทประสานเสียงรับ พลางเอื้อมมือขึ้นไปบีบขยำนมเธอจนมันบุบบี้ผิดสภาพ
โมได้แต่นั่งมองภาพการร่วมรักของทั้งสองคนด้วยอาการเจ็บแปล๊บๆ ในหัวใจ มันเป็นความรู้สึกที่ชายหนุ่มเองไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน เมื่อได้เห็นคนรักของตนเองนั้นกำลังเสพสุขอยู่กับชายหนุ่มคนอื่นแบบต่อหน้าต่อตา ได้เห็นสีหน้าที่บิดเบี้ยวเพราะความจุกเสียวจากการถูกดุ้นเนื้ออวบใหญ่สอดใส่เข้าไปเต็มร่องรู ได้ยินเสียงร้องครางกระเส่าที่ดังขาดห้วงเพราะความสุขเสียวแบบเต็มสองหู เมื่อแฟนสาวได้พานพบกับลีลาร่วมรักที่แตกต่างและไม่คุ้นเคย ทุกอย่างมันช่างกระตุ้นอารมณ์จนทำให้เลือดลมในกายของโมมันสูบฉีดพลุ่งพล่าน
และเพียงครู่เดียว แสงไฟจากด้านนอกก็พลันสว่างขึ้นกว่าเดิม เมื่อบานประตูถูกเปิดอ้าออก พร้อมกับการปรากฏตัวของป๊อบในสภาพเปลือยท่อนล่าง พอป๊อบเห็นโมที่กำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนจ้องมองภาพบนเตียงอยู่ ชายหนุ่มก็ส่งยิ้มทักทายมาหาเขาเงียบๆ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ คล้ายกับเป็นการขออนุญาต และเดินตรงไปร่วมกับอีกสองคนบนเตียงนอนทันที ในจังหวะที่โมกำลังนึกสงสัยว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะทำอะไรอยู่นั้นเอง ชายหนุ่มก็ต้องหลุดปากร้องเฮ้ยออกมาดังๆ เมื่อป๊อบขยับปีนขึ้นไปยืนอยู่บนเตียงนอนข้างๆ ร่างของไอซ์ แล้วใช้มือดึงรั้งศีรษะของเธอเข้าหาตัว เพื่อให้หญิงสาวใช้ปากทำรักให้
“ไอ้ป๊อบ อย่านะโว้ย!” โมอยากที่จะตะโกนร้องห้ามออกไปดังๆ แต่ทว่าเสียงของเขามันก็เพียงมาหยุดจุกค้างอยู่ที่กลางลำคอ เมื่อได้เห็นภาพฝ่ามือเรียวบางของไอซ์ ค่อยๆ เอื้อมคว้าจับลงไปที่กลางแท่งลำของอีกฝ่ายอย่างเงอะๆ งะๆ กล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะออกแรงกระตุกรูดมันเบาๆ พอให้เกิดความคุ้นเคยกับขนาดของแท่งเนื้อตรงหน้า เสร็จแล้วเธอจึงค่อยใช้ริมฝีปากเรียวบางของตนเอง ครอบอมลงไปที่บริเวณส่วนหัวของดุ้นเนื้อเพื่อนชายทีละนิดๆ
ทั้งขนาด... รสชาติ... และกลิ่น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่หญิงสาวเองไม่คุ้นชินกับมันเลยแม้แต่น้อย ด้วยว่าเธอนั้นเคยมีประสบการณ์ผ่านผู้ชายมาเพียงแค่คนเดียว ซึ่งก็คือเจ้าหนุ่มหล่อคนที่กำลังนั่งบื้อใบ้มองภาพลีลาร่วมรักของเธออยู่ตรงข้างๆ เตียงนั่นแหละ จากที่เคยแสดงทีท่าขัดเขินและหวั่นเกรงในตอนแรก พอริมฝีปากของหญิงสาวเริ่มคุ้นเคยกับเจ้าวัตถุแปลกปลอมตรงหน้ามากขึ้น เธอก็เริ่มที่จะแสดงลีลาวาดลวดลายใช้ทั้งลิ้นและริมฝีปากปรนเปรอความเสียวให้แก่เพื่อนสนิทอย่างไม่คิดรังเกียจ
ภาพที่เห็นทำให้โมถึงกับเกิดอาการใจสลายขึ้นซ้ำสอง เมื่อตระหนักว่าแฟนสาวสุดที่รักของเขาเองก็หาได้แสดงอาการต่อต้านใดๆ ออกมา มิหนำซ้ำเธอยังตั้งอกตั้งใจใช้มือและปากมอบความเสียวให้แก่ท่อนลำของป๊อบ จนหนุ่มหน้าตี๋ถึงกับยืนแอ่นส่งเสียงครางอู้ออกมาดังๆ อย่างสะใจ
ถ้าหากว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าคือฉากร่วมรักจากหนังโป๊สักเรื่อง มันก็คงจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรสำหรับโมหรอก แต่เมื่อสิ่งที่เขากำลังเห็นอยู่ตรงหน้านี้มันคือภาพของแฟนสาวสุดที่รัก ซึ่งกำลังถูกเพื่อนซี้และญาติคนสนิท อัดป้อนความสุขให้แบบพร้อมเพรียงกันถึงสองทาง มันจึงทำให้ชายหนุ่มได้แต่นั่งนิ่งอ้าปากค้างเหมือนคนบ้าใบ้ ไม่รู้ว่าตัวเองสมควรจะทำอะไรต่อ เพราะทุกอย่างมันก็เลยเถิดมาไกลเกินกว่าที่เขาจะเข้าไปห้ามปรามได้เสียแล้ว แค่คนเดียวก็ช้ำใจพออยู่แล้ว แต่นี่ไอซ์กำลังมีเซ็กส์ร่วมกับชายอื่นพร้อมกันทีเดียวถึงสองคน ราวกับว่าเธอนั้นคือหญิงสาวผู้ช่ำชองโลกีย์ที่เคยผ่านมือชายหนุ่มน้อยใหญ่มาแล้วนับไม่ถ้วน
พอดูมาจนถึงตอนนี้ โมก็เหมือนจะเริ่มทำใจยอมรับสภาพไปในที่สุด เขาไม่รู้ว่าทั้งสามคนได้จัดหนักกันไปกี่ครั้งแล้ว เมื่อดูจากสภาพเนื้อตัวของไอซ์ที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเหงื่อทั้งบนตัวและใบหน้า ผมเผ้าที่เคยรวบมัดไว้เป็นทรงของเธอบัดนี้กำลังปลิวสยายแผ่สะบัดไปในอากาศ ตามแรงส่งจากลำตัวท่อนล่างที่กำลังดีดเด้งขึ้นลงราวกับเป็นสปริง เมื่อสมองเริ่มปล่อยวางเรื่องของความถูกผิด มวลความหื่นที่เคยถูกกดซ่อนอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ ก็ค่อยๆ แผ่ซ่านครอบงำไปทั่วร่างกายของเขา จนส่งผลให้อวัยวะบางส่วนเบื้องล่าง มันค่อยๆ ลุกสู้ชูชันขึ้นมาในทันที ทั้งๆ ที่แฟนสาวของตนนั้นกำลังถูกชายอื่นกระหน่ำแทงดุ้นเนื้อใส่ร่างอยู่แท้ๆ
หลังจากปล่อยให้ไอซ์ขย่มอยู่ครู่ใหญ่ๆ เจ็ทก็เริ่มขยับตัวเปลี่ยนท่าบ้าง เขาออกแรงดันร่างของสาวรุ่นน้องให้โน้มเอนไปทางด้านหน้าจนกลายเป็นท่าคลานคุกเข่าสี่ขา ก่อนที่ชายหนุ่มจะขยับเข้าประกบติดร่างเธอจากทางด้านหลัง ใช้สองมือใหญ่หนาคว้าบีบหมับเข้าไปที่แก้มก้นกลมกลึงซึ่งเคยเป็นเพียงเป้าหมายลวนลามทางสายตา ปลายนิ้วทั้งสิบออกแรงบีบขยำที่ผิวเนื้ออ่อนนุ่มจนมันจมบุ๋มทะลักไปตามง่ามนิ้ว ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงไปใช้ปากพรมจูบเข้าที่ร่องสาวอันฉ่ำเยิ้มของไอซ์ สภาพหลังจากการถูกท่อนเนื้อกดทะลวงทำให้กลีบเนื้อที่เคยปิดสนิทของเธอมันกลวงโบ๋จนมองเห็นเป็นหลุมลึก
“อุ๊! อือ... ซี้ดส์... สสสสส อาห์... อื้อ!?” เสียงครางของไอซ์ดังลอดออกมาจากลำคออีกครั้ง เมื่อถูกปลายลิ้นสากๆ ของเจ็ทจ่อแยงทิ่มเข้าไปในลำตัว สลับกับใช้ริมฝีปากประกบดูดเข้าที่ปุ่มกระสันกลมกลึงแบบหนักๆ จนร่างงามสะบัดดิ้นเร่าๆ เหมือนหมูถูกเชือด ก่อนที่เสียงร้องของเธอจะพลันขาดห้วงลงกะทันหัน เมื่อริมฝีปากเรียวบางเป็นกระจับนั้นถูกป๊อบใช้เป็นที่รองรับอารมณ์ใคร่ ด้วยการยัดดุ้นเนื้ออ้วนๆ ป้อนใส่เข้าปากเธออีกรอบ พลางใช้สองมือจับประคองศีรษะเธอให้ขยับขึ้นลงตามจังหวะ
ในระหว่างที่ไอซ์พยายามมอบความเสียวให้กับป๊อบ ทางฝั่งของเจ็ทเองก็กำลังก้มหน้าก้มตาใช้ปากดูดกินที่ร่องสาวของเธออย่างหนักหน่วงไม่แพ้กัน สองมือของชายหนุ่มจับตรึงสะโพกของสาวรุ่นน้องเอาไว้จนมั่น พร้อมกับใช้ปากบดจูบลงไปที่ติ่งเนื้ออ่อนนุ่มตรงกลางหว่างของเธอ สลับกับค่อยๆ ใช้ลิ้นปาดชิมรสชาติของน้ำหวานที่เอ่อซึมออกมาจากภายในจนเปียกเยิ้มไปทั่วซอกขาขาวเนียน บางจังหวะยังนึกทะลึ่งทะเล้น และใช้ลิ้นสากๆ จ่อแยงเข้าไปที่รูทวารอันเล็กจิ๋วของสาวรุ่นน้อง ทำเอาร่างงามถึงกับเกิดอาการสั่นกระตุกเฮือกๆ พร้อมกับเด้งสะโพกสู้กับลีลาปลุกเร้าของชายหนุ่มอย่างลืมตัวและลืมใจ
รสชาติความเสียวที่รุมเร้ามาทั้งหน้าและหลังนั้นทำให้สติสตังของไอซ์แตกกระเจิงไปอย่างกู่ไม่กลับ หญิงสาวหลับหูหลับตาใช้ปากทำรักให้ป๊อบอย่างหนักหน่วง ราวกับว่าเจ้าแท่งเนื้อที่กำลังอัดแน่นคับเต็มโพรงปากของเธอนั้นมันคืออาวุธประจำกายของชายหนุ่มคนรักอย่างโม ปลายลิ้นเรียวมนค่อยๆ เกี่ยวกระหวัดรัดไปรอบๆ ลำโคนอันอวบอ้วน พร้อมกับออกแรงห่อปากเม้มดูดจนแก้มตอบ คล้ายเป็นปฏิกิริยาตอบสนองจากผลของการถูกหนุ่มรุ่นพี่ใช้ลิ้นกดทิ่มเข้ามาในลำตัวรัวๆ
และแล้วเจ็ทก็ค่อยๆ ขยับตัวขึ้นมานั่งคุกเข่าจ่อทาบติดกับบั้นท้ายของสาวรุ่นน้อง ก่อนจะออกแรงเกร็งสะโพกส่งเจ้าดุ้นเนื้อที่เปียกลื่นเป็นมันปลาบให้ทิ่มกลับเข้าไปในร่างของหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง ความเสียวที่แล่นวาบเข้ามาจากทางด้านหลังทำให้ไอซ์ถึงกับผงะถอนริมฝีปากออกมาจากหน้าขาของป๊อบ พร้อมกับส่งเสียงครางอู๊ยๆ ดังลั่นห้อง
เป็นจังหวะนี้เองที่โมพึ่งจะตระหนัก ว่าท่อนลำของเจ็ทที่เสียบลึกเข้าไปในร่างกายของไอซ์นั้น มันกำลังอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าล่อนจ้อน ไร้ซึ่งอุปกรณ์ป้องกันใดๆ ห่อหุ้มไว้ติดตัว พอได้รู้ความจริงข้อนี้เข้าก็ทำเอาชายหนุ่มถึงกับใจสั่นสะท้านขึ้นมาอีกระลอกใหญ่ ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือเรือนร่างขาวผ่องเป็นใยของแฟนสาว ที่กำลังคุกเข่าหมอบคลานสี่ขา ตรงบั้นท้ายมีร่างสูงโย่งของเจ็ทกำลังกดกระหน่ำอาวุธเข้าใส่รูเสียวอย่างเมามัน ในขณะที่บริเวณใบหน้าอ่อนหวานและริมฝีปากของเธอก็ถูกครอบครองด้วยดุ้นเนื้อขนาดมาตรฐานชายไทยของเจ้าป๊อบ
หญิงสาวจะขยับตัวหนีไปไหนก็ไม่รอด เมื่อเบื้องหลังมีเจ็ทคอยตามประกบ ส่วนด้านหน้าก็เป็นหนุ่มป๊อบที่คอยจับป้อนอาวุธใส่เข้าปากเธอทิ่มลึกเข้าไปจนเกือบจะถึงลำคอ เธอจึงได้แต่ส่ายสะโพกแอ่นเด้งบั้นท้ายรับการเคลื่อนไหวของหนุ่มรุ่นพี่อย่างหมดทางหนี เต้านมทั้งสองข้างแกว่งกระเด้งกระดอนไปตามแรงปะทะอันหนักหน่วงบริเวณบั้นท้ายอย่างน่าดูชม จนทำให้เจ็ทอดไม่ไหวที่จะต้องเอื้อมมือไปขยำขยี้บีบนมเธอแรงๆ ด้วยความสะใจ โดยมีโมเป็นพยานเพียงหนึ่งเดียวที่กำลังจับจ้องมองภาพการเคลื่อนไหวของคนทั้งสามอยู่อย่างไม่วางตา
“อื้อ... อออออ อื้อ... ออออ!” ไอซ์ได้แต่หลับตาปี๋ ร้องครางอู้อี้อยู่ในลำคอ เพราะมีดุ้นเนื้อเสียบอุดอยู่คาปาก โพรงเนื้อของเธอออกอาการตอดขมิบถี่ๆ จากความเสียวซ่านที่หนักหน่วงรุนแรงเกินกว่าที่หญิงสาวเคยประสบพบเจอมาในชีวิต รสชาติของการถูกสองหนุ่มรุมเล่นงานพร้อมกันนั้นมันช่างเร่าร้อนราวกับเปลวไฟที่แผดเผาลามเลียไปทั่วทุกสัดส่วนของร่างกาย ทั้งเนินสาว... ทรวงอก... เส้นผม... และริมฝีปากเรียวบางเป็นกระจับ...
อาการตอดรัดจากภายใน ทำให้เจ็ทที่กำลังออกแรงสาวอาวุธเข้าออก ยิ่งเร่งจังหวะของการกดกระทุ้งให้หนักหน่วงรุนแรงราวกับเป็นปืนกลชุด เสียงเนื้อของคนทั้งคู่ปะทะกันดังสนั่น ปั้บ! ปั้บ!! ปั้บ!!! ปั้บ!!! ทำเอาร่างขาวบางถึงกับสั่นสะท้านจนศีรษะโยกคลอน และยิ่งออกแรงดูดเม้มลงไปที่ท่อนเนื้อของชายหนุ่มเบื้องหน้ารุนแรงขึ้นเพื่อเป็นการผ่อนคลายความเสียวที่เธอได้รับจากทางด้านหลัง หญิงสาวผู้แสนจะเรียบร้อยและรักนวลสงวนตัว บัดนี้ได้ปล่อยอารมณ์ให้ล่องลอยไปกับรสชาติความสุขจากสองหนุ่ม ทั้งแอ่นเด้ง ทั้งโก่งคอดุดกินแท่งเนื้อตรงหน้าเข้าไปอย่างเชี่ยวชาญและช่ำชอง ราวกับว่าตัวเองเป็นสาวบริการผู้เจนโลก
กระทั่งพอถึงจังหวะหนึ่ง... สายตาของไอซ์ก็พลันกวาดไปเจอะเข้ากับสายตาของโมที่กำลังจับจ้องมองเธออยู่ วินาทีนั้นเองที่เธอพลันระลึกถึงการมีตัวตนของแฟนหนุ่มในห้องขึ้นมาได้ หญิงสาวพลันถอนปากออกจากหน้าขาของป๊อบ พร้อมกับเสียงอุทานดัง ‘ว้าย’ ที่ลอดออกมาจากลำคอของเธอเบาๆ เมื่อรู้ว่าชายหนุ่มคนรักนั้นได้เห็นถึงสภาพอันน่าอับอายของเธออยู่ในระยะประชิดแบบชัดเจนเต็มสองตา แต่ยังไม่ทันที่ไอซ์จะได้เอ่ยปากแก้ตัวอะไร เสียงครางของเธอก็ถูกกระชากให้ดังลอดออกมาจากลำคออีกระลอกใหญ่ เมื่อถูกหนุ่มเจ็ทออกแรงกระทุ้งท่อนเอ็นเข้าใส่แบบรัวๆ
“อ๋า... สสส... ซี้ดส์... โอ๊ยพี่เจ็ท... เดี๋ยว... เดี๋ยวค่ะพี่ อื้อ... อออออ!! อย่า...” ไอซ์พยายามละล่ำละลักร้องห้ามอย่างอ่อนแรง เพราะบังเกิดความรู้สึกเขินอายต่อแฟนหนุ่ม ตรงกันข้ามกับหนุ่มรุ่นพี่ที่เกิดอารมณ์คึกคักมากเป็นพิเศษ เมื่อได้รู้ว่าญาติผู้น้องของตนเองกำลังจ้องมองภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดอยู่ตรงหน้า
“ซี้ดส์... หีไอซ์ตอดควยกูไม่หยุดเลยว่ะโม สุดยอด... ดดดด” เจ็ทบอกโมด้วยเจตนาจะยั่วเย้าอารมณ์ของอีกฝ่าย ทำเอาท่อนเนื้อของหนุ่มหล่อถึงกับเกิดอาการกระตุกหงึกๆ อย่างห้ามอกห้ามใจมิได้ แม้ใจหนึ่งจะแอบขุ่นเคืองที่ถูกญาติผู้พี่ล้อเลียน แต่ในเรื่องของอารมณ์ความเสียวที่ได้รับจากถ้อยคำเหล่านั้นกลับรุนแรงยิ่งกว่า
สองมือของเจ็ททั้งประคองบีบ ทั้งคลึงเคล้นเล่นที่สองเต้าคู่งามอย่างสนุกเพลิดเพลิน ในขณะที่บั้นเอวของชายหนุ่มก็ยังคงออกแรงกดกระทุ้งเข้าใส่ร่างของสาวรุ่นน้องอย่างต่อเนื่องยาวนานราวกับเป็นเครื่องจักร เสียงเนื้อกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวจนร่างขาวเนียนสั่นกระเด้งกระดอนไปทั้งตัว และเพียงไม่นาน... หญิงสาวก็ทนพิษความเสียวที่อีกฝ่ายปรนเปรอป้อนให้ไม่ไหว ยังผลให้อารมณ์หื่นภายในร่างมันไต่พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสุดยอดไปในบัดดล
“โอ๊ะ! โอ๊ย... ซี้ดส์... สสสสส อาห์... อ๊ะ! อ๋า... สสสส... ซี้ดส์ อ๋า!!!” ร่างของไอซ์พลันกระตุกเฮือกๆ อย่างรุนแรง โพรงรักของเธอออกอาการตอดขมิบถี่ๆ ใบหน้าสวยหวานพลันบิดเบี้ยวเหยเก สูดปากซี้ดซ้าดหลับตาปี๋ ด้วยอารมณ์สะใจสุดขีด ความแรงของการตอดรัดนั้นเกือบจะรีดเอาน้ำเชื้อจากดุ้นเอ็นของเจ็ทให้กระฉูดแตกออกมาอยู่รอมร่อ หากว่าชายหนุ่มไม่ตัดสินใจถอนดุ้นเนื้อออกมาเพื่อตั้งหลักพักเสียก่อน
“เฮ้ยพี่ ผมขอมั่งดิ” พอเห็นเจ็ทถอนตัวออกปั๊บ ฝ่ายป๊อบที่รอท่าอยู่นานแล้วจึงรีบเอ่ยปากขอแทรกคิวทันที
“เออๆ ก็ได้” เจ็ทพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม โดยไม่นึกเกรงใจแฟนหนุ่มที่แท้จริงซึ่งกำลังนั่งจ้องมองอยู่ข้างเตียง
“ฮื้อ...?” ไอซ์ส่งเสียงครวญออกมาเบาๆ อย่างเหนื่อยอ่อน เมื่อเรือนร่างขาวเนียนชุ่มเหงื่อของเธอกำลังถูกสองมือของป๊อบจับพลิกมาอยู่ในท่านอนหงายอีกครั้ง
ชายหนุ่มจับสองขาของเธอให้ถ่างอ้าออก ก่อนจะยกมันขึ้นมาวางพาดไว้พาดบนบ่าทั้งสองข้างของเขา แล้วจ่อดุ้นเนื้อที่กำลังแข็งตัวให้เสียบทิ่มเข้าไปในร่างเธอ ความเปียกชื้นที่ยังติดค้างอยู่รอบนอกทำให้อาวุธของชายหนุ่มซึ่งมีขนาดเล็กกว่าของเจ็ทนิดหน่อย สามารถกดมุดเข้าไปได้อย่างไม่ยากเย็น ซึ่งแน่นอนว่าทางป๊อบเองก็หาได้สวมถุงยางป้องกันใดๆ เช่นเดียวกัน
“อู๊ย... ยยยย ซี้ดส์... โอ๊ยป๊อบ... ฮือ... ออออ” ไอซ์หลุดเสียงครวญออกมาทันที เมื่อโพรงเนื้อของเธอซึ่งพึ่งจะคลายตัวจากอาการเสียวที่ท่วมท้นใจ มันถูกดุ้นเนื้อของชายหนุ่มรุกล้ำเข้ามาอีกรอบ
“ซี้ดส์ ไอซ์จ๋า... หีไอซ์แน่นจังเลย ซี้ดส์... ทั้งแน่น ทั้งอุ่น” ป๊อบออกปากชมเธอด้วยน้ำเสียงเคลิบเคลิ้ม ขณะที่ท่อนล่างก็ยังคงออกแรงกดส่งอาวุธให้ทิ่มลึกเข้าไปไม่หยุดหย่อน ครู่เดียวหน้าขาของทั้งคู่ก็เบียดแนบชิดกันเป็นเนื้อเดียว ก่อนที่ชายหนุ่มจะเริ่มต้นออกแรงขยับตัว พร้อมกับเสียงครางของคนทั้งสองที่เริ่มดังประสานกันเป็นจังหวะ
ป๊อบออกแรงกดกระทุ้งใส่ร่างของไอซ์อย่างหนักหน่วงรุนแรง สองมือของเขารวบช้อนอยู่ที่ต้นขาด้านล่างของเพื่อนสาว เพื่อดึงรั้งร่างของเธอให้เบียดแนบเข้ามาชิดใกล้ ด้วยท่วงท่าที่เกิดขึ้นจึงทำให้อาวุธของชายหนุ่ม สามารถกดทะลวงเข้าไปได้อย่างลึกสุดขั้วหัวใจ และทำให้หญิงสาวบังเกิดอารมณ์เสียวซ่านขึ้นมาอีกครั้ง สองมือของเธอจิกขยุ้มปลายเล็บลงไปที่แผ่นหลังของเขาอย่างลืมตัว ก่อนจะออกแรงโน้มคอของเพื่อนสนิทลงมาเพื่อจูบปากอย่างดูดดื่ม ตามอารมณ์เสียวซ่านที่เกิดขึ้น โดยมีเจ็ทที่กำลังนั่งชักรูดแท่งเนื้อของตนเองอยู่ข้างๆ คอยช่วยออกแรงบีบขยำเต้านมของเธอไปพลางๆ
การได้เห็นแฟนสาวที่ตนเองเฝ้าทะนุถนอม มาถูกเพื่อนซี้และญาติผู้พี่รุมขย้ำจนหมดสภาพต่อหน้าต่อตา ทำให้โมแทบอกแตกตายเสียให้ได้ และที่น่าเจ็บใจกว่าอะไรทั้งหมด... ก็คือการที่เจ้าดุ้นเนื้อตรงหว่างขาของเขา มันดันเกิดอาการแข็งตัวโป่งพองในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ยังถือเป็นโชคดีของโม ที่นักแสดงบนเตียงทั้งสามคนกำลังง่วนอยู่กับการตักตวงความสุขให้แก่กัน จึงทำให้ไม่มีใครทันได้สังเกตเห็นถึงอาการ ‘แข็งตัว’ ที่เกิดขึ้นกับเขาในตอนนี้
“หรือว่าจริงๆ แล้วกูจะเป็นโรคจิตวะ?” ชายหนุ่มได้แต่เฝ้าถามคำถามนี้กับตัวเองในใจเงียบๆ ก่อนที่เขาจะเริ่มรู้สึกว่ามีมือของใครบางคน กำลังค่อยๆ เลื้อยไต่ขึ้นมาตามหน้าขาของเขา ก่อนที่มันจะไปคว้าหมับจับที่กลางแท่งลำของเขาแบบพอดิบพอดี และพอโมลองหันหน้าไปมองตามต้นตอที่มา จึงพบว่ามันคือมือของป๋อม ผู้ซึ่งกำลังจ้องหน้าสบตากับเขาด้วยแววตาลึกซึ้งอยู่นั่นเอง
“เฮ้ย ป๋อม...” โมหลุดปากเรียกชื่อเธอออกไปแบบตื่นๆ
“แข็งจัง หื่นอีกแล้วเหรอมึง?” ป๋อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่โมเองไม่เคยได้ยินจากเธอมาก่อน และเขาเองก็ไม่เข้าใจด้วยว่า ไอ้คำว่า ‘อีกแล้ว’ ที่เธอพูดนั้นมันหมายถึงอะไร นี่ตกลงแล้วเขามีอะไรกับเธอไปกี่ครั้งแล้วกันแน่? หนึ่งครั้ง? สองครั้ง? หรือว่ามากกว่านั้น?
“คือ... กู...” โมได้แต่อึกอักพูดอะไรไม่ออก เพราะรู้สึกขัดเขินที่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมกับเพื่อนซี้แบบนี้
“เดี๋ยวกูช่วยนะ” หญิงสาวเอ่ยออกมาเพียงเท่านั้น แล้วก็ส่งยิ้มอ่อนหวานมาให้เขา พร้อมกับเริ่มต้นขยับมือขึ้นลงอย่างนุ่มนวล
ฝ่ามือของป๋อมค่อยๆ ออกแรงกระตุกรูดลงไปที่ลำโคนของเขาอย่างแผ่วเบา แต่เพียงเท่านั้นก็รุนแรงพอที่จะสร้างความเสียวสะท้านให้เกิดขึ้นแก่ร่างเปลือยเปล่าของชายหนุ่ม เพราะเขาเองก็กำลังหื่นจัด จากการได้เห็นภาพแฟนสาวถูกมะรุมมะตุ้มรุมรักอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ยิ่งพอถูกนิ้วหัวแม่มือของป๋อมกดคลึงลงไปที่บริเวณส่วนหัวอ้วนๆ ก็เลยทำให้หนุ่มโมอดไม่ได้ที่จะต้องหลุดปากส่งเสียงครางซี้ดๆ ออกมาเบาๆ
อาการเสียวสะท้านของชายหนุ่มกลายเป็นตัวกระตุ้นให้หญิงสาวยิ่งนึกสนุก และค่อยๆ โน้มใบหน้าลงไปประชิดกับหน้าขาของเขา ก่อนจะแลบลิ้นเลียแผล่บๆ ลงไปที่ใต้คอหยัก ทำเอาร่างกำยำของชายหนุ่มถึงกับเกิดอาการเกร็งสะท้าน และต้องเอื้อมมือไปจับประคองศีรษะของเธอกดเข้าหาหน้าขาตัวเองอย่างลืมตัว ในขณะที่สายตาก็ยังคงทอดมองไปที่ภาพการร่วมรักบนเตียงนอนด้วยอารมณ์งุนงงปนสุขเสียว
ภาพที่โมได้เห็นบนเตียงนอนในตอนนี้ คือร่างของคนทั้งสามที่กำลังเบียดเสียดแนบชิดกายกันจนแทบจะแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร เรือนร่างในสภาพกึ่งโป๊กึ่งเปลือยของไอซ์ กำลังถูกเจ็ทกดโขยกอาวุธเข้าใส่ในสภาพนอนหงายอ้าขาอล่างฉ่าง เหนือขึ้นไปบนลำตัวท่อนบนของเธอ คือร่างสูงโย่งของเจ็ทที่กำลังคุกเข่านั่งคร่อมอยู่เหนือเนินอก พลางแอ่นส่งอาวุธประจำกายป้อนเข้าปากของสาวรุ่นน้องรัวๆ อย่างเมามัน โดยไม่นึกสนใจว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกอึดอัดทรมานแต่อย่างใด
จังหวะที่โมมัวแต่จ้องมองไปที่อื่นนั้น ป๋อมก็เลยฉวยโอกาสคว้าดุ้นเนื้อของเพื่อนสนิท ป้อนใส่เข้าปากของตนเองไปพลางๆ ขนาดที่ใหญ่โตของมันทำให้หญิงสาวต้องใช้เวลาและความพยายามพอสมควร กว่าที่จะสามารถขย้อนกลืนมันเข้าไปได้เกินครึ่งลำ เสร็จแล้วเธอก็ค่อยๆ ออกแรงเม้มรูดมันเข้าออกอย่างช้าๆ ทว่าแฝงไว้ซึ่งความหนักหน่วง จนชายหนุ่มต้องยอมหันเหความสนใจมาที่เธอ
“ซี้ดส์... สสส อู๊ย... ป๋อม... มึง... อย่าดูดแบบนั้น...” โมสูดปากร้องครางออกมาด้วยความเสียวสยิว อารมณ์หื่นที่จุดติดได้ที่ทำให้เขาพร้อมจะระเบิดน้ำเชื้อออกมาได้ในทุกวินาที ยิ่งพอมาโดนปลายลิ้นของเธอเกี่ยวกระหวัดรัดไปรอบๆ เส้นสองสลึงใต้คอหยัก ก็ทำเอาชายหนุ่มถึงกับส่งเสียงร้องครางอู้อี้ด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวเหยเก
“อื้ม... มมมม อืม... มมมม” ป๋อมยิ่งก้มหน้าก้มตาออกแรงดูดกลืนแท่งลำอย่างหนัก สลับกับใช้มือชักรูดลำโคนอวบอ้วนของเขาไปพร้อมๆ กัน ด้วยเจตนาที่จะดูดรีดน้ำเชื้อของชายหนุ่มให้กระฉูดแตกออกมาให้สาสมกับความตั้งใจ
ลีลาการใช้ปากของเธอนั้นแตกต่างจากไอซ์อยู่พอสมควร แม้ว่าจะไม่ถึงขั้นช่ำชองเชี่ยวชาญเหมือนพวกบิวหรือเชอร์รี่ แต่ป๋อมก็เก่งกาจพอที่จะรู้ว่าตรงส่วนไหนคือจุดที่จะสร้างความเสียวซ่านให้แก่คู่ขาของตัวเองได้มากที่สุด อาจเพราะเธอถูกแฟนหนุ่มอย่างเจ็ทเสี้ยมสอนให้เรียนรู้จากการดูหนังโป๊ญี่ปุ่นมาด้วยกันนับสิบๆ เรื่องแล้วก็เป็นได้
ปลายลิ้นของหญิงสาวทั้งลากเลื้อย โลมเลีย ไต่ไปตามลำโคนของแท่งเนื้อ ลึกลงไปจนถึงบริเวณลูกบอลกลมกลึงที่มีเส้นขนขึ้นรกรุงรัง แต่เธอก็หาได้แสดงท่าทีรังเกียจไม่ ตรงกันข้ามหญิงสาวกลับยิ่งนึกสนุก และอ้าปากอมพวงไข่ของเขาหายเข้าไปทั้งลูก เล่นเอาหนุ่มโมถึงกับสูดปากร้องครางซี้ดซ้าดออกมาด้วยใบหน้าเหยเก พอเล่นกับไข่ของเขาจนหนำใจแล้วหญิงสาวก็ค่อยเปลี่ยนมาใช้ปากดูดกลืนแท่งเนื้ออ้วนๆ ของเขาเข้าไปอีกครั้ง
แม้ว่าจะกำลังถูกเพื่อนสาวป้อนความสุขให้อยู่ตรงเบื้องหน้า แต่โมก็ยังไม่วายที่จะหันทอดสายตามองหาแฟนสาวที่กำลังโดนสองหนุ่มรุมปลุกปล้ำอยู่ข้างๆ ก่อนที่เขาจะพบว่าบัดนี้บนเตียงนอนนั้นหลงเหลือเพียงแค่ไอซ์กับเจ็ท ที่กำลังกอดจูบนัวเนียกันอยู่เพียงแค่สองคน โดยไม่รู้ว่าเจ้าป๊อบนั้นมันเกิดเสร็จกิจไปเรียบร้อยแล้ว หรือว่าเดินหนีหายไปที่ไหน
ร่างชุ่มเหงื่อของไอซ์กำลังร่อนขย่มทิ้งสะโพกกระแทกใส่ท่อนเอ็นของเจ็ท ผู้ซึ่งกำลังอยู่ในท่วงท่านอนหงายแผ่หลาราบคาบ โดยหันหน้าไปในทิศทางเดียวกันกับเธอ เส้นผมยาวสลวยของหญิงสาวปลิวสยายอยู่ในอากาศ ตามจังหวะของการขยับกายเคลื่อนไหวที่ทั้งรวดเร็วและต่อเนื่อง ราวกับว่าเธอนั้นคือจ็อกกี้สาวที่กำลังควบขี่ม้าแข่ง
ด้วยทิศทางที่กำลังหันหน้ามองตรงกันพอดี จึงทำให้ใบหน้าของทั้งโมและไอซ์ ต่างจ้องประสานสบตากันด้วยอารมณ์ลึกซึ้งบางอย่าง ในอกของชายหนุ่มนั้นพลุ่งพล่านไปด้วยอารมณ์หึงหวง... ร้าวราน... แต่ขณะเดียวกันก็ถูกคลื่นของความสุขเสียวจากท่อนล่างมันเอ่อท้วมท้นอยู่ภายในหัวใจ เพราะกำลังใกล้ที่จะเสร็จกิจถึงสวรรค์อยู่รอมร่อ ไม่ต่างอะไรจากสีหน้าและแววตาของไอซ์ที่กำลังจ้องมองมาที่เขาในยามนี้ การได้จ้องสบตากับคนรักในจังหวะที่ตัวเองกำลังถูก ‘สอดใส่’ และเป็นฝ่าย ‘ร่อนขย่ม’ ชายอื่น มันช่างปลุกกระตุ้นอารมณ์หื่นจนทำให้โพรงเนื้อของไอซ์เกิดอาการตอดขมิบรัดกับแท่งลำของเจ็ทอย่างรุนแรง และพาให้เธอใกล้ที่จะพุ่งเข้าสู่เส้นชัยเป็นคำรบสอง
“โอ๊ย... ซี้ดส์... สสส พี่เจ็ท ฮือ... หนูเสียว โอ๊ยพี่ หนู... หนูจะ... ซี้ดส์ อาห์ โอ๊ย... ยยยย ซี้ดส์ อ๋า!!” ไอซ์ออกปากเร่งเร้าอย่างร้อนร่าน พลางเร่งจังหวะการขย่มสะโพกแบบรัวๆ เพียงครู่เดียวร่างของเธอก็ออกอาการเกร็งกระตุกเฮือกๆ ใบหน้าแอ่นแหงนเชิดขึ้นตาลอย พร้อมกับส่งเสียงร้องครางยาวๆ ออกมาอย่างสะใจ เมื่ออารมณ์ใคร่ไต่ทะยานขึ้นสู่สวรรค์เป็นครั้งที่สองแบบติดๆ กัน
“อู๊ย ไอซ์จ๋า พี่ก็แตก... แตกแล้วเหมือนกัน... นนนน ซี้ดส์ อู้ว!” อาการบีบรัดจากโพรงเนื้อภายในทำให้หนุ่มรุ่นพี่ถึงกับเผลอกระฉูดน้ำเชื้อเหนียวขุ่นพุ่งเข้าใส่โพรงรักของเธออย่างสุดที่จะกลั้น ปริมาณอันมากมายมหาศาลของมันนั้นถึงกับล้นปรี่ย้อยออกมาตามง่ามขาวของหญิงสาวเป็นทางยาว
“อุ๊! ป๋อม... ซี้ดส์ กูจะออกแล้วนะ... อู๊ย ซี้ดส์... ออก... ออกแล้ว อื้ม... มมมม” ฝ่ายโมที่ได้เห็นแฟนสาวเสร็จกิจไปต่อหน้าต่อตานั้น ก็เลยทำให้ชายหนุ่มสุดที่จะฝืนกลั้นความเสียวเอาไว้ได้อีกต่อไป เขาใช้สองมือดึงรั้งศีรษะของเพื่อนสนิทกดเข้าหาหน้าขาของตัวเองแบบเร็วระรัว พลางส่งเสียงร้องครางซี้ดซ้าดออกมาดังลั่น ก่อนจะกระฉูดน้ำเชื้อพุ่งเข้าใส่โพรงปากของเพื่อนสาวด้วยอารมณ์ที่อัดอั้นมาอย่างยาวนาน พร้อมกับที่ภาพตรงหน้าค่อยๆ กลายเป็นสีขาวโพลน จนมองอะไรไม่เห็น...
ก่อนที่โมจะพลันสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางคันด้วยสภาพเนื้อตัวเปียกชุ่มเหงื่อ! บรรยากาศภายในห้องนอนยามนี้นั้นมืดสลัวกว่าภาพที่ชายหนุ่มได้เห็นเมื่อครู่อยู่พอสมควร พอเขาลองกวาดสายตามองไปรอบๆ จึงพบว่าตนเองกำลังนอนเบียดเสียดอยู่กับเจ็ทและป๊อบบนเบาะนอนบนพื้นห้อง ส่วนสองสาวทั้งไอซ์และป๋อมก็กำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงนอนเคียงคู่กัน เสื้อผ้าที่แต่ละคนสวมใส่ก็ยังคงห่อหุ้มติดตัวกันอยู่แบบครบทุกชิ้น เป็นการยืนยันว่าภาพที่เกิดขึ้นทั้งหมดเมื่อครู่... แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงแค่ฝันของเขาเท่านั้นเอง…
“เหี้ยเอ๊ย... ฝันอะไรของกูวะ... สงสัยต้องเลิกเข้าเว็บสวิงกิ้งแล้วมั้งเนี่ย...” โมได้แต่พึมพำกับตัวเองด้วยอาการหัวใจเต้นสั่น แท่งเนื้อตรงหว่างขาของเขานั้นกำลังอยู่ในสภาพแข็งขันแบบสุดขีด ภาพฝันอันแสนจะหวือหวานั้นยังคงติดตาเขาอยู่ เหมือนว่ามันพึ่งจะเกิดขึ้นแบบหมาดๆ
โมหันไปมองหน้าเจ็ทกับป๊อบที่กำลังนอนหลับอุตุไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่ข้างๆ เขาด้วยอารมณ์หมั่นไส้ ก่อนจะออกแรงถีบอีกฝ่ายไปคนละหนึ่งทีแบบแรงๆ พร้อมกับเสียงครางอืออาเบาๆ จากปากของคนทั้งสองด้วยความเจ็บปวด แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครลืมตาลุกตื่นขึ้นมา เพราะต่างก็ดื่มกินกันจนเมามายหนักเกินกว่าที่จะรู้เรื่อง
“นี่ข้อหารุมแกล้งแฟนกูในฝัน” โมเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเคืองๆ ก่อนจะล้มตัวลงเพื่อข่มตานอนต่อไปด้วยความยากลำบาก...
อะแฮะ ตกใจล่ะสิ ;D
ในวันที่รักหลงทาง #65
ถึงฤดูอู้เขียนสำหรับผมอีกแล้ว ช่วงนี้ตอนใหม่ก็จะมาช้าหน่อยนะครับ เพราะติดงานโปรเจ็ค
พอต้องทำโอทีติดๆ กันทุกวันมันก็หมดแรงจะเขียนอะไรแล้วล่ะ ยังไงก็ทนรอนิดนึงนะครับ
ปล. ตอนนี้แอบมีฉากบูชาครูนิดหน่อย ใครอ่านถึงก็น่าจะเก็ตกันเนาะ :)
-----------------
การตกงานโดยไม่ได้ตั้งใจ แม้จะทำให้โมต้องสูญเสียรายได้ประจำที่เคยมีไปหนึ่งก้อนใหญ่ แต่สิ่งที่ได้กลับคืนมานั้นก็คือเรื่องของ ‘เวลา’ ที่ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เมื่อชายหนุ่มไม่จำเป็นต้องเดินทางฝ่ารถติดไปทำงานที่ออฟฟิศตั้งแต่เช้ายันค่ำเหมือนดังแต่ก่อน
การมีเวลาว่างเพิ่มมากขึ้นราวๆ 12 ชั่วโมงในแต่ละวัน จึงทำให้เขาพอจะมีเวลาคิดทบทวนและวางแผนถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำได้มากขึ้น นอกเหนือไปจากการรับงานออกแบบจากลูกค้าที่ยังมีติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ ไม่เคยขาด ซึ่งสิ่งแรกที่โมคิดออกหลังจากตกงานก็คือ การกลับมาออกกำลังกายดูแลสุขภาพตัวเองอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง
เพราะในช่วงหลังๆ นับตั้งแต่ตอนขึ้นปี 4 ที่โมต้องเริ่มต้นออกไปฝึกงานข้างนอก ต่อเนื่องมาจนถึงช่วงของการเตรียมงานศิลปนิพนธ์ จนลากยาวมาถึงวันที่เขาแปลงร่างกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนเต็มตัว ชายหนุ่มเองก็แทบจะไม่มีเวลาว่างไปออกกำลังกายใดๆ อีกเลย ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งจ็อกกิ้ง, เข้ายิม หรือแม้แต่การซิทอัพวิดพื้นอยู่บ้าน ซึ่งถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ เวลาน่ะมันก็พอมีอยู่หรอก แต่ไอ้ความตั้งใจจะทำต่างหาก ที่มันร่อยหรอลงไปจากแต่ก่อนจนแทบเหือดแห้งไม่เหลืออยู่
กว่าจะเลิกงานกลับมาบ้าน 2-3 ทุ่ม เขาก็ไม่เหลือเรี่ยวแรงพอให้ทำอะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว แค่หย่อนก้นเล่นคอมพิวเตอร์ที่บ้านได้ครู่เดียวก็ต้องเตรียมตัวเข้านอน แถมจำนวนวันหยุดที่มีอยู่อย่างน้อยนิด ก็ต้องเจียดเวลาไปใช้หาความสุขกับแฟนสาวนอกบ้าน ทั้งกินข้าว, เดินห้าง, ดูหนัง และทำเรื่องทะลึ่งตึงตังต่างๆ ยิ่งบางสัปดาห์ที่มีงานยุ่งติดพันมากๆ อย่าว่าแต่จะออกกำลังกายเพิ่มเติมเลย แค่จะกินข้าวให้ครบทั้งสามมื้อยังเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ
พอไม่ได้ออกกำลังติดต่อกันนานๆ มันเลยทำให้ช่วงหลังๆ ร่างกายของเขาเริ่มที่จะออกอาการอ่อนแอลงไปอย่างเห็นได้ชัด ไหนจะอาการป่วยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าเมื่อก่อน แถมเวลาเป็นแต่ละทีก็ยังเป็นนานหลายวัน อีกทั้งสภาพร่างกายที่เคยกำยำเห็นเป็นมัดกล้าม ก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปเป็นก้อนไขมันในบางส่วน ทั้งแขน ขา หน้าท้อง ลามไปจนถึงบริเวณใบหน้าและลำคอที่เริ่มจะมีเหนียงออกมาให้เห็นเป็นชั้นๆ
พอมีเวลาว่างอยู่ติดบ้านตลอดทั้งสัปดาห์ จึงทำให้โมหวนกลับมาเริ่มต้นดูแลสุขภาพและร่างกายของตัวเองใหม่อีกครั้ง โดยเริ่มต้นจากวิธีที่ประหยัดและสะดวกสบายที่สุด คือการออกไปวิ่งจ็อกกิ้งที่ ‘สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา’ ซึ่งเป็นสวนสาธารณะเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในซอยงามวงศ์วาน 27 ไม่ไกลจากบ้านพักของเขาเท่าไรนัก
สวนแห่งนี้มีพื้นที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก แต่ก็จัดว่ามีบรรยากาศที่ร่มรื่นสงบ เหมาะแก่การเดินเล่นผ่อนคลายหรือออกกำลังกายอยู่พอสมควร ที่กลางสวนคือบึงน้ำขนาดใหญ่สีขุ่นเขียวประดับไว้ด้วยเครื่องยิงน้ำพุ ล้อมรอบด้วยทางเดินปูนหน้ากว้าง 1.5 เมตร ที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นลู่วิ่งสำหรับออกกำลังกาย โดยมีร่มเงาของแมกไม้น้อยใหญ่ที่ขึ้นปกคลุมเป็นเสมือนหลังคาบังแดดให้นักวิ่งไปตลอดทาง
โมมักจะใช้เวลาในช่วงสายๆ ราวๆ 8 โมงเช้า แวะเวียนมาวิ่งออกกำลังกายเพื่อเรียกเหงื่อ พร้อมกับสูดดมอากาศบริสุทธิ์จากที่นี่ในทุกๆ เช้า พอเสียบหูฟังเปิดเพลงปลุกใจเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็จะทุ่มสมาธิไปกับการวิ่งจ็อกกิ้งสลับรอบสวนเป็นระยะเวลาประมาณ 40-50 นาที จากนั้นก็มานั่งพักผ่อนให้หายเหนื่อยอีก 10-15 นาที ก่อนที่จะแวะกินข้าวเช้าที่ร้านอาหารใกล้ๆ ซึ่งมีเปิดเรียงรายกันอยู่ให้เลือกจำนวน 3-4 ร้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารตามสั่ง, ร้านโจ๊ก, ร้านส้มตำ ไล่ไปถึงแผงรถเข็นที่มีทั้งปาท่องโก๋, ข้าวเหนียวหมูปิ้ง, น้ำเต้าหู้ และอื่นๆ ช่วงสายๆ ถึงบ่ายคล้อยจะเป็นการใช้เวลาทำงานผ่อนคลายอยู่กับบ้าน หรือไม่ก็ออกไปทำธุระคุยงานข้างนอกตามปกติ พอแสงอาทิตย์เริ่มเบาบางในช่วงหลัง 4 โมงเย็นเป็นต้นไป ชายหนุ่มก็จะแวะกลับมาวิ่งจ็อกกิ้งที่เดิมอีกครั้ง
ชายหนุ่มพบว่าสมาชิกส่วนใหญ่ที่มาใช้บริการสวนแห่งนี้ในช่วงวันจันทร์-ศุกร์ ก็คือบรรดาคุณลุงคุณป้าวัยเกษียณ ที่มาจับจองพื้นที่ออกกำลังกายกันอย่างคับคั่งหนาตา ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็น่าจะมาจากการที่พวกเขาเหล่านั้นล้วนแต่มีเวลาว่างเหลือใช้มากกว่าคนในวัยอื่นๆ นั่นเอง ส่วนพวกนักเรียนนักศึกษาหรือพนักงานออฟฟิศนั้นมักจะโผล่หน้ามาค่อนข้างมากในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์เป็นหลัก แต่ก็ไม่ได้มีจำนวนที่มากมายอะไรนัก เมื่อเทียบกับบรรดาคุณลุงคุณป้าที่โมเริ่มคุ้นหน้าคุ้นตาพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ และเพราะการมาออกกำลังกายที่สวนสาธารณะแห่งนี้เป็นประจำนี่เอง ที่ทำให้โมได้มารู้จักกับ ‘เฮียจุ้ย’
เฮียจุ้ยเป็นหนุ่มใหญ่ผิวคล้ำเข้ม ตัวสูง หนา รูปร่างเจ้าเนื้อมีพุงนิดๆ เส้นผมที่ถูกตัดไว้เป็นทรงลานบินนั้นมีสีดอกเลา บ่งบอกถึงอายุที่ล่วงเลยมาสู่วัยกลางคนอย่างแจ่มชัด แกมักจะปรากฏกายอยู่ในชุดเสื้อบอลตัวใหญ่ กับกางเกงวอร์มสีดำสนิทยี่ห้อ Adidas ตรงข้อมือมีนาฬิกาวัดชีพจรสำหรับออกกำลังกาย สีเขียวแปร๋นสะท้อนแสง เวลาเดียวกันกับที่โมออกมาวิ่งในสวนยามเช้าพอดิบพอดี ความที่อีกฝ่ายเป็นคนช่างพูดช่างเจรจา จึงทำให้เจ้าตัวเลือกที่จะเป็นฝ่ายเดินเข้ามาทักทายทำความรู้จักกับโมก่อน ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาร่วมๆ จะ 2 เดือนแล้วที่ทั้งคู่ได้รู้จักคุ้นเคยกัน
โมได้รู้ความว่าสาเหตุที่ทำให้เฮียจุ้ยผู้ซึ่งเคยเกลียดการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองอย่างสม่ำเสมอและเคร่งครัด ก็เป็นเพราะสาเหตุจากปัญหาเรื่องสุขภาพที่แกประสบ จนถึงขั้นต้องเข้าโรงหมอผ่าตัดใหญ่โต และเกือบที่จะเอาชีวิตไม่รอดมาแล้ว กระทั่งพอรอดพ้นจากความตายมาได้แบบฉิวเฉียด ก็เลยทำให้เจ้าตัวได้ตระหนักเห็นถึงคุณค่าลมหายใจของตนเอง และหันมาออกกำลังกายเป็นประจำทุกเช้าอย่างสม่ำเสมอ จนได้มาพานพบเจอกับโม
แรกเริ่มเดิมที ฝ่ายโมเองก็ตั้งใจว่าจะทำความรู้จักกับแกไปตามประสาของเพื่อนร่วมกลุ่มออกกำลังเท่านั้น แต่พอคุยไปคุยมา ด้วยความถูกคอถูกใจ จึงได้ความว่าเฮียจุ้ยนั้นแอบซุกซ่อนชีวิตประจำวันอันแสนจะหวือหวาเอาไว้ภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดีที่ดูเหมือนกับคุณลุงซื่อๆ คนหนึ่ง เพราะอาชีพของแกแท้จริงแล้วคือการเป็น ‘ผู้กำกับหนังโป๊’ ให้กับค่ายหนังอิสระแห่งหนึ่ง ซึ่งคอยผลิตหนังอาร์ออกมาวางขายบนแผง
จากอดีตผู้ช่วยผู้กำกับในกองถ่ายละคร เมื่อต้องเผชิญกับความพลิกผันทางเศรษฐกิจจาก ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ จึงทำให้หนุ่มใหญ่วัย 45 ปีในยามนั้น ต้องตัดสินใจกระโจนจากเส้นทางบันเทิงสายสว่าง ลงมาคลุกคลีอยู่กับวิถีชีวิตที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำกามอย่างทุกวันนี้ ด้วยเหตุผลง่ายๆ เพียงข้อเดียวว่า ‘เงินดี’ พอได้รู้ถึงความจริงในข้อนี้ ก็เลยทำให้โมยิ่งชอบไปใช้เวลาขลุกอยู่กับแกที่สวน บางวันก็ไปนั่งกินข้าวเช้าด้วยกันที่ร้านอาหารข้างๆ พลางคะยั้นคะยอให้แกเล่าประสบการณ์ชีวิตอันน่าตื่นเต้นเร้าใจให้ฟังอย่างไม่รู้เบื่อ
“เฮียจะบอกอะไรให้เอ็งฟังนะไอ้โม พวกเด็กสาวที่หลงเข้ามาเล่นหนังพวกนี้ไปแล้วสักเรื่องสองเรื่องน่ะ ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นต้องต่อยอดออกไปรับงานเพิ่มทั้งนั้นแหละ ถ้าไม่โดดเข้าวงการเป็นเด็กอ่างเด็กนวดกะปู๋ ก็โน่นแน่ะ ไปเป็นไซด์ไลน์รับลูกค้าเอาเอง” เฮียจุ้ยเริ่มต้นเกริ่นนำเรียกความสนใจตามสไตล์
“จริงดิเฮีย? ทุกคนเลยเหรอ?” โมทำเสียงตื่นเต้นแล้วถามต่อ
“เออดิวะ ร้อยทั้งร้อยแม่งถ่ายเสร็จ ถ้าไม่ล่อกับทีมงาน ผู้กำกับ ก็ไอ้พระเอกที่เล่นคู่กันนั่นแหละ ถ่ายไปบิวท์ไป น้ำแฉะขนาดนั้น ใครที่ไหนแม่งจะอดใจไหววะ จบงานก็ซัดกันแม่งตรงนั้นแหละ” หนุ่มใหญ่เล่าอย่างออกรส พลางทำท่ากระแทกสันมือประกอบ
“แล้วพวกผู้หญิงที่มีแฟนแล้วอ่ะ? ไม่เป็นปัญหาเหรองี้?” ชายหนุ่มถาม
“โอ๊ย! แม่งไม่คิดไรหยุมหยิมกันหรอก ลองถ้าแม่งยอมให้แฟนตัวเองมาถ่ายหนังอาร์ ให้มาโดนไม้โดนมือชายอื่นได้ขนาดนี้ ก็แปลว่าแม่งเป็นแมงดาดีๆ นี่แหละ หรือไม่ก็ไอ้พวกจิตๆ หน่อย ชอบเห็นเมียตัวเองโดนคนอื่นเอา” อีกฝ่ายตอบหน้าตาเฉย
“เฮียเคยลองป่ะ?” โมถามเลียบเคียงถึงประสบการณ์ส่วนตัวของคนเล่า อีกฝ่ายพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงตอบรับก่อนจะเผยรอยยิ้ม
“จะไปเหลือเหรอวะ ระดับนี้แล้ว” เฮียจุ้ยเอ่ยอย่างภูมิใจ
“แล้วตอนถ่ายนี่คนเยอะมั้ยเฮีย? หมายถึงพวกทีมงานน่ะ เหมือนกองถ่ายหนังทั่วไปเลยป่ะ?” โมยิงคำถามต่อเนื่อง พลางจินตนาการคิดภาพตามคำพูดของอีกฝ่ายไปในหัว
“ไม่ร้อก เต็มที่มากสุดก็แค่สี่-ห้าคนแหละ หนังแบบนี้มันเป็นหนังเถื่อนอยู่แล้ว จะถ่ายเอิกเกริกก็ไม่ได้ ต้องทำกันเล็กๆ เงียบๆ ตากล้องคนนึง ผู้กำกับคนนึง หรือไม่บางที่ก็ใช้ทั้งตากล้องและผู้กำกับในคนเดียวกันก็มี ส่วนที่เหลือก็พวกทีมงาน คอยดูไฟ ดูข้าวปลาอาหาร แต่งหน้าเตรียมเสื้อผ้า นี่ไม่นับรวมตัวแสดงนะ อันนั้นว่ากันตามเรื่อง แต่ถ้าเรื่องไหนงบน้อยแม่งก็ให้นักแสดงแต่งหน้าหาชุดมาเอง ประหยัดดี แต่เอาจริงๆ แม่งก็งบน้อยเกือบทุกเรื่องอ่ะนะ ฮ่าๆๆ” เฮียจุ้ยร่ายเรียงเป็นฉากๆ พลางหัวเราะร่วน
“งี้ตอนถ่ายเฮียไม่แข็งแย่เหรอวะแบบนี้? ได้เห็นของดีชัดๆ อยู่ตรงหน้า” โมถามยิ้มๆ
“เหอะๆ มันก็มีบ้างแหละ แต่บางทีก็เฉยๆ ว่ะ พอถ่ายมาเยอะๆ แม่งก็เริ่มชินชาละ นี่เฮียก็กลัวอยู่เหมือนกันนะว่าวันนึงตัวเองแม่งจะมีอาการตายด้านหำเหี่ยวขึ้นมาจริงๆ แม่งต้องคอยดูเนื้องานในกล้องมากกว่า จังหวะไหนมันไม่ได้จริงๆ ก็ต้องคอยเบรก ให้นักแสดงถ่ายซ่อมใหม่ เราก็มองเรื่องงานก่อนเป็นหลัก ส่วนหลังจากนั้นก็ค่อยว่ากันอีกที…” อีกฝ่ายตอบแล้วฉีกยิ้มออกมาอย่างรู้กัน
“โหย เจ๋งว่ะ ฟังแล้วอยากไปอยู่ในกองถ่ายขึ้นมาเลย” โมเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ก็นี่ไง เฮียก็บอกหลายทีแล้วว่าให้เอ็งมาเป็นคนทำกราฟฟิกให้เฮีย ทำพวกรูปประกอบ หน้าซองอะไรพวกนี้ มานั่งทำแม่งที่สตูฯไปเลย จะทำไปดูไปก็ได้ หรือจะชักว่าวไปด้วยก็ไม่มีใครห้ามนะ” หนุ่มใหญ่ยิงมุก แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน
“แหมเฮีย ก็ผมลำบากใจนี่นา จะให้ไปบอกที่บ้านบอกแฟนได้ไงว่ามาทำงานอยู่กองถ่ายหนังโป๊ โดนเขาด่าตายเลย” ชายหนุ่มอ้าง
“ก็ใครบอกให้มาทำประจำล่ะวะ แค่รับเป็นเรื่องๆ ก็ได้นี่หว่า ก็เหมือนงานออกแบบที่เอ็งทำอยู่บ้านทุกวันนี้ไง เอ็งก็แค่ส่งไฟล์มาให้เฮีย แล้วเดี๋ยวทางเฮียก็เอาไปผลิตกันเองเหมือนเดิมแหละ” เฮียจุ้ยเสนอทางเลือกให้เขา
“แต่เฮียก็มีคนทำอยู่แล้วไม่ใช่เหรอที่ผ่านๆ มาน่ะ?” โมถามกลับ
“มันก็ไม่ได้มีใครทำได้เป็นเรื่องเป็นราวหรอก เอ็งก็รู้อยู่ว่าดีไซน์แม่งกระจอกขนาดไหน ขนาดแค่จะตัดเอาตัวนางแบบมาใส่ปกยังทำไม่เนี้ยบเลย” หนุ่มใหญ่ตอบ
“แล้วไหนตะกี้ยังบอกอยู่เลยว่างบน้อย แล้วจะเอาเงินมาจ้างผมทำไมให้เปลืองเปล่าๆ?” โมยังไม่เลิกคาใจ
“เอ็งก็คิดเฮียถูกๆ สิ ออกแบบให้เรื่องนึงก็ซักสองพันงี้” เฮียจุ้ยยื่นข้อเสนอให้แบบมัดมือชกนิดๆ
“หูย ไม่เอาอ่ะ ไม่เห็นคุ้มเลย เสียเวลาผมเปล่าๆ” ชายหนุ่มปฏิเสธทันควันอย่างไม่นึกเกรงใจ
“เฮ้ย นี่ไม่ได้แค่ให้เงินอย่างเดียวนะ เดี๋ยวว่างๆ จะพาไปดูงานเวลาเขาถ่ายหนังกันสดๆ ด้วย อยากดูเปล่า? โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีกันบ่อยๆ นะเว้ย” ผู้กำกับรุ่นใหญ่รีบตะล่อม ยังผลให้คู่สนทนาต้องยกมือขึ้นลูบคางตัวเองด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“สี่พันต่อชิ้นแล้วกันเฮีย จะได้คุ้มค่าไฟหน่อย เดี๋ยวทำให้หมดเลยทั้งซองทั้งปก ทำโปสเตอร์ฟรีให้ด้วยเอ้า!” โมยื่นข้อเสนอใหม่ อีกฝ่ายฟังแล้วก็หัวเราะก๊ากออกมาดังๆ
“เฮ้ย โปสเตอร์น่ะไม่ต้องก็ได้ หนังเฮียไม่ใช่จีทีเอชนะโว้ย” เฮียจุ้ยกล่าวติดตลก
“แล้วตกลงว่าไง? โอเคมั้ยเฮีย สี่พัน นี่ผมคิดราคาพิเศษให้สุดๆ แล้วจริงๆ นะ เห็นว่าสนิทกันจริง” เขาถามย้ำ
“เออๆ สี่พันก็สี่พัน แต่ต้องทำให้เนี้ยบๆ เลยนะเว้ย เอาไปแข่งกับพวกหนังอาร์เกาหลีมัน” อีกฝ่ายตอบแล้วหัวเราะร่วน
และแล้วความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นขึ้นจากการเป็นเพื่อนร่วมออกกำลังกายในสวนสาธารณะตอนเช้า ก็พลันแปรเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบของเพื่อนร่วมงานโดยที่โมเองก็ไม่ทันได้ตั้งตัว...
งานแรกที่เขาได้รับมาจากเฮียจุ้ย คือการออกแบบปกหนังอาร์เรื่อง ‘ความลับของเมียสาว’ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสามีที่ค้นพบความลับด้านมืดของภรรยา จนทำให้เกิดเรื่องราววุ่นๆ ชวนเสียวตามมาเป็นระลอก ซึ่งนอกจากโมจะได้ไฟล์ต้นฉบับภาพนิ่งสำหรับนำมารีทัชและไดคัตจัดวางอาร์ตเวิร์คเพื่อทำปกแล้ว ทางเฮียจุ้ยก็ยังได้ส่งไฟล์หนังต้นฉบับที่ตัดต่อไว้แบบหยาบๆ มาให้เขาได้ดูเป็นของกำนัลอีกด้วย
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ชายหนุ่มจึงรีบเปิดดูตัวหนังทันทีด้วยอาการหัวใจระทึก แม้ว่าปกติแล้วเขาจะไม่ค่อยอินกับหนังอาร์แบบไทยๆ สักเท่าไร แต่พอมีโอกาสได้เข้ามาคลุกคลีกับเฮียจุ้ย ได้ฟังเรื่องราวที่แกเล่ากล่อมหูอยู่ทุกวัน มันก็พอที่จะทำให้โมเกิดอารมณ์ร่วมคล้อยตามไปได้ไม่น้อย และอยากจะรู้เหลือเกินว่าหนังที่แกกำกับมันจะออกมาเจ๋งสมราคาคุยสักแค่ไหน ซึ่งเมื่อได้ลองดูเต็มๆ จนจบเรื่อง ชายหนุ่มก็พบว่าหนังของเฮียจุ้ยนั้นค่อนข้างเร้าอารมณ์ได้ดีทีเดียว แม้ว่าคุณภาพต่างๆ ทั้งภาพและเสียง หรือแม้แต่ตัวแสดงจะไม่สามารถเทียบเคียงกับหนังอาร์เกาหลีที่เขาชื่นชอบได้ แต่อย่างน้อยๆ มันก็ยังจัดว่ามีคุณภาพกว่าบรรดาหนังอาร์ห่วยๆ ที่เขาเคยได้เห็นผ่านตามาพอสมควร
นักแสดงที่เล่นเป็นนางเอกในเรื่องก็มีรูปร่างหน้าตากลางๆ ผิวพรรณคมเข้มตามแบบฉบับของสาวไทยแท้ ไม่ต่างจากพวกดาราหนังแผ่นเกรดรอง หรือนางแบบนู้ดตามหน้านิตยสารผู้ใหญ่ เรื่องของสีหน้าและแววตาทางการแสดงนั้นก็จัดอยู่ในระดับพื้นๆ เหนือจากมาตรฐานของคำว่า ‘แข็งทื่อ’ ขึ้นมาอยู่ขั้นหนึ่ง แต่เมื่อถึงคราวของฉากเข้าพระเข้านางที่เป็นไฮไลต์ โมจึงพบว่าการแสดงของเธอกับพระเอกหนุ่มคู่ขา ก็เปลี่ยนมามีชีวิตชีวา และดูสด สมจริงขึ้นเป็นคนละคน ทั้งสีหน้า เสียงร้อง แววตาที่แสดงออก ล้วนแต่บ่งบอกว่าหญิงสาวในคลิปวิดีโอที่เห็นกำลังมีอารมณ์ความต้องการ และคล้ายกับว่าเธอกำลังร่วมรักกับชายหนุ่มคู่ขารูปร่างกำยำอยู่จริงๆ
ซึ่งส่วนหนึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้กับทีมงานตากล้องและมือตัดต่อ ที่สามารถเล่นแร่แปรธาตุให้คลิปฟุตเทจที่มีอยู่ ดูสมจริงสมจังขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้ จนแม้แต่โมก็ยังอดไม่ได้ที่จะต้องออกปากถามกับเฮียจุ้ย ว่าสิ่งที่เขาเห็นมันคือการมีเซ็กส์กันจริงๆ ระหว่างตัวแสดงหรือไม่ แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาจากผู้กำกับก็มีแต่รอยยิ้มอันเงียบงันเท่านั้นเอง...
“แล้วเอ็งคิดว่าไงล่ะ?” เฮียจุ้ยย้อนถามกลับยิ้มๆ เมื่อพบว่าคู่สนทนายังคงถามรบเร้าไม่เลิก
“ไม่รู้ดิ ผมว่า... แม่งเหมือนพระเอกนางเอกกำลังเอากันจริงๆ เลยว่ะเฮีย? แต่นี่มันหนังอาร์ไม่ใช่เหรอ? ถ้าไม่งั้นมันก็กลายเป็นหนังเอ็กซ์แล้วดิ” โมทำสีหน้าครุ่นคิด พยายามจะขบปัญหาให้ออก
“มันจะเป็นหนังเอ็กซ์ก็ต่อเมื่อเอ็งโชว์ให้คนดูเห็นเต็มๆ ตาว่าตัวแสดงมันเย่อกันจริงๆ ต่างหากเล่า จำไว้นะ ถ้าไม่เห็นฉาก ‘เสียบ’ เน้นๆ ก็เป็นได้แค่หนังอาร์เท่านั้นแหละ” อีกฝ่ายอธิบาย พลางยกกระป๋องน้ำอัดลมขึ้นซดอึกใหญ่ ก่อนจะเรอออกมาเสียงดัง ‘เอิ้ก!’
“ถ้างั้นก็แปลว่า... หนังที่เฮียถ่าย?” โมเกริ่นถามด้วยน้ำเสียงลังเล
“ม่าย-บอก เหะๆๆ” เฮียจุ้ยยังไม่ยอมเฉลยความลับให้เขาฟังง่ายๆ สีหน้าของชายวัยกลางคนดูจะสนุกไม่น้อยที่ได้แกล้งหลอกล่อให้คู่สนทนาหนุ่มบังเกิดอาการร้อนใจอยากรู้ความจริงขึ้นมาจนเผลอแสดงออกทางสีหน้า
“โด่ เฮียแม่ง งกว่ะ แค่นี้ก็บอกกันไม่ได้” โมพึมพำอย่างน้อยใจ
“ถ้าเอ็งอยากรู้ ก็ไว้ค่อยตามไปดูที่กองถ่ายเอาเองสิวะ ไปดูให้เห็นกับตา จะได้หายคาใจ” เฮียจุ้ยเอ่ยเชิญชวน
“ไม่เอาหรอกเฮีย เกรงใจ” โมรีบตอบปฏิเสธออกไปโดยแทบไม่เสียเวลาหยุดคิด
“เอ๊า! ทำไมวะ? คนอื่นเค้าอยากไปดูจะตาย มีแต่เอ็งเนี่ย ยึกยักเล่นตัวอยู่ได้ ไอ้หอยหลอด” หนุ่มใหญ่ตบเข่าฉาดอย่างฉุนๆ
“ผมอยู่แบบนี้ก็ดีแล้ว รับงานเฮียมาทำที่บ้านนี่แหละ สบายใจดี ขี้เกียจเอาตัวเองเข้าไปยุ่งกับปัญหา” โมระบายความรู้สึกออกมา พลางหวนคิดถึงเรื่องราววุ่นๆ ที่เกิดขึ้นในที่ทำงานเก่า
“อ่ะ แล้วนี่งานที่ให้ทำอ่ะไปถึงไหนแล้วล่ะ? เสร็จรึยัง? ไม่เห็นอัพเดทมาให้ดูเลยซักที” เฮียจุ้ยถามกลับ พลางใช้มือพลิกกระป๋องโค้กอันว่างเปล่าในมือของตัวเองเล่นไปเรื่อยๆ
“โหย ใจเย็นๆ ดิเฮีย นี่พึ่งรับงานมาไม่ถึงสามวันเลยนะ ผมยังติดเคลียร์คิวงานเก่าอีกตั้งสองตัว เดี๋ยวเสร็จแล้วจะรีบปั่นให้ เดดไลน์เราก็อีกตั้งสองอาทิตย์ไม่ใช่อ่อ? ทำไมใจร้อนจัง” โมย้อนถามถึงกำหนดการเดิมที่เคยตกลงกันไว้
“เออ ก็อีกสองอาทิตย์นั่นแหละ แต่ข้าอยากเห็นฝีมือเอ็งไวๆ นี่หว่า” เฮียจุ้ยตอบ
“อดทนหน่อยเฮีย ของแบบนี้มันต้องค่อยๆ นวด รับรองงานดี เฮียไม่ผิดหวังแน่นอน” ชายหนุ่มประกาศอย่างมั่นอกมั่นใจในฝีมือ
“เออๆ ขอให้จริงเหอะ” หนุ่มใหญ่กล่าวอย่างแคลงใจ
“สบ้าย! เฮียรอดูแล้วกัน” เขาตอบด้วยสีหน้าระรื่น น้ำเสียงความมั่นใจยังคงไม่ลดลงไปจากเดิม
แต่หลังจากผ่านไปอีกเกือบๆ หนึ่งสัปดาห์ พอโมลองส่งตัวอย่างดราฟท์แรกของงานที่กำลังทำไปให้เฮียจุ้ยดู เขากลับถูกผู้กำกับรุ่นใหญ่โทรมาเฉ่งใส่จนเกือบจะหน้าหงายตกเก้าอี้ ด้วยความที่ดีไซน์ของเขามันหลุดกรอบจากที่อีกฝ่ายคาดหวังเอาไว้แบบคนละเรื่อง
“อ้าว? ก็ไหนบอกเอาสวยๆ อาร์ตๆ เนี้ยบๆ ไงเฮีย แล้วนี่ไม่เนี้ยบตรงไหน?” โมถามอย่างไม่เข้าใจ พลางจ้องมองภาพผลงานที่ตัวเองกำลังนั่งแก้อยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทั้งที่เขาเองก็คิดว่ามันสวยดีอยู่แล้ว
“ก็ไม่ได้หมายถึงให้อาร์ตขนาดนี้เว้ย มึงเล่นวางมาซะเป็นหนังดราม่าเกาหลีเลย ขืนทำแบบนี้ส่งไป มีหวังโดนเสี่ยฤกษ์ด่าพ่อกันพอดี” เฮียจุ้ยอ้างชื่อนายทุนเข้ามาในสาย
“ก็เฮียจะให้ไปแข่งกับพวกหนังเกาหลีนี่นา” ชายหนุ่มแย้ง
“ตูหมายถึงหนังอีโรติกว้อย! ไม่เอาหนังอาร์ตดราม่า ไปแก้มาด้วย แค่นี้นะ!” อีกฝ่ายกระแทกเสียงก่อนจะวางสายไป
โมจึงต้องเสียเวลาปรับแก้ไขงานอยู่อีก 2-3 รอบ จนกระทั่งได้ออกมาเป็นผลงานที่ถูกใจเฮียจุ้ยในที่สุด พร้อมกับเงินจำนวน 4,000 บาทที่ถูกโอนเข้าบัญชีของเขาอย่างรวดเร็ว พอเริ่มจับหลักแนวทางที่อีกฝ่ายชื่นชอบได้แล้ว หลังจากนั้นโมจึงได้รับงานออกแบบจากเฮียจุ้ยมาเพิ่มเติมอีก 2 ชิ้นติดๆ กันในช่วงระยะเวลาเพียงเดือนเดียว
=======================================
ชายหนุ่มตัดสินใจนำเรื่องงานใหม่สุดสยิวที่ตนเองได้รับ เอาไปเล่าให้เจ็ทที่เป็นญาติคนสนิทฟัง ระหว่างที่ทั้งสองมีนัดดื่มแฮงก์เอาท์กันที่ร้านอาหารกึ่งผับเจ้าประจำในย่านประชาชื่น
“เฮ้ย! เจ๋งว่ะ! งี้มึงก็ได้ไปดูเขาถ่ายหนังกันเพลินเลยอ่ะดิ” เจ็ททำเสียงตื่นเต้นเมื่อได้เห็นภาพผลงานที่โมเปิดให้ดูในโทรศัพท์
“เปล่า ไม่ได้ไปว่ะ กูแค่รับไฟล์รูปนิ่งจากเฮียมานั่งทำที่บ้าน ไม่ได้เข้ากองถ่าย” โมตอบเรียบๆ ส่วนสายตาก็คอยสอดส่องสังเกตบรรยากาศภายในร้านรอบตัวไปเรื่อยๆ
“เอ๊า! ทำไมวะ? เค้าห้ามคนนอกไปยุ่งเหรอ?” อีกฝ่ายถาม
“จริงๆ เค้าก็ชวนไปแหละ แต่กูอ่ะไม่อยากไปเอง กลัวแม่งจะวุ่นวาย เดี๋ยวก็มีเรื่องมีราวอีก ขี้เกียจสร้างปัญหาให้ตัวเอง” โมตอบ
“ทำไม? มึงจะเล่นตัวทำไม? หรือกลัวว่าจะอดใจไม่ไหวเผลอไปจิ้มนางเอกเค้าเข้า? กลัวจะได้เป็นพระเอกหนังอาร์จำเป็นเหรอครับ” เจ็ทกระเซ้าถามแหย่ จนโมทำหน้าละเหี่ยใจใส่ญาติตัวเอง
“กูไม่ใช่มึงนะโว้ย ที่เอะอะก็จิ้มมั่วไปเรื่อยน่ะ แค่ไม่อยากเข้าไปคลุกคลีอะไรมาก เกิดไอซ์รู้ขึ้นมามันจะอธิบายลำบาก” เขาตอบ
“อ้าว แล้วมึงยังไม่ได้บอกไอซ์เหรอว่าทำงานให้เฮียเค้าอยู่?” เจ็ททำหน้าแปลกใจ
“ใครจะกล้าบอกวะ ว่าตัวเองทำงานให้ค่ายหนังอาร์ มึงคิดว่าเค้าจะทำหน้ายังไงล่ะถ้ารู้เรื่องนี้” โมย้อนถามกลับ
“ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ก็แค่เรื่องงาน ดีกว่าปล่อยให้เค้ามารู้เองทีหลังป่ะ?” ญาติผู้พี่กล่าวเตือนล่วงหน้า
“เออน่า กูตัดสินใจไปแล้ว ไม่ต้องบอกหรอก ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรซักหน่อย มึงเองก็ห้ามไปเล่าให้ใครฟังนะ เดี๋ยวกูจะซวยทีหลัง” โมตัดบท พร้อมกับเอ่ยกำชับอีกฝ่าย
“เฮ้ย แต่ยังไงกูก็คิดว่ามึงควรจะบอกเรื่องนี้กับไอซ์ไปเลยตรงๆ นะ มันจะได้ไม่มีปัญหากันทีหลัง” เจ็ทยืนกรานด้วยสีหน้าจริงจัง จนแม้แต่โมเองก็ยังต้องนิ่งคิดไปครู่ใหญ่ๆ
“กูกลัวว่าถ้าเกิดเค้ารู้แล้วไม่ยอมให้ทำต่อ แม่งก็เหมือนกูต้องทิ้งงานทิ้งเงินไปเป็นก้อนๆ อ่ะ มึงเข้าใจใช่ป่ะ?” โมอธิบายเหตุผล
“แค่เงินก้อนไม่กี่พัน มันแลกกับความไว้ใจที่แฟนมีให้ได้เหรอวะ?” เจ็ทตอบอย่างน่าคิด
“เออ... ก็คงจริง” ชายหนุ่มพยักหน้ารับอย่างจำนน
“มึงก็ตัดสินใจเอาเองแล้วกัน กูว่าไอซ์เค้าก็ไม่ใช่คนงี่เง่าไร้เหตุผล ถ้าอธิบายดีๆ เค้าก็ยอมรับได้แหละ” เจ็ทกล่าวเสริมให้เขาสบายใจ
“อืม” โมครางตอบสั้นๆ แล้วไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
“แล้วตกลงเดือนหน้ามึงไม่ไปไหนจริงๆ เหรอ? หยุดยาวทั้งทีนะเว่ย” เจ็ทเอ่ยถามขึ้นมา ขณะกำลังดื่มด่ำอยู่กับรสชาติของเครื่องดื่มสีอำพันในมือตัวเอง
“คงไม่ว่ะ ว่าจะนั่งเคลียร์งานที่บ้านให้หมดๆ ไป จะได้โล่งๆ” โมบอกแผนการของตน
“เฮ้ย งานน่ะเคลียร์เมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าไม่มีโปรแกรมอะไร งั้นไปขึ้นดอยกับพวกกูมั้ยล่ะ? แค่เราสามคนเลย กู มึง แล้วก็ป๋อม แก๊งสามทหารเสือขาลุย” ญาติหนุ่มกล่าวชวนด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“ไม่อ่ะ ขี้เกียจ ปีใหม่ที่ไหนๆ แม่งก็คนเยอะทั้งนั้น ขี้เกียจไปเบียดกับคนอื่นเค้า แล้วอีกอย่างแม่งจะเหมือนเดิมได้ยังไงวะ? ในเมื่อตอนนี้มึงสองตัวเป็นแฟนกันแล้ว กูไปก็เป็นก้างขวางคอเปล่าๆ ขี้เกียจต้องไปนั่งฟังพวกมึงเอากันอีก” โมตอบปฏิเสธเนือยๆ พร้อมกับพูดแขวะไปพร้อมๆ กัน จนอีกฝ่ายอดรนทนไม่ไหว ต้องหันมาตบกบาลสั่งสอนเขาเบาๆ อย่างหมั่นไส้
“สัด! รู้ดีนักนะมึง” เจ็ทบ่นอุบอิบ
“เออ ก็นั่นแหละ มึงไปกันสองคนอ่ะดีแล้ว จะได้เที่ยวให้หนุกๆ กูเองก็กะจะประหยัดเก็บเงินไว้ด้วย” โมเอ่ย พลางใช้มือหยิบเฟรนช์ฟรายส์บนจานขึ้นมากินทีเดียวสามชิ้นรวด
“ทำไม? จะเก็บเงินไปทำอะไรมากมาย จะรีบเอาไปสู่ขอไอซ์เป็นเมียรึไงครับ?” เจ็ทแหย่หน้าทะเล้น
“ก็คิดๆ อยู่” เขาตอบเรียบๆ ทำเอาคนฟังออกอาการตาโต
“ฮ้า พูดเป็นเล่น?” อีกฝ่ายทำเสียงสูงใส่
“ก็พูดเล่นน่ะสิไอ้ห่า ไม่ได้เก็บเป็นค่าสินสอดเว้ย กูจะเอาไปซื้อแม็คบุ๊คมาทำงาน” โมเฉลย ไม่อยากให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดไปไกล
“อ้าว แล้วคอมที่บ้านมึงเป็นไรทำไมใช้ไม่ได้? แม็คบุ๊คแม่งเครื่องตั้งแพงไม่ใช่เหรอ?” เจ็ททำหน้างงๆ
“ก็แพงแหละ แต่แม่งก็คุ้มที่จะเอามาใช้ทำงานอ่ะ พวกโปรแกรมออกแบบ สีที่แสดงผลบนจอ แม่งดีกว่าพีซีทุกอย่าง จะแย่กว่าอยู่เรื่องเดียวก็เรื่องราคานี่แหละ แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวหาโปรที่ผ่อนศูนย์เปอร์เซ็นต์เอา แล้วใช้ตังค์เก็บทยอยจ่าย แป๊บเดียวก็น่าจะหมด”
“วางแผนดีๆ นะมึง ยิ่งว่างงานอยู่ด้วย เดี๋ยวสิ้นเดือนจะไม่พอแดกแบบกูเนี่ย” เจ็ทกล่าวเตือนด้วยความเป็นห่วง
“อือ รู้แล้วน่า ถ้าตังค์ไม่พอก็ค่อยยืมจากมึงไง” โมพูดติดตลก
“ส้นตีนแน่ะ กูก็บอกอยู่เนี่ยว่าตังค์จะไม่พอแดก จะมายืมอะไรกู โน่น! ไปยืมแฟนมึงโน่น รายนั้นน่ะรวยจริง มีให้ยืมแน่ๆ”
“ไม่เอา ไอ้ห่า ผู้ชายที่ไหนยืมเงินแฟนตัวเอง น่าเกลียดตายชัก” ชายหนุ่มรีบปฏิเสธเสียงแข็ง
มันเป็นความตั้งใจตั้งแต่แรกเริ่มของเขาอยู่แล้ว ที่จะไม่เป็นฝ่ายยืมเงินแฟนสาวมาใช้ หรือยอมให้เธอเลี้ยงข้าว จะมีก็แต่ตัวเขาเองที่เป็นฝ่ายออกเงินให้ หรือถ้าเกิดว่าช่วงไหนที่ช็อตจริงๆ อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นการแชร์เงินกันคนละครึ่งเท่านั้น แม้ว่าพูดกันตรงๆ แล้วอีกฝ่ายจะมีฐานะร่ำรวยกว่าเขามากมายหลายเท่าก็ตาม
“น่าเกลียดตรงไหน กูยังเคยยืมเงินป๋อมบ่อยจะตายไป” เจ็ทว่าหน้าตาเฉย
“ก็นั่นมันมึง มึงอ่ะหน้าด้านอยู่แล้ว แต่กูน่ะไม่เหมือนกันโว้ย” โมสวนกลับแล้วส่ายหัวเบาๆ
“จะบอกว่ามึงหน้าบาง? คนอย่างมึงเนี่ยนะ?” อีกฝ่ายปั้นหน้ายิ้มแบบไม่เชื่อ
“เปล่า กูน่ะสุภาพบุรุษเว้ย” โมพูดกลั้วหัวเราะ
“ถุ้ย!” เจ็ทสบถออกมาด้วยความหมั่นไส้สุดขีด
=======================================
และด้วยคำพูดเตือนสติจากเจ็ทนี่เอง ที่ทำให้โมตัดสินใจบอกความจริงเรื่องนี้แก่แฟนสาวในที่สุด ซึ่งพอไอซ์ได้ฟังเธอก็ถึงกับทำหน้าตาตื่นตกใจ
พร้อมเอ่ยซักถามข้อมูลจากเขาเป็นชุด
“เห? แล้วโมทำอีท่าไหน ถึงไปรับงานจากเค้ามาได้อ่ะ?” ไอซ์โพล่งถามขึ้นมา ขณะกำลังนั่งอิงแอบแนบชิดกับแฟนหนุ่มอยู่บนโซฟาที่บ้านเช่าของเขา
“อ๋อ ก็พอดีผู้กำกับเค้าเป็นเพื่อนวิ่งที่สวนสาธารณะแถวบ้านน่ะ บังเอิญคุยกันถูกคอ แกเลยเอ่ยปากชวนไปทำด้วยกัน” โมเล่า
“แล้วต้องไปถ่ายกับเขาด้วยเหรอ?” ไอซ์ถามอีก สายตาคู่งามของเธอเผลอฉายแววระแวงออกมาอย่างลืมตัว
“ไม่ๆๆ เรารับไฟล์จากทางนั้นมาทำที่บ้านอย่างเดียว ไม่ได้ไปยุ่งวุ่นวายอะไรกับเขาหรอก” ชายหนุ่มตอบชัดถ้อยชัดคำ
“อยากเห็นอ่ะ ขอดูตัวอย่างหน่อยสิ” ไอซ์ว่า ซึ่งโมก็รีบหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะรับแขกข้างๆ ขึ้นมาเปิดผลงานให้แฟนสาวดู
พลางคอยลุ้นกับปฏิกิริยาตอบสนองจากเธอ
“โหย! โม ทะลึ่งอ่ะ” หญิงสาวส่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมาด้วยความขัดเขิน ใบหน้าขาวใสเริ่มกลายเป็นสีแดงระเรื่อ ก่อนจะยื่นโทรศัพท์มือถือกลับคืนให้อีกฝ่าย
ภาพที่เธอได้เห็นนั้นคือเรือนร่างเปลือยเปล่าล่อนจ้อนของหญิงสาวนางหนึ่ง ซึ่งกำลังอยู่ในท่วงท่านั่งกางแข้งกางขาท้าทายสายตาของคนดู
ท่อนแขนเรียวบางถูกยกแนบบดบังทรวงอกทั้งสองข้างจนมองไม่เห็นถึงปลายถัน แต่ยังพอเห็นถึงเนินเนื้อนุ่มนิ่มที่อวบอูมทะลักออกมาจากแรงกดตรงท่อนแขน
ที่หว่างขาซึ่งกำลังอ้าอล่างฉ่างนั้น มีตัวหนังสือของชื่อหนังที่ถูกจัดวางไว้เป็นโลโก้แบบสามบรรทัด คอยบดบังของสงวนเธออยู่อย่างสุดแสนจะเย้ายวน
“สวยมั้ย?” โมถามเธอยิ้มๆ
“ก็สวย... แต่มันโป๊อ่า แค่ท่านั่งก็น่าเกลียดแล้ว” ไอซ์ตอบเสียงเบา ก่อนจะแอบเหลือบมองจอโทรศัพท์ในมือแฟนหนุ่มแบบเขินๆ
“แหม โป๊อะไร แค่นี้เอง ทีหนังเอ็กซ์ยังเคยเปิดดูคนเดียวมาแล้ว” แฟนหนุ่มกล่าวแซวเธอด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
“มันไม่เหมือนกันนี่ หนังเอ็กซ์มันเป็นของญี่ปุ่น เวลาดูเราก็ไม่รู้สึกเกี่ยวพันอะไรด้วยอยู่แล้ว แต่อันนี้มันเป็นหนังไทย นางเอกก็คนไทย
แถมโมยังเป็นคนออกแบบหน้าปกให้ มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่ามันดูโป๊กว่า เพราะเชื่อมโยงถึงกันไง” แฟนสาวอธิบาย
“แล้วไอซ์คิดว่ายังไง? ถ้าเราจะรับงานจากเฮียเค้ามาทำต่ออีกเรื่อยๆ” โมเอ่ยถามเข้าประเด็นที่ตั้งใจไว้แต่แรก
“ก็ไม่เป็นไรนี่ ดีซะอีก จะได้มีเงินเก็บเข้ามาทดแทนช่วงที่ยังว่างงานไง” ไอซ์ตอบเสียงใส
“อืม ถ้าไอซ์โอเคเราก็จะได้สบายใจ” ชายหนุ่มเอ่ยยิ้มๆ
“จ้ะ เราไม่ว่าอะไรหรอก ก็เรื่องงานนี่นา” แฟนสาวตอบรับแล้วส่งยิ้มหวานให้เขา
“แฟนใครน้า น่ารักที่สุดเลย?” โมเอื้อมมือไปบีบแก้มอีกฝ่ายเบาๆ เป็นเชิงหยอกล้อ
“แล้วนี่โมเซฟรูปมาจากไฟล์หนังเหรอ? หรือว่าเค้าส่งไฟล์รูปภาพมาให้?” ไอซ์กลับมาให้ความสนใจกับรูปภาพบนหน้าจอโทรศัพท์
พลางเอ่ยถามข้อมูลจากแฟนหนุ่ม ตามนิสัยของเธอที่เป็นคนใฝ่รู้
“เค้ามีรูปนิ่งที่ถ่ายสต๊อกไว้ให้น่ะ ให้เรามาคัดเลือกรูปไปทำดีไซน์เอาเอง แต่ว่าไฟล์หนังต้นฉบับก็มีนะ เค้าส่งมาให้ดูเป็นแนวทางเหมือนกัน อยากดูมั้ย?”
โมถามยั่วแฟนสาว ซึ่งเธอก็รีบพยักหน้ารับทันทีด้วยสีหน้าตื่นเต้นสนอกสนใจ
“อื้อๆ อยากดูๆ” ไอซ์ตอบทันทีแบบแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด
“อ่ะ งั้นขึ้นไปบนห้องนอนกัน” โมเอ่ยไปแบบไม่ได้คิด แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับออกอาการชะงักงัน พลางส่งยิ้มแปลกๆ มาหาเขา
“นี่เล่นมุกหลอกชวนเราขึ้นห้องป่ะเนี่ย?” ไอซ์กล่าวดักคออย่างระแวง
“บ้า ไม่ได้หลอก แต่ไฟล์หนังมันอยู่ในคอมไง” ชายหนุ่มหลุดขำกับข้อกล่าวหาของเธอ
“แล้วไป นึกว่าโมแอบวางแผนอะไรหื่นๆ ไว้ซะอีก” แฟนสาวแกล้งบ่น
“โอ๊ย ถ้าเราจะหื่นจริงๆ อ่ะ ไม่ต้องวางแผนหรอก จะทำตอนนี้เลยก็ยังได้ แบบนี้” โมเอ่ยเสียงดังฟังชัด ก่อนจะเอื้อมมือไปบีบหน้าอกแฟนสาวเบาๆ 2 ที เป็นเชิงหยอกล้อ
“ว้าย! คนลามก!” ไอซ์หลุดร้องวี้ดว้ายออกมาดังลั่น สองมือยกปกป้องทรวงอกอิ่มของตนเองไว้พลางขยับตัวลุกหนีจากโซฟา จนรอดพ้นจากเงื้อมมืออันซุกซนแฟนหนุ่ม
“ทะลึ่ง!” ไอซ์บ่นอุบอิบหน้างอ อารามขัดเขินทำให้ลมหายใจของเธอเกิดอาการติดขัดขึ้นมาแบบเฉียบพลัน
“นิ่มจัง อิอิ” โมกระเซ้าแหย่หน้าทะเล้น พลางทำท่าขยับบีบมือทั้งสองข้างกลางอากาศเป็นการล้อเลียน
“โอ๊ย... ยยยยย โมอ่ะ ทำไมเป็นคนแบบนี้” แฟนสาวกล่าวตัดพ้อเสียงอ่อน
“ล้อเล่นๆ มาๆ ไม่แกล้งแล้ว ป่ะ ขึ้นไปดูหนังกันดีกว่า” ชายหนุ่มกล่าวพะเน้าพะนอ แล้วเอื้อมมือโอบไหล่แฟนสาว ก่อนจะพาเธอเดินขึ้นบันไดไปด้วยกัน
ชายหนุ่มจัดแจงเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ พร้อมกับเสียบเอ็กซ์เทอร์นัลฮาร์ดดิสก์ เพื่อเล่นไฟล์หนังที่ทางเฮียจุ้ยเซฟใส่มาให้เขาอย่างคล่องแคล่ว
และเพียงแค่ไม่ถึง 20 นาที สองหนุ่มสาวก็มานั่งจ้องมองภาพเคลื่อนไหวบนหน้าจออยู่เคียงข้างกันด้วยอาการหัวใจลุ้นระทึก
เมื่อเหตุการณ์ในหนังกำลังจะเข้าสู่ฉากเลิฟซีนสำคัญของเรื่อง
ทางฝ่ายโมเองน่ะไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไรนักหรอก เพราะเขาเองมีโอกาสได้นั่งชมไปบ้างแล้วก่อนหน้านี้ 2-3 ครั้ง ตรงกันข้าม...
ทางฝั่งของสาวไอซ์ที่พึ่งเคยได้ชมเป็นครั้งแรก ร่างของหญิงสาวถึงกับนั่งนิ่งเกร็งจนตัวแข็งทื่อ สายตาจับจ้องมองค้างอยู่ที่ภาพการกอดจูบของนักแสดงในเรื่อง
อย่างไม่วางตา หากชายหนุ่มมีโอกาสได้สัมผัสถูกเนื้อตัวของเธอในยามนี้ เขาก็จะรับรู้ได้ทันทีว่ามันกำลังร้อนรุ่มๆ ด้วยอารมณ์วาบหวามที่คุกรุ่นอยู่ภายใน
ภาพที่ปรากฏอยู่บนจอตอนนี้คือฉากที่ ‘หลิน’ นางเอกในเรื่องกำลังถูก ‘โก้’ และ ‘อาร์ต’ สองหนุ่มซึ่งเป็นเพื่อนพระเอกรุมป้อนความสุขเสียวให้ถึงในห้องนอนของตัวเอง
โดยที่ ‘เจ’ ผู้เป็นสามีของเธอเองก็กำลังเฝ้ามองเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่ตรงหน้าประตูห้อง
ร่างขาวบางของนางเอกสาวกำลังถูกชายหนุ่มหุ่นออกท้วมนิดๆ ที่ชื่อโก้ กดกระทุ้งอาวุธเข้าใส่บั้นท้ายของเธออยู่จากทางด้านหลังอย่างหนักหน่วง
เต้านมเปลือยเปล่าแกว่งกระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะ ได้ยินเสียงเนื้อตีกระทบกันดังสนั่น ปั้บ! ปั้บ! ปั้บ! ขณะที่เบื้องหน้าของเธอก็มีร่างของชายฉกรรจ์อีกคนที่ชื่ออาร์ต
พยายามป้อนแท่งความเป็นชายใส่เข้าปาก เกิดเป็นเสียงดูด ‘จ๊วบ... จั๊บ...’ ดังสลับกับเสียงร้องครวญครางซี้ดซ้าดอยู่เป็นระยะๆ
ด้วยความที่ภาพในหนังถูกถ่ายเจาะเก็บไว้เป็นมุมแคบ จึงทำให้ผู้ชมไม่อาจมองเห็นถึง ‘ส่วนลับ’ ของนักแสดงทั้งสามคนได้อย่างจะแจ้งเต็มสองตา
เนื่องจากฉากเลิฟซีนทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ภายในหนัง หากว่าไม่มีท่อนแขน... ขา... หรือช่วงลำตัวของนักแสดงชายที่คอยวางพาดทำมุมบดบังกับตัวกล้อง
ก็จะเป็นเพียงการถ่ายเก็บภาพการเคลื่อนไหวทั้งหมดจากทางด้านหลัง และมองเห็นเพียงแค่บั้นท้ายขาวๆ
ของนักแสดงที่กำลังโถมกระแทกเข้าใส่ร่างกายของอีกฝ่าย แต่เพียงเท่านี้ก็มากพอที่จะทำให้ใบหน้าของไอซ์แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงจัด
จากเลือดลมที่สูบฉีดพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งกาย
สักพักนักแสดงหนุ่มทั้งสองก็ขอแตะมือสลับเปลี่ยนบทบาทกันดูบ้าง ฝ่ายอาร์ตที่เคยยืนป้อนอาวุธใส่เข้าปากหลิน
ก็เปลี่ยนลงไปนอนหงายแผ่หลาอยู่บนเตียงนอน ปล่อยให้สาวเจ้าเป็นฝ่ายปีนป่ายขึ้นมานั่งคร่อมขย่มทับอยู่เหนือร่างของตัวเองอย่างสบายใจเฉิบ
ส่วนโก้ที่เคยเป็นฝ่ายออกแรงประกบกระแทกอาวุธ ก็ปล่อยให้เพื่อนซี้ได้มีโอกาสเสพสุขกับรสชาติความเสียวจากเรือนร่างของสาวสวย
โดยที่ตนเองก็คอยเอื้อมมือทั้งสองข้างไปบีบขยำเล่นที่ทรวงอกขาวอวบอิ่มของเธอจนมันบุบบี้เป็นรอยนิ้ว
“อู๊ย... ยยยย สุดยอด... ดดดด เมียใครวะเนี่ย?” อาร์ตจงใจพูดยั่วเย้าให้ฝ่ายสามีที่กำลังยืนถ้ำมองอยู่หน้าประตูได้ยิน เพราะแท้จริงแล้ว เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น
เป็นการวางแผนร่วมกันระหว่างสามหนุ่มที่ต้องการจะปรนเปรอรสชาติความสุขเสียวให้แก่นางเอกสาวนั่นเอง
พอเจ้าเพื่อนอีกคนที่กำลังนั่งประกบคลอเคลียอยู่ไม่ห่างได้ยินเข้าดังนั้น เจ้าตัวก็เลยขยับตัวลุกขึ้น
พลางแอ่นบั้นเอวส่งท่อนเนื้ออวบอ้วนป้อนเข้าปากของนักแสดงสาวอีกหนึ่งดอก พร้อมกับหันมาทำท่ายักคิ้วหลิ่วตาเล่นกับกล้อง
ซึ่งกำลังถูกใช้เป็นภาพแทนสายตาของตัวละครสามีในเรื่องอย่างสะใจ
เกมกามในเรื่องดำเนินต่อไปอย่างดุเดือดเร่าร้อน... ในขณะที่สองหนุ่มสาวบนโลกแห่งความจริง ก็กำลังถูกเปลวไฟแห่งกามราคะ เผาผลาญให้รู้สึกร้อนรุ่มหัวใจไม่แพ้กัน...
สมาธิของโมหาได้จับจ้องอยู่ที่ภาพหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกต่อไปแล้ว สองมือใหญ่หนาของเขาบัดนี้กำลังเกาะกุมอยู่ที่ทรวงอกอวบนิ่มของแฟนสาว
ซึ่งมีเสื้อเชิ้ตผ้าหนาสีฟ้าห่อหุ้มปิดคลุมกายอยู่ ริมฝีปากของคนทั้งคู่กำลังประกบบดจูบเข้าหากันอย่างดูดดื่ม เนิบช้า...
แต่ทว่าต่อเนื่อง จนพาลให้ลมหายใจของหญิงสาวผู้ที่กำลังท่วมท้นไปด้วยอารมณ์ตื่นเต้น มันเกิดอาการติดขัดขึ้นมาชอบกล
“อื้อ... ออออ โม... อึ๊! อื้ม... มมมม” ไอซ์พยายามจะขยับถอนริมฝีปากออก แต่ก็ไม่สามารถสลัดพ้นจากการรุกไล่ประกบจูบ
ของแฟนหนุ่มผู้ที่กำลังหิวกระหายต่อรสสัมผัสอันอบอุ่นจากเรือนร่างของเธอได้เลย ภาพลีลาร่วมรักบนจออันสุดแสนจะวาบหวิวและเย้ายวน
กลายเป็นสิ่งไร้ค่าที่ถูกทอดทิ้งจากสายตาของผู้ชมทั้งสอง ตลอดจนถึงเสียงร้องครวญครางกระสันซ่านของนักแสดงในเรื่อง
ก็กลับกลายเป็นเพียงแค่ดนตรีประกอบฉากที่ช่วยเร่งเร้าอารมณ์ความรู้สึกของสองหนุ่มสาวให้มีแต่จะยิ่งไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ
“มะ... โม... พอแล้ว... ไม่ดูหนังต่อแล้วเหรอ?” ไอซ์ที่ใบหน้ากลายเป็นสีแดงจัด เอ่ยถามแฟนหนุ่มคล้ายเป็นเชิงห้ามปราม
“ไม่อยากดูหนังแล้วอ่ะ... อยากดูไอซ์มากกว่า” โมตอบแล้วอมยิ้มเจ้าเล่ห์ จนแฟนสาวทำท่าเขินหลบตา
“บ้า... คนลามก มาหื่นอะไรตอนนี้เล่า...” หญิงสาวแกล้งพูดตัดพ้อ
“หื่นตอนนี้แหละ ถูกที่ถูกเวลาที่สุดแล้ว ดูหนังโป๊อยู่กับแฟนสองต่อสอง ผู้ชายที่ไหนมันจะอดใจไหว ไอซ์เองก็เหมือนกันนั่นแหละ ใช่มั้ย?”
ชายหนุ่มตอบก่อนจะถามเธอกลับ ซึ่งหญิงสาวเองก็ไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำตอบใดๆ กลับมา นอกจากเผยรอยยิ้มขวยเขินเท่านั้น
“ไอซ์ดูแล้วคิดว่าไงบ้าง?” โมเอ่ยถามพลางใช้สายตาจับจ้องมองภาพเหตุการณ์บนจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง
“คิดว่าไง คือยังไงอ่ะ?” แฟนสาวทำหน้าสงสัย แล้วก็หันไปจ้องตามเขาอีกคน
“ก็... ชอบมั้ย? ดูแล้วหื่นมั่งรึเปล่า?” เขาพูดขยายความให้กับคำถามของตัวเอง
“มันก็... นิดนึงแหละ แต่ดูแล้วเรารู้สึกหวาดเสียวแทนนางเอกมากกว่า ดูสิ โดนมะรุมมะตุ้มทีเดียวตั้งสองคน แถมยังมีอีกคนยืนรอจังหวะอยู่หน้าห้องอีกต่างหาก”
เธอตอบยิ้มๆ เขินๆ
พอคุยกันมาถึงตรงนี้ ก็เลยทำให้โมเผลอนึกย้อนไปถึงภาพความฝันอันน่าหวาดเสียวของตัวเองขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ภาพที่ไอซ์กำลังถูกสองหนุ่มเพื่อนซี้ทั้งเจ็ทและป๊อบ รุมป้อนความเสียวให้เธออย่างถึงอกถึงใจในห้องนอนแห่งนี้
ยังคงเป็นภาพบาดตาบาดใจที่ฝังลึกอยู่ในห้วงความนึกคิดของชายหนุ่ม แม้ว่าทุกอย่างจะเป็นเพียงแค่ภาพความฝันอันเลื่อนลอยในห้วงนิทราของเขาก็ตามที
“ถ้าไอซ์เจอรุมแบบนางเอกในเรื่องจะเป็นยังไงน้า?” โมแกล้งโยนคำถามกระตุ้นอารมณ์ของแฟนสาว เธอฟังแล้วก็ทำหน้าอึ้งๆ ไปชั่วขณะหนึ่ง
ก่อนจะเอ่ยปากตอบกลับมาด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ
“โหย... ไม่ไหวหรอก ต้องเสียวมากแน่ๆ เลย ข้างหน้าก็ต้องอม ข้างหลังก็โดนกระแทก ไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไงเลยอ่ะ จินตนาการไม่ออก”
ไอซ์ตอบพลางทำสีหน้าหวาดเสียว เมื่อเผลอคิดจินตนาการภาพตามไปด้วย
“อยากลองดูมั้ย? เรามีวิธีนะ” คำถามของโมทำเอาแฟนสาวถึงกับเบิกตาโพลงอย่างตกใจ
“ห๊า!? นี่โมจะให้เราไปมีอะไรกับคนอื่นเหรอ!?” ไอซ์โพล่งถามขึ้นเสียงหลง
“เอ้ย! บ้า! ไม่ใช่ๆ ไม่ได้บอกว่าจะให้ไปมีอะไรกับใครที่ไหนซักหน่อย ที่พูดน่ะหมายถึงว่าเรามีวิธีอื่นที่จะช่วยให้ไอซ์ได้ลองทำแบบเดียวกับนางเอกในเรื่องต่างหาก”
ชายหนุ่มรีบปฏิเสธเป็นพัลวันเพราะกลัวเธอจะเข้าใจผิดไปมากกว่านี้
“ยังไงอ่ะ?” แฟนสาวขมวดคิ้วถามอย่างคาใจ อาการสับสนปรากฏขึ้นในแววตาคู่นั้น
“รอแป๊บนะ เดี๋ยวขอไปคุ้ยก่อน” โมพูดตัดบท ก่อนจะรีบลุกเดินตรงไปที่ตู้เก็บของซึ่งตั้งอยู่ถัดจากเตียงนอนของตัวเอง
เขาเสียเวลาคุ้ยหาสิ่งของที่ว่าจากในลิ้นชักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินกลับมาหาแฟนสาว
พร้อมกับถือวัตถุสีชมพูบางอย่างที่หน้าตาคล้ายคลึงกับกระบอกไฟฉายติดมือมาด้วย
พอไอซ์เห็นเจ้าสิ่งนั้นเข้าก็ถึงกับอุทานเสียงหลงด้วยความตกใจ
“ว้าย! โม! โมไปเอามันมาจากไหน!?” ไอซ์โพล่งถามด้วยน้ำเสียงที่ดังยิ่งกว่าเมื่อครู่ แท้จริงแล้ว เจ้าสิ่งที่เธอเห็นมันก็คือแท่ง
‘ดิลโด้’ ผิวเรียบสีชมพูขนาดปานกลางนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเธอนั้นไม่เคยรับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของมันที่นี่มาก่อน
“เราไปยืมมาจากบ้านเฮียจุ้ยน่ะ พอดีเห็นแกมีสำรองไว้ไม่ได้ใช้หลายอัน ก็เลยอยากลองเอามาเล่นดู” โมตอบยิ้มๆ พลางยื่นส่งมันไปให้แก่แฟนสาว
หมายจะให้เธอหยิบคว้ามันไปสำรวจดูเล่นๆ แต่ทว่าเจ้าตัวกลับขยับเบือนหน้าหนีด้วยท่าทีขัดเขินไปเสียก่อน
“บ้า! ไม่เอาหรอก โมจะเอามาเล่นอะไรล่ะ? เราไม่เอาด้วยนะ” ไอซ์ทำเสียงหวั่นๆ
“ไม่น่ากลัวหรอก นี่ไง ไอซ์ลองจับดูสิ” โมคะยั้นคะยอ พลางยื่นมันไปหาเธออีกครั้ง คราวนี้ไอซ์ใช้สายตาจ้องพินิจพิจารณามันอยู่ครู่หนี่ง
ก่อนที่เธอจะค่อยๆ เอื้อมมือมาแตะสัมผัสที่เจ้าของเล่นชิ้นนี้ด้วยท่าทีกล้าๆ กลัวๆ
“อ้าว ผิวมันนิ่มนี่นา” หญิงสาวส่งเสียงอุทานอย่างแปลกใจเมื่อแรกสัมผัส
“นิ่มสิ ก็มันเป็นซิลิโคนนี่นา อ่ะ ลองเอาไปถือดู” โมเอ่ย พลางยัดเยียดส่งมันใส่มือของแฟนสาว จนเธอต้องจำใจยอมรับมาถือไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“หน้าตาตลกจัง มีแค่นี้เอง ไข่ก็ไม่มี” หญิงสาวพูดแล้วก็หัวเราะขันอย่างสุดเขิน
“ของเราใหญ่กว่าอีกเนอะ” โมอวดอ้างแบบติดตลก
“จ้า ใครจะไปสู้โมได้ล่ะ” ไอซ์เออออตาม
“เนี่ย ก็ที่เราจะให้ไอซ์ลองก็คือแบบนี้ไง เวลาที่เรามีไรกันใช่ป่ะ ไอซ์ก็ลองจินตนาการไปด้วย ว่าไอ้นี่เป็นของผู้ชายอีกคน แล้วก็ใช้ปากอมไปพลางๆ น่าจะเสียวดีนะแบบนั้น อิอิ”
โมอธิบายแผนการในหัวให้เธอฟังด้วยน้ำเสียงคึกคัก
“หวาย น่าอายจะตาย เราไม่กล้าหรอก” แฟนสาวรีบขัดคอ
“ไม่น่าอายหรอก เชื่อเราดิ เดี๋ยวถึงตอนนั้นอารมณ์มันก็มาเองแหละ จะเขินก็แค่ตอนนี้แหละ ไม่เชื่อคอยดู” โมว่าจบก็ดึงร่างเธอขึ้นมากอดซุกไซร้
พลางใช้ริมฝีปากพรมจูบเข้าไปที่ซอกคอและด้านหลังใบหูของเธอรัวๆ อย่างหื่นหิว ทำเอาร่างของแฟนสาวถึงกับสั่นระริกด้วยอาการเสียวสยิว
“ตะ... แต่ว่า... เรากลัวมันจะสกปรก เคยไปใช้กับใครมาบ้างก็ไม่รู้” ไอซ์พยายามเตะถ่วง
“ไม่ต้องห่วง อันนี้ยังไม่มีใครเคยใช้เลย เราเป็นคนแกะออกมาจากกล่องเองกับมือ” โมตอบทันควัน ก่อนจะก้มหน้าลงไปใช้ปากประกบดูดที่ลำคอของเธอแรงๆ
ขณะที่มือก็คอยบีบนมเธอไปด้วย
“อื๊อ... อออออ โม... ฮื่อ... ยะ... อย่าซี่... จะทำจริงๆ เหรอเนี่ย?” ไอซ์เอ่ยถามเสียงเบาหวิว ท่อนแขนพยายามออกแรงผลักดันร่างของแฟนหนุ่มให้ขยับถอยห่าง
แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เกิดผลอะไรมากมายนัก เพราะสุดท้ายแล้วเรือนร่างของเธอก็ตกอยู่ภายใต้การจองจำของวงแขนแฟนหนุ่มโดยสมบูรณ์
พร้อมกับที่ริมฝีปากทั้งสองก็พลันประกบแนบสนิทเข้าหากันเป็นเนื้อเดียว
ชายหนุ่มบดปากจูบกับแฟนสาวอยู่เนิ่นนาน ก่อนที่เขาจะออกแรงฉุดรั้งร่างของเธอให้ล้มเอนหงายลงไปที่เตียงนอนด้วยกันทั้งคู่ พอรู้ตัวอีกที
ร่างใหญ่หนาของเขาก็พลันนอนประกบทาบทับอยู่เหนือร่างบอบบางของเธอบนเตียงนอนเสียแล้ว... ปลายนิ้วซุกซนค่อยๆ ไต่สำรวจไปตามเนื้อผ้าของเสื้อเชิ้ต
ไล่ลงไปจนถึงบริเวณชายเสื้อที่ยาวปิดคลุมมาถึงต้นขา ก่อนจะมุดเลื้อยเลาะเข้าไปที่ใต้อาภรณ์ของแฟนสาว
แล้วออกแรงบีบคลึงเล่นที่ทรวงเต้าใต้เสื้อของเธออย่างนุ่มนวล สัมผัสลื่นๆ จากเนื้อผ้ายกทรงจึงพลันแล่นติดมาที่ปลายนิ้วและฝ่ามือของเขาอย่างแจ่มชัด
ชายเสื้อเชิ้ตตัวยาวของไอซ์ ถูกแรงเคลื่อนไหวจากฝ่ามือของโม ดึงรั้งจนมันถลกร่นสูงขึ้นไปกองค้างอยู่ที่เนินหน้าท้อง
เปิดเผยให้เห็นถึงผิวกายที่ทั้งขาวกระจ่างและเรียบเนียนไร้สิวเสี้ยน กับร่องสะดือที่บุ๋มลึกลงเป็นทรงรี ชายหนุ่มจึงใช้มือขวาอีกข้างที่ยังว่างอยู่ ค่อยๆ
เลื้อยเลาะลงไปสำรวจที่บริเวณลำตัวท่อนล่างของเธอบ้าง ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาค่อยๆ สอดลึกผ่านเข้าไปทางขอบกางเกงผ้ายืดสีดำ
ตามด้วยขอบกางเกงชั้นในผ้าลื่นที่สวมใส่เข้าชุดกับยกทรงท่อนบน จนสัมผัสได้ถึงความอ่อนนุ่มของพงขนที่ขึ้นปกคลุมอยู่ตรงช่วงท้องน้อยเหนือปากทางเข้า
พอปลายนิ้วสำรวจลงมาถึงบริเวณจุดซ่อนเร้นของเธอแล้ว โมจึงค่อยออกแรงเกร็งนิ้ว และกดสอดมันเข้าไปถูไถอยู่ที่รอยแยกบริเวณหน้าปากทางเข้าของเธอ
ด้วยสัมผัสที่นุ่มนวล อาการชุ่มชื้นเล็กๆ ที่เกาะติดอยู่บนปลายนิ้ว ทำให้ชายหนุ่มเกิดความมั่นใจเพียงพอที่จะออกแรงกดสอดปลายนิ้วให้ทิ่มลึกเข้าไปด้านในอย่างเชื่องช้า
ร่างของไอซ์พลันออกอาการเกร็งกระตุกขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับใบหน้าที่เกร็งขมวด และเสียงครางซี้ดๆ ที่เล็ดลอดออกมาจากลำคอของเธอ ในจังหวะที่ชายหนุ่มค่อยๆ
กดปลายนิ้วให้จมหายเข้าไปในร่างของเธอมากขึ้นๆ...
“โอ๊ะ! ซี้ดส์... สสสสส โอ๊ย โม... ซี้ดส์... อาห์” ไอซ์ถอนจูบออกแล้วส่งเสียงครวญหลับตาปี๋ โพรงเนื้อภายในออกอาการเกร็งขมิบรัด
กับปลายนิ้วของแฟนหนุ่มที่กำลังค่อยๆ ล้วงลึกเข้ามาในร่างกายเธอ
“ไอซ์แฉะแล้วนี่นา” โมพูดกระซิบที่ข้างหูเธอเพื่อช่วยกระตุ้นอารมณ์ ทำเอาสาวเจ้าถึงกับอายม้วน
ร่องรักภายในยิ่งออกอาการตอดรัดกับนิ้วมือของเขาแบบถี่ๆ มากกว่าเดิม
“ก็มันเสียว... ววววว” หญิงสาวร้องบอกอย่างอ่อนแรง
นอกจากมือขวาที่คอยเล่นงานกระตุ้นเร้าช่วงล่างแล้ว ขณะเดียวกัน มือซ้ายของโมก็กำลังค่อยๆ ไล่ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของเธอออกทีละเม็ดๆ
จนทำให้ชายเสื้อทั้งสองข้างที่เคยประกบปิดมิดชิดมันหลุดลุ่ยออกจากกัน เปิดเผยให้เห็นถึงผิวพรรณและเนื้อในที่ขาวนวลภายใต้ยกทรงผ้าลื่นสีครีมอ่อน
ชายหนุ่มไม่รอช้า ใช้มือออกแรงจับถลกเจ้ายกทรงตัวจิ๋วให้เลื่อนลงไปกองอยู่ที่ใต้ราวนมของแฟนสาวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้มือข้างเดียวกันนั้น
ออกแรงขยำบีบเข้าไปที่ทรวงอกเปลือยเปล่าทั้งสองข้าง สลับกันเดี๋ยวซ้ายที... เดี๋ยวขวาที... ด้วยอารามตะกรุมตะกราม
พอใช้มือปลุกเร้าอารมณ์แฟนสาวจนเนินเสียวของเธอเกิดอาการฉ่ำแฉะได้ที่แล้ว โมก็หันมาจัดการปลดเปลื้องเสื้อผ้าอาภรณ์ที่เขา
และเธอสวมใส่อยู่ออกไปแบบลวกๆ จนทำให้เรือนร่างของทั้งคู่ตกอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าโล่งโจ้งไม่ต่างกัน
กลีบสาวที่ยังดูเรียบเนียนของไอซ์นั้นอยู่ในสภาพชื้นแฉะนิดๆ มองเห็นคราบน้ำหล่อลื่นเหนียวใสไหลยืดย้อยออกมาจากปากทางเข้าที่เป็นสีชมพูสวย
ชายหนุ่มไม่รอช้า ค่อยๆ กดถูไถเจ้าดิลโด้สีชมพูแปร๋นเข้าไปที่ปากร่องเสียวของเธออย่างนุ่มนวล จนมันถูกอาบเคลือบไว้ด้วยคราบน้ำหล่อลื่น
เสร็จแล้วจึงออกแรงกดมันเข้าไปในตัวเธอ จนแฟนสาวต้องรีบเบือนหน้าหลบพร้อมกับหลับตาปี๋ด้วยอาการลุ้นระทึก
“อึ๊! ซี้ดส์... สสสส อู๊ย... ยยยย โม...” ไอซ์สูดปากร้องครวญออกมาเบาๆ เมื่อเจ้าดุ้นเนื้อซิลิโคนมันค่อยๆ จมหายเข้าไปในร่างเธอทีละน้อย
มองเห็นกลีบเนื้อสาวอ่อนนุ่มสีชมพู ค่อยๆ ขยับปลิ้นแหวกอ้าออกจากกัน ความเปียกชื้นที่เอ่อซึมอยู่ทั่วทั้งโพรงรัก
ทำให้ชายหนุ่มสามารถออกแรงกดวัตถุในมือให้ทิ่มลึกเข้าไปข้างในได้อย่างรวดเร็ว และเพียงครู่เดียวมันก็จมหายเข้าไปได้เกินครึ่งค่อนลำ
พร้อมกับอาการตอดรัดจากร่างกายของแฟนสาวด้วยอารมณ์เสียวสยิว
พอสอดเข้าไปได้ถึงความลึกที่ต้องการแล้ว โมก็ค่อยๆ ออกแรงกระตุกข้อมือขยับรูดของเล่นเข้าๆ ออกๆ อยู่ภายในร่องเสียวของไอซ์ เริ่มจากสัมผัสที่นุ่มนวลเนิบช้า
บางจังหวะก็แกล้งขยับมือวนคลึงเป็นวงกลมรอบๆ บ้าง ก่อนจะค่อยๆ เร่งความเร็วขึ้นทีละน้อยๆ ให้ร่างกายของเธอได้ปรับสภาพ
รับกับการเคลื่อนไหวของวัตถุแปลกปลอมภายในร่างจนคุ้นชินเสียก่อน ไม่แตกต่างจากเวลาที่เขาสอดใส่อาวุธเพื่อที่จะมีเซ็กส์กับเธอจริงๆ จังๆ
“อู๊ย โม... อู๊ย... ยยยย สสส... ซี้ดส์... อาห์... โม ฮือ... ออออ สะ... เสียว... เราเสียว... วววววว” ไอซ์ร้องครางระงม เมื่อโดนแฟนหนุ่มใช้ของปลอมสาวเข้าออกในร่างกายแบบถี่ๆ
การขยับเคลื่อนไหวแต่ละครั้งทั้งเข้าลึกและต่อเนื่อง ทำเอาเส้นขนบนร่างเธอถึงกับลุกตั้งชูชันด้วยความสุขเสียว บั้นท้ายแอ่นกระดกเด้งรับสู้มือเขาเป็นพัลวัน
ภาพของแฟนสาวที่กำลังแสดงอาการร้อนร่านและเล่นสนุกอยู่กับของปลอมตรงหน้าทำให้โมยิ่งบังเกิดอารมณ์คึกคักขึ้นมาเป็นเท่าทวีคูณ
โมใช้ดิลโด้ปลุกเร้าเล่นกับร่างกายของแฟนสาวได้ไม่นานก็ชักจะเริ่มอดใจทนหิวไม่ไหว จึงตัดสินใจถอนเจ้าของเล่นสีชมพูออกมาจากร่องสาวของเธอดังผลุบ
มองเห็นเป็นร่องรูเล็กๆ ที่ปรากฏอ้าค้างอยู่ตรงศูนย์กลางของกลีบเนื้อสาวอ่อนนุ่ม เสร็จแล้วชายหนุ่มก็ขยับปีนขึ้นไปนั่งคร่อมทับอยู่ที่ลำตัวท่อนบนของแฟนสาวซึ่งกำลังนอนหงาย
แล้วจับจ่ออาวุธร้ายกดประชิดแนบเข้าไปที่ริมฝีปากเรียวบางของอีกฝ่าย เพื่อหวังจะให้เธอช่วยปลุกปั่นอารมณ์ให้แก่เขาบ้าง ซึ่งสาวเจ้าที่รอคอยจังหวะอยู่แล้ว
ก็รีบอ้าปากครอบอมมันเข้าไปทันทีอย่างรู้ใจ
“ซี้ดส์... สสสสสส ไอซ์จ๋า...” โมครวญเรียกชื่อแฟนสาว ขณะออกแรงแดะเอวส่งท่อนเนื้อให้กดมุดเข้าไปในโพรงปากอันเปียกชื้นและอบอุ่น
ปลายลิ้นอ่อนนุ่มของหญิงสาวกำลังค่อยๆ โอบรัดไปรอบๆ แท่งลำของเขาจนทำให้ชายหนุ่มบังเกิดความรู้สึกอึดอัดคับแน่นท่อนลำขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน
“อู๊ย... ซี้ดส์... ดีจ้ะ... ไอซ์เก่งที่สุดเลย อู้ว... วววว” ชายหนุ่มออกปากชมแฟนสาว และทำให้เธอยิ่งรู้สึกมั่นอกมั่นใจในการออกแรงห่อปากดูดกลืนมันเข้าไปอีกจนแก้มตอบ
โมออกแรงแดะเอวส่งดุ้นเนื้อเสียบเข้าออกในปากของเธอรัวๆ ครู่หนึ่งก็ชักจะเริ่มทนความเสียวไม่ไหว เขาจึงรีบขยับถอนอาวุธให้หลุดออกมาจากริมฝีปากของเธอดัง บ๊วบ!
ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเอาถุงยางที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงมาฉีกสวมใส่ให้กับเจ้าหนูของตนเอง จนลำโคนอวบใหญ่กลายเป็นสีชมพูอมแดงจากเนื้อผิวของถุงยางกลิ่นสตรอว์เบอร์รี่
เสร็จแล้วเขาก็จับจ่อมันเข้าไปที่กลีบเนื้อสาวอันเปียกชื้น ออกแรงถูไถขึ้นลงอยู่ตรงหน้าทางเข้า 2-3 รอบ เพื่อเพิ่มความเปียกลื่นให้แก่ส่วนปลายของอาวุธ
แล้วจึงออกแรงกดมันเข้าไปตรงๆ ทำเอาร่างงามงอนของแฟนสาวถึงกับแอ่นกระตุกเฮือกแรงๆ
“อุ๊ย! ซี้ดส์... อาห์ อู๊ย โม... ฮือ... เบาๆ... โอ๊ย ซี้ดส์... สสสสส” ไอซ์ดิ้นส่ายสะบัดไปมาอยู่บนเตียงนอนใต้ร่างของแฟนหนุ่ม
รู้สึกได้ถึงอาการจุกเสียดจากความใหญ่โตคับแน่นที่คืบคลานเข้าสู่ร่างกายของเธอทีละน้อยๆ จนทำให้เส้นขนบนร่างพลันลุกชูชัน
สองมือเอื้อมคว้าขยำขยี้ลงไปที่ผ้าปูเตียงเป็นการระบายความเสียว ขนาดของมันนั้นช่างใหญ่โตกว่าเจ้าดิลโด้สีชมพูเมื่อครู่แบบคนละเรื่อง
“อื้อ... ซี้ดส์ ไม่ต้องเกร็งนะ ไม่ต้องเกร็ง” โมเอ่ยปลอบใจแฟนสาวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ในขณะที่ตัวเองก็คอยออกแรงกดส่งท่อนล่างให้ชำแรกมุดเข้าไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งหน้าท้องของทั้งคู่ประสานแนบสนิทชิดกันเป็นเนื้อเดียว
“ยังเจ็บอยู่มั้ย?” โมเอ่ยถามอาการของไอซ์ด้วยสีหน้าอ่อนโยน พอเห็นว่าเธอส่ายหน้า เขาจึงเผยรอยยิ้มดีใจออกมาเล็กๆ
“งั้นเราทำแล้วนะ” เขาว่า ก่อนจะเริ่มต้นขยับสะโพกขึ้นลงอย่างช้าๆ พาให้ร่างของแฟนสาวที่อยู่ด้านล่างพลันขยับตามไปด้วย
“อ๋อย... โม... ฮือ... สะ... เสียว... วววววว อาห์ ซี้ดส์... สสส อ๋า” ไอซ์ร้องครางไม่ขาดปาก สองมือเธอเอื้อมมาโอบรอบลำคอของเขา
ก่อนจะดึงรั้งใบหน้าแฟนหนุ่มให้ก้มลงไปจูบปากด้วยอารมณ์วาบหวิวเกินทน ปลายลิ้นของทั้งคู่เกี่ยวกระหวัดรัดกันอย่างเร่าร้อน
จนทำให้น้ำลายสองสายมาผสมกันเปียกชุ่มและไหลย้อยออกมาจากขอบปาก
ครู่หนึ่งชายหนุ่มก็จับร่างแฟนสาวพลิกเปลี่ยนท่ามาเป็นนอนคว่ำคุกเข่าสี่ขา เป็นท่าเดียวกันกับที่ไอซ์เคยเห็นนางเอกในเรื่องกำลังโดนสองหนุ่มรุมกระทำอยู่เมื่อครู่นี่เอง
พอหนุ่มโมกดเสียบอาวุธกลับเข้าไปในร่างเสร็จ ชายหนุ่มก็เริ่มออกแรงโขยกท่อนเนื้อเข้าออกเป็นจังหวะที่เร็วขึ้นและรุนแรงขึ้น
จนทำเอาเรือนร่างของแฟนสาวถึงกับโยกคลอนไปมา เต้านมคู่พอดีมือสั่นกระเพื่อมขึ้นลงไปมาอย่างน่าดูชมตามแรงกระแทก
“ไอซ์จ๋า...” โมเอ่ยเรียกชื่อแฟนสาวเสียงหวานจ๋อย ตรงกันข้ามกับการกระทำที่ช่างรุนแรงและหนักหน่วง ซึ่งทำให้เธอเสียวจนแทบจะเงยหน้าขึ้นมาตอบไม่ไหว
“อ๋อย... อะ... อะไรเหรอ...? อุ๊! อู๊ย... ซี้ดส์ ฮือ... อออออ” ไอซ์ครางตอบเสียงสั่นเทา
“ไอซ์ลองเอาไอ้นี่ไปอมดูสิ” ชายหนุ่มเสนอ พลางยื่นส่งของเล่นสีชมพูแปร๋นที่ยังเปื้อนคราบน้ำกามให้เธอรับไปถือไว้
“อือ... จะ... จะดีเหรอ? อุ๊ย! โม... โอ๊ย บะ... เบาๆ เราเสียว... ววว ซี้ดส์... อาห์” ไอซ์ร้องบอกเหมือนยังไม่มั่นใจนัก
“ดีสิ นะๆ ลองดู รับรองว่าไอซ์ต้องเสียวมากกว่าเดิมแน่ๆ” โมเอ่ยเร่งเร้า แล้วลดจังหวะการกระแทกที่หนักหน่วงลง
ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นการขยับบั้นเอวหมุนคลึงไปมาเป็นวงกลมด้วยจังหวะที่เนิบช้าแทน เพื่อช่วยให้เธอมีเวลาคิดตัดสินใจ
“อู๊ย... ยยยย อือ... กะ... ก็ได้” ไอซ์ครางตอบเสียงสั่น พอถูกแฟนหนุ่มคะยั้นคะยอมากๆ เข้า สุดท้ายหญิงสาวก็เลยต้องยอมทำตามคำขอของเขาอย่างใจอ่อน
หญิงสาวค่อยๆ จับจ่อเจ้าดิลโด้ซิลิโคนที่มีรูปร่างเป็นแท่งยาวตรงสีชมพู ป้อนใส่เข้าปากตัวเองด้วยท่าทีกล้าๆ กลัวๆ รสชาติเค็มๆ คาวๆ
ที่เกาะติดอยู่บนแท่งซิลิโคนก็พลันพุ่งวาบจากปลายลิ้นขึ้นสู่สมอง ยังผลให้หญิงสาวรู้สึกขัดเขินขึ้นมาจนแก้มแดง เมื่อตระหนักว่าเจ้ารสชาติเหล่านั้น
แท้จริงแล้วมันก็มีที่มาจากน้ำสวาทในร่างกายของเธอนั่นเอง ความรู้สึกเขินอายกลับยิ่งกลายเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้หญิงสาวบังเกิดอารมณ์วาบหวิวพลุ่งพล่าน
และยิ่งก้มหน้าก้มตาใช้ปากดูดกลืนเจ้าแท่งซิลิโคนตรงหน้าอย่างเมามัน ได้ยินเสียงดูดดัง
‘ซ้วบ... ซ้วบ... บบบบบบบ’ ฟังเสนาะหู
พอเห็นว่าเธอเริ่มสนุกไปด้วยแล้ว โมจึงค่อยๆ เร่งจังหวะการกระแทกให้กลับมาถี่กระชั้นดังเดิม มือซ้ายคว้าบีบตะปบลงไปที่บั้นท้ายนุ่มนิ่มกลมกลึงของเธออย่างมันเขี้ยว
ส่วนมือขวาอีกข้างก็เอื้อมไปบีบขยำเล่นที่เต้านมเปลือยเปล่า ทั้งเขี่ยบี้เน้นๆ ที่จุกยอดปทุมถันรัวๆ ทำเอาร่องรักภายในของแฟนสาวถึงกับตอดขมิบตุบๆ
อย่างหนักหน่วง พร้อมกับอาการหลั่งทะลักของน้ำหล่อลื่นที่เอ่อซึมออกมาอย่างไม่ขาดสาย
ชายหนุ่มจับจ้องมองภาพแฟนสาวที่กำลังก้มดูดแท่งซิลิโคนในมืออย่างสาแก่ใจ ขณะที่ในหัวก็คอยจินตนาการถึงภาพความฝันอันสัปดนเมื่อครั้งก่อนไปด้วยพร้อมๆ กัน
ภาพซิลิโคนสีชมพูตรงหน้าค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยเรือนร่างเปลือยเปล่ากับอาวุธขนาดอวบอ้วนของเจ็ท ซึ่งบัดนี้กำลังยืนเท้าสะเอวอยู่ข้างเตียง
พร้อมกับแอ่นส่งดุ้นเนื้อป้อนใส่เข้าปากแฟนสาวของเขาด้วยท่าทีที่เสียวซ่านสุดขีด
“อื้ม... มมมมมม อื้ม... มมมมมม อาห์ ซี้ดส์.... สสสสส อาห์ โม... มมมม” ความเสียวที่เกิดขึ้นทำให้ไอซ์ต้องถอนปากออกมาจากดุ้นซิลิโคนในมือ
พร้อมกับส่ายสะบัดใบหน้าร้องครางอย่างสุขเสียว เรือนร่างขาวเนียนนั้นเปียกชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อจากการร่วมรักอันสุดแสนจะเร่าร้อน
“อู๊ย... ยยย ซี้ดส์ ของไอซ์ตอดไม่หยุดเลย ไอซ์เสียวใช่มั้ย? โดนสองควยแบบนี้ ไอซ์เสียวใช่ม้าย?” โมเอ่ยถ้อยคำหยาบโลนออกมาอย่างจงใจ
เพื่อหวังจะกระตุ้นอารมณ์หื่นให้เกิดขึ้นแก่แฟนสาว
“อ๊ะ! โอ๊ย... เสียว... วววววว เราเสียว... ซี้ดส์ โม... ระ... แรงๆ เลย ฮือ... ออออ” ไอซ์สะบัดหน้าร้องครางหลับตาปี๋
บั้นท้ายแอ่นกระเด้งสวนสู้กับการกระแทกของแฟนหนุ่มอย่างไม่หวั่นเกรง
“อู๊ย... ดูดควยด้วยสิไอซ์... ดูดให้ไอ้เจ็ทมันหน่อย นี่! นี่! ดูดเลย!” โมหลุดปากอ้างชื่อญาติผู้พี่ออกไปอย่างลืมตัว
อารมณ์เสียวที่กำลังท่วมท้นทำให้ชายหนุ่มเผลอเชื่อมโยงภาพจินตนาการในหัวออกมากับความเป็นจริงโดยไม่รู้ตัว
ซึ่งฝ่ายไอซ์ที่ได้ยินชื่อญาติสนิทของแฟนหนุ่มขึ้นมาในทีแรกก็ยังแอบออกอาการอึ้งชะงักไปชั่วขณะ แต่ด้วยอารมณ์ความเสียวที่กำลังติดพัน
และใกล้ที่จะถึงฝั่งฝันอยู่รอมร่อ จึงทำให้หญิงสาวเลือกที่จะยอมปล่อยผ่านมันไปชั่วคราวก่อน พร้อมกับออกแรงห่อปากดูดกลืนเจ้าแท่งซิลิโคนในมือต่อไป
ตามที่แฟนหนุ่มสั่ง ในขณะที่บั้นท้ายก็ยังคงออกแรงแอ่นเด้งสู้กับเจ้าหนูของเขาไม่หยุด จนกระทั่งคลื่นความเสียวมันไหลทะลักท่วมท้นขึ้นถึงขีดสุด
และทำให้ร่างกายของเธอเกิดอาการเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง
“อื้อ! อื้ม... มมมมม ซี้ดส์... อื้ม... มมมมมมม!!!” ไอซ์แอ่นแหงนหน้าเชิด ส่งเสียงครวญดังๆ อยู่ในลำคอ เพราะยังมีเจ้าดุ้นซิลิโคนอุดยัดอยู่เต็มปาก
ร่องรักภายในตอดขมิบเข้าใส่แท่งเนื้อของแฟนหนุ่มอย่างรุนแรงและหนักหน่วง แข้งขาเกิดอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรงขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน
เมื่อเธอไต่ทะยานขึ้นสู่จุดสุดยอดแห่งความสุขเสียว อาการบีบรัดต่อเนื่องจากโพรงเนื้อภายใน
จึงกลายเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้แฟนหนุ่มที่กำลังออกแรงกดโถมร่างกายเข้าใส่เธออยู่นั้น พลันพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสุดยอดตามไปอีกคนแบบติดๆ
“อุ๊! อู๊ย... ไอซ์... อู๊ย... ยยยยย เรา... เราจะแตกแล้ว... วววว ซี้ดส์! อื้ม!!” โมกัดฟันกรอดๆ ก่อนจะร้องคำรามออกมาด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวเหยเก
ดุ้นเนื้อตรงหว่างขาเกิดอาการร้อนวูบวาบ พร้อมกับระเบิดน้ำเชื้อเหนียวหนืดสีขาวขุ่นพุ่งเลอะเต็มถุงยางกลิ่นสตรอว์เบอร์รี่อย่างต่อเนื่องราวกับปืนกลชุด
จนแม้แต่แฟนสาวเองก็ยังรับรู้ได้ถึงความรุนแรงของมัน ชายหนุ่มยังกัดฟันโขยกอาวุธต่อไปอีกราวๆ 10 วินาที
ก่อนที่จะทิ้งตัวลงนอนฟุบทาบไปบนแผ่นหลังของแฟนสาวอย่างหมดเรี่ยวแรง
“เรามีความสุขจัง ขอบคุณนะไอซ์” โมเอ่ยปากชมแฟนสาว ขณะกำลังนอนคลอเคลียกกกอดร่างเธอด้วยอารมณ์รักใคร่
“อือ... โม... ถามอะไรหน่อยสิ” แฟนสาวหันมาจ้องสบตากับเขาด้วยสีหน้าสงสัยใคร่รู้
“อะไรเหรอ?” ชายหนุ่มแอบรู้สึกแปลกใจเล็กๆ เมื่อได้เห็นท่าทีจริงจังผิดสังเกตของเธอ
“เมื่อกี้ตอนที่ทำกันอยู่ ทำไมโมถึงพูดชื่อพี่เจ็ทขึ้นมาล่ะ?” หญิงสาวโยนคำถามคาใจออกมา
“อ๋อ... คือ... พอดีเราจำมาจากในหนังอ่ะ เห็นว่าพระเอกมันชวนเพื่อนมาเอาเมียตัวเอง เลยอยากลองเล่นบทแบบนั้นดูบ้าง ไม่มีอะไรหรอก” โมออกอาการเลิ่กลั่ก
“อืม เราตกใจเลยตอนที่ได้ยิน ไม่คิดว่าโมจะให้จินตนาการถึงขั้นนั้น” ไอซ์กล่าวด้วยสีหน้าหนักใจ
“เหรอ... แล้วไอซ์รู้สึกไงมั่ง? ตอนที่คิดว่ากำลังอมให้ไอ้เจ็ทน่ะ” โมรีบสอบถามความรู้สึกเธอด้วยอาการอยากรู้อยากเห็น
“มันก็ไม่ยังไงหรอก... ก็แค่รู้สึกแปลกๆ อ่ะ จู่ๆ จะให้ไปจินตนาการว่าตัวเองกำลังมีอะไรกับคนอื่นเราก็ไม่รู้ว่าควรจะต้องทำยังไง เมื่อกี้ยังไม่ทันจะนึกถึงหน้าพี่เจ็ทออกเลย ก็ดันเสร็จซะก่อน” ไอซ์เรียบเรียงความรู้สึกเป็นประโยค ขณะที่โมก็คอยพยักหน้ารับฟัง
“แต่ก็เสียวใช่มั้ย?” โมถามต่อ
“อื้อ ก็เสียวแหละ เสียวเพราะโดนโมทำอยู่ข้างหลังไง อิอิ” ไอซ์ตอบแล้วหัวเราะคิกคักออกมาแบบเขินๆ
“ไว้วันหลังเรามาลองกันใหม่นะ ยังมีเรื่องอื่นๆ ให้เลียนแบบอีกเพียบเลย” โมเสนอด้วยน้ำเสียงร่าเริงเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่
“ว้าย ไม่เอาหรอก แค่นี้ก็พอแล้ว ดูไปคนเดียวเถอะ คนลามก” ไอซ์กล่าวปฏิเสธทันที ก่อนจะลุกเดินหนีคว้าเสื้อผ้าเดินออกไปเข้าห้องน้ำเพียงลำพัง
“เอ้า! รอด้วยดิ ขออาบด้วย” โมส่งเสียงโหวกเหวก ก่อนจะรีบลุกตามเธอเดินออกนอกประตูห้องนอนไปอีกคน
=======================================
เมื่อได้รับไฟเขียวจากแฟนสาวสุดที่รักแล้ว โมจึงเกิดความสบายใจที่จะร่วมงานกับเฮียจุ้ยต่อไป โดยที่รูปแบบการทำงานก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม
คือโมรับไฟล์งานจากเฮียจุ้ยกลับมาทำที่บ้านตามลำพัง โดยไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกองถ่ายให้วุ่นวายใจ ทั้งสะดวกสบาย แถมยังได้เงินง่ายอีกด้วย
กระทั่งวันหนึ่งในช่วงเดือนธันวาคม... เฮียจุ้ยก็เป็นฝ่ายโทรศัพท์มาหาโมด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นแบบผิดสังเกต
พร้อมกับออกปากชักชวนเป็นเชิงบังคับให้เขาเข้าไปดูงานที่กองถ่ายด้วยกัน
“เฮ้ยโม เอ็งต้องมาดูด้วยกันว่ะ คนนี้แม่งเด็ดจริง น่ารักมาก ยังใหม่ๆ สดๆ ซิงๆ เลย ไม่เคยถ่ายงานแบบนี้มาก่อน ทั้งขาว ทั้งเนียนไปทั้งตัว
เฮียเห็นแว้บแรกยังอยากลงไปเล่นเป็นพระเอกเองเลย” เฮียจุ้ยอวดอ้างสรรพคุณของนางเอกใหม่ที่กำลังจะได้ร่วมงานด้วยกัน
“เห… ขนาดนั้นเลยเหรอเฮีย? เว่อร์ไปเปล่า?” โมพูดกลั้วหัวเราะ ไม่ใคร่ปักใจเชื่อเท่าไรเพราะรู้ดีถึงนิสัยขี้คุยใส่ไข่ของคู่สนทนา
“จริงสิวะไอ้ห่า ถ้าไม่จริงเฮียจะเสียเวลาโทรมาชวนเอ็งแบบนี้เหรอ ที่โทรมาชวนนี่ก็เพราะว่าแอบเสียดายแทนเอ็งหรอก
เดี๋ยวจะมางอแงหาว่าเฮียไม่ชวนทีหลัง” ผู้กำกับรุ่นใหญ่ย้ำหนักแน่น
“ไหนๆ มีรูปตัวอย่างเปล่า? ส่งมาให้ดูในไลน์หน่อย อยากรู้จะสวยขนาดไหน” โมเอ่ยขออีกฝ่าย
“ไม่มีเว้ย ของงี้อยากดูจริงๆ มันต้องมาดูให้เห็นกับตาตัวเอง” เฮียจุ้ยปฏิเสธทันควัน
“โว๊ะ! ขี้งก เดี๋ยวผมก็ไม่ส่งงานที่แก้เสร็จแล้วไปให้เลย” ชายหนุ่มแกล้งขู่ไปแบบขำๆ
“ก็เอาเด้ ถ้าเอ็งไม่อยากได้เงินสี่พันน่ะ ลองดู” เฮียจุ้ยตอบกลับมาอย่างไม่ยี่หระ
“แหม ล้อเล่นน่าเฮีย ใครจะไปกล้า” เขารีบอ้อน
“สรุปเอ็งจะไปมั้ย? ถ้าไป เดี๋ยวพรุ่งนี้เฮียจะได้วนรถเข้าไปรับหน้าบ้าน แล้วค่อยนั่งไปด้วยกันตอนสายๆ ซักเก้าโมงครึ่งก็ได้” เฮียจุ้ยวกกลับมาที่คำถามของตัวเองอีกครั้ง
“อืม... มมมม ไปก็ไป ถ้าเฮียยืนกรานขนาดนี้” โมตอบเรียบๆ
“เออ ตามนั้นนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เฮียค่อยถามทางเข้าบ้านเอ็งอีกทีตอนสายๆ แค่นี้นะ” อีกฝ่ายย้ำ
“โอเค ไว้เจอกันพรุ่งนี้เฮีย บายๆๆ” โมตอบแล้วกดตัดสาย
พอรุ่งขึ้น... เฮียจุ้ยก็มาปรากฏตัวอยู่ที่หน้าบ้านของโม พร้อมกับรถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีดำคันใหญ่ ผู้กำกับใหญ่นั้นกำลังยืนสูบบุหรี่อยู่ในชุดเสื้อโปโลสีกรมท่า
ท่อนล่างเป็นกางเกงขาสั้นสีเทามีเข็มขัด กับรองเท้ารัดส้นหนังสีน้ำตาลไหม้ตรงหน้าประตูรั้ว ดูไปดูมาแทบไม่ต่างจากเสื้อผ้าที่ชายหนุ่มเคยเห็นแกสวมใส่เวลามาออกกำลังกายที่สวน
พอเจอหน้าโมที่กำลังเปิดประตูออกมาจากบ้าน เจ้าตัวก็ส่งเสียงทักทายโหวกเหวกขึ้นมาอย่างร่าเริง
“ฮั่นแน่! ไหนตอนแรกบ่นไม่อยากไปๆ พอถึงเวลาล่ะแต่งหล่อมาเลยนะเอ็ง” เฮียจุ้ยกล่าวแซวถึงเครื่องแต่งกายของโม
“หล่อเหล่ออะไรเฮีย แค่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์เอง” โมบ่นอุบอิบ พลางใช้มือพับชายแขนเสื้อยืดสีดำสนิทขึ้นมาทบไว้ที่บริเวณข้อศอกทั้งสองข้าง
“อย่างน้อยๆ ก็หล่อกว่าชุดเฮียล่ะวะ ป่ะๆ ไปเหอะ จะได้มีเวลาแวะหาอะไรกินตอนเช้าด้วย” หนุ่มใหญ่เอ่ยรวบรัด พลางกวักมือเรียกคู่สนทนาให้ขึ้นรถ
แล้วฟอร์จูนเนอร์คันงามก็ออกตัวพาทั้งคู่มุ่งหน้าไปยังจุดหมายต่อไป...
ในวันที่รักหลงทาง #66
ขออนุญาตเปลี่ยนแผนกะทันหันครับ ดันปั่นจบตอนได้ทันเวลาซะงั้น
เดิมทีผมตั้งใจว่าจะเว้นลงตอนใหม่ในช่วงเดือนตุลาคมไปเลย แต่คิดไปคิดมา มันจะเว้นระยะนานไปหน่อย เลยขอเปลี่ยนมาลงในสัปดาห์นี้แทน
แล้วตอนหน้าค่อยเว้นวรรครอหลังจบเดือนตุลาคมนะครับ ให้เสร็จพิธีส่งพ่อหลวงเรียบร้อยเสียก่อน ค่อยกลับมาลงต่อ
เออ ผมลืมเขียนคำโปรยไปเลย
ตอนนี้มีงานบูชาครู 'รุ่นน้องของสามี' ผลงานของท่าน 'พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ' เอ้ย 'กระเด้าชำนาญ' ด้วยนะครับ
-----------------
รถฟอร์จูนเนอร์สีดำขับพาผู้โดยสารต่างวัยทั้งหนุ่มใหญ่และหนุ่มเล็ก มาจอดหยุดอยู่ที่หน้าทาวน์เฮาส์หลังใหญ่แห่งหนึ่งในย่านรังสิต ซึ่งนอกจากรถคันที่โมนั่งมากับเฮียจุ้ยแล้วก็ยังมีรถตู้โตโยต้าคอมมิวเตอร์สีเงิน กับรถยนต์ฮอนด้าซีวิคสีขาว ที่จอดเรียงติดกันอยู่บริเวณหน้าบ้านอีกอย่างละหนึ่งคัน
“บ้านใครเนี่ยเฮีย?” โมเอ่ยถามขณะก้าวลงจากรถ ก่อนจะใช้สายตากวาดสำรวจสภาพโดยรอบด้วยความสนใจ ตัวบ้านที่เขาเห็นนั้นจัดว่าใหญ่โตและดูหรูหราอยู่ไม่น้อยทีเดียว
“บ้านเสี่ยชลชนะ นายทุนน่ะ แกซื้อไว้ใช้ให้ถ่ายหนัง” เฮียจุ้ยตอบเรียบๆ
“โห ลงทุนเนอะ” ชายหนุ่มพยักหน้ารับพลางทำเสียงทึ่งๆ
“ไม่ใช่หลังเดียวนา โน่น อีกสามหลังที่ติดกันทางขวามือนี่ก็ของแกซื้อไว้เหมือนกัน แล้วก็อีกสองหลังที่ทุบรวมกันอยู่ฝั่งตรงข้ามโน่นก็ใช่ อันนั้นซื้อมาทำไว้เป็นโฮมออฟฟิศให้กองถ่าย บ้านแถบนี้ทั้งแถบก็ของแกทั้งนั้นแหละ เอาไว้ถ่ายหนังโป๊โดยเฉพาะ หลังนึงก็ปาเข้าไปตั้งห้า-หกล้านโน่นแน่ะ” เฮียจุ้ยตอบแล้วชี้นิ้วไล่ไปตามบ้านทีละหลัง ทำเอาคนฟังถึงกับเบิกตาโพลง
“หา? ทุกหลังเลยอ่ะนะ? รวยขนาดนั้นเลย?” ชายหนุ่มอุทาน
“รวยสิวะ ก็แกเป็นเจ้าของบ่อนพนันตัวพ่อของประเทศคนนึงเลยนี่นา ฉายา ‘ชนชนะ ช. บางซื่อ’ น่ะ เอ็งเคยได้ยินมั้ยล่ะ?” เฮียจุ้ยเอ่ยถามกลับ ส่วนคนฟังก็เพียงส่ายหน้า
“ไม่คุ้นเลย ผมไม่ค่อยได้อ่านข่าวไรพวกนี้หรอก” โมตอบตามตรง
“บ๊ะ! เอ็งนี่โลกแคบแท้ ป่ะๆ เข้าไปข้างในเหอะ” คู่สนทนากล่าวตัดบท แล้วเดินอาดๆ เข้าประตูรั้วบ้านไปตามประสาเจ้าถิ่น โดยมีร่างของโมที่ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก รีบก้าวตามหลังเข้าไปแบบติดๆ
เบื้องหน้าของทั้งสองคือร่างของชายหนุ่มผิวคล้ำเข้มคนหนึ่งในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ กำลังยืนสูบบุหรี่พ่นควันปุ๋ยๆ อยู่อย่างสบายใจเฉิบ และพอฝ่ายนั้นสังเกตเห็นถึงการมาของเฮียจุ้ยกับโมเข้า เจ้าตัวก็รีบยกมือไหว้พลางเอ่ยทักทายผู้มาเยือนทันที
“อ้าวพี่จุ้ย หวัดดี มาไวจัง” ชายแปลกหน้าเอ่ยทักทายผู้กำกับรุ่นใหญ่อย่างคนคุ้นเคย
“เออๆ หวัดดี พอดีวันนี้พาเด็กมันมาดูงานด้วย ก็เลยออกเช้าหน่อย นี่ไอ้โม เด็กที่ทำกราฟฟิกให้กู ส่วนนี่ไอ้เอ๋ง ตากล้องคู่ใจเฮียเอง ตั้งแต่สมัยยังทำละครมาด้วยกัน” เฮียจุ้ยกล่าวแนะนำทั้งสองฝ่ายให้รู้จักกัน
“พี่ชื่อเอ๋งจริงเหรอฮะ?” โมเอ่ยถามทันทีเมื่อได้ยินชื่ออีกฝ่าย พร้อมกับรอยยิ้มที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนหน้าของอีกสองคนที่เหลือ
“เปล่าหรอก ชื่อเล่นจริงๆ น่ะคือเก๋ง แต่พี่จุ้ยแกชอบตั้งชื่อบ้าๆ บอๆ ให้ลูกน้อง ทำไปทำมา จากเก๋งก็เลยกลายเป็นเอ๋งแบบนี้นี่แหละ” เจ้าของชื่อเล่าที่มาที่ไปให้ฟังอย่างอารมณ์ดี
“ก็เหมาะกับมึงดีนี่หว่า เวลาเมาทีไร กลายร่างจากคนเป็นหมาทุกที ถ้าไม่เรียกเอ๋งแล้วจะให้เรียกอะไรวะ?” เฮียจุ้ยหยอดมุกแทรกขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะร่วน
“ก็เหมือนที่คนอื่นเค้าเรียกพี่ว่า ‘จุ๊ยจุ้ย’ เพราะพี่ขี้จุ๊ยใช่มั้ย?” อีกฝ่ายสวนกลับพร้อมอมยิ้ม
“ไอ้เวร! กวนตีน ลามปามแระมึง” ผู้กำกับใหญ่สบถใส่ลูกน้อง ในขณะที่อีกสองคนหลุดขำออกมาพร้อมๆ กัน
“ข้างในเป็นไงมั่งวะ? เซ็ตกันเสร็จยัง?” เฮียจุ้ยเอ่ยถามคู่สนทนา
“ก็เกือบหมดแล้วพี่ เซ็ตไฟแล้ว คอสตูมก็ครบแล้ว ไอ้เป็ดกำลังออกไปซื้อข้าวกล่อง อ้อ น้องจิ๊บก็มาแล้วนะ ให้อีกิ่งแต่งหน้าให้อยู่ข้างในเนี่ย เหลือแค่ไอ้พจน์คนเดียวนี่แหละที่ยังไม่โผล่หัวมาซักที” เอ๋งร่ายชื่อทีมงานที่โมไม่รู้จักขึ้นมา ในขณะที่เฮียจุ้ยฟังแล้วก็ส่ายหัวเบาๆ อย่างเอือมระอา
“ไอ้ห่านี่สายทุกงาน แม่งคิดว่าตัวเองเป็นลูกรักของเสี่ยไง เลยทำตัวเหลวไหลไม่เกรงใจคนอื่นเค้าได้แบบนี้” ผู้กำกับใหญ่ก่นด่าถึงนักแสดงชื่อพจน์ ซึ่งโมมารู้ทีหลังว่าเจ้าตัวก็คือพระเอกของเรื่องนั่นเอง
“ป่ะ! เราเข้าไปทักทายนางเอกกันหน่อยดีกว่า จะได้รู้ว่าสวยสมกับที่เฮียอุตส่าห์ลากเอ็งมาถึงนี่รึเปล่า” เฮียจุ้ยกวักมือเรียกโมให้เดินเข้าไปในตัวบ้านด้วยกัน ก่อนที่ผู้กำกับใหญ่จะพาเขาเดินเลาะผ่านห้องรับแขกขึ้นบันไดไปยังห้องแต่งตัวที่ชั้นสอง ใช้มือเคาะหน้าประตูเป็นเชิงแจ้งเตือนถึงคนในห้องอยู่ 2-3 ที แล้วจึงออกแรงหมุนลูกบิดผลักบานประตูให้เปิดออกโดยไม่เสียเวลารอคำตอบ
“หวัดดีจ้าๆ” เฮียจุ้ยยื่นหน้าเข้าไปทักทายเพื่อนร่วมงานที่นั่งอยู่ภายในห้องทั้งสองคนด้วยน้ำเสียงเบิกบาน
สมาชิกรายแรกที่สายตาของโมกวาดไปเห็นนั้นเป็นกะเทยสาวผมยาว หน้าตาคมเข้มคิ้วดกคล้าย ‘ตั๊ก บริบูรณ์’ ซึ่งกำลังนั่งอยู่บนโซฟาในชุดเดรสสีชมพูสั้นเสมอหู เนื้อผ้าบริเวณทรวงอกนั้นนูนทะลักออกมาจนมองเห็นเป็นทรวดทรงที่ถูกเสริมแต่งผ่านมือมีดหมอมาเป็นอย่างดี ที่มือของเธอนั้นมีแปรงปัดแก้มด้ามเล็กเสียบค้างติดอยู่ที่ปลายนิ้ว เนื่องจากว่าเจ้าตัวกำลังติดพันอยู่กับภารกิจเสริมสวยให้แก่นางเอกของเรื่อง ผู้ซึ่งกำลังนั่งหลับตาสนิทอยู่บนโซฟาข้างๆ กันในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำสีขาวบริสุทธิ์ และพอหญิงสาวได้ยินเสียงทักทายของเฮียจุ้ยเข้า เธอก็รีบเบิกตาขึ้นมามองตามที่มา ก่อนจะยกมือไหว้สวัสดีผู้กำกับรุ่นใหญ่ด้วยน้ำเสียงเกร็งๆ
“หวัดดีค่ะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงเบา หน้าตาของเธอดูจะฉายแววอึดอัดแปลกๆ ออกมาชอบกล เมื่อได้พบหน้าของคนทั้งสอง
“ดีจ้ะ... สาวๆ นี่ไอ้โม ทีมกราฟฟิกพี่ วันนี้พามาออกงานเปิดหูเปิดตาข้างนอก” เฮียจุ้ยแนะนำโมให้สองสาวได้รู้จักแบบเร็วๆ
“หวัดดีค่าน้องโม” กะเทยสาวเอ่ยทักทายเขาด้วยน้ำเสียงหวานแหววชวนเลี่ยน ทำเอาชายหนุ่มถึงกับเผลอหลุดยิ้มเจื่อนๆ ออกมาด้วยความขัดเขิน ก่อนจะรีบผงกศีรษะเบาๆ ให้เธอเป็นเชิงตอบรับตามมารยาท
“คนนี้น้องจิ๊บ นางเอกใหม่ถอดด้าม น่าจะแก่กว่าเอ็งแหละ ส่วนนี่ อีกิ่ง... เป็นเมคอัพควบสไตล์ลิสต์ สองดุ้นในตัวเดียว ทูอินวัน” เฮียจุ้ยหันมาหยอดมุกกับโม
“แหม! พี่จุ้ย ทีจิ๊บล่ะเรียกน้องเรียกนุ่ง ทีหนูล่ะเรียกอีเลยนะ โคตรสองมาตรฐานเลย” กิ่งส่งเสียงโวยวายออกมาแบบงอนๆ ขณะที่ทางฝ่ายผู้กำกับและโมก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ จะมีก็เพียงแค่นางเอกสาวเท่านั้น ที่ดูมีท่าทีสำรวมและเก็บอาการยังไงชอบกล
“เอ๊า! ก็แน่ซีวะ อย่างเอ็งกับน้องจิ๊บเนี่ย คนละคลาสกันเห็นๆ คนนึงสวยอย่างกะนางฟ้า ส่วนอีกคนแม่งอย่างกะซาตาน” ผู้กำกับใหญ่เอ่ยเสียงดังฟังชัด
โมอาศัยจังหวะที่เฮียจุ้ยกับลูกน้องกำลังมัวแต่ต่อปากต่อคำกัน ลอบพินิจใบหน้าของสาวจิ๊บอีกครั้งอย่างละเอียด จึงพบว่าคำโฆษณาที่เฮียจุ้ยเคยกล่าวอ้างไว้ถึงเธอนั้นไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย ภายใต้รองพื้นบางๆ กับเนื้อครีมของลิปสติกบนริมฝีปาก สิ่งที่โมได้เห็นก็คือใบหน้าของหญิงสาวที่ดูน่ารักสดใสสมวัย คะเนจากสายตาของเขาแล้วเธอน่าจะมีอายุราวๆ ยี่สิบปลายๆ ถึงสามสิบต้นๆ ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้
ใบหน้ารูปไข่ของเธอช่างสอดรับและเหมาะเจาะกับเครื่องหน้าที่สะสวย ชวนสะกดทุกสายตาของเพศชายที่ได้มอง ตาสองชั้น ปากนิด จมูกหน่อย พวงแก้มขาวอมชมพูนั้นดูน่าจูบ กับลักยิ้มบนแก้มที่ทำให้โลกพลันสดใสขึ้นมาได้ชั่วขณะ เส้นผมยาวตรงสีน้ำตาลอ่อนถูกกะเทยสาวรุ่นพี่จัดทรงมัดไว้เป็นกระจุกอยู่บนศีรษะด้านหลัง เปิดเผยให้เห็นถึงใบหูขาวๆ ที่มีปอยผมห่มคลอเคลียอยู่บางๆ ทำให้หญิงสาวดูเซ็กซี่สะดุดตาขึ้นมา ทั้งๆ ที่เจ้าตัวยังสวมเสื้อผ้าปิดบังร่างกายอยู่อย่างมิดชิดแท้ๆ และแม้ว่าบนใบหน้าของสาวเจ้าจะปรากฏรอยยิ้มบางๆ ออกมาตลอดเวลาที่มีการพูดคุย แต่สิ่งที่โมได้เห็นและพบเจอจากในแววตาของเธอนั้น มันกลับมีแต่ความรู้สึกว่างเปล่าและซึมเศร้าที่ปรากฏหลงเหลืออยู่ภายใน
ยิ่งเห็นก็ยิ่งทำให้โมบังเกิดคำถามขึ้นมาในใจ ว่าทำไมผู้หญิงหน้าตาน่ารักขนาดนี้ ถึงต้องยอมเปลืองเนื้อเปลืองตัวมาเล่นหนังขายเรือนร่างให้กับเฮียจุ้ยได้ ซึ่งก็เหมือนว่าทางผู้กำกับใหญ่จะแอบอ่านใจเขาออก เพราะเมื่อถึงจังหวะที่ทั้งคู่เดินลงบันไดออกมาจากห้องด้วยกัน เจ้าตัวก็เลยชิงเปิดปากเล่าประวัติของนางเอกสาวคนล่าสุดให้ชายหนุ่มฟังทันที โดยที่ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายถาม
“หนูจิ๊บเนี่ย เค้ามาเล่นหนังใช้หนี้พนันให้แฟนตัวเอง” เฮียจุ้ยเริ่มต้นเล่าเมื่อทั้งคู่เดินพ้นห้องแต่งตัวออกมาไกลพอสมควรแล้ว
“อ้าว? เหรอ? แล้วนี่ผู้ชายมันก็ยอมปล่อยให้แฟนมาหาเงินใช้หนี้แทนตัวเองเนี่ยนะ?” โมทำเสียงประหลาดใจ ถ้าหากว่าเป็นตัวเขาเองที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ก็ไม่มีทางเลยที่เขาจะยอมเสียศักดิ์ศรีไปให้ไอซ์ช่วยแก้ไขปัญหาที่ตัวเองเป็นผู้ก่อไว้แน่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปัญหาเรื่องการพนันแบบนี้
“จะให้ทำไงได้ล่ะ ก็แม่งหาทางออกไม่ได้แล้วจริงๆ นี่หว่า ติดหนี้เค้าอยู่ตั้งเกือบสี่แสน เงินเดือนกับแฟนสองคนรวมกันแล้วยังไม่พ้นสี่หมื่นเลย จะไปหาที่ไหนมาจ่ายได้” เฮียจุ้ยว่าต่อ
“แต่ก็น่าจะมีวิธีอื่นป่ะ? อย่างไปกู้ธนาคาร หรือหยิบยืมพ่อแม่ญาติพี่น้องมาใช้ก่อนน่ะ ไม่เห็นจำเป็นจะต้องให้แฟนมาเล่นหนังเปลืองตัวแบบนี้เลย” โมถามขมวดคิ้ว เมื่อแน่ใจแล้วว่าหญิงสาวเองก็ไม่ได้เต็มใจที่จะก้าวย่างเข้ามาในเส้นทางสายนี้สักเท่าไร
“ก็ถ้าไปเป็นหนี้กับคนอื่นมันก็คงทำได้แหละ แต่นี่แม่งเสือกพลาดมาเป็นหนี้กับบ่อนของเสี่ยชลไง พอแกรู้ว่าไอ้นี่มีแฟนหน้าตาดีก็เสร็จเลยสิ โดนเสี่ยส่งลูกน้องไปบีบถึงห้อง บังคับให้เซ็นสัญญาใช้หนี้ด้วยร่างกายตัวเอง ไม่ใช่อะไรหรอก ที่เสี่ยแกทำแบบนี้ก็เพราะกะจะเคลมน้องจิ๊บเองด้วยไง ก่อนจะมาถึงนี่น้องแกก็โดนเสี่ยชลจัดการจนหนำใจไปเรียบร้อยแล้ว แกถึงยอมปล่อยมาเล่นหนังเฮียต่อ” เฮียจุ้ยยกมือป้องปากกระซิบกระซาบความจริงให้โมฟัง ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นเข้าก็ถึงกับทำตาโตตกใจ
“ฮ้า!? คนเรามันจะบังคับกันได้ง่ายๆ แบบนั้นเลยเหรอเฮีย?” โมเอ่ยถามหน้าตื่น
“กับคนอื่นน่ะเฮียไม่รู้หรอก แต่กับเสี่ยชลเนี่ย เฮียเชื่อว่ะ ว่าแกทำได้จริง ก็คิดดูแล้วกัน ขนาดเปิดบ่อนใหญ่โตอยู่ตรงแถบบางซื่อ ชาวบ้านชาวช่องร้านตลาดก็รู้กันทั่ว ตำรวจมันก็รู้ แต่ก็ไม่มีใครกล้าบุกเข้าไปจับ เพราะอะไร? ก็เพราะว่าแกมีแบ็คดีไง พ่อก็เป็นอดีตกำนันมีชื่อแถบภาคอีสาน ตัวเองก็ซี้ปึ้กกับนายพลตำรวจ แถมพี่ชายก็เคยเป็นส.ส.เขตนั้นมาก่อน นอกจากบ่อน อาบอบนวดแล้วแกยังทำธุรกิจโน่นนี่อีกสารพัด แต่ละอย่างก็มืดๆ เทาๆ ทั้งนั้นแหละ ก็เห็นอยู่สุขสบายร่ำรวยมาได้ตั้งเป็นสิบยี่สิบปี คิดดูสิ คนอายุยังไม่ถึงห้าสิบ มีอำนาจเงินทองมากขนาดนี้” เฮียจุ้ยร่ายเรียงประวัติของบุคคลต้นเรื่องให้เขาฟังแบบยาวเหยียด
“งี้นี่เอง... จะว่าไปก็สงสารพี่จิ๊บเค้าเหมือนกันนะแบบนี้ ไม่ได้เต็มใจมาทำซักหน่อย เพราะความผิดแฟนตัวเองแท้ๆ เหมือนอนาคตพังไปเลย แค่เพราะเลือกคบผู้ชายผิด” โมรำพึงรำพันด้วยความเห็นใจ
“ทำไงได้ชีวิตคนจนๆ อย่างเราแม่งก็แบบนี้แหละวะ หลายๆ อย่างแม่งก็เลือกไม่ได้ ที่ทำได้ก็แค่พยายามประคองตัวเองให้มีกินมีใช้ มีชีวิตรอดไม่เจ็บไข้ไปวันๆ นี่ถือว่ายังดีแล้วนะที่มีโอกาสปลดหนี้เป็นก้อนๆ ไป ถ้าเกิดโชคร้ายบางคนแม่งโดนอุ้มฆ่าล้างหนี้ไปแล้วก็มี” เฮียจุ้ยกล่าวสรุปตัดพ้อแทนความในใจของใครอีกหลายคน
“แล้วนี่แฟนเค้าไปไหน? ทำไมไม่มาอยู่เป็นเพื่อน ปัญหาตัวเองแท้ๆ” โมถามอีก
“โดนเสี่ยสั่งห้ามไม่ให้มาอ่ะดิ” เฮียจุ้ยตอบทันที
“เฮ้อ เวรกรรมแท้ๆ” ชายหนุ่มฟังแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวเบาๆ
“เอ็งก็อย่าเผลอไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องพนันขันต่อเด็ดขาดเลยล่ะ ของพวกนี้มันทำใครๆ เสียคนกันมาตั้งเท่าไหร่แล้ว” อีกฝ่ายเตือน
“ไม่มีหรอกน่า ผมไม่ชอบเล่นพนันอยู่แล้ว” เขากล่าวตัดบทเรียบๆ
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงถัดจากนั้น พระเอกหนุ่มที่ชื่อพจน์ก็เดินทางมาถึงกองถ่ายเป็นคนสุดท้าย แต่แทนที่เจ้าตัวจะแสดงท่าทีสลดหรือเอ่ยปากขอโทษขอโพยแก่ทีมงานทุกคนที่อดทนรออยู่ ชายหนุ่มกลับทำเพียงแค่ส่งยิ้มและยกมือทักทายเฮียจุ้ยด้วยสีหน้าระรื่น ก่อนจะเดินไปขอบุหรี่จากเอ๋งแล้วเดินออกไปสูบที่หน้าบ้านอย่างสบายใจเฉิบ แค่ปะหน้ากันเพียงไม่ถึงนาที โมก็พอจะตระหนักได้บ้างแล้วว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นคนที่ค่อนข้างยึดถือตัวเองเป็นที่ตั้งมากขนาดไหน
จากการลอบสังเกตแบบคร่าวๆ โมจึงพบว่าพจน์เองก็จัดเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาเข้าขั้นโอเคคนหนึ่ง แม้ว่าใบหน้าจะไม่ได้หล่อเหลาถึงขั้นเทียบเคียงกับเขาได้ แต่ก็ถูกทดแทนด้วยผิวพรรณที่ออกไปทางขาวผ่อง ดูสะอาดสะอ้านตามแบบฉบับของลูกหลานเชื้อสายจีน บวกกับรูปร่างที่ดูกำยำบึกบึน มีมัดกล้ามที่ทั้งใหญ่และหนากว่าของโมอย่างเห็นได้ชัด ส่วนสูงประเมินด้วยตาแล้วก็น่าจะเกิน 180 แน่ๆ และอายุอานามก็ดูจะไม่ห่างจากวัยของเขาเท่าไรนัก แม้ว่าแววตาของชายหนุ่มเบื้องหน้าจะสะท้อนให้เห็นถึงความกร้านโลกในแบบฉบับที่โมเองก็ไม่มีทางเข้าใจออกมา
กระทั่งเมื่อทีมงานและนักแสดงทุกคนมารวมตัวกันอยู่แบบพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว เฮียจุ้ยจึงเริ่มต้นบรีฟบทให้แก่นักแสดงนำทั้งสองของเรื่องอย่างละเอียดและจริงจัง ไล่ตั้งแต่เนื้อหาภายในฉากคร่าวๆ ว่าเหตุการณ์จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง รวมถึงการซักซ้อมท่าทางและสีหน้าให้แก่คนทั้งคู่ ว่าควรจะต้องแสดงท่าทียังไง ดิ้นรนขัดขืนหรือปล่อยตัวปล่อยใจกันแค่ไหน ลากยาวต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงสิบเอ็ดโมงครึ่งไปจนถึงช่วงบ่าย เฮียจุ้ยจึงค่อยสั่งเดินหน้าถ่ายทำตามแผนการที่ได้วางเอาไว้ในวันนี้
โดยหนังของพวกเขาในคราวนี้มีชื่อเรื่องว่า ‘รุ่นน้องของสามี’ เนื้อหาคร่าวๆ เป็นเรื่องของ ‘เมย์’ หญิงสาวที่บังเอิญไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเกินเลยกับ ‘นนท์’ ชายหนุ่มผู้เป็นรุ่นน้องคนสนิทของสามีตัวเอง ในระหว่างที่ ‘โอ’ สามีของเธอบินไปทำธุระอยู่ที่ต่างประเทศ และฉากที่พวกเขาต้องถ่ายทำกันในวันนี้ก็ถือเป็นองค์ประกอบหลักสำคัญของเรื่องเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือฉากเลิฟซีนถึงพริกถึงขิงระหว่างคู่พระนาง
ภายหลังจากที่เจ้านนท์อาศัยลูกตื๊อติดพันขออาสาขับรถมาส่งเมย์ถึงที่บ้าน หลังจากไปกินเลี้ยงและดื่มฉลองกันมาข้างนอก แล้วแกล้งทำเป็นเมาหลับขับต่อไม่ไหว จนสาวรุ่นพี่ต้องยอมให้ชายหนุ่มมานอนค้างคืนอยู่ที่โซฟาห้องรับแขกบ้านตัวเองอย่างจำใจ แม้จะแอบกังวลเพราะกลัวว่าจะตกเป็นขี้ปากของเพื่อนบ้านคนอื่นๆ อยู่ไม่น้อย จนสุดท้ายก็ดันเกิดเหตุการณ์เลยเถิดขึ้นจนยากที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนจะย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก
ด้วยความที่ฉากอื่นๆ อย่างฉากงานเลี้ยงปาร์ตี้ และฉากที่สามีของเมย์กลับมาถึงบ้านนั้น ทางทีมงานก็ได้มีการถ่ายทำกันไปเสร็จเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อวาน ทำให้คิวถ่ายของวันนี้ทั้งวัน จึงเป็นการเทคิวให้สำหรับฉากเลิฟซีนเข้าพระเข้านางกันโดยเฉพาะ และเป็นเหตุผลให้เฮียจุ้ยตัดสินใจชวนโมมาดูที่กองถ่ายในวันนี้ด้วยนั่นเอง
ซึ่งนอกจากตัวเขา เฮียจุ้ย เอ๋ง กิ่ง และนักแสดงอีกสองคนในเรื่องอย่าง พจน์ และจิ๊บแล้ว ก็ยังมีทีมงานผู้ชายอีกสองคนที่เป็นเสมือนมือซ้ายมือขวาของผู้กำกับ คอยดูแลเรื่องจัดฉากจัดไฟ สลับกับคอยวิ่งรอกไปหยิบนู่นหยิบนี่มาเข้ากองเป็นระยะๆโดยนอกเหนือจากผู้กำกับ ตากล้อง คนถือไมค์บูม และนักแสดงทั้งสองคนที่ประจำการอยู่ภายในห้องนอนแล้ว ทีมงานคนอื่นๆ ที่เหลือรวมถึงโมก็จะไปนั่งคอยติดตามผลงานผ่านทางจอมอนิเตอร์ที่ต่อไว้ในห้องแต่งตัวข้างๆ เพื่อไม่ให้เป็นการไปรบกวนสมาธิต่อนักแสดงทั้งสอง
ซึ่งสำหรับผู้กำกับบางคนก็อาจจะเลือกนั่งประจำการอยู่ที่หน้าจอมอนิเตอร์พร้อมทีมงาน เพื่อให้ได้เห็นภาพบนจอชัดเจนที่สุด แต่สำหรับตัวของเฮียจุ้ยผู้คร่ำหวอดในวงการมาอย่างยาวนานแล้ว เขากลับชอบที่จะใช้เวลาอยู่ร่วมกันในห้องพร้อมกับนักแสดง เพื่อที่จะคอยสื่อสารกำกับอารมณ์ทางการแสดงให้ออกมาถูกต้องสมใจ ณ วินาทีนั้นเลยมากกว่า
โลเกชั่นของฉากเลิฟซีนที่ว่านี้ก็คือห้องนอนขนาดใหญ่ ที่เมย์ใช้เป็นที่พำนักพักผ่อนร่วมกับสามีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ซึ่งตามบทแล้วเหตุการณ์ทั้งหมดจะต้องเกิดขึ้นในตอนกลางคืน หลังจากที่หญิงสาวผล็อยหลับไปเพราะความมึนเมาเรียบร้อยแล้ว แต่ทว่ากองถ่ายกลับเลือกใช้เวลาถ่ายทำกันในช่วงกลางวันแสกๆ ซึ่งที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่าห้องนอนที่ใช้เป็นสถานที่เซ็ตถ่ายนั้น มันไม่มีหน้าต่างใดๆ พอให้แสงแดดส่องผ่านเข้ามาได้เลยนั่นเอง จึงทำให้แสงไฟในภาพที่ออกมาดูมืดๆ เหมือนกันไปหมด
ภาพที่กำลังปรากฏอยู่บนจอมอนิเตอร์นั้นคือร่างของสาวจิ๊บในบทเมย์นางเอกของเรื่อง กำลังแสร้งทำทีเป็นนอนหลับใหลอยู่บนเตียงนอนโดยมีผ้าห่มปิดคลุมขึ้นมาถึงช่วงเอว ภายใต้ผ้าห่มผืนหนานั้นคือเรือนร่างขาวเนียนในชุดนอนเนื้อผ้าซาตินบางเบาสีครีมอมทอง ก่อนที่ชายผ้าห่มจะค่อยๆ ถูกใครบางคนดึงลงมาจากร่างของเธอ จนเปิดเผยให้เห็นถึงชุดนอนสุดวาบหวิวที่เธอกำลังสวมใส่ พร้อมกับภาพฝ่ามือใหญ่หนาของใครคนนั้นที่กำลังเอื้อมไปลูบไล้สำรวจบนร่างกายอันอวบอิ่มของหญิงสาวด้วยท่าทีตะกรุมตะกราม
มือข้างนั้นค่อยๆ ไต่ไล่สูงจากต้นขาขาวอวบนุ่มนิ่ม เลื้อยผ่านช่วงสะโพกขึ้นไปจนถึงบริเวณทรวงอกคู่งามที่ปราศจากยกทรงคอยห่อหุ้ม ก่อนที่มันจะเริ่มออกแรงบีบขยำมันลงไปเบาๆ พอหนำใจแล้วก็ค่อยๆ เลื้อยกลับลงมาสำรวจที่ร่างกายท่อนล่างของเธออีกครั้ง โดยสอดล้วงลึกเข้าไปที่ใต้ชายกระโปรง จนสัมผัสถูกเข้ากับของสงวนของเธอ ซึ่งปราศจากอาภรณ์ชั้นในคอยห่อหุ้มไว้ไม่ต่างอะไรจากร่างกายท่อนบน
ด้วยมุมมองของภาพที่ปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอมอนิเตอร์ ทำให้โมและคนอื่นๆ ไม่สามารถมองเห็นหรือรับรู้ได้เลย ว่าฝ่ามือของพระเอกหนุ่มที่กำลังสอดล้วงเข้าไปใต้ชายกระโปรงชุดนอนของนางเอกสาวนั้น มันจะมีการเสียดสีหรือสัมผัสถูกเนื้อต้องตัวของนักแสดงสาวเข้าจริงๆ จังๆ บ้างหรือเปล่า และเสียงครวญครางเบาๆ ในลำคอ รวมถึงอาการนอนดิ้นขยุกขยิก หุบหนีบต้นขาไปมาที่สาวจิ๊บกำลังแสดงออกมานั้น มันจะเป็นเพียงแค่การแสดงไปตามบทบาท หรือแท้จริงแล้วมันคือปฏิกิริยาตอบสนองที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกจริงๆ อยู่กันแน่
ท่อนขาขาวอวบอิ่มของจิ๊บค่อยๆ ขยับถ่างอ้ากว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีศีรษะของพระเอกหนุ่มค่อยๆ มุดแทรกเข้าไปที่กลางหว่างขาของเธอ พร้อมกับใช้ปากพรมจูบไปรอบๆ น่องขา ไหลลึกเข้าไปถึงกลีบเนื้อที่ด้านใน พร้อมกับที่นิ้วมือก็คอยขยับลูบล้วงสำรวจเนินสาวของเธอไปด้วยในเวลาเดียวกัน
พอถูกเล้าโลมหนักเข้า ที่สุดแล้วหญิงสาวในเรื่องก็เลยเกิดสะดุ้งตื่นลืมตาขึ้นมามองด้วยอาการงุนงง ก่อนจะเอื้อมมือไปกดเปิดสวิตช์ไฟที่หัวเตียงจนเกิดเป็นแสงสว่างวาบขึ้นมา พอสายตาของเธอสบเข้ากับใบหน้าของหนุ่มรุ่นน้อง ซึ่งบัดนี้กำลังจับจ้องมองมาที่เธอด้วยแววตาหื่นกระหายในสภาพนุ่งกางเกงในตัวเดียว แถมที่กลางเป้าก็กำลังเกิดอาการแข็งตุงโด่เด่เป็นลำอย่างเห็นได้ชัด สาวเจ้าก็เลยส่งเสียงร้องวี้ดว้ายออกมาด้วยความตื่นตกใจ พร้อมกับที่เฮียจุ้ยก็พลันสั่งคัท ก่อนที่นางเอกสาวจะรีบขยับตัวถอยห่างออกมาจากพระเอกหนุ่ม ใบหน้าของเธอกลายเป็นสีแดงจัด เหงื่อเม็ดโตผุดพราวอยู่เต็มหน้าผาก พร้อมกับอาการหอบหายใจระรัว
“แอนด์... คัท! โอเค ฉากนี้อยู่แล้ว เยี่ยมมากทั้งสองคน เดี๋ยวต่อไปเอ๋ง ถ่ายรับหน้าจิ๊บตอนกำลังตกใจเลยนะ แล้วค่อยสลับไปถ่ายให้เห็นทางฝั่งของไอ้พจน์บ้าง ขอเห็นแบบเกือบเต็มตัวเลย ให้ชัดๆ ว่ามันโป๊อยู่ อ่ะ จัดเลย” ผู้กำกับรุ่นใหญ่สั่งการเป็นฉากๆ พร้อมกับที่ทีมงานและนักแสดงก็ดำเนินการตามอย่างเชื่อฟัง แม้ว่าทางฝั่งของจิ๊บนั้นจะดูคล้ายจะเป็นการจำใจยอมตามเหมือนคนปลงตกต่อชะตาชีวิตตัวเองเสียมากกว่า
การถ่ายทำยังดำเนินต่อไป เมื่อนางเอกสาวเกิดรู้ตัวแล้วว่าตนเองกำลังจะถูกเจ้าหนุ่มรุ่นน้องคนสนิทของสามีออกแรงปลุกปล้ำ เธอจึงพยายามออกแรงขัดขืนฝืนใจสู้อย่างเต็มที่ เพราะไม่อยากให้ตนเองต้องตกอยู่ในสภาพของ ‘หญิงสองชาย’ ให้ใครเขาครหา อีกทั้งที่ผ่านมาเธอเองก็ยังไม่เคยมีประสบการณ์ถึงเนื้อถึงตัวบนเตียงกับใครนอกจากหนุ่มโอผู้เป็นสามี ซึ่งสาวจิ๊บก็สามารถแสดงฉากนี้ออกมาได้อย่างสมจริงสมจัง ราวกับว่ามันเป็นความรู้สึกต่อต้านที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจเธอจริงๆ เพราะตัวเธอเองก็พึ่งจะเคยผ่านประสบการณ์ทางเพศมาไม่กี่คนเท่านั้น แตกต่างกับทางฝ่ายของนักแสดงหนุ่ม
“นนท์! ออกไปนะ! ทำไมทำอย่างนี้!?” นางเอกสาวร้องโวยวายพลางใช้มือผลักดันร่างของเขาให้ถอยห่างออกจากตัวอย่างสมบทบาท แต่ไม่ว่าเธอจะออกแรงทั้งหยิกทั้งข่วนเพียงใด เจ้าหนุ่มนักแสดงผู้ซึ่งกำลังหื่นกระหายเต็มที่ ก็ยังคงใช้มือกอดรวบกดร่างของเธอเอาไว้จนหนีไปไหนไม่รอด ก่อนจะก้มหน้าซุกไซร้จูบหอมไปทั่วเรือนร่างของเธอผ่านทางผิวกายและเนื้อผ้าชุดนอนซาตินลื่นๆ จนทำเอาร่างขาวบางถึงกับสั่นสะท้าน
"พี่เมย์เป็นของผมนะครับพี่ ผมจะทำให้พี่มีความสุข" พระเอกหนุ่มเอ่ยปากขอด้วยน้ำเสียงออดอ้อนเหมือนเด็กๆ ขณะก้มหน้าซุกไซร้เข้าที่ซอกคอขาวเนียนของอีกฝ่ายอย่างเมามัน ก่อนจะค่อยๆ ขยับโน้มใบหน้า ลากจุมพิตให้ไหลเลื่อนต่ำลงมาที่กลางทรวงอก แล้วใช้ปากดูดดัดงับเข้าไปที่เม็ดทับทิมซึ่งกำลังแอ่นชี้ชูชันอยู่ใต้ชุดนอนบางเบาวาบหวิว จนเนื้อผ้าโดยรอบเปียกชุ่มคราบน้ำลายเป็นดวงๆ
ตามบทที่ถูกวางไว้นั้นสาวเมย์จะต้องแสดงท่าทีขัดขืนดิ้นรนออกมาในทีแรก แต่เพราะความที่เธอนั้นห่างเหินจากการประกอบกิจกามกับสามีมาเป็นเวลายาวนาน จึงทำให้การกระทำของชายหนุ่ม กลายเป็นตัวจุดสวิตช์ปลุกสัญชาตญาณดิบภายในกายของเธอให้ค่อยๆ ตื่นขึ้นอย่างช้าๆ แม้ว่าปากนั้นจะยังคงส่งเสียงร้องห้าม แต่ทว่าร่างกายของหญิงสาวมันกลับทรยศต่อหัวใจเธอ แข้งขาอ่อนปวกเปียก ได้แต่นอนระทวยอยู่ภายใต้อ้อมกอด และการรุกรานจากริมฝีปากของเขา
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มอ่อนแรงขัดขืนลงแล้ว เขาจึงสอดมือทั้งสองข้างล้วงเข้าไปที่ใต้ชายชุดนอนเธอ แล้วใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้บี้เคล้นคลึงเล่นที่ปลายถันอย่างชำนาญ จนทำให้ร่างงามถึงกับสั่นสะท้านขนลุกเกรียว พร้อมกับแอ่นอกร้องครางออกมาเบาๆ อย่างลืมตัว สัมผัสแต่ละครั้งทั้งหนักแน่นและรุนแรงจนพาลให้โมรู้สึกเสียววูบวาบตามการกระทำของคนทั้งสองไปด้วย ซึ่งความลับอย่างหนึ่งของกองถ่ายแห่งนี้ที่โมไม่เคยรู้ก็คือ... ฉากเลิฟซีนที่เกิดขึ้นในหนังทุกเรื่องนั้น มันคือการมีเซ็กส์กันจริงๆ จังๆ ของตัวแสดงต่อหน้ากล้อง เพื่อให้ได้ความสมจริงทางด้านภาพและความรู้สึกมากที่สุด ซึ่งนี่ก็เป็นนโยบายที่ถูกสั่งผ่านมาจากทางหัวเรือใหญ่ของค่ายอย่างตัวชนะชลเอง
“ซี้ดส์... สสสส์ อาห์... นนท์... ยะ... อย่าทำพี่เลย... เดี๋ยวพี่โอรู้ โอ๊ย... ซี้ดส์... สสสสส์” หญิงสาวเอ่ยอ้างชื่อสามีในบทขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทาและขาดห้วง การที่เธอยังสามารถจดจำบทที่ตัวเองต้องพูดภายใต้สถานการณ์ล่อแหลมหวาดเสียวแบบนี้ได้ ทั้งๆ ที่เป็นผลงานการแสดงเรื่องแรก ก็ทำให้โมอดนึกชื่นชมในความสามารถของเธอไม่ได้
“ก็อย่าให้พี่เค้ารู้สิครับ” พระเอกหนุ่มตอบด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วค่อยๆ ออกแรงดึงรูดชุดนอนราคาแพงของเธอให้หลุดออกมาทางต้นขา โดยที่ร่างงามนั้นแทบไม่แสดงอาการขัดขืนแต่อย่างใด
และเพียงครู่เดียวเรือนร่างขาวผ่องเป็นใยนั้นก็มาปรากฏอยู่ต่อหน้าของพระเอกหนุ่ม ผู้กำกับ และตากล้องที่นั่งประกบอยู่ข้างๆ ในสภาพเปลือยเปล่าล่อนจ้อน ในขณะที่ทีมงานคนอื่นๆ ที่เหลือซึ่งกำลังนั่งลุ้นตามผ่านมอนิเตอร์จากภายในห้องข้างๆ นั้นก็จะมองเห็นเพียงแค่ร่างกายท่อนบนอันเปลือยเปล่าของเธอลงไปถึงบริเวณท้องน้อยเท่านั้น หญิงสาวรีบยกสองมือขึ้นปิดป้องของสงวนทั้งบนและล่างด้วยความเขินอาย
ทางฝ่ายพระเอกหนุ่มก็ไม่รอช้า เขาใช้มือข้างหนึ่งจับคว้าข้อมือของเธอข้างที่กำลังแนบปิดหน้าอกตัวเองไว้ให้เปิดอ้าออก แล้ว รีบก้มหน้าลงไปใช้มือบีบคลึงทรวงเต้าขาวอวบ พลางอ้าปากงับดูดเลียที่จุกยอดปทุมถันของเธออย่างเอร็ดอร่อยราวกับทารกน้อยที่กำลังโหยหาน้ำนมของแม่ เกิดเป็นเสียงดูดดัง จ๊วบ... บบบบ จ๊วบ... บบบบ ทำเอานางเอกสาวถึงกับร้องครวญครางไม่ขาดปาก ต้องรีบยกมือขวาที่เคยใช้ปิดเนินสาวด้านล่างขึ้นมาขยุ้มจิกลงไปบนเส้นผมของนักแสดงหนุ่มแรงๆ ด้วยความเสียวกระสัน
พอท่อนล่างของจิ๊บปราศจากการปกป้อง หนุ่มพจน์จึงรีบใช้มือขวาที่ว่างอยู่เอื้อมลงไปลูบไล้ผ่านหน้าท้องแบนราบ ลากเกลี่ยลงไปตามแนวขนที่ขึ้นประดับประปรายเหนือเนินสาวโหนกนูน แล้วค่อยๆ กรีดนิ้วลากไปตามรอยแยกอย่างแผ่วเบา ก่อนจะออกแรงคลึงนิ้วมือไปมาเป็นวงกลม ทำให้ร่างของหญิงสาวพลันเกิดอาการสั่นไหววาบหวิวขึ้นมาอีกครั้ง
มุมกล้องที่โมได้เห็นผ่านทางจอมอนิเตอร์ในตอนนี้ มันคือภาพที่ถูกถ่ายช้อนขึ้นมาจากบริเวณปลายขาของนางเอกสาว ตรงกลางหว่างขาของเธอที่ถูกจับถ่างอ้าออก มีฝ่ามือใหญ่หนาของพจน์ที่กำลังขยับเคลื่อนไหวยุกยิก คอยเป็นตัวปิดป้องไม่ให้เกิดภาพอุจาดขึ้นมาแก่สายตาของคนดู แม้ว่าทั้งโมและทีมงานคนอื่นๆ จะสามารถมองเห็นถึงผิวเนื้อและพงขนน้อยๆ ที่ขึ้นอยู่บริเวณรอบๆ เนินสาวของเธอได้อย่างชัดเจนก็เถอะ
เอ๋งค่อยๆ เลื่อนกล้องไล่มาจับอยู่ที่ใบหน้าของนักแสดงทั้งสองที่กำลังจ้องสบตากันอย่างลึกซึ้ง สายตาของฝ่ายนั้นฉายแววออดอ้อนขอความรักออกมาอย่างชัดเจน ในขณะที่สายตาของหญิงสาวก็บ่งบอกถึงอาการลังเลสับสน และไม่มั่นใจกับสิ่งที่ตนเองกำลังประสบอยู่ และโดยไม่ทันตั้งตัว ชายหนุ่มก็ขยับโน้มใบหน้าเข้าไปจุมพิตที่ริมฝีปากเรียวบางของนางเอกสาวอย่างดูดดื่ม ทำเอาสาวจิ๊บถึงกับรีบหลับตาหุบเม้มริมฝีปากตัวเองเข้าหากันแทบไม่ทัน
พอถูกแรงบดบี้หนักๆ จากริมฝีปากใหญ่หนาของพจน์ ผสานเข้ากับการโจมตีของปลายลิ้นอันคล่องแคล่วและซุกซน ที่รุกล้ำเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ก็เลยทำให้สุดท้ายแล้วหญิงสาวจำต้องยอมเผยออ้าริมฝีปากของตัวเองให้เปิดออก และปล่อยให้เขาได้ควานลิ้นชอนไชเข้ามาสำรวจในโพรงปากของเธอเล่นตามใจชอบ ซึ่งภาพที่เกิดขึ้นนั้นก็ถูกเก็บบันทึกเอาไว้ผ่านทางเลนส์กล้องของเอ๋งอย่างชัดเจน
หากว่าโมได้มายืนดูอยู่ข้างๆ เตียงเหมือนเฮียจุ้ยในยามนี้ ชายหนุ่มก็จะได้เห็นถึงภาพนิ้วชี้อันเปียกลื่นของพจน์ ซึ่งกำลังค่อยๆ กดสอดแยงเข้าไปในร่องสาวของจิ๊บทีละน้อยๆ สลับกับใช้นิ้วโป้งกดบี้คลึงลงไปที่จุดกระสันด้านนอกระรัว ทำเอาหญิงสาวถึงกับออกอาการตัวเกร็ง น้ำหล่อลื่นไหลเจิ่งนองจนเปียกล้นง่ามขา เมื่อถูกสัมผัสปลุกเร้าจากชายหนุ่มผู้ช่ำชองในเกมกาม แตกต่างไปจากสัมผัสทื่อๆ ที่เธอเคยได้รับจากแฟนหนุ่มทั้งสองคนในชีวิตจริง
พอเนื้อหาดำเนินมาถึงจุดนี้ นางเอกสาวก็เลยเริ่มที่จะมีอารมณ์วาบหวิวคล้อยตามไปกับหนุ่มรุ่นน้องมากขึ้นเรื่อยๆ สองมือของเธอที่เคยออกแรงผลักไสร่างเขาออกไปเมื่อครู่ บัดนี้กลับเปลี่ยนมาเป็นการลูบคลำสำรวจไปตามเรือนร่างกำยำของเขาด้วยความสนใจใคร่รู้ ก่อนที่เธอจะตัดสินใจเลื่อนมือลงไปเกาะกุมอยู่รอบๆ แท่งลำของอีกฝ่ายอย่างลืมตัว ซึ่งเจ้าหนุ่มที่รู้สึกถึงการกระทำของเธอ ก็เลยรีบดึงมือสาวสวยให้สอดล้วงลึกเข้าไปสัมผัสกับเนื้อแท้ที่อยู่ใต้กางเกงชั้นใน ดุ้นเอ็นอันร้อนผ่าวจึงพลันเต้นกระตุกหงึกๆ อยู่ภายใต้ฝ่ามือบอบบางของหญิงสาว ทำเอาใบหน้าของเธอพลันร้อนวูบวาบขึ้นมาเฉียบพลัน เมื่อได้สัมผัสกับดุ้นเอ็นของชายอื่นนอกเหนือจากคนรักเป็นครั้งแรก
“อุ๊ย... นนท์ ทำไมของนนท์มันใหญ่อย่างนี้? อู๊ย ซี้ดส์... สสส์ อืม... มมมม” นางเอกสาวส่งเสียงครวญถามเบาหวิว พลางใช้มือกระตุกรูดแท่งเนื้อในมือเล่นจนเมือกลื่นเปรอะติดรอบนิ้วมือ ขนาดของอาวุธที่เธอสัมผัสนั้นช่างใหญ่โตและแตกต่างจากของแฟนหนุ่มแบบเทียบกันไม่ติด ในขณะที่พจน์ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ก้มลงไปใช้ปากดูดนมเธอหนักๆ จนปลายถันแทบจะยืดติดมาพร้อมกับริมฝีปากของเขา
ต่างฝ่ายต่างใช้มือเล้าโลมปลุกอารมณ์ให้กันและกันอย่างเร่าร้อนรุนแรง กระทั่งพอหนุ่มพจน์เริ่มใช้ปากจูบซุกไซร้ผ่านทรวงอกเรื่อยลงมาจนถึงบริเวณหน้าท้องขาวเนียนอวบหยุ่น และกำลังจะเลยทะลุลงไปถึงบริเวณเนินสาวตรงหว่างขาของจิ๊บ หญิงสาวก็พลันส่งเสียงร้องขอเวลานอกขึ้นมากลางคัน ก่อนจะรีบขยับตัวผุดลุกขึ้นไปนั่งหลบฉากอยู่ที่ปลายเตียงอีกฝั่งพร้อมดึงผ้าขนหนูขึ้นมาห่อบังร่างตัวเองไว้หลวมๆ ทำเอาทั้งนักแสดงหนุ่มและทีมงานในห้องถึงกับทำหน้างุนงงขึ้นมาพร้อมกัน เพราะตามบทจริงๆ แล้ว นางเอกสาวควรจะต้องบังเกิดอารมณ์ใคร่จนเป็นฝ่ายใช้มือกดศีรษะชายหนุ่มให้ลงต่ำไปจูบเนินสาวของตนเองด้วยซ้ำ
แม้จะพยายามเตรียมใจมาก่อนเข้าฉากแล้ว แต่พอถึงคราวที่จะต้องปล่อยให้นักแสดงหนุ่มได้ใช้ปากฟอนเฟ้นเล่นกับเนินสาวของตัวเองเข้าจริงๆ หญิงสาวก็เลยบังเกิดความรู้สึกขัดเขินและทนถ่ายทำต่อไปไม่ได้ และต้องยอมเอ่ยปากร้องขอเวลานอกจากทีมงานคนอื่นๆ ด้วยสีหน้าที่ไม่ใคร่จะสู้ดีนัก
“ขอโทษค่ะพี่ จิ๊บ... จิ๊บขอเวลาทำใจแป๊บนึงได้มั้ย?” สาวจิ๊บหันไปบอกกับทางผู้กำกับใหญ่ ซึ่งแม้ว่าเฮียจุ้ยจะเผลอชักสีหน้าไม่พอใจให้เห็นนิดๆ แต่สุดท้ายแล้วเจ้าตัวก็ยอมพยักหน้าปล่อยให้หญิงสาวออกไปพักตั้งหลักได้ชั่วคราว ครู่หนึ่งทั้งนักแสดงและผู้กำกับก็เปิดประตูเข้ามาที่ห้องแต่งตัวข้างๆ ซึ่งโมกับทีมงานคนอื่นกำลังนั่งรวมตัวดูมอนิเตอร์กันอยู่
“เอ้าๆ พวกมึง ออกไปรอข้างล่างกันก่อน ให้น้องเค้านั่งทำสมาธิในนี้แป๊บนึง” เฮียจุ้ยสั่งการด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด คนอื่นๆ ที่เหลือนอกจากกะเทยสาวรุ่นพี่ที่ผู้กำกับสั่งไว้ให้คอยอยู่ดูแลเป็นเพื่อน
พอเหลือกันเพียงแค่สองคนในห้องแล้วจิ๊บก็ค่อยๆ ปล่อยให้หยดน้ำตาที่ฝืนทนกักเก็บไว้มันไหลพรั่งพรูออกมาเป็นสาย หญิงสาวได้แต่นึกตัดพ้อต่อว่าโชคชะตาอันแสนจะอับเฉาของตนเอง ที่ต้องมาตกอยู่ภายใต้สถานการณ์อันเลวร้ายและชวนให้รู้สึกอดสูอย่างเช่นในยามนี้ นึกโกรธและเกลียดชายหนุ่มผู้เป็นที่รัก ซึ่งเธอทุ่มเทมอบความเชื่อมั่นไปให้หมดทั้งใจ แต่ผลสุดท้ายสิ่งที่เธอได้รับตอบแทนกลับมาจากเขา มันคือการยอมขายเรือนร่างของเธอให้คนอื่น เพียงเพื่อหวังจะเอาตัวรอดจากปัญหาที่เขาแก้ไม่ตก
แค่หวนนึกถึงภาพคืนวันที่เคยถูกเสี่ยชล ‘เล่นสนุก’ ด้วย ก็ทำให้จิ๊บถึงกับตัวสั่นสะท้านและปล่อยโฮออกมาดังๆ ภาพวันคืนอันโหดร้ายยังคงตามหลอกหลอนเธอมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่ใจไม่เคยนึกอยากจดจำ จนแม้แต่กิ่งที่เห็นดังนั้นก็ยังให้รู้สึกสงสารสาวรุ่นน้องขึ้นจับใจ และต้องรีบลุกเดินมาแตะไหล่เบาๆ เป็นเชิงปลอบใจ พร้อมกับยื่นส่งทิชชู่สะอาดให้เธอรับไปเช็ดหน้าเช็ดตาเสีย ด้วยตระหนักดีว่าตนเองก็คงไม่มีปัญญาที่จะไปช่วยอะไรอีกฝ่ายให้สามารถหลุดพ้นออกจากวังวนอันแสนจะเลวร้ายนี้ไปได้
ขณะเดียวกัน ที่ห้องรับแขกชั้นล่าง...
“เป็นไงไอ้โม มาดูเค้าถ่ายหนังเป็นครั้งแรก ตื่นเต้นดีมั้ย?” เฮียจุ้ยหันไปถามโมที่นั่งประกบอยู่บนโซฟาตัวข้างๆ ซึ่งชายหนุ่มก็รีบพยักหน้ารับทันที
“สุดๆ เลยเฮีย นี่ขนาดนั่งดูแค่จากจอมอนิเตอร์นะ ยังเสียวตามไปด้วย” โมตอบตามตรง
“ส่วนนึงก็ต้องยกเครดิตให้ไอ้เชี่ยพจน์นี่แหละนะ ถึงเรื่องอื่นๆ แม่งจะไม่มีอะไรดีเลย แต่เรื่องเงี่ยนๆ เนี่ยต้องยกให้มันจริงๆ” ผู้กำกับหันไปกล่าวแซวนักแสดงคู่ใจ
“อ้าว พี่จุ้ย นี่ตกลงด่าหรือชมผมวะเนี่ย? ฮะๆๆ” พจน์หัวเราะร่วน
“ด่ามึงอยู่น่ะสิไอ้ห่า นัดสิบโมงแม่งมาเกือบสิบเอ็ดโมงครึ่ง ให้คนอื่นเค้ารอกันเป็นชั่วโมงๆ นี่ถ้าเป็นกองอื่นเค้าปรับเงินมึงไปแล้วนะจะบอกให้” เฮียจุ้ยสบถใส่คู่สนทนา
“น่าๆ เฮีย ซอรี่ๆ น่า ก็เมื่อเช้าผมแวะไปทำ ‘ธุระ’ ให้เสี่ยมานี่นา ก็เลยมาถึงนี่ช้าหน่อย อย่างอนกันเลยนะ จุ๊บๆ” พระเอกหนุ่มทำปากจู๋คล้ายเป็นการล้อเลียน แต่พอได้ยินคำแก้ตัวของอีกฝ่าย ผู้กำกับใหญ่ก็พลันเปลี่ยนท่าทีจากขุ่นเคืองกลายเป็นนิ่งขรึมขึ้นมาในทันที
“เออๆ คราวหน้าก็หัดโทรมาบอกกันก่อน คนอื่นจะได้ไม่เสียเวลา” เฮียจุ้ยกล่าวเรียบๆ
“คร้าบโผม” พจน์ทำเสียงทะเล้นพลางยกมือตะเบ๊ะ ก่อนจะลุกเดินโทงเทงออกไปสูบบุหรี่ข้างนอกพร้อมกับเอ๋ง ทั้งๆ ที่สวมเพียงแค่กางเกงชั้นในตัวเดียว
“ไอ้ห่านี่แม่งกวนส้นตีนไม่เคยเปลี่ยน” หนุ่มใหญ่หันมาบ่นกับโมและลูกน้องอีกคนที่นั่งอยู่ด้วยกัน และหลังจากนั้นอีกราวๆ 10 นาที กิ่งก็เดินลงมาตามทีมงานคนอื่นๆ ให้ขึ้นไปถ่ายทำต่อ เมื่อนักแสดงสาวเตรียมตัวพร้อมแล้ว
นักแสดงทั้งสองกลับมาประจำการอยู่ในท่วงท่าเตรียมพร้อมบนเตียงนอนต่อจากเมื่อครู่ เรือนร่างของจิ๊บนั้นเปลือยเปล่าล่อนจ้อนขาวเนียน ใบหน้าเธอเป็นสีแดงซ่านจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์รสเข้มข้นบาดคอที่หญิงสาวพึ่งจะดื่มย้อมใจเข้าไปเกือบสองแก้วเต็มๆ ก่อนที่จะกลับมาเข้าฉาก โดยมีร่างของไอ้พจน์ในสภาพนุ่งกางเกงชั้นในตัวเดียวโทงเทง กำลังบรรจงใช้ปากพรมจูบไปทั่วเรือนกายของสาวสวย จนเธอต้องยอมใช้มือกดศีรษะของเขาเบาๆ ให้ลงไปจ่ออยู่ที่หน้าขาตัวเอง คล้ายเป็นสัญญาณบอกความในใจว่าเธอนั้นกำลังต้องการให้เขากระทำการบางอย่างให้
ซึ่งพระเอกหนุ่มเองก็ดูจะรู้ใจเธอเป็นอย่างดี เขารีบใช้ริมฝีปากและปลายลิ้นผลัดกันปรนเปรอป้อนความสุขเสียวให้แก่สองกลีบที่ชุ่มฉ่ำตรงหน้าอย่างสุดฝีมือ จนร่างขาวบางเกิดอาการบิดเกร็งเร่าๆ พร้อมกับส่งเสียงครางซี้ดซ้าดดังลอดไรฟันออกมาเป็นระยะๆ สีหน้าของเธอนั้นบ่งบอกได้ถึงความเสียวสยิวที่ท่วมท้นจนเกินห้ามใจ เมื่อเห็นอาการของเธอแล้ว ชายหนุ่มจึงเร่งสอดมือเข้าช้อนที่ใต้ข้อพับของเธอ ออกแรงดันปลีน่องขาวอวบให้ยกค้างอยู่ในท่วงท่าถ่างอ้ากลางอากาศ ยังผลให้เนินสาวที่อวบนูนของจิ๊บมันยิ่งแอ่นนูนเด่นขึ้นมาท้าทายสายตาของทุกคนในห้อง แม้ว่าเลนส์กล้องจะถูกศีรษะของพระเอกหนุ่มคอยบดบังกลีบสาวของเธออยู่ก็ตาม
สภาพของกลีบเนื้อสาวในยามนี้นั้นเปียกลื่นด้วยน้ำเมือกเหนียวใสที่ไหลซึมออกมาไม่ขาด ท่วงท่าที่กำลังถ่างขาอ้ากว้างทำให้แนวร่องสาวที่เคยปิดสนิทนั้นเผยออ้าออกเล็กน้อย มองเห็นเข้าไปถึงเนื้อในอ่อนนุ่มสีแดงอมชมพูดูสดใส ความฉ่ำเยิ้มของมันทำให้พจน์อดใจไม่ไหว ต้องใช้สองนิ้วจับแหวกอ้าเนื้ออ่อนตรงปากทางเข้า เพื่อเปิดให้ติ่งเกสรภายในได้ปรากฏกายออกมา เสร็จแล้วก็ก้มหน้าลงไปใช้ปากละเลงลิ้นเข้าที่สองกลีบอย่างหิวกระหาย ทำเอาสาวสวยถึงกับหลับตาปี๋ พลางส่งเสียงร้องครางลั่นแทบไม่เป็นภาษา
“โอ๊ะ! โอ๊ย... นนท์ ซี้ดส์... สสสสส์ โอ๊ย พี่เสียว... วววว” หญิงสาวร้องครางโหยหวน เมื่อถูกพระเอกหนุ่มระรัวลิ้นเข้าใส่ทั้งเม็ดเสียวและซอกหลืบอย่างเอร็ดอร่อย จนเนินสาวของเธอมันเปียกชุ่มไปด้วยคราบน้ำลายและน้ำหล่อลื่นที่ผสมปนเปกันจนเป็นเนื้อเดียว บางจังหวะเจ้าหนุ่มก็ยังทะลึ่งลากเลียต่อไปจนถึงบริเวณประตูหลังอย่างซุกซน จนนางเอกสาวต้องเอื้อมมือไปดึงรั้งใบหน้าของเขาให้ขยับสูงขึ้นมาที่เดิมด้วยความขัดเขิน
“โอ๊ย นนท์... ซี้ดส์ นนท์ขา... อู๊ย พี่เสียว... วววววว อู๊ย นนท์... นนท์... ตรงนั้นแหละ อู๊ย... ยยยย ออก... ออกแล้ว... วววว ซี้ดส์!!” ร่างของจิ๊บพลันสั่นกระตุกเฮือกอย่างรุนแรง บั้นท้ายเกร็งแอ่นเด้งเบียดบี้กับใบหน้าของชายหนุ่มแบบหนักๆ จนก้นลอยไม่ติดเตียง เมื่อหญิงสาวทะยานขึ้นสู่จุดสุดยอดคาปากของพระเอกหนุ่มไปจริงๆ ลีลาที่ดูสมจริงสมจังของเธอนั้นทำให้โมถึงกับบังเกิดคำถามขึ้นมาในใจอย่างหลักเลี่ยงไม่ได้
“นี่เค้าเสร็จ… จริงๆ เหรอพี่?” โมหันไปถามทีมงานผู้ชายที่นั่งดูอยู่ข้างๆ ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้าเบาๆ ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม
“ไม่เหลือ โดนลิ้นไอ้พจน์เข้าแบบนี้ น้ำแตกทุกราย” คำตอบของทีมงานหนุ่มทำให้โมบังเกิดความกระจ่างขึ้นมาว่าภาพที่เห็นตรงหน้านั้นมันคือเรื่องจริง และพระเอกหนุ่มก็กำลังใช้ปากทำรักให้แก่นางเอกสาวจนเสร็จกิจถึงจุดสุดยอดผ่านตาเขาไปเมื่อครู่อย่างแท้จริง พอรู้แบบนี้แล้วดุ้นเนื้อในกางเกงของชายหนุ่มก็พลันเต้นสั่นกระตุกหงึกๆ จนปวดคับเป้า
พอเห็นว่าสาวรุ่นพี่เสร็จกิจไปเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มจึงรีบปลดกางเกงชั้นในของตัวเองออก ปล่อยให้อาวุธร้ายขนาดพอๆ กับข้อมือเด็กดีดผึงหลุดออกมาท้าทายสายตาของนางเอกสาว จนเธอถึงกับทำตาโตเบิกโพลงทั้งที่ยังคงนอนหอบระโหยโรยแรงจากความสุขเสียวที่ผ่านพ้นไปหมาดๆ ตรงกลางลำนั้นมีเส้นเลือดโผล่ปูดโปนจนชวนให้รู้สึกขนลุก ยิ่งเห็นชายหนุ่มออกแรงเกร็งให้ดุ้นเนื้อมันขยับกระตุกหงึกๆ แรงๆ อยู่ตรงหน้า ก็พาลทำให้หญิงสาวเผลอขมิบร่องเสียวถี่ๆ ด้วยอาการลืมตัวเพราะความหวาดเสียว และพอเขาทำท่าว่าจะนำมันเข้ามาสอดใส่ที่ตัวเธอ หญิงสาวก็รีบส่งเสียงร้องห้ามขึ้นมาในทันใด
“นนท์ ไม่เอานะ อย่าทำพี่เลย พี่ขอร้อง” หญิงสาวพยายามกระเถิบตัวถอยหนีอย่างจนมุม สายตาของเธอที่จับจ้องมองภาพอาวุธลำเขื่องนั้นสะท้อนถึงความหวาดกลัวในใจออกมาได้อย่างชัดเจน สองมือเธอก็คอยผลักอกเขาให้ขยับถอยห่างออกไป พร้อมกับหุบขาไว้แน่นเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายสอดใส่อาวุธเข้ามาในร่างเธอได้ง่ายๆ แม้ว่าชายหนุ่มเองก็จะพยายามฝืนแทรกร่างกำยำเข้ามาตรงหว่างขาของเธอให้ได้ แต่สาวสวยก็ยังคงใจแข็งและปฏิเสธไม่ยอมท่าเดียวจนเขาเริ่มอ่อนใจ ซึ่งฉากนี้ก็เป็นอีกครั้งที่สาวจิ๊บแสดงออกมาได้อย่างสมจริงสมจังตามความรู้สึกลึกๆ
พอเห็นว่าใช้กำลังบังคับต่อไปก็คงไม่เข้าท่า พระเอกหนุ่มจึงเปลี่ยนแนวทางการเข้าทำดูใหม่ เขาขยับตัวลงไปนอนประกบอยู่ข้างร่างเธอ แล้วจับมือน้อยๆ ของเธอให้มาเกาะกุมอยู่ที่ท่อนเอ็นอันแข็งโด่เด่ของตัวเอง ออกแรงกระตุกรูดข้อมือเธอขึ้นลงอยู่สามสี่ครั้ง เมื่อเห็นว่าเธอเริ่มที่จะเป็นฝ่ายออกแรงขยับมือด้วยตนเองแล้ว เขาจึงยอมถอนมือออกเพื่อปล่อยให้เธอเป็นอิสระ
“พี่ช่วยให้ผมสบายตัวทีนะครับ” พระเอกหนุ่มส่งเสียงออดอ้อนตาแป๋ว
“ก็ได้... งั้นเดี๋ยวพี่ใช้มือช่วยนนท์นะ” นางเอกสาวตอบทันที แล้วค่อยๆ ออกแรงกระตุกรูดแท่งเนื้ออุ่นๆ ในมือไปเรื่อยๆ ด้วยอารมณ์ที่ปั่นป่วนอยู่ภายในใจ ทั้งหวาดกลัว... ตื่นเต้น... รังเกียจ... ตลอดจนถึงความรู้สึกสะใจน้อยๆ ที่เห็นว่าการกระทำของตนเองนั้นสามารถก่อผลลัพธ์และทำให้ร่างกำยำตรงหน้าสั่นกระตุกได้ด้วยความกระสันเสียว
ในเมื่อไม่มีหนทางที่จะต่อต้านกับเหตุการณ์ตรงหน้า ในที่สุดหญิงสาวก็เลยเลือกที่จะยอมปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นด้วยความจำนน เธอเริ่มออกแรงสาวแท่งเนื้อในมือถี่ขึ้น... แรงขึ้น... แต่ดูเหมือนว่าเท่านั้นจะยังไม่สาแก่ใจของชายหนุ่ม เพราะเขากลับเอื้อมซ้ายไปเหนี่ยวรั้งศีรษะของเธอเข้าหาตัว ด้วยประสงค์ให้สาวรุ่นพี่เป็นฝ่ายใช้ปากทำรักให้ตัวเขาบ้าง
“ไม่เอานะนนท์ พี่ไม่ทำแบบนั้นให้นะ แค่นี้ก็มากพอแล้ว” หญิงสาวรีบปฏิเสธ เนื่องจากว่าตามบทแล้วตัวละครเมย์จะไม่เคยใช้ปากทำรักให้ใครนอกจากสามีตัวเองมาก่อน ซึ่งก็ดูจะสอดคล้องกับในชีวิตจริงของนางเอกสาวที่ค่อนข้างรักนวลสงวนตัวอยู่พอสมควร
“นะครับพี่เมย์ แค่ทีเดียวเอง ถือว่าสงสารผมเถอะนะครับ แล้วเรื่องของเราก็จบกันแค่นี้ โอเคมั้ย?” ชายหนุ่มพยายามวิงวอนออดอ้อน พร้อมยกเงื่อนไขขึ้นมาเป็นตัวต่อรอง และทำให้หญิงสาวในเรื่องเกิดอาการลังเลใจขึ้นมาพอสมควร แต่ที่สุดแล้วเธอก็ไม่ได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำตอบรับหรือปฏิเสธใดๆ ออกไปอีก เพียงแค่เร่งออกแรงกระตุกรูดดุ้นเนื้อในมือต่อไปด้วยความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเจตนาต้องการจะทำให้เขาเสร็จกิจขึ้นสวรรค์ไปเร็วๆ
ทางฝ่ายของหนุ่มรุ่นน้องเองก็รู้ดีว่าสาวรุ่นพี่กำลังพยายามทำอะไรอยู่ ด้วยลีลาและชั้นเชิงในเกมกามที่บ่มเพาะมาอย่างยาวนาน จึงทำให้ชายหนุ่มสามารถฝืนสะกดกลั้นอารมณ์ความต้องการเอาไว้ได้โดยไม่เผลอกระฉูดน้ำกามออกมาดังที่อีกฝ่ายวาดหวัง มิหนำซ้ำยังเอื้อมมือไปดึงรั้งลำคอเพรียวบางของสาวรุ่นพี่ให้กดแนบลงมาจ่อประชิดอยู่กับท่อนเนื้อที่ดูเหมือนกระบอกไฟฉายของตัวเองเสียอีก ภาพแท่งเนื้ออวบใหญ่ที่กำลังเกร็งกระตุกตุบๆ อยู่ตรงหน้านั้นช่างร้อนผ่าวสู้มือเธอดีเหลือเกิน
ความรู้สึกสับสนทั้งของตัวละครและของตัวจิ๊บเองกลายเป็นผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก ฤทธิ์เหล้าที่ไหลเวียนอยู่ในร่างบวกกับอารมณ์วาบหวิวและตื่นเต้นที่ปะทุขึ้นมาในใจ ทำให้หญิงสาวอดใจไม่อยู่ ดวงตาคู่น้อยนั้นจ้องเขม็งอยู่ที่ดุ้นเนื้อร้ายอย่างไม่วางตาด้วยสีหน้าคล้ายกำลังชั่งใจ ก่อนที่เธอจะตัดสินใจสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ 2-3 ครั้ง แล้วขยับเปลี่ยนท่าทาง ลงไปนั่งคุกเข่าแทรกตัวอยู่กลางหว่างขาของนักแสดงหนุ่ม ซึ่งก็รีบขยับถ่างขาอ้าชันเข่ารอเธอด้วยสีหน้าเบิกบานใจ เสร็จแล้วเธอก็ใช้มือกระตุกรูดแท่งลำอวบใหญ่ในมือขึ้นลงช้าๆ จนปลายหัวบานอวบอ้วนกลายเป็นมันปลาบด้วยคราบน้ำเมือกเหนียวใสอยู่ไม่ห่างจากใบหน้าของเธอ
“นนท์... ไม่ล้างก่อนเหรอ คือกลิ่นมัน... เอ่อ...” จิ๊บพูดไปตามบทที่ตัวเองได้อ่านมาด้วยน้ำเสียงอึดอัด ทั้งที่จริงๆ แล้วหนุ่มพจน์นั้นได้แวะอาบน้ำทำความสะอาดล้างเนื้อล้างตัวมาก่อนเข้าฉากจนเรี่ยมแล้ว
“อู๊ย... ยยย ซี้ดส์ ไม่ต้องล้างแล้วครับพี่ ดูดเลยครับ ผมเสียว” พระเอกหนุ่มส่งเสียงครางกระเส่าหลับตาปี๋ แล้วแดะบั้นเอวส่งแท่งเนื้อให้ทิ่มยื่นเข้าหาใบหน้าสวยๆ ของเธอไม่หยุด
หญิงสาวก้มลงไปจนใบหน้าเกือบชิดกับท่อนเอ็นที่ตั้งโด่เด่ แล้วเธอก็ค่อยๆ อ้าปากแตะลิ้นเข้ากับส่วนหัวที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำเมือกเหนียวใส รสชาติขมฝาดและเค็มปร่าของมันพลันลอยติดขึ้นมาที่ปลายลิ้นอ่อนนุ่ม ทำเอาสาวสวยถึงกับเผลอทำสีหน้าเหยเก พอเธอเงยหน้าขึ้นมองสบตากับอีกฝ่าย ก็เห็นถึงรอยยิ้มสดใสของชายหนุ่มที่ส่งกลับคืนมา พร้อมกับพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงอ้อนวอนขอให้ทำต่อ เธอจึงตัดสินใจหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ อีกครั้ง แล้วกลั้นใจอ้าปากครอบอมส่วนหัวของดุ้นเนื้อร้ายเข้าไปทั้งดอกเห็ด ก่อนจะค่อยๆ ผงกหัวรูดกลืนลำโคนอ้วนๆ เข้าไปจนเกือบสุดคอ ความใหญ่โตของมันทำเอาเธอเกิดสำลักเบาๆ ด้วยความอึดอัด
พอตั้งหลักได้แล้วหญิงสาวก็ค่อยๆ ห่อปากจนกระชับกับท่อนลำ แล้วผงกหัวรูดขึ้นลงไปมา เริ่มจากช้าๆ แต่ทว่าต่อเนื่อง สลับกับใช้ปลายลิ้นและริมฝีปากดูดดุนไปรอบๆ ท่อนเนื้ออันร้อนผ่าว จนทำให้ชายหนุ่มถึงกับส่งเสียงร้องครางอู้ออกมายาวๆ อย่างสะใจ ยิ่งเห็นอาการเสียวซ่านของชายหนุ่มคู่ขา ก็ยิ่งทำให้สาวสวยบังเกิดความมั่นใจ เธอยิ่งออกแรงผงกศีรษะรูดกลืนแท่งเนื้อในปากเข้าออกอย่างหนักหน่วง ทั้งรุนแรงและรวดเร็ว เกิดเป็นเสียงดูดดัง จ๊วบ... บบบบบ จ๊วบ... บบบบ เสนาะหู
ภาพใบหน้าสวยๆ ของจิ๊บที่กำลังก้มหน้าก้มตาใช้ปากดูดกลืนแท่งเนื้อตรงหน้านั้นปรากฏชัดแก่สายตาของทั้งผู้กำกับและตากล้องที่ยืนเป็นสักขีพยานอยู่ร่วมกันกับนักแสดงในห้อง ตรงกันข้ามกับบรรดาทีมงานและคนอื่นๆ ที่ได้แต่นั่งมองภาพเส้นผมดำขลับของนางเอกสาว ที่กำลังผงกหัวขึ้นลงอยู่ตรงกลางหว่างขาของพระเอกหนุ่ม โดยไม่สามารถมองเห็นถึงรายละเอียดต่างๆ ได้อย่างชัดเจนเหมือนกับคนในห้อง แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้หนุ่มโมรู้สึกงุ่นง่านขึ้นมาจนแทบอยากจะสอดมือล้วงเข้าไปกำรูดอาวุธของตัวเองเล่นอยู่แล้ว หลังจากได้รับรู้ความลับจากปากของทีมงานข้างๆ ว่านักแสดงทั้งสองกำลังเล่นรักกันอยู่จริงๆ
นางเอกสาวออกแรงทั้งดูดทั้งเลียไปที่จุดเสียวใต้คอหยักของพระเอกหนุ่ม สลับกับลากลิ้นเลียไล้ไปตามถุงไข่ด้านล่างของลำโคนอย่างสนุกปาก ทำเอาชายหนุ่มถึงส่งเสียงครางซี้ดซ้าดออกมายาวๆ แดะเอวดิ้นเร่าๆ ส่งแท่งเนื้อเสียบเข้าปากเธอรัวๆ ด้วยอารมณ์รัญจวนใจ เรือนร่างกำยำนั้นเกร็งกระตุกจนเห็นขึ้นเป็นมัดกล้ามเนื้อ ก่อนที่ชายหนุ่มจะตัดสินใจขยับพลิกตัวขึ้นมานอนคร่อมกลับหัวกลับหางเหนือร่างเธอในท่า 69 แล้วอ้าปากแลบลิ้นตวัดเลียลงไปที่กลางร่องเสียวอันฉ่ำเยิ้มสีชมพูของเธอเสียงดังแผล่บ... บบบบบบ จนร่างบางสั่นสะท้านขนลุกขนชัน ขณะที่ลำตัวท่อนล่างก็คอยกดกระทุ้งอาวุธทิ่มใส่เข้าปากของเธอรัวๆ ไปด้วย
ทั้งคู่ต่างผลัดกันใช้ปากปรนเปรอความสุขให้แก่กันจนหนุ่มพจน์ชักจะเริ่มทนเสียวไม่ไหว ออกอาการเหมือนคนกำลังใกล้สำลักน้ำ ร้องครวญครางโอดโอยไม่ขาดปากด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว จึงรีบพลิกตัวลงมานั่งแทรกคุกเข่าอยู่ที่กลางลำตัวจิ๊บ จับสองขาของเธอให้ถ่างอ้ากว้าง ทำให้กลีบเนื้อที่ประกบติดพลันเปิดอ้าออก มองเห็นถึงเนื้อในชุ่มฉ่ำสีแดงระเรื่อที่ปกปิดรูสาวที่ซ่อนลึกอยู่ภายใน ตามบทนั้นหญิงสาวตกลงที่จะยอมมอบกายให้แก่หนุ่มรุ่นน้องแล้ว แต่ด้วยความไม่ประมาท เธอจึงตัดสินใจเอ่ยถามคำถามสำคัญกับเขาออกไปด้วยสีหน้ากังวล
“ซี้ดส์... สสสส์นนท์ พี่ไม่มีถุงยางนะ... นนท์มีติดตัวรึเปล่า?” นางเอกสาวเอ่ยถามเสียงสั่น
“อ่า... ไม่มีครับพี่ แต่เดี๋ยวผมรีบเอาออกมาหลั่งข้างนอกนะ ไม่ต้องห่วง” พระเอกหนุ่มตอบไปตามตรง พร้อมกับออกแรงขยับดุ้นเนื้อถูไถวนเวียนที่ปากร่องไปเรื่อยๆ เพื่อกระตุ้นอารมณ์เธอ หญิงสาวแสดงสีหน้าครุ่นคิดลังเลออกมาให้เห็นครู่หนึ่ง ใจหนึ่งเธอก็กลัวเรื่องความปลอดภัยจากโรคติดต่อ และไหนจะความเสี่ยงที่อาจทำให้พลาดตั้งครรภ์กับหนุ่มรุ่นน้องขึ้นมา แต่อีกใจหนึ่ง... เธอก็ถูกอารมณ์หื่นภายในใจมันท่วมท้นจนแทบไม่สนใจใยดีถึงเรื่องศีลธรรมใดๆ อีกแล้ว สุดท้ายเธอก็ไม่ได้ให้คำตอบอะไรออกไป
“ถ้าพี่ไม่ว่าอะไร... งั้นผมขอเย็ดเลยนะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยคำดิบหยาบออกมาตรงๆ ทำเอาสาวสวยถึงกับร้อนวูบวาบไปทั้งตัวเมื่อได้ยิน โพรงเนื้อภายในมันเกิดอาการตอดขมิบถี่ๆ ด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะหลับตาลงและพยักหน้าเบาๆ ออกมาแทนคำตอบ ทำเอาเจ้าหนุ่มถึงกับแสดงอาการลิงโลดออกมาอย่างถูกใจ
ในขณะที่หนุ่มโมซึ่งกำลังยืนดูอยู่หลังจอมอนิเตอร์ พอได้ยินประโยคนี้แล้วเขาก็เผลอนึกย้อนไปถึงประสบการณ์ซุกซนของตัวเองในอดีต เมื่อครั้งที่เคยไปก่อเรื่องวุ่นวายกับภรรยาชาวบ้านอย่างสาวพัชขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว จากที่เพื่อนบ้านสาวรุ่นพี่เคยปฏิเสธเสียงแข็ง พอเจอเขาตะล่อมออดอ้อน สลับกับใช้วิชาเล้าโลมปลุกเร้าอารมณ์หื่นหนักๆ เข้า สุดท้ายแล้วเธอก็เลยต้องยอมพ่ายแพ้แก่ความต้องการลึกๆ ของตนเอง ไม่ต่างอะไรจากบทบาทของนางเอกในเรื่องในยามนี้
พจน์บรรจงจับจ่ออาวุธอันอวบใหญ่ของตนเอง ถูไถเข้ากับคราบน้ำหล่อลื่นตรงปากทางเข้าจนส่วนปลายหัวมันเปียกเยิ้มเป็นมันปลาบ แล้วเตรียมที่จะออกแรงดันมันเข้าไป แต่ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้กดสอดแท่งเนื้อให้ทิ่มลึกเข้าไปในร่างของจิ๊บดังที่ตั้งใจไว้ สาวเจ้ากลับรีบยกสองมือขึ้นดันค้างไว้ที่แผงอกของเขา พร้อมกับเอ่ยปากร้องห้ามขึ้นมาอีกเป็นคำรบสอง ทำเอาพระเอกหนุ่มถึงกับหัวเสียเพราะอารมณ์ที่สะดุดลงกลางคัน
“อะไรอ่ะพี่? จะหยุดทำไม?” พจน์เอ่ยถามเธอด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“มีปัญหาอะไรรึเปล่าจิ๊บ?” เฮียจุ้ยรีบเดินเข้ามาซักถามเธอด้วยความเป็นห่วง
“คือหนู... หนูว่าหนูยังไม่พร้อมค่ะพี่” คำตอบของจิ๊บทำให้สามหนุ่มในห้องถึงกับทำหน้าเซ็งขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
“พี่เข้าใจนะว่ามันยาก แต่ถ่ายกันมาถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าจู่ๆ จะให้ล้มเลิกกลางคัน มันก็จะกระทบไปถึงทุกส่วน แล้วคนอื่นเค้าก็จะเสียหายกันหมดนะ” ผู้กำกับออกปากเตือนสติ
“หนูขอเวลาทำใจนิดนึงได้มั้ยคะ? แค่แป๊บเดียวเอง นะคะ ตอนนี้หนูยังไม่พร้อมจริงๆ” หญิงสาวอ้อนขอด้วยสภาพน้ำตาคลอเบ้า และทำให้คนฟังเกิดอาการใจอ่อนขึ้นมาจนได้
“อะๆ ถ้างั้นพี่ให้พักซักสิบนาทีแล้วกันนะ หนูก็พยายามทำใจให้พร้อมๆ แล้วกัน เดี๋ยวพวกพี่จะขึ้นมาถ่ายต่ออีกที” ว่าแล้วเฮียจุ้ยก็โบกมือเป็นสัญญาณให้ทีมงานและนักแสดงหนุ่มเดินออกไปรอข้างล่าง ทิ้งให้นางเอกสาวได้นั่งทำใจอยู่ในห้องนั้นต่อไปตามลำพัง
“ไอ้ห่า... ทำงานกับมือใหม่แม่งเป็นแบบนี้ทุกที กูล่ะปวดหัว เสียทั้งเวลา เสียทั้งค่าไฟ” เฮียจุ้ยบ่นกับเอ๋งและทีมงานคนอื่นๆ เมื่อพวกเขาลงมานั่งกันอยู่ที่โซฟาข้างล่างเรียบร้อยแล้ว
“เอาน่าพี่ ยังไงสตูดิโอมันก็ของบริษัทเราเอง ทีมงานก็ของเรา ไฟนี่ก็ใช่ เสียเวลานิดๆ หน่อยๆ เอาให้ได้งานดีๆ ออกมาก็ถือว่าคุ้ม” เอ๋งปลอบด้วยรอยยิ้มแห้งๆ
“เออ เรื่องนั้นน่ะกูรู้อยู่แล้ว แต่นี่แม่งเอะอะเดี๋ยวเบรกๆ แล้วเมื่อไหร่มันจะถ่ายกันเสร็จ แค่ช่วงเช้าก็เสียเวลารอไอ้พจน์ไปตั้งเท่าไหร่แล้ว” ผู้กำกับเริ่มฟาดงวงฟาดงาใส่เจ้าพระเอกหนุ่ม
“เอ๊า! มาลงกับผมอีกแล้ว ไรว้า?” พจน์ทำหน้าเหลอหลาอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วย
“ก็มึงชอบทำให้งานกูยุ่งยากจริงๆ นี่หว่า” อีกฝ่ายโวยอีก
“งั้นเอางี้มั้ยล่ะพี่? เดี๋ยวผมขึ้นไปคุยกับพี่เค้าให้ รับรอง แป๊บเดียวรู้เรื่อง ถ่ายต่อได้เลย” หนุ่มพจน์พูดเปรยๆ ขึ้นมาแบบส่อความนัย ทางฝ่ายเฮียจุ้ยกับเอ๋งที่ได้ยินดังนั้นเข้าก็ปั้นหน้าเครียด ก่อนจะออกปากเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ไปยุ่งวุ่นวายกับเค้า เดี๋ยวเสี่ยรู้เข้าก็ได้มีปัญหาหรอกมึง” เอ๋งเอ่ยออกมาเป็นคนแรก
“โอ๊ย ไม่มีปัญหาหรอก เดี๋ยวผมอธิบายกับเสี่ยเอง ยังไงแกก็ไม่ได้จริงจังอะไรอยู่แล้วนี่ แถมเมื่อคืนแกก็พึ่งจะไปนอนขลุกอยู่กับกิ๊กใหม่ที่เป็นไฮโซมา โหย ซาบาราเฮ้กันเกือบถึงเช้าแน่ะ จืดๆ อย่างคนนี้น่ะ แป๊บเดียวก็เบื่อแล้ว” พจน์ร่ายยาว ก่อนจะผุดลุกขึ้นจากโซฟา และเดินจ้ำอาดๆ ขึ้นบันไดไปโดยไม่สนใจฟังคำเตือนของใคร
“ยังไงเหรอเฮีย? ที่บอกว่าจะมีปัญหานี่คือยังไง?” โมเอ่ยถามถึงสถานการณ์อย่างไม่เข้าใจ
“ก็ไอ้เชี่ยพจน์แม่งจะขึ้นไปนัวกับน้องเค้าด้วยตัวเองน่ะสิ” เฮียจุ้ยตอบเสียงเครียด
“ห๊ะ?” ชายหนุ่มทำเสียงอุทานตาโตอย่างตกใจ
“เออ” อีกฝ่ายตอบสั้นๆ ห้วนๆ พร้อมกับเสียงร้องวี้ดว้ายของนางเอกสาวที่ดังขึ้นมาจากชั้นบน จนทุกคนที่นั่งอยู่ข้างล่างต้องเผลอแหงนหน้าขึ้นไปมองตามที่มาอย่างพร้อมเพรียงกัน
“อ้าว! แล้วพวกเฮียไม่ขึ้นไปห้ามเหรอ?” โมหันหน้าไปถามเฮียจุ้ยอย่างแปลกใจ แต่อีกฝ่ายกับทำเพียงส่ายหัวเบาๆ แทนคำตอบ
“ปล่อยมันไปเหอะ ถ้าเกิดว่ามันจะช่วยให้น้องจิ๊บเค้ามีอารมณ์ร่วมจนถ่ายต่อได้” ผู้กำกับใหญ่ตอบกลับมาอย่างเฉยเมย ในขณะที่เสียงร้องของหญิงสาวยังคงดังลอดออกมาจากห้องอยู่เป็นระยะๆ
“เอาจริงเหรอเฮีย?” ชายหนุ่มยังถามต่อเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง เมื่อเห็นว่าทีมงานคนอื่นๆ ยังคงนั่งนิ่งทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนต่อไป
“เชื่อมือไอ้พจน์มันเหอะโม ไอ้หมอนี่มันเก่งเรื่องปลุกอารมณ์สาว อีกแป๊บเดียวก็คงสงบ” เอ๋งหันมาบอกกับโมอย่างใจเย็น และที่สุดแล้วก็เป็นไปอย่างที่ตากล้องหนุ่มรุ่นพี่ว่าไว้จริงๆ เพราะหลังจากนั้นอีกไม่ถึง 5 นาที เสียงร้องโวยวายของนางเอกสาวก็ค่อยๆ เงียบสนิทลง พร้อมกับที่เอ๋งเองก็ค่อยๆ ขยับตัวผุดลึกขึ้นจากโซฟา แล้วเดินอาดๆ ขึ้นบันไดไปคนเดียวแบบเงียบๆ
“จะไปดูด้วยกันมั้ย?” แกหันมาถามกับโม ซึ่งชายหนุ่มก็รีบพยักหน้าและผุดลุกตามขึ้นบันไดไปอีกคนแบบติดๆ ก่อนที่หนุ่มรุ่นพี่จะพาเขาเดินเลี้ยวเข้าประตูไปยังห้องแต่งตัวที่ตั้งอยู่ติดกับห้องนอน ซึ่งมีจอมอนิเตอร์เปิดรอไว้เรียบร้อยแล้ว
ภาพที่กำลังฉายค้างอยู่บนจอทำให้หัวใจของโมพลันเต้นตึกตักผิดจังหวะขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เพราะมันคือร่างเปลือยเปล่าของสาวจิ๊บที่กำลังนั่งคร่อมขย่มแอ่นร่อนเนินสาวเข้าใส่ใบหน้าของพจน์ที่นอนหงายอยู่ด้านล่างอย่างเมามัน ในขณะที่พระเอกหนุ่มเองก็เอื้อมมือทั้งสองข้างขึ้นมาบีบขยำเต้านมขาวๆ ของเธอไปด้วยเพื่อเพิ่มอารมณ์เสียวให้แก่หญิงสาว ใบหน้าของจิ๊บที่กำลังแอ่นแหงนเชิดหลับตาปี๋นั้นแดงซ่านด้วยอารมณ์รัญจวน สะโพกของเธอขยับเคลื่อนไปมาอย่างคล่องแคล่ว ด้วยท่วงท่าราวกับนางพญาที่กำลังควบขี่อาชาออกศึก ซึ่งศัตรูที่หญิงสาวกำลังสู้รบปรบมือด้วยก็มิใช่สิ่งอื่นใด นอกจากอารมณ์ความเสียวที่กำลังพรั่งพรูออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจจนแผ่คลุมไปทั่วร่างเธอนั่นเอง
ภาพที่เห็นนั้นมันทั้งโจ่งแจ้งอล่างฉ่าง เห็นการกระทำทุกอย่างของนักแสดงอย่างชัดเจน แตกต่างจากมุมกล้องในยามที่มีเอ๋งเป็นผู้ควบคุมแบบคนละเรื่อง และที่สำคัญ... สิ่งที่นักแสดงทั้งสองคนกำลังทำอยู่นั้นมันหาได้มาจากบทบาทที่มีใครเขียนกำกับไว้ แต่เป็นความรู้สึกส่วนลึกของตัวทั้งคู่เอง นั่นแสดงว่าหนุ่มพจน์นั้นสามารถปลุกเร้าอารมณ์จนทำให้สาวจิ๊บที่เคยแสดงอาการต่อต้านและฝืนใจมาตลอดทั้งวัน เกิดอารมณ์ใคร่มากพอที่จะยอมเล่นสนุกไปด้วยได้อย่างที่ปากว่าจริงๆ
กระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง... พจน์ก็ขยับตัวลุกขึ้น และจับร่างขาวนวลของจิ๊บให้พลิกมาเป็นฝ่ายนอนหงายข้างล่าง ก่อนจะหันมาพยักหน้าเบาๆ ให้กับกล้อง แล้วแทรกตัวเข้าไปที่กลางหว่างขาของเธอในท่วงท่าเตรียมพร้อม ไม่กี่อึดใจทั้งโมและเอ๋งก็สังเกตเห็นอาการสั่นกระตุกเบาๆ จากร่างเปลือยเปล่าของนางเอกสาว ใบหน้างามสะดุ้งเฮือก เบ้หน้ากัดริมฝีปาก พร้อมกับการกระเถิบตัวดิ้นหนีอย่างทุรนทุราย เมื่อถูกอาวุธอันใหญ่โตของชายหนุ่มกดมุดสอดใส่เข้ามาที่กลางร่าง จนส่วนหัวอันบานอวบมันชำแรกผ่านเข้าไปได้เกือบถึงครึ่งค่อนของลำโคน
จิ๊บส่งเสียงครางโอดโอย และพยายามจะถดสะโพกถอยหนีแรงกด แต่กลับถูกเจ้าพจน์จับช้อนขาพับทั้งสองข้างของเธอไว้แน่น แล้วดึงรั้งแนบเข้าหาลำตัว เพื่อให้รับแรงกดของเขาแบบเต็มๆ จนหนีไปไหนไม่ได้อีก เสียงครางกระเส่าจึงดังลอดผ่านมาให้สองหนุ่มได้ยินอีกครั้ง
“โอ๊ะ! โอ๊ย... ยยยยย ซี้ดส์... สสสส์ ยะ... อย่าค่ะ... จิ๊บไม่อยากทำผิดต่อแฟน อึ๋ย... ยยย” สาวจิ๊บส่งเสียงร้องห้ามอย่างทรมาน
“ไม่เอาสิครับ พี่จิ๊บต้องบอกว่าตัวเองชื่อเมย์ต่างหาก ส่วนผมอ่ะชื่อนนท์ แล้วที่เราสองคนทำกันอยู่เนี่ย ก็แค่เป็นการถ่ายหนังร่วมกัน เป็นบทบาทของตัวละคร ถ้าคิดแบบนี้ พี่กับผมจะได้ไม่รู้สึกผิดไง ดีมั้ย? ดีมั้ยครับ นี่! นี่! นี่!” พระเอกหนุ่มพูดตะล่อมกล่อมเธอให้อินกับบทบาทในเรื่อง พลางหมุนบดดุ้นเนื้ออ้วนๆ เป็นวงกลมแบบหนักๆ สลับกับก้มหน้าลงไปดูดนมเธอ เดี๋ยวซ้ายที... ขวาที... ส่วนนิ้วมือที่ว่างก็คอยถูคลึงไปรอบๆ ปุ่มเสียวด้านล่างของเธอด้วย ทำเอาสาวเจ้าถึงกับครางซี้ดปากออกมายาวๆ
“โอ๊ย... ยยยยย พจน์... อย่าค่ะ... จิ๊บเสียว... ววววว” หญิงสาวครวญกระเส่าหน้ายับย่น
“เรียกผมว่านนท์สิครับพี่เมย์ เรียกสิครับ แล้วเดี๋ยวผมจะทำให้พี่ลืมพี่โอไปเลย” ชายหนุ่มเอ่ยเร่งเร้าพลางเร่งมือและปากจู่โจมใส่ร่างขาวงามจนเกิดเป็นรอยแดงช้ำไปทั่วตัว
“นะ... นนท์ ซี้ดส์ ทำเบาๆ นะ อู๊ย... เดี๋ยวพี่โอรู้ โอ๊ย! เบาๆ ค่ะ เบาๆ อูย... ยยยยย ของนนท์... ของนนท์ใหญ่เหลือเกิน” และหลังจากถูกปลุกเร้าอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดหญิงสาวก็ยอมคล้อยตามคำชวนของเขาอย่างว่าง่าย
“ควยผม... ใหญ่กว่าของพี่โออีกเหรอครับ?” พระเอกหนุ่มไม่รอช้า รีบต่อบทบาทกับเธอทันที พร้อมกับใช้มือบีบบี้หัวนมเธอไปด้วย
“อือ... ใหญ่กว่าเยอะเลย” นางเอกสาวตอบเสียงเบา มันเป็นคำตอบที่หลุดออกมาจากจิตใต้สำนึกลึกๆ ของเธอที่เผลอเอาดุ้นเนื้อของพระเอกหนุ่มตรงหน้าไปเปรียบเทียบกับของแฟนเก่า พอได้ยินแบบนั้นเข้า เจ้าหนุ่มก็ถึงกับฉีกยิ้มยินดีอย่างภูมิใจ
“ผมเป็นผัวพี่อีกคนแล้วนะครับ” คำพูดของเขาบาดลึกลงไปในขั้วหัวใจของนางเอกสาว และทำให้เธอต้องเบี่ยงหน้าหลบสายตา ไม่กล้าสู้หน้าเขาเพราะความอับอายและขัดเขิน
“ทรงนี้คงไม่มีปัญหาอะไรแล้วล่ะ พี่ฝากเอ็งไปบอกพี่จุ้ยทีดิ ว่าข้างบนพร้อมถ่ายแล้ว ให้ขึ้นมาได้” เอ๋งหันมากระซิบบอกกับโมยิ้มๆ แล้วเตรียมจะเดินออกไปยังห้องนอนข้างๆ เพื่อทำหน้าที่บังคับกล้องตามเดิม
“ครับพี่” โมตอบกลับไปทั้งที่ยังรู้สึกอึ้งทึ่งไม่หาย แล้วค่อยๆ เดินย่องลงไปแจ้งข่าวแก่เฮียจุ้ยและทีมงานคนอื่นๆ ซึ่งก็เพียงพยักหน้ารับรู้ แล้วพากันเดินกลับขึ้นมาประจำการที่ตำแหน่งของตนเองดังเดิม แต่ครั้งนี้เฮียจุ้ยกลับเลือกที่จะกวักมือเรียกให้โมเข้าไปยืนสังเกตการณ์อยู่ภายในห้องนอนที่เป็นสถานที่ถ่ายทำด้วยกัน ซึ่งโมเองก็ไม่ปฏิเสธ และรีบเดินตามผู้กำกับใหญ่ไปอย่างว่าง่าย
ชายหนุ่มนั้นโผล่มาได้ถูกจังหวะและเวลาดีเหลือเกิน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นบนเตียงนั้น คือฉากการร่วมรักอย่างเร่าร้อนระหว่างสองนักแสดง ร่างเปลือยเปล่าของพจน์กำลังกดโขยกท่อนเนื้อใหญ่ยักษ์เสียบเข้าใส่ร่องรูอันคับแน่นของจิ๊บจนกลีบสาวปลิ้นทะลัก ปล่อยน้ำสวาทหลั่งนองออกมาเปรอะเต็มง่ามขาพร้อมกับเสียงครวญครางโหยหวน แข่งกับเสียงของผิวเนื้อที่ฟาดกระทบกันหนักๆ สองมือของเธอเอื้อมคว้าและจิกลงไปบนต้นแขนของเขาอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นรอยแดงเพราะความเสียวซ่านสุดขั้วหัวใจ และโดยไม่ทันคาดคิด จากความเสียวซ่านที่ถูกปลุกเร้ามาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายชั่วโมง ในที่สุดหญิงสาวก็เผลอทะยานขึ้นถึงจุดสุดยอดไปโดยไม่รู้ตัวเป็นครั้งที่สอง...
“อู๊ย... ยยยยยย ซี้ดส์ นนท์ขา... โอ๊ย... ยยยยย พี่จะออกอีกแล้ว... โอ๊ย ทำไมมันเสียวแบบนี้ ซี้ดส์... อ๊ะ! อาห์ ซี้ดส์... สสสส อ๋า!!” จิ๊บส่งเสียงครางโหยหวนออกมาดังลั่นห้องอย่างลืมอาย บัดนี้ในหัวของเธอนั้นมีแต่ความต้องการที่จะปลดปล่อยอารมณ์ความอยากที่มันกำลังเดือดพลุ่งพล่าน ให้ทะลักทลายออกมาจนเปียกเลอะทั่วแท่งเนื้อและหน้าขาของชายหนุ่ม ร่องรักภายในขมิบตอดรัดถี่ๆ เป็นจังหวะจนเขารู้สึกได้ถึงความคับแน่นของมัน
“อู๊ย... พี่เมย์... ของพี่ตอดควยผมจังเลย ซี้ดส์ ดีมั้ยครับ? ควยผมใหญ่ถึงใจพี่ใช่มั้ยครับ” เขากระตุ้นยั่วเธอด้วยคำถามดิบหยาบ
“อู๊ย.... ซี้ดส์... สสสสส ดี... ดี ฮือ... อออออ” ร่างขาวบางผวาโอบกอดรัดร่างเขาไว้ เนื้อตัวเธอกระตุกสั่นเทาไม่หยุดจากความสุขเสียวที่กำลังระเบิดค้างอยู่ภายใน
“ดีกว่าของพี่โอรึเปล่าครับ?” เจ้าหนุ่มยังคงสวมบทบาทต่อไปอย่างไหลลื่น
“ซี้ดส์... ดีกว่าสิ... อู๊ย... ยยยย นนท์...” ไม่นานร่างของจิ๊บก็ลอยละล่องทิ้งตัวลงนอนกับเตียงอย่างหมดเรี่ยวแรง ทรวงอกขาวๆ แอ่นกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่กระชั้นถี่ ร่างทั้งสองพร่างพราวไปด้วยหยาดเหงื่อเม็ดโตที่ไหลย้อยจนเปียกชุ่ม
ชายหนุ่มจัดแจงจับพลิกร่างขาวบางที่ยังอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขน ให้เปลี่ยนมาอยู่ในท่าคลานคุกเข่าสี่ขา ยกบั้นท้ายอวบอิ่มของเธอให้แอ่นสูงขึ้น ปล่อยให้ลำตัวท่อนบนนั้นนอนหมอบราบลงไปกับเตียง แล้วจึงค่อยจัดการสอดใส่อาวุธร้ายที่ยังแข็งตัวเต็มที่เข้าไปในกลีบสาวจากทางด้านหลัง ความใหญ่โตที่ชำแรกกลับเข้ามาทำเอาหญิงสาวถึงกับเผลอกระเถิบตัวหนีไปทางด้านหน้า แต่ก็ไม่พ้นสองมือใหญ่หนาของชายหนุ่มที่จับยึดแก้มก้นของเธอไว้จนมั่น
เสร็จแล้วเขาก็ค่อยๆ ขยับถอนดุ้นลำยาวใหญ่ออกมาจากร่องเสียวของเธอจนเกือบที่จะหลุดออก แล้วจึงออกแรงกดส่งมันให้ทิ่มกลับเข้าไปทีเดียวแบบมิดโคน ส่วนหัวที่บานอวบทิ่มกระแทกเข้ากับผิวเนื้ออ่อนๆ ภายในเข้าอย่างจัง ทำเอาสาวจิ๊บถึงกับแอ่นแหงนหน้าเชิดหลับตาปี๋ สองมือจิกขยุ้มลงไปบนหมอนสีขาวจนยับยู่ยี่ พลางส่งเสียงร้องอึกอักติดๆ กันเหมือนคนกำลังสำลักน้ำ ด้วยอาการจุกเสียดในร่องรู พอเครื่องติดแล้วพระเอกหนุ่มก็เริ่มกัดฟันสาวลูกสูบเข้าออกเป็นจังหวะที่หนักหน่วงและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ได้ยินเสียงหน้าขาของเขาหวดกระทบเข้ากับบั้นท้ายงามงอนของเธอเป็นเสียง ปั้บ! ปั้บ! ปั้บ!! ดังสนั่นลั่นห้อง
พจน์ออกแรงซอยท่อนเนื้อเข้าออกแบบถี่ยิบๆ จนร่างของจิ๊บถึงกับส่ายโคลงเคลงไปมา หน้าอกหน้าใจสั่นกระเพื่อมไปตามแรงกระแทกอย่างน่าดูชม หญิงสาวมิได้เอ่ยเอื้อนถ้อยคำใดๆ ออกมาอีกแล้วในยามนี้ เธอทำเพียงแค่ห่อปากส่งเสียงร้องซี้ดซ้าดออกมาคล้ายกับกำลังกินของเผ็ดรสจัดจ้าน ร่องรักตอดขมิบยวบๆ ด้วยอาการเสียวกระสันจากรสสวาทที่หนุ่มรุ่นน้องป้อนให้จนแทบสำลักความสุข ลีลาที่อีกฝ่ายมอบให้นั้นมันช่างเหนือชั้นและรุนแรงสะใจเธอดีเหลือเกิน
และเมื่อเริ่มรู้สึกว่าตนเองกำลังจะทนกลั้นความเสียวไม่ไหว ชายหนุ่มจึงตัดสินใจจับร่างเธอพลิกกลับให้เปลี่ยนมาเป็นท่านอนหงายอีกครั้ง จับยกสองขาของเธอให้ขึ้นมาวางพาดไว้บนบ่า แล้วออกแรงกดกระทุ้งแท่งเนื้อเข้าใส่อย่างหนักหน่วงรุนแรงที่สุด เท่าที่ตนเองจะสามารถกระทำได้ จนหญิงสาวแทบตาเหลือกจากความจุกเสียดที่ได้ในช่องท้องน้อย สองกลีบงามสีชมพูที่เคยประกบปิดชิดกันตรงหน้าทางเข้า บัดนี้กลับปลิ้นเผยออ้าทะลักออกข้าง โดยมีแท่งเนื้อสีคล้ำเข้มสอดคว้านอยู่ตรงกลาง ความหนักหน่วงที่เขากดกระทุ้งเข้าใส่ทำให้ร่องรักภายในนั้นจุกแน่นจนแทบจะลืมหายใจไปชั่วขณะ
“ซี้ดส์... พี่เมย์คร้าบ.. อู๊ย... พี่เย็ดมันที่สุดเลย ผมเสียว... จะแตกอยู่แล้ว” พระเอกหนุ่มจงใจส่งสัญญาณร้องบอกให้แก่นางเอกสาวและทีมงานในห้อง ซึ่งทางผู้กำกับและตากล้องก็รีบปรับมุมมองเพื่อเตรียมเก็บภาพในช่วงท้ายอย่างคล่องแคล่ว โดยไม่เสียเวลาสั่งคัทให้นักแสดงทั้งสองต้องเสียอารมณ์
“อู๊ย... ซี้ดส์... สสส์ จะไม่ไหวแล้ว อีกนิดเดียว” พจน์ส่งสัญญาณบอกอย่างต่อเนื่อง
“นนท์ เอาออกข้างนอกนะ อู๊ย ดะ... เดี๋ยวพี่ท้อง” หญิงสาวพยายามร้องบอก แต่เป็นจังหวะเดียวกับที่ชายหนุ่มเอ่ยสวนกลับมาพอดี
“มะ... ไม่ทันแล้วครับพี่ โอ๊ะ! โอ๊ย ซี้ดส์ อู้ว... วววววว!!!” เจ้าหนุ่มบอกด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยว พลางกดท่อนเนื้อให้ทิ่มแช่ลึกเข้าไปในตัวเธอ และเกร็งกระฉูดน้ำกามข้นคาวส่งเข้าไปในโพรงรักอันอบอุ่นเป็นระลอกๆ แบบไม่ขาดสายราวกับท่อประปาแตก
“ว้ายตายแล้ว โอ๊ย ซี้ดส์” ความรุนแรงและสัมผัสที่อุ่นร้อนของน้ำเชื้อทำให้หญิงสาวถึงกับเผลอเกร็งขมิบร่องเสียวสู้อย่างลืมตัว
หลังจากปลดปล่อยน้ำเชื้อออกไปจนครบทุกหยาดหยดแล้ว พระเอกหนุ่มก็รีบผุดลุกขึ้นและถอนอาวุธที่เปียกลื่นเป็นมันปลาบออกมาจากร่องสาวที่กลวงโบ๋เป็นรูแดง ก่อนที่เขาจะกระเถิบตัวปีนสูงขึ้นไปนั่งกางขาคร่อมอยู่เหนือใบหน้าของสาวสวยที่กำลังนอนอึ้งตะลึงนิ่ง แล้วจับดุ้นเนื้อที่ยังคงมีน้ำกามไหลย้อยเป็นยางยืด จ่อเข้าไปที่ริมฝีปากเรียวบางของเธอ
“อ้าปากครับพี่ อ้าปาก” พระเอกหนุ่มร้องสั่งการ ซึ่งนางเอกสาวที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ของความลุ่มหลงก็ยอมทำตามคำสั่งของเขาอย่างว่าง่าย และปล่อยให้ปลายหัวอวบอ้วนของดุ้นเนื้อนั้นค่อยๆ กดมุดเข้าไปในโพรงปากของเธอ พออมเข้าไปได้เกินครึ่งค่อนลำแล้วหญิงสาวก็หลับตาลงและใช้ลิ้นกับริมฝีปากทำความสะอาดให้กับเจ้าหนูของเขาอย่างที่เคยทำให้สามี รสชาติขมๆ เฝื่อนๆ ของน้ำเชื้อพลันซึมซาบผ่านเข้ามาที่ปลายลิ้นจนทำให้เธอรู้สึกพะอืดพะอมอยากจะอาเจียน
“กลืนเข้าไปเลยครับพี่ อย่างนั้นแหละ อู๊ย... ยยยย สุดยอด อร่อยกว่าของพี่โอใช่มั้ยครับ ซี้ดส์...” หนุ่มรุ่นน้องจอมแสบเอ่ยหยอกเย้ากระตุ้นอารมณ์เธอ กระทั่งพอใช้ปากทำความสะอาดให้จนเอี่ยมอ่องแล้วหญิงสาวก็ค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกมาจากดุ้นเนื้ออ้วน มองเห็นคราบน้ำเชื้อสีขาวไหลยืดย้อยติดอยู่ที่มุมปาก ก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นจ้องสบตากับเขาแบบอายๆ
“นี่พี่ยังไม่เคยกลืนของพี่โอเลยนะ” นางเอกสาวกล่าวประโยคสุดท้ายของฉากนี้ออกมา ทำเอาพระเอกหนุ่มรุ่นน้องถึงกับฉีกยิ้มยินดีจนหน้าบาน
ก่อนที่เฮียจุ้ยซึ่งคอยจังหวะอยู่จะส่งสัญญาณและประกาศ ‘คัท’ ด้วยน้ำเสียงอันเด็ดขาด พร้อมกับชูนิ้วโป้งให้แก่นักแสดงทั้งสองคน เป็นอันสิ้นสุดของฉากเลิฟซีนดุเดือดที่ใช้เวลาถ่ายทำกันมาตลอดทั้งบ่าย...
ในวันที่รักหลงทาง #67
หลังจากถ่ายทำฉากไคลแมกซ์ของเรื่องเสร็จสิ้นแล้ว ภารกิจที่เหลืออยู่ของสองนักแสดงและทีมงานก็คือการถ่ายทำฉากเลิฟซีนเบาๆ ปิดท้ายเรื่อง โดยเป็นฉากที่นางเอกสาวและพระเอกหนุ่มจอมแสบ กำลังพลอดรักกันอยู่บนเตียงในท่านอนตะแคงประกบคู่ ฝ่ายหญิงสาวนั้นกำลังใช้มือหนึ่งยกโทรศัพท์มือถือค้างไว้แนบหู พลางทำท่าพูดคุยอยู่กับสามีหนุ่ม ผู้ซึ่งกำลังเร่งรีบเดินทางกลับมาหาเธอที่บ้านด้วยอาการคิดถึงสุดหัวใจ
โดยที่ชายหนุ่มเองก็มิได้ล่วงรู้หรือนึกระแวงสงสัยเลยแม้แต่นิดเดียว ว่าในขณะที่พวกเขาทั้งคู่กำลังพูดจาหยอกเย้าออดอ้อนกันอยู่ผ่านโทรศัพท์นั้น ทางฝ่ายของภรรยาสุดที่รักเองก็กำลังถูกเจ้าหนุ่มชู้ อัดกระทุ้งดุ้นเนื้อเข้าใส่ร่องสาวของเธออย่างเมามันไปพร้อมๆ กันแบบถึงแก่น ซึ่งด้วยความที่มันไม่ได้เป็นฉากสลักสำคัญอะไรมากมาย จึงทำให้ผู้กำกับอย่างเฮียจุ้ยตัดสินใจให้นักแสดงทั้งสองคน เล่นบทเลิฟซีน ‘บดไข่’ กันโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีเซ็กส์กันจริงๆ เหมือนก่อนหน้านี้ ซึ่งทั้งจิ๊บและพจน์(ที่ได้ปลดปล่อยน้ำเชื้อออกไปจนตัวเบาหวิวแล้ว) ก็ล้วนแต่เห็นคล้อยตามกับการตัดสินใจของผู้กำกับใหญ่ด้วยกันทั้งคู่
และหลังจากใช้เวลาถ่ายเก็บฉากอื่นๆ ที่เหลืออยู่อีกราวๆ ครึ่งชั่วโมง ในที่สุดการถ่ายทำทั้งหมดก็เป็นอันเสร็จสิ้นสมบูรณ์ลงไปด้วยดี แม้ว่าสำหรับทางฝ่ายของนักแสดงสาวแล้ว จะไม่สามารถใช้คำนั้นได้แบบเต็มปากเต็มคำเท่าไรนักก็ตามที... พอผู้กำกับประกาศปิดกองและช่วยกันจัดเก็บข้าวของกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทีมงานและนักแสดงแต่ละคนก็พากันอพยพไปขึ้นรถที่จอดรอไว้ที่หน้ากองถ่าย โดยสาวจิ๊บนั้นเดินขึ้นรถตู้บริษัทกลับไปพร้อมกับกิ่งและทีมงานชายอีกสองคนด้วยท่าทีเซื่องซึม ในขณะที่คนอื่นๆ ที่เหลือซึ่งเอารถมาเอง ก็แยกย้ายไปขึ้นรถของใครของมันเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน
“สนุกมั้ยมาออกกองกับเฮียวันนี้?” เฮียจุ้ยเอ่ยถามโม ขณะที่ฟอร์จูนเนอร์คันงามกำลังแล่นทะยานไปบนท้องถนนที่เริ่มถูกความมืดกลืนกิน จนมองเห็นถึงแสงเรืองรองของดวงจันทร์ที่กำลังส่องประกายอยู่ไกลลิบๆ บนฟากฟ้า
“หือ? อ๋อ ก็ดีเฮีย หนุกดี” โมชะงักเล็กน้อยเพราะในหัวกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่คนเดียว ก่อนที่เขาจะรีบหันไปตอบคู่สนทนาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“แล้วเป็นไง ต่างจากที่เอ็งเคยจินตนาการไว้มะ?” เฮียจุ้ยถามอีก น้ำเสียงดูกระตือรือร้นตามประสาเจ้าของผลงาน
“เออ ผมก็พึ่งรู้วันนี้นี่แหละว่าถ่ายหนังอาร์แม่งต้องเอากันจริงๆ ด้วย นึกว่ามีแต่ในหนังเอ็กซ์ซะอีก” พออีกฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นมาแล้ว ชายหนุ่มจึงไม่รีรอที่จะแสดงข้อสงสัยออกไปในทันที
“โอ๊ย ที่อื่นมันก็ไม่ใช่แบบนี้หรอก มีแต่กองเฮียนี่แหละ ที่เอากันจริงๆ มันจะได้ฟีลลิ่งเต็มๆ” คนขับอมยิ้ม ขณะที่สายตาก็คอยจับจ้องมองทอดออกไปทางหน้ารถ ป้ายถนนสีเขียวเบื้องหน้าบ่งบอกให้รู้ว่าพวกเขากำลังจะเข้าสู่พื้นที่ตัวเมืองจังหวัดนนทบุรีในอีกไม่ช้า
“เฮียจะบอกอะไรให้ฟัง ยุคนี้น่ะวงการแม่งกำลังจะตายว่ะโม เว็บโป๊แม่งขึ้นเกลื่อนกลาดเป็นดอกเห็ด ใครๆ ก็ดูคลิปโป๊หนังโป๊ที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเสียเงินไปรอซื้อแผ่น ขนาดพวกร้านแถวๆ บ้านหม้อคลองถมเองแม่งยังอยู่แทบไม่ได้เลย ถ้าเฮียยังหาจุดแข็งให้หนังตัวเองไม่ได้ ก็ไม่รู้จะเอาตัวรอดจากภาวะพวกนี้ยังไงเหมือนกัน เอ็งว่าหนังเฮียดูแล้วแข็งดีมั้ยล่ะ?” ผู้กำกับใหญ่สาธยายด้วยสีหน้าจริงจังเคร่งขรึม ก่อนจะลงท้ายด้วยการหยอดมุกแซวผู้ฟังด้วยน้ำเสียงทะเล้น
“แข็งดิ แข็งโป๊กเลยแหละ” โมตอบแล้วยิ้มกริ่ม เมื่อนึกถึงอาการปวดคับเป้าจนทรมานที่ตนเองพึ่งประสบมาเมื่อช่วงเย็น
“นี่เฮียก็แอบนึกอยู่นะว่าเอ็งจะดูแล้วชักว่าวตามไปด้วยรึเปล่า” เฮียจุ้ยพูดกลั้วหัวเราะ
“บ้าดิ ใครจะไปกล้าวะเฮีย? คนอื่นอยู่กันตั้งเยอะแยะ” ชายหนุ่มโพล่งออกมาหน้าเหวอ
“เฮ้ย ไม่แปลกหรอก กองถ่ายเฮียที่ผ่านมายังมีตั้งเยอะแยะไป ยิ่งเวลาพวกดาราสวยๆ เซ็กส์ๆ มาเข้ากองนะ พวกไอ้โชติ ไอ้ทองแม่งแอบไปยืนชักว่าวในห้องน้ำกันสลอน เฮียจับได้ประจำ” ผู้กำกับใหญ่เอ่ยอ้างชื่อทีมงานในกองขึ้นมาประกอบการเล่า จนพาลให้คนฟังเผลอคิดภาพตามไปด้วย
“แล้วเฮียเคยทำหนังกับพวกนางเอกดังๆ มั่งมั้ย?” โมเปลี่ยนเรื่องถามบ้าง
“หมายถึงคนไหนล่ะ?” เฮียจุ้ยตอบคำถามของเขากลับมาด้วยคำถามอีกข้อ
“ก็... อย่างแนท เกศริน หรือไม่ก็เชอร์รี่ สามโคก ไรพวกนั้นอ่ะ” ชายหนุ่มไล่เรียงชื่อนักแสดงหนังติดเรทที่เขาพอจะรู้จักออกมา
“อ๋อ... อย่างหนูแนทนี่ก็เคยมีบ้าง แต่นานแล้วล่ะ เขาเลิกรับงานไปนานแล้ว ได้ผัวฝรั่งเลี้ยง สบายไป” อีกฝ่ายตอบเรียบๆ
“แล้วๆ มีแบบวันนี้ด้วยป่ะ?” โมถามเลียบเคียงแบบอ้อมแอ้ม ซึ่งคู่สนทนาก็พยักหน้ายิ้มรับอย่างรู้กัน
“จะไปเหลือเหรอวะ? รายนั้นน่ะเค้าเล่นหนังเอ็กซ์แบบเห็นหมดมาแล้วนะ แค่ถ่ายหลบมุมกล้องธรรมดาๆ จะไปยากอะไร สิวๆ เลยแหละ ทั้งเสียบทั้งอม ของจริงเน้นๆ” เฮียจุ้ยตอบเสียงฉะฉาน ทำเอาผู้ฟังถึงกับเบิกตากว้างอย่างตื่นเต้น
“โห... แล้วลีลาเป็นไง? เด็ดอย่างที่เค้าว่ากันมั้ย?” ชายหนุ่มกระตือรือร้นถามต่อ
“โอ๊ย สุดๆ ก็ถึงขนาดที่ไอ้พจน์แม่งเพลินจนโดนดูดน้ำแตกคาปากมาแล้วอ่ะ เล่นเอาพวกเฮียต้องเสียเวลามานั่งรอให้แม่งแข็งใหม่อีกรอบตั้งเกือบชั่วโมง” ผู้กำกับใหญ่เล่าย้อนความหลังด้วยน้ำเสียงสนุก
“ขนาดนั้นเชียว?” โมเลิกคิ้วทำเสียงสูง ในหัวก็เฝ้าจินตนาการถึงภาพลีลาของนางเอกชื่อดังที่เขาเคยเห็นจากในหนังแผ่นไปพลางๆ
“เอ้อ! ขนาดนั้นสิวะ จริงๆ ตามแผนน่ะมันต้องซัดกันสองยกในเรื่อง แต่คราวนั้นผลสุดท้ายกลายเป็นแม่งล่อกันติดพันไปตั้งสามยก กินเวลาไปอีกเกือบครึ่งค่อนวัน แต่ก็คุ้มแหละ เพราะหนังออกมาเสียวสมใจเฮียมาก ฮ่าๆๆ” อีกฝ่ายระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังๆ
“โหว... วววว เจ๋งว่ะ แล้วอย่างเชอร์รี่ สามโคกล่ะเฮีย?” โมข้ามไปถามถึงนางเอกอีกคนบ้าง
“รายนั้นเค้าไม่ยอมเล่นจริงว่ะ ก็เลยไม่เคยร่วมงานกันซักที เค้าจะติสท์ๆ หน่อย เด็กจบศิลปากรก็งี้แหละนะ” คู่สนทนาเอ่ยเรียบๆ ในเนื้อเสียงเจือปนด้วยอาการเสียดายลึกๆ อยู่ในที
“อ้าวเหรอ? เชอร์รี่ สามโคกนี่เด็กศิลปากรเหรอเนี่ย?” ชายหนุ่มทำเสียงแปลกใจเมื่อได้ยินดังนั้น
“ช่าย... ยยยย” เฮียจุ้ยพยักหน้าลากเสียงยาว
“เออ แปลกดี พึ่งเคยได้ยินเนี่ย ว่ามีเด็กศิลปากรจบมาทำอะไรแบบนี้ด้วย” โมพยักหน้าพึมพำด้วยอาการฉงน เพราะภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่เลือกเรียนทางสายศิลปะในหัวของเขานั้น มันช่างแตกต่างจากภาพของดาราสาวพราวเสน่ห์ ผู้เคยวาดลวดลายกระชากใจหนุ่มๆ จากผลงานหนังแผ่นเรื่องต่างๆ อย่างเธอเสียเหลือเกิน
“คนเนี้ย ต้องใช้คำว่าอาร์ตตัวแม่ของจริงเลยแหละ” เฮียกล่าวเสริม
“ยังไงอ่ะเฮีย?” โมรีบถามซักไซ้ด้วยน้ำเสียงใคร่รู้ในทันที
“ก็มีอยู่ครั้งนึง นานแล้วนะ น่าจะสาม-สี่ปีนี่แหละ เฮียเคยไปช่วยไอ้เทพนมรุ่นน้องมันถ่ายหนังแผ่นที่มีเชอร์รี่เล่นเป็นนางเอก จริงๆ ก็หนังอาร์คล้ายๆ กัน เพียงแต่ว่ากองนั้นเค้าใช้วิธีบดไข่กับใช้มุมกล้องช่วยหลอกตา ไม่ได้ทำกันจริงๆ เหมือนอย่างของเรา คือตอนนั้นเชอร์รี่มันก็กำลังดังๆ มาจากรายการหม่ำใช่มั้ยล่ะ เค้าก็เรียกกัน ‘เชอร์รี่ โป๊ะแตก’ ยังไม่ได้ใช้ชื่อสามโคกเหมือนอย่างทุกวันนี้” เฮียค่อยๆ ไล่ย้อนความหลังให้ฟัง
“อาฮะ” โมพยักหน้าคอยฟังอยู่เงียบๆ
“แล้วทีนี้มันก็มีจังหวะที่เฮียได้คุยกับเค้า จริงๆ ก็กะจะหาโอกาสทาบทามมาเล่นหนังตัวเองบ้างนั่นแหละ แต่ก็อย่างที่บอก เค้าไม่เอาด้วย ก็เลยได้แค่คุยเล่นทั่วๆ ไป พอคุยไปคุยมาเลยถามเค้า ว่าช่วงนั้นมีหนังอะไรที่ชอบดูบ้างมั้ย เอ็งรู้ป่ะเค้าตอบว่าเรื่องอะไร?” หนุ่มใหญ่เปิดโอกาสให้คู่สนทนาได้ลองเดาเล่นๆ
“เหอะ ไม่รู้อ่ะ เรื่องไร?” โมส่ายหน้าเบาๆ เพราะขี้เกียจเสียเวลาเดา
“Dogtooth” พอสิ้นคำตอบของเฮียจุ้ย ชายหนุ่มก็พลันทำหน้าฉงนขึ้นมาอีกรอบ
“เรื่องไรวะเฮีย? ไม่เคยได้ยินเลย หนังเกี่ยวกับอะไรเนี่ย? ดราม่าเหรอ?” โมขมวดคิ้วถามออกไป ไม่รู้สึกว่าชื่อหนังเรื่องนั้นจะเคยได้ยินผ่านหูของเขามาก่อนเลยแม้แต่น้อย
“เออ เอ็งถามประโยคเดียวกับเฮียตอนนั้นเด๊ะเลย ตอนนั้นเฮียก็ไม่รู้เหมือนกันเว่ย งงแดกพอๆ กะเอ็งนี่แหละ ไอ้ห่า เราเป็นผู้กำกับหนังละครมาก่อนเป็นสิบปีแท้ๆ เสือกรู้จักหนังน้อยกว่านักแสดงที่อายุรุ่นราวคราวลูกซะได้” คู่สนทนาเล่าอย่างออกรส
“แล้วตกลงมันคือหนังอะไรนะ?” โมย้ำคำถามของตนเองอีกครั้งเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าเรื่อง
“แม่งเป็นหนังอินดี้จากกรีซ ผู้กำกับมันชื่อลามอสๆ อะไรนี่แหละ หนังแม่งโคตรเล็กเลยนะ ไม่เคยฉายโรงด้วยซ้ำ ไม่รู้เค้าไปรู้จักได้ไง พอได้ยินชื่อเรื่องมันแปลกดี เฮียก็เลยลองไปหาแผ่นมาดูบ้าง นั่นแหละ ไอ้ห่า งงกว่าเดิมอีก หนังแม่งถ่ายโคตรมึนเลย เฮียดูไปครึ่งเรื่องก็ยอมแพ้แล้ว อึดอัดชิบหาย ไม่รู้ว่าหนูเชอร์รี่แกไปติดใจอะไรเรื่องนี้นักหนา” เฮียจุ้ยพูดจบแล้วก็ส่ายหัวเบาๆ
“นี่ใช่มั้ย ที่เค้าเรียกว่าอาร์ตตัวแม่” โมกล่าวเสริมขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม
“สุดๆ พอคุยกันเฮียเลยมั่นใจไง ว่ารายนี้น่ะอาร์ตตัวแม่ เป็นคนหัวแข็ง ไม่ยอมเปลี่ยนใจมาเล่นหนังให้เฮียแน่ๆ เฮียก็เลยตัดสินใจถอยมา ไม่ไปเสียเวลาตื๊อเค้าอีก กลัวจะโดนเด็กมันด่าให้เสียหมาเอาตอนอายุปูนนี้ ฮ่าๆๆ” ผู้กำกับใหญ่พูดกลั้วหัวเราะ
“ถ้างั้นก็สรุปว่า... คนไหนที่ไม่เต็มใจเล่น เฮียก็ไม่เอาเลยอ่ะดิ?” โมเอ่ยถามเรียบๆ
“เออสิวะ ถ้ามันไม่ใช่เคสที่โดนใบสั่งกำชับมาจากเสี่ยชลอย่างเคสของหนูจิ๊บนี่ เฮียก็ไม่ได้อยากจะไปบังคับขืนใจใครเค้าให้มาทำแบบนี้หรอกนะ แม่งบาปจะตายห่า เอ็งก็รู้อยู่” คำอธิบายจากปากของเฮียจุ้ย ทำให้โมถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะด้วยอารมณ์อันหลากหลายที่ไหลปะทุขึ้นมาพร้อมกัน
การได้มายืนสังเกตการณ์อยู่หลังเลนส์กล้องวันนี้ ทำให้ชายหนุ่มบังเกิดความรู้สึกทั้งตื่นเต้นระคนสับสนไปในคราวเดียวกัน ด้านหนึ่งเขาแอบตื่นตะลึง เมื่อได้รับรู้ความจริงที่ว่าฉากเลิฟซีนในหนังทั้งหมดของเฮียจุ้ยที่เขาเคยเห็นนั้น มันคือการมีเซ็กส์กันจริงๆ ของนักแสดงนำทั้งสองคน มีการ ‘สอดใส่’ และ ‘ร่วมเพศ’ กันอย่างโจ๋งครึ่มต่อหน้าทีมงานที่กองถ่าย เพียงแต่ด้วยมายาของมุมกล้องและการตัดต่อ จึงทำให้ภาพที่ปรากฏบนจอนั้นเป็นเพียงแค่เรทหนังอาร์ธรรมดาๆ
ขณะที่ในใจอีกด้านของชายหนุ่ม ก็ให้บังเกิดอารมณ์ความสงสารและเวทนาต่อชะตากรรมของนางเอกสาวหน้าใหม่อย่างจิ๊บ ที่ถูกอำนาจชั่วร้ายซึ่งแฝงเร้นกายอยู่ภายใต้เงามืดของสังคม บีบบังคับให้เธอต้องกลายมาเป็นดาราหนังโป๊จำเป็น โดยที่ตัวเองก็ไม่เคยคิดปรารถนาถึงมันมาก่อน และที่สำคัญ... ต้นเหตุของความโชคร้ายทั้งหมดก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากการกระทำของตัวเธอเองเลยด้วยซ้ำ แต่เป็นเพราะความเห็นแก่ตัวของชายหนุ่มคนรักที่เธอเฝ้าหลงผิดคิดเชื่อใจเขามาโดยตลอด
“แต่อย่างพี่จิ๊บก็น่าสงสารเหมือนกันนะเฮีย ไม่ได้เต็มใจมาทำอะไรแบบนี้ซักหน่อย หน้าเค้าแม่งจะร้องไห้ตลอดเวลาเลย” โมเปิดประเด็นถึงนางเอกสาวด้วยน้ำเสียงเห็นใจ
“อืม ก็น่าสงสาร แต่ก็อย่างที่เฮียบอกไปแหละ เวลาที่เอ็งไปมีปัญหาติดค้างกับเสี่ยชลแล้วน่ะ ทางเลือกมันก็มีให้ไม่มากนักหรอก” เฮียจุ้ยตอบเสียงเรียบๆ พลางหันเหความสนใจไปยังถนนเบื้องหน้าด้วยแววตาครุ่นคิด
“แล้วที่พจน์ไปเอาเด็กเสี่ยเค้าเนี่ย มันจะไม่มีปัญหาเอาเหรอเฮีย?” ชายหนุ่มเอ่ยถามถึงสิ่งที่ตนเองยังคงคาใจลึกๆ
“ไม่หรอก” เฮียจุ้ยตอบสั้นๆ โดยไม่ได้หันกลับมามอง
“ทำไมอ่ะ?” โมถามต่ออย่างสงสัย
“แม่งรู้ตัวไงว่าเสี่ยน่ะถูกใจมัน เค้าเห็นมันเป็นลูกน้องคนสนิท เวลาสั่งให้ไปทำงานอะไรที่ไหนก็ไม่เคยพลาด ไม่ว่างานนั้นแม่งจะยุ่งยากหรือว่าสกปรกแค่ไหน” เฮียจุ้ยเน้นเสียงตรงคำว่าสกปรกจนโมเอะใจ
“งานสกปรก?” โมขมวดคิ้วถามทวนคำ
“เออ... เห็นไอ้พจน์มันดูกะล่อนๆ เหลาะแหละแบบนั้นอ่ะ จริงๆ แล้วแม่งไม่ได้เป็นแค่นักแสดงนะ แต่เป็นนักเลงด้วย เรียกง่ายๆ ว่าเป็นมือขวาคนนึงของเสี่ยแกนั่นแหละ” เฮียจุ้ยตอบด้วยสีหน้าจริงจังเคร่งขรึม
“โห... จริงดิเฮีย?” ชายหนุ่มทำเสียงครางฮือยาวๆ ด้วยความทึ่ง
“จริงๆ... ถ้าเป็นไปได้เอ็งก็พยายามเลี่ยงๆ อย่าไปสนิทสนมอะไรกับไอ้พจน์มันมากแล้วกัน คนอันตรายๆ แบบนี้ เดินไปที่ไหนก็มีแต่กลิ่นคาวเลือดติดตัว ยิ่งอยู่ใกล้ก็มีแต่จะยิ่งพาเรื่องเดือดร้อนเข้ามาหาเรา” เฮียจุ้ยกล่าวเตือน
“อ้าว ก็เฮียเองไม่ใช่เหรอ ที่เป็นคนชวนผมมากองถ่ายเนี่ย?” โมแย้งด้วยรอยยิ้มยียวน
“เออ ข้าผิดเองแหละ งั้นถ้าคราวหน้ามีนางเอกสวยๆ มาเล่นอีกจะได้ไม่ต้องออกปากชวน เพราะยังไงเอ็งก็คงไม่มาดูแล้วใช่มั้ย?” อีกฝ่ายย้อนถามกลับ
“มาดิเฮีย ใครจะไปยอมพลาด” ชายหนุ่มเอ่ยแล้วหัวเราะร่วนชอบใจ
“ถุ้ย! ตูกะแล้ว” ผู้กำกับใหญ่สบถเสียงดังลั่นรถ
=======================================
ประสบการณ์อันน่าประทับใจจากการไปออกกองถ่ายมาในครั้งแรก ทำให้พอเฮียจุ้ยเอ่ยปากชักชวนไปถ่ายงานด้วยกันอีกเป็นครั้งที่สอง ชายหนุ่มจึงรีบตกปากรับคำออกไปทันที โดยแทบไม่ต้องเสียเวลาคิดทบทวนให้ยุ่งยากมากความ
วันเวลาในการถ่ายทำคือช่วงกลางเดือนธันวาคมก่อนวันคริสต์มาส หรือถัดจากการออกกองครั้งแรกของโมมาอีกเกือบๆ 2 อาทิตย์ โดยสถานที่ถ่ายทำหลักๆ นั้นก็ยังคงเป็นภายในหมู่บ้านหรูแห่งเดิม เพียงแต่มีการสลับสับเปลี่ยนฉากหลังกันเล็กน้อย จากที่เคยใช้บ้านหลังที่ตั้งอยู่ตรงกลาง ก็โยกมาใช้บ้านหลังในสุดที่ตั้งอยู่ติดกับกำแพงท้ายซอยแทน
ความแตกต่างอย่างแรกที่โมได้เห็นจากบ้านหลังใหม่นี้ ก็คือเรื่องของเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่ถูกจัดวางให้ดูเป็นบ้านของครอบครัวชนชั้นกลางทั่วๆ ไป คือไม่ได้มีเฟอร์นิเจอร์หรูหราราคาแพงประดับประดาเหมือนอย่างภายในบ้านหลังแรกที่เขาเคยเห็น ตรงกันข้ามเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นยังดูค่อนข้างมีอายุและผ่านการใช้งานมายาวนานพอสมควร อีกทั้งยังมีการสอดแทรกสัญลักษณ์ของความเป็นครอบครัวเชื้อสายจีนเพิ่มเข้ามา ด้วยการประดับศาลเจ้าจีนหรือ ‘ตี่จู๋เอี๊ยะ’ ทำจากหินอ่อนเอาไว้ที่ห้องรับแขกด้านล่างอีกด้วย
และความแตกต่างอย่างที่สองก็คือเรื่องของตัวแสดง โดยจากเรื่องก่อนที่ทางทีมงานถูกใบสั่งจากเบื้องบน บังคับให้ต้องฝืนใช้งานนางเอกสาวหน้าใหม่ผู้ไร้ซึ่งประสบการณ์ทางการแสดงแบบจิ๊บ จนการถ่ายทำเกือบจะล่มลงไปกลางคันอย่างไม่เป็นท่า พอมาถึงเรื่องล่าสุดนี้ ทางเฮียจุ้ยที่มีอิสระในการถ่ายทำแบบเต็มที่ จึงตัดสินใจใช้ดาราสาวมืออาชีพที่ชื่อ ‘น้ำหนึ่ง’ ผู้ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในวงการหนังอาร์มายาวนานกว่า 6 ปี มารับบทเป็นนางเอกของเรื่องคู่กันกับเจ้าหนุ่มพจน์
รูปลักษณ์ภายนอกของน้ำหนึ่งนั้นค่อนข้างจะแตกต่างจากจิ๊บอยู่พอสมควร ด้วยทรวดทรงองค์เอวแบบเนื้อนมไข่ อวบอัดน่าจับไปเสียทุกสัดส่วน โดยเฉพาะบริเวณหน้าอกหน้าใจที่ชายหนุ่มประเมินคร่าวๆ แล้วว่ามีไม่ต่ำกว่าคัพอีหรือเอฟแน่ๆ ใบหน้าเฉี่ยวคมนั้นดูละม้ายคล้ายคลึงไปทาง ‘กิ๊บซี่’ จากวงเกิร์ลลี่เบอร์รี่อยู่ไม่น้อย โครงหน้าสมส่วน โหนกแก้มสูงเด่น สันกรามออกเหลี่ยมนิดๆ ตามเชื้อสายฝ่ายแม่ที่เป็นคนพื้นเพจากทางภาคอีสาน
ซึ่งเมื่อดูจากท่าทีของเธอที่สามารถพูดจาหยอกล้อกับทีมงานและผู้กำกับในกองได้อย่างเป็นกันเอง โดยไม่แสดงอาการเขินเกร็งออกมาให้เห็นเฉกเช่นเมื่อคราวของสาวจิ๊บ ก็เลยทำให้โมค่อนข้างมั่นใจว่าการถ่ายทำในวันนี้คงจะเป็นไปอย่างราบรื่นกว่าครั้งก่อนที่เขาเคยมาอย่างแน่นอน
“โอ้โห! เดี๋ยวนี้ทีมพี่มีคนหล่อๆ แบบนี้อยู่ด้วยเหรอเนี่ยพี่จุ้ย?” เสียงนางเอกสาวเอ่ยทักทายขึ้นมาอย่างร่าเริง ทันทีที่โมและเฮียจุ้ยเดินผ่านประตูเข้ามาถึงห้องรับแขกด้านล่าง ซึ่งตัวของนักแสดงสาวและช่างแต่งหน้ากำลังนั่งกินขนมกันอยู่
“เอ้า! แน่น๊อน... นนน จะให้เฮียทนทำงานอยู่กับลูกน้องหน้าตาเหมือนหมาแบบไอ้เอ๋งไปตลอดชีวิตรึไง” ผู้กำกับใหญ่ตอบทันควัน
“อ้าว! พี่! มาลงที่ผมทำไมวะเนี่ย?” ตากล้องรุ่นน้องที่เดินตามหลังมาติดๆ ส่งเสียงโวยวายขึ้นเป็นการตบมุก
“กินไรกันอยู่เนี่ยสองสาว?” เฮียจุ้ยเอ่ยถามพลางชะโงกหน้ามอง
“ฝรั่งพี่ กินด้วยกันมั้ยคะ?” กิ่งเอ่ยถามเสียงใส พลางชูถาดผลไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นเป็นการเชิญชวน
“ไม่เอาหรอก เฮียไม่ชอบฝรั่ง เฮียชอบสาวไทยมากกว่า มันคุยกันรู้เรื่อง ไม่ต้องสปีคอิงลิชเยสโนโอเคให้ลำบาก” เฮียจุ้ยหยอดมุกอีก
“น้องโมล่ะคะ? กินด้วยกันมั้ย? อร่อยนะ” กะเทยสาวช่างแต่งหน้าหันมาชวนโมบ้าง
“ไม่เป็นไรครับพี่” โมโบกไม้โบกมือตอบปฏิเสธออกไปด้วยความเกรงใจ
“ทำไมอ่ะ? หรือว่าเราก็ชอบสาวไทยเหมือนเฮียจุ้ยเค้าด้วยอีกคน?” น้ำหนึ่งถามแทรกขึ้นมาด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
“อุ๊ย! ถ้าน้องโมชอบแบบนั้น พี่ก็พร้อมจะยอมสละพรหมจรรย์ให้นะคะ ขอแค่นุ่มนวลกับพี่นิดนึงก็พอ” กะเทยกิ่งพูดแบบติดตลก
“อ๋อ เปล่าครับ พอดีผมไม่ค่อยชอบกินผลไม้เท่าไหร่น่ะฮะ” ชายหนุ่มพูดแก้ตัว พร้อมกับปั้นหน้าหัวเราะแห้งๆ
“โธ่! อีกิ่ง! ถ้าอย่างมึงเรียกว่าสาวพรหมจรรย์ได้ ก็แปลว่าทุกวันนี้หมูแม่งออกลูกเป็นไก่แล้วล่ะโว้ย หำยังห้อยเป็นแท่งอยู่เลยเนี่ย” เฮียจุ้ยโพล่งขึ้นมากลางวงเสียงดัง เรียกเสียงหัวเราะจากคนรอบข้างที่กำลังนั่งฟังอยู่ ไม่เว้นแม้แต่ตัวของกะเทยสาวที่เป็นฝ่ายถูกแซว
“ว้ายพี่จุ้ย! แรงอ่ะ! พูดแบบนี้หนูก็เสียหายหมดสิคะ ไม่จริงนะคะน้องโม ของพี่นี่เฉาะเรียบร้อยแล้วล้านเปอร์เซนต์ ไม่เชื่อลองจับได้คลำได้ รับรองไม่มีหาง” กะเทยสาวทำท่าสะดีดสะดิ้ง พลางกวักมือเรียกโมหยอยๆ ซึ่งชายหนุ่มก็เพียงส่ายหน้ายิ้มๆ เป็นการปฏิเสธ
หนังที่พวกเขากำลังจะถ่ายทำกันในวันนี้มีชื่อว่า ‘ลวงรักเมียสาว’ เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับสามีภรรยาคู่หนึ่งในวัยสามสิบต้นๆ ที่ชื่อ ‘นุ๊ก’ และ ‘โจ’ ทั้งสองคบหากันมาตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนอยู่ในมหาฯลัยเดียวกัน จนถึงตอนนี้ก็นับนิ้วได้เกือบๆ จะร่วมสิบปีแล้ว กาลเวลาที่ล่วงเลยผ่านไป ทำให้เคมีพิศวาสระหว่างคนทั้งคู่ดูจะถดถอยลดน้อยลงตามไปด้วย บ่อยครั้งที่ฝ่ายสามีเกิดอารมณ์เบื่อหน่ายกับเซ็กส์ในรูปแบบเดิมๆ จนพาลให้ออกอาการ ‘ไม่สู้’ หรืออาวุธแข็งตัวไม่เต็มที่ในยามที่พวกเขากำลังร่วมรัก ทั้งๆ ที่ภรรยาของตนนั้นก็ออกจะมีเสน่ห์ต้องตาต้องใจชายหนุ่มอยู่ไม่น้อย และส่งผลกระทบต่อมาเป็นลูกโซ่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มที่จะมีปัญหาขึ้นมา
สุดท้ายด้วยคำแนะนำจากกลุ่มเพื่อนสนิทในวงเหล้า จึงทำให้โจตัดสินใจชักชวนภรรยาสาวให้ริลองมีเซ็กส์กันในรูปแบบที่พิสดารมากขึ้น นั่นก็คือการสร้างสถานการณ์สมมติ ให้นุ๊กจินตนาการว่าตัวเองกำลังมีเซ็กส์ร่วมกับชายอื่นแทนที่ของตน ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมานั้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจสำหรับพวกเขาทั้งคู่ เมื่อชายหนุ่มสามารถประคองพาแฟนสาวไปส่งถึงฝั่งฝันได้อย่างราบรื่น และได้อารมณ์สิเน่หากลับคืนมาแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ทั้งคู่ค่อยๆ พัฒนารูปแบบการละเล่นบนเตียงที่ว่านี้ให้บรรเจิดมากขึ้นทีละน้อยๆ เริ่มจากบทบาทของชายชู้ในจินตนาการที่มีเพิ่มเข้ามาในทุกรูปแบบ ทั้งแบบข่มขืนฝืนใจภรรยาสาว ไปจนถึงรูปแบบที่นุ๊กเองเป็นฝ่ายลักลอบเล่นชู้ร่วมกับชายอื่นอย่างหน้าชื่นตาบานต่อหน้าสามีผู้ไม่สามารถหยุดยั้งการกระทำเหล่านั้นได้ รวมถึงยังมีการเพิ่มอุปกรณ์สำหรับสร้างประสบการณ์สุขเสียวแบบใหม่ๆ ทั้งของเล่นเซ็กส์ทอยหน้าตาแปลกๆ ไม่ว่าจะเป็นดิลโด้, ไข่สั่น, ไปจนถึงเจ้าไวเบรเตอร์ด้ามยาวที่สามารถเล่นงานให้หญิงสาวเสร็จกิจติดต่อกันได้ถึงสองรอบ
ประสบการณ์ทางเพศของพวกเขาค่อยๆ ถูกปรุงแต่งต่อยอดไปจากรูปแบบพื้นฐานดั้งเดิม จนกระทั่งถึงจุดที่ความต้องการของฝ่ายสามี มันได้พัฒนาไปจนถึงขั้นที่เขาอยากจะเห็นภรรยาสุดที่รักมีอะไรกับชายอื่นแบบจริงๆ จังๆ ขึ้นมา! ซึ่งชายอื่นที่ว่านั้นก็มิใช่ใครอื่น นอกจาก ‘ไอ้โต้ง’ เพื่อนซี้ผู้เคยรับบทที่ปรึกษาปัญหาบนเตียงมาให้เขาตั้งแต่ต้น ซึ่งแน่นอนว่าอีกฝ่ายก็ย่อมไม่ปฏิเสธโอกาสในการที่จะได้เล่นสนุกกับภรรยาสาวสุดเซ็กซี่ของเพื่อนรักอยู่แล้ว
และแผนเด็ดที่สองหนุ่มได้ตระเตรียมเอาไว้ ก็คือการสร้างบทบาทสมมติบนเตียงขึ้นมาใหม่ โดยให้หนุ่มโจนั้นสวมหน้ากากไอ้โม่งแบบเปิดช่องเฉพาะตาและปากคอยปิดบังใบหน้าที่แท้จริงเอาไว้ เพื่อให้ฝ่ายภรรยาสาวสามารถจินตนาการว่าตนเองกำลังถูกโจรหื่นบุกเข้ามาปลุกปล้ำถึงห้องนอนได้อย่างสะดวกใจไม่เคอะเขิน โดยที่เธอไม่ทันได้ตระหนักรู้ตัวเลยว่า ใบหน้าภายใต้หน้ากากไอ้โม่งที่ปิดคลุมอยู่นั้น แท้จริงแล้วคือใบหน้าของนายโต้ง เพื่อนรักของสามีซึ่งเธอเองก็สนิทสนมและคุ้นเคยกันดี
โดยนอกจากน้ำหนึ่งที่รับบทเป็นนุ๊กนางเอกของเรื่องคู่กับเจ้าพจน์ผู้รับบทนายโต้งชู้รักแล้ว บทของโจผู้เป็นสามีในเรื่องก็ได้เจ้าเป็ด ทีมงานแคสติ้งคู่บุญของเฮียจุ้ยมาร่วมแสดงนำให้ แม้ว่าหน้าตาของเป็ดนั้นจะหล่อเหลาสู้พจน์ไม่ได้ แต่เรื่องของรูปร่างหรือขนาดอาวุธก็จัดว่าสูสีใกล้เคียงกันอยู่ไม่น้อย ซึ่งที่ผ่านๆ มา ผู้กำกับใหญ่ก็มักจะใช้บริการเจ้าตัวในบทบาทดาราสมทบเป็นประจำอยู่แล้ว
กำหนดการถ่ายทำในวันนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองช่วงหลักๆ คือช่วงสายๆ จะเป็นการถ่ายทำฉากเลิฟซีนกระหนุงกระหนิงกันระหว่างคู่สามีภรรยาในเรื่องตามปกติ ก่อนที่พอถึงช่วงบ่ายคล้อยจึงค่อยสลับสับเปลี่ยนตัวนักแสดงชาย ให้หนุ่มพจน์ที่สวมหน้ากากไอ้โม่งเข้ามาเล่นฉากเลิฟซีนคู่กับนางเอกสาวทรงโตแทนบ้าง ส่วนฉากยิบย่อยอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ก็จะถูกแยกไปถ่ายเก็บเพิ่มเติมทีหลัง เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเคลื่อนกองโยกย้ายสถานที่ให้วุ่นวาย
เข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาเกือบ 10 โมงครึ่ง แต่ก็ยังคงไร้ซึ่งวี่แววของหนุ่มพจน์ผู้ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของการมาสาย โชคดีที่ช่วงครึ่งเช้านั้นเป็นฉากเลิฟซีนระหว่างคู่ของเป็ดกับน้ำหนึ่งล้วนๆ จึงทำให้เฮียจุ้ยและทีมงานตัดสินใจเดินหน้าถ่ายทำกันไปก่อนโดยไม่รอให้เสียเวลา โดยที่ทีมงานคนอื่นๆ นอกเหนือจากนักแสดง ผู้กำกับและตากล้อง ก็แยกออกไปนั่งดูผ่านทางจอมอนิเตอร์ในห้องข้างๆ เหมือนเดิม ซึ่งด้วยประสบการณ์ที่ผ่านการแสดงมาอย่างโชกโชนของคู่พระนาง ก็เลยทำให้การถ่ายทำในช่วงแรกนี้เป็นไปอย่างราบรื่น และต่อเนื่อง แตกต่างจากการถ่ายหนังในครั้งก่อนแบบคนละเรื่อง
“นุ๊กจ๋า... คืนนี้เราลองใช้ไอ้นี่เล่นแทนควยผู้ชายอีกคนดีมั้ย? เอาแบบสองรุมหนึ่งพร้อมกันเลย ทั้งหีทั้งปาก” เป็ดในคราบพระเอกเอ่ยชักชวนภรรยาสาวในเรื่องที่กำลังนอนอยู่เคียงข้างกันบนเตียง พร้อมกับชูแท่งดิลโด้สีดำมะเมื่อมในมือโบกไปมาต่อหน้าเธอ
“บ้า... ทะลึ่ง...” น้ำหนึ่งในชุดนอนบางเบาแบบซีทรูแสร้งทำเสียงบ่นพร้อมกับก้มหน้าหลบตาอย่างเอียงอาย แต่กระนั้นก็มิได้แสดงอาการปฏิเสธหรือต่อต้านออกมาแต่อย่างใด คล้ายเป็นการตอบตกลงแบบอ้อมๆ
“ก็แหม... เมียเค้ามันทั้งสวยทั้งเซ็กส์แบบนี้ จะไม่ให้ผัวหื่นได้ยังไงล่ะจ๊ะที่รัก?” พระเอกหนุ่มเอ่ยหยอกเย้า พลางก้มหน้าลงไปซุกไซ้ซอกคอของนางเอกสาวจนทำเอาเธอถึงกับจั๊กจี้ พยายามขยับตัวดิ้นหนีเป็นพัลวัน แต่ก็ไม่พ้นจากเงื้อมมือของชายหนุ่มจอมหื่น
“อุ๊ย! ฮิๆ อย่าซี่ มันจั๊กจี้น้า... อือ... อออออ” น้ำหนึ่งหลับตาร้องครางฮือเหมือนจะสั่งให้หยุด แต่ทว่าสุดท้ายแล้วเธอกลับกลายเป็นฝ่ายยื่นสองมือไปโอบรอบคอของสามีแล้วดึงแนบเข้ามาหาตัวเสียเอง
ชายหนุ่มค่อยๆ ขยับเลื่อนใบหน้าจากซอกคอของหญิงสาวลงมาจนถึงบริเวณทรวงอก ก่อนจะใช้สองมือดึงแหวกสายเสื้อชุดนอนบางเบาที่เกาะเกี่ยวอยู่บนไหล่ทั้งสองข้างของเธอให้เลื่อนหลุดลงมาตามท่อนแขน จนเนื้อผ้าที่เคยปกปิดผิวกายเต่งตึงมันหลุดร่วงตามไปด้วย เปิดเผยให้เห็นถึงเต้านมขนาดมหึมาแก่สายตาของทั้งนักแสดงหนุ่มและทีมงานที่กำลังมองดูอยู่ผ่านกล้อง
หน้าอกของน้ำหนึ่งนั้นทั้งอวบแน่นและใหญ่เต็มไม้เต็มมือ รูปทรงคล้ายคลึงกับหยดน้ำ สีของจุกถันเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ ตัดกับสีผิวของเจ้าตัวที่ออกไปในทางขาวเหลือง สภาพโดยรวมของทรวงอกค่อนข้างหย่อนคล้อยนิดๆ ตามประสาของคนที่มีหน้าอกใหญ่ และที่สำคัญเหนืออื่นใดก็คือ... เจ้าสองเต้าขนาดคัพอีที่กำลังอวดโฉมอยู่ต่อหน้าทีมงานนั้น มันคือของแท้ที่แม่ให้ติดตัวเธอมาตั้งแต่เกิด โดยไม่ได้ผ่านการเสริมแต่งใดๆ จากมีดหมอที่ไหนมาทั้งสิ้น
และพอพระเอกหนุ่มได้เห็นสภาพเรือนร่างที่กำลังเปลือยเปล่าของสาวคู่ขาแบบชัดๆ เข้า เจ้าตัวก็ถึงกับเผลอกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก! แววตาเป็นประกายขึ้นมาด้วยอารมณ์พิศวาส ก่อนจะรีบเอื้อมมือมาบีบขยำทรวงอกของเธอเล่นด้วยอารมณ์มันเขี้ยว จนก้อนเนื้ออวบอิ่มนุ่มนิ่มมันปลิ้นทะลักออกมาตามง่ามนิ้วมือของเขาอย่างน่าดูชม เรียกเสียงครางวี้ดว้ายให้เล็ดลอดออกมาจากลำคอของนางเอกสาวได้ชุดใหญ่
“อุ๊ย! โจ... ซี้ดส์... เบาๆ ค่ะ นุ๊กเสียว... ววววว อุ๊ย! อย่าบีบแรงซี่ เดี๋ยวของนุ๊กก็ช้ำหมดหรอก” นางเอกสาวออกอาการสะดีดสะดิ้งด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า จนพาลให้ทีมงานผู้ชายคนอื่นๆ ที่นั่งดูอยู่เกิดอารมณ์หื่นตามไปด้วย
“ยังแน่นเหมือนเดิมเลยน้าเมียเค้า... ดูสิ บีบยังไงก็ล้นมือตลอด นี่ๆๆ” เป็ดพูดกระตุ้นยั่วอารมณ์เธอ พลางใช้มือบีบขยำก้อนเนื้อนุ่มๆ อย่างเมามัน พร้อมกับใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ ค่อยๆ ไต่เลื้อยลงไปที่ใต้ชายชุดนอนของสาวคู่ขา ก่อนจะสอดนิ้วมือเกี่ยวเข้าไปที่ปากทางเข้าของร่องเสียว ซึ่งบัดนี้กำลังเริ่มที่จะมีหยาดน้ำใสๆ ไหลเอ่อซึมออกมาจากภายใน
การถ่ายทำดำเนินไปอย่างไหลลื่น เพียงไม่นาน... เสื้อผ้าที่ห่มคลุมกายนักแสดงทั้งสองคนอยู่ก็ถูกปลดเปลื้องออกไปจนหมด เปิดเผยให้เห็นถึงผิวกายเปลือยเปล่าที่กำลังกอดรัดพัวพันกันอยู่อย่างแนบแน่น โดยที่ผู้กำกับแทบจะไม่ต้องเอ่ยปากสั่งคัทให้เสียจังหวะ นอกเหนือจากช่วงที่ต้องการจะปรับเปลี่ยนมุมกล้องเพื่อหลบเลี่ยงภาพอุจาดไม่ให้ติดเข้าไปในเฟรมเท่านั้น
พอปลุกเร้ากันจนเกิดอารมณ์ฉ่ำแฉะได้ที่แล้ว ฝ่ายเป็ดก็ค่อยๆ ขยับเจ้าดิลโด้สีดำมะเมื่อมในมือ กดถูไถเข้าไปที่ปากร่องเสียวของนางเอกสาวเบาๆ จนเธอส่งเสียงครางฮือออกมาเบาๆ ด้วยความสยิว เรือนร่างเกร็งกระตุกแอ่นสะโพกเข้าเบียดสู้กับส่วนปลายของดุ้นซิลิโคน ซึ่งเปี่ยมไปด้วยสัมผัสที่ทั้งแข็งแกร่งและอ่อนนุ่มในคราวเดียวกัน
“อึ๋ย... ยยย ซี้ดส์... สสสส อือ... อออออ อาห์” น้ำหนึ่งส่งเสียงครางระงมออกมาด้วยอาการร้อนร่าน สะโพกอวบอิ่มขยับร่อนไปมาอย่างอยู่ไม่สุข คล้ายคนที่กำลังถูกของร้อนแผดเผาอยู่ตรงหว่างขาด้านล่าง
“อู๊ย... ยยยย โจขา นุ๊ก... ซี้ดส์ อาห์... นุ๊กเสียว... ววววว อุ๊! ซี้ดส์... สสสส์ อู้ว!” ไม่ทันสิ้นคำครวญครางจากปากเธอ พระเอกหนุ่มก็ออกแรงเกร็งกดข้อมือ ส่งเจ้าดุ้นซิลิโคนขนาดเหมาะเจาะให้ทิ่มลึกเข้าไปในร่องเสียวที่กำลังฉ่ำเยิ้ม รวดเดียวเกือบครึ่งลำ ทำเอาหญิงสาวถึงกับตัวสั่นกระตุก พร้อมกับออกแรงเกร็งขมิบกล้ามเนื้อภายในร่างแบบถี่ยิบๆ เป็นการชะลอความเสียว
พอกดสอดมันเข้าไปได้ลึกมากพอสมควรแล้ว ชายหนุ่มก็ค่อยๆ ออกแรงขยับสาวดิลโด้ในมือให้เคลื่อนเข้าออกอยู่ภายในร่องสาวของเธออย่างช้าๆ เริ่มต้นจากจังหวะเนิบๆ และนุ่มนวล ก่อนจะค่อยๆ เร่งความเร็วให้เพิ่มมากขึ้น สอดคล้องไปกับเสียงร้องครางของหญิงสาวเจ้าของร่างที่ดังเล็ดลอดออกมาจากลำคอ ในทุกๆ ครั้งที่เจ้าสิ่งนั้นมันขยับตัวมุดคว้านอยู่ภายในร่าง
“โอ๊ย... ยยยยย ซี้ดส์... สะ... เสียว... วววว ฮือ... อออออ” นางเอกสาวออกเสียงครางสูดปากดังๆ อย่างเผ็ดร้อน ทำเอาชายหนุ่มคู่ขารวมถึงทีมงานคนอื่นๆ ที่กำลังร่วมลุ้น บังเกิดอารมณ์วาบหวิววูบวาบตามไปด้วย
“เมียจ๋า... เมียโดนควยคนอื่นเข้าไปแบบนี้ เสียวดีใช่มั้ย? ชอบใช่มั้ย?” เป็ดส่งเสียงกระซิบยั่วเย้าเธอตามบท พลางดูดดุนไปที่ทรวงอกอวบใหญ่ของเธอแบบหนักๆ เดี๋ยวซ้ายที... ขวาที... สลับไปมาอย่างเมามัน จนปลายถันแทบจะหลุดติดปากของเขาออกมาด้วย
“ซี้ดส์… สสสสส!! อู๊ย เสียวค่ะ... อู๊ย ซี้ดส์ นุ๊กเสียวหี อื้อ... ออออ” นางเอกสาวร้องตอบเสียงสั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเก
“ผัวก็ไม่ไหวเหมือนกัน เมียดูดควยให้ผัวบ้างสิจ๊ะ” ชายหนุ่มออดอ้อน ก่อนจะปล่อยมือจากดุ้นซิลิโคนแล้วขยับตัวปีนขึ้นมานั่งคร่อมเหนือใบหน้าเธอ แล้วค่อยๆ แอ่นส่งเจ้าหนูที่อยู่ในสภาพแข็งตัวเต็มที่ป้อนใส่เข้าปากของนักแสดงสาว ซึ่งเธอก็รีบใช้มือข้างหนึ่งที่ว่างอยู่ เอื้อมคว้าประคองอาวุธของชายหนุ่มคู่ขาใส่เข้าปาก แล้วออกแรงดูดเสียงดังจ๊วบๆ จนแก้มตอบ ขณะที่มือขวาอีกข้างก็ใช้มันขยับสอดส่งเจ้าดุ้นซิลิโคนสีดำมันวาวให้เสียบเข้าเสียบออกอยู่ที่กลางหว่างขาตัวเอง
“อึ๊! อื้อ... อื้ม... มมมม สสสส... ซี้ดส์ อืม...” น้ำหนึ่งส่งเสียงครางอื้ออึงอยู่ภายในลำคอ ขณะพยายามหลับตาโก่งคอดูดกลืนดุ้นเนื้อของนักแสดงหนุ่มเข้าออกอย่างดูดดื่ม ทำเอาร่างเปลือยเปล่าตรงหน้าถึงกับสั่นสะท้าน บั้นท้ายเกร็งขมิบยวบๆ ด้วยอารมณ์กระสันเสียวที่แล่นวาบขึ้นจากหน้าขาไปถึงสมองในชั่วพริบตา
“อู๊ย... ยยยยยย สสส... ซี้ดส์... สสสส พี่หนึ่ง... สุดยอดเลยครับ ดูดเก่งจังเลย” พระเอกหนุ่มหลุดเรียกชื่อนางเอกสาวออกมาอย่างลืมตัว พร้อมๆ กับที่ทุกคนในกองถ่ายก็พลันได้ยินเสียงตะโกนสั่งคัทออกมาจากปากของผู้กำกับใหญ่
“ไอ้เหี้ยเป็ด! มึงเสือกหลุดชื่อจริงเค้าออกมาทำไมวะ?” เฮียจุ้ยโวยวายเสียงดังอย่างหงุดหงิด เพราะดันเกิดอารมณ์สะดุดขึ้นมากลางคัน ทั้งๆ ที่การถ่ายทำกำลังเป็นไปได้อย่างไหลลื่นและต่อเนื่อง แถมดันเป็นความผิดพลาดในระดับอนุบาลที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นจากตัวของนักแสดงผู้ควบตำแหน่งทีมงานและมีประสบการณ์โชกโชนขนาดนี้ ขณะที่ฝั่งนางเอกสาวก็เอาแต่หัวเราะร่วนชอบใจ
“โทษครับๆ ผมลืมตัวไปหน่อย” เจ้าเป็ดรีบยกมือไหว้ทีมงานและนักแสดงสาวคู่ขาพลางหัวเราะแห้งๆ แบบเขินๆ ก่อนจะใช้เวลารวบรวมทำสมาธิอยู่อีกครู่หนึ่ง จึงพร้อมที่จะลงมือถ่ายทำกันต่อ
พอสิ้นเสียงสั่งแอ็คชั่นจากผู้กำกับ ทีมงานและนักแสดงทั้งหมดจึงค่อยเดินหน้าถ่ายทำกันต่อ เริ่มต้นจากการสานต่อฉากเล้าโลมด้วยปากของนางเอกสาวเมื่อครู่ ก่อนจะขยับไปเป็นฉากสอดใส่ร่วมรักกันในท่าเบสิค พร้อมกับบรรยากาศแห่งความเร่าร้อนภายในกองถ่ายที่ค่อยๆ ลุกโหมทวีความร้อนแรงมากขึ้น สอดประสานไปกับเสียงครางระงมจากปากของดาราสาว จนทำให้แม้แต่หนุ่มโมที่กำลังนั่งดูอยู่ผ่านจอมอนิเตอร์จากห้องข้างๆ ก็ยังออกอาการลุ้นระทึกตามไปด้วยจนเม็ดเหงื่อผุดซึมขึ้นเปียกชุ่มทั่วหน้าผาก
“ซี้ดส์... สสสสส อาห์... อ๊ะ! อ๋า... ซี้ดส์ อ๋าย... ยยยยยย โจขา... โอ้ว... ววววว” น้ำหนึ่งสูดปากร้องครางเสียงสั่น เมื่อถูกพระเอกหนุ่มกดสอดอาวุธพร้อมถุงยางเสียบเข้าออกภายในร่องสาวจนกลีบเนื้อสีแดงสดด้านหน้ามันปลิ้นทะลักยู่ยี่
“อู๊ย... เมียจ๋า ของเมียตอดผัวใหญ่เลย อุ๊บ! ซี้ดส์... เสียวหีเหรอจ๊ะที่รัก?” เป็ดเอ่ยถามกระตุ้น พร้อมกับเร่งออกแรงโขยกบั้นเด้าใส่ร่างของนางเอกสาวเร็วระรัว ได้ยินเสียงเนื้อฟาดกระทบกันดังสนั่น ปั้บ! ปั้บ! ปั้บ!
“เสียว... เสียวค่ะผัวขา อู๊ย... ยยยยย ควยผัว... ทิ่มลึกถึงมดลูกเลย ซี้ดส์ อ๋า!” หญิงสาวร้องตอบเสียงดังลั่น พร้อมกับแอ่นเด้งสะโพกสู้
ภาพความเคลื่อนไหวซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาผ่านทางเลนส์กล้องของเอ๋งนั้น ช่างออกมาดูสมจริงสมจังและน่าเชื่อถือแบบสุดๆ จนน่าที่จะก่อให้เกิดคำถามตามมาจากผู้ชมที่มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้ในภายหลัง ว่าภาพที่พวกเขากำลังได้เห็นอยู่บนจอโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์นั้น แท้จริงแล้วมันคือการมีเซ็กส์กันของนักแสดงทั้งสองคนจริงๆ เลยหรือเปล่า?
ตรงกันข้ามกับหนุ่มโมและทีมงานคนอื่นๆ ที่อยู่ในกองถ่าย ซึ่งต่างก็ตระหนักดีว่าเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในห้องนอนข้างๆ มันคือเรื่องจริง... การกระทำของทั้งคู่คือของจริง... ไล่ตั้งแต่เสียงเนื้อของคนสองคนที่กำลังบดเบียดเสียดสีกันผ่านสภาพผิวกายที่ชุ่มฉ่ำ... ตลอดจนถึงเสียงครางที่ได้ยินลอดออกมาจากปากของนักแสดงสาว ก็เป็นเสียงที่เกิดขึ้นเพราะว่าเธอกำลังรู้สึกสุขเสียวจริงๆ แม้ว่าภาพที่พวกเขาเห็นผ่านทางจอมอนิเตอร์นั้นมันจะไม่ได้แสดงให้เห็นถึงสภาพของสงวนของทั้งคู่เลยแม้แต่ฉากเดียวก็ตาม...
ลีลาการแสดงบทเลิฟซีนอันดุเดือดของนักแสดงสาวมากประสบการณ์ ได้สร้างความประทับใจให้แก่หนุ่มโมเป็นอย่างยิ่ง มันเป็นความรู้สึกตื่นเต้นที่แตกต่างไปจากเมื่อครั้งที่เขาได้เป็นสักขีพยานในการถ่ายทำหนังอาร์เรื่องแรกของสาวจิ๊บแบบคนละเรื่อง เพราะคราวนั้นทางฝ่ายโมเองยังมีอารมณ์เห็นใจและนึกเวทนาต่อชะตากรรมของนักแสดงสาวหน้าใหม่รวมอยู่ด้วยแบบครึ่งต่อครึ่ง ตรงกันข้ามกับครั้งนี้ที่มีแต่อารมณ์สุขสันต์ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาจากตัวของนักแสดงสาวรุ่นพี่
ทั้งสีหน้าและเสียงครางต่างๆ ที่เธอแสดงออกเพื่อบ่งบอกถึงความรู้สึกพึงพอใจจากความสุขที่ได้รับทางร่างกาย ล้วนแต่ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังนั่งลุ้นตามผ่านจอมอนิเตอร์ บังเกิดอารมณ์กำหนัดจนเริ่มรู้สึกอึดอัดคับเป้ากางเกงขึ้นมาตะหงิดๆ และต้องรีบเอื้อมมือไปคว้าเอาหมอนสี่เหลี่ยมใบเล็กที่วางอยู่ใกล้ๆ มาแนบปิดลงไปที่ตรงหว่างขาของตนเองเพื่อไม่ให้คนอื่นๆ จับสังเกตถึงอาการแข็งตัวโด่เด่ของเจ้าน้องชายตัวดี
คู่รักบนจอค่อยๆ ขยับปรับเปลี่ยนท่าทางไปตามจังหวะการเคลื่อนไหวอันไหลลื่น จากท่วงท่าเบสิคที่ฝ่ายเป็ดเป็นคนควบคุมจังหวะในตอนต้น ก็ถูกเปลี่ยนมาเป็นท่า ‘Woman on Top’ ปล่อยให้สาวน้ำหนึ่งได้กลายมาเป็นผู้กุมบังเหียนในเกมรักครั้งนี้แทน หญิงสาวทั้งส่ายร่อนบดเบียดสะโพกเข้าใส่หน้าขาของชายหนุ่มอย่างหนักหน่วง สองมือกดค้ำอยู่ที่แผงอกของอีกฝ่ายเป็นหลักยึด ได้ยินเสียงของผิวเนื้อที่ฟาดกระทบกันจากการออกแรงกดทิ้งน้ำหนักตัวดัง ปั้บ! ปั้บ! ปั้บ! เต้านมคู่มหึมาแกว่งกระเพื่อมขึ้นลงเร็วระรัวราวกับลูกตุ้มยักษ์ ในทุกครั้งที่หญิงสาวเจ้าของร่างออกแรงควบร่อนสะโพกขี่ไปบนร่างของชายหนุ่ม
“อู๊ย! ซี้ดส์... สสสสส โจขา... ซี้ดส์ เสียวจัง... ควยโจทิ่มหีนุ๊กถึงข้างในเลย อู๊ย... ยยยย แน่นไปหมดแล้วเนี่ย ฮือ... ออออ” น้ำหนึ่งส่ายสะบัดใบหน้าร้องครางยาวๆ ออกมาอย่างเสียวซ่านสะท้านทรวง
“ซี้ดส์... สสสสส เมียจ๋า ผะ... ผัวก็เสียวควยเหมือนกัน อู๊ย หีเมียตอดควยไม่หยุดเลย ซี้ดส์... สสสสส อืม” เป็ดครางตอบ สองมือเอื้อมคว้าบีบหมับเข้าไปที่ทรวงเต้าเปลือยเปล่า พร้อมกับเกร็งเด้งสะโพกเสยแท่งเนื้ออัดเข้าใส่ร่างของเธอจากทางด้านล่างแบบถี่ยิบๆ จนเกิดเป็นเสียงเนื้อหวดกระทบกันดังสนั่นลั่นห้องยาวนานติดต่อกันเกือบ 5 นาที
“นุ๊กจ๋า เปลี่ยนท่ากันหน่อยดีกว่า” พระเอกหนุ่มกระซิบบอกนางเอกสาว ก่อนจะช่วยกันขยับจัดท่าทางใหม่ ให้ฝ่ายหญิงอยู่ในท่าคลานคุกเข่าสี่ขา ก่อนที่ชายหนุ่มจะตามประกบอัดแท่งลำเข้าไป แล้วค่อยๆ เร่งจังหวะจากนุ่มนวลเนิบช้า ไปเป็นความรุนแรงเร่งรีบ จนทำให้ร่างเปลือยเปล่าของเธอสั่นคลอนไปมาด้วยแรงกระแทกที่หนักหน่วง สองเต้าแกว่งกระเพื่อมอยู่ใต้อุ้งมือหยาบหนาที่บีบบี้คลึงเคล้นจนเนินเนื้อนุ่มนิ่มปลิ้นทะลักผิดรูป
“อ๋าย... ซี้ดส์... สสสสสส อ๋า อู๊ย... เสียว... เค้าเสียว... วววววว” หญิงสาวแหกปากร้องครางดังๆ พลางแอ่นเด้งบั้นท้ายรับการกระแทกรัวๆ เป็นการตอบโต้ ความเสียวที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เธอลืมเลือนเรื่องความเจ็บปวดทรมานไปจนหมดสิ้นแล้ว
“ซี้ดส์ นุ๊กจ๋า อย่าลืมไอ้นี่สิจ๊ะที่รัก อมดุ้นนี้ด้วยนะ จะได้เสียวเป็นสองเท่าไง” เป็ดเอ่ย พลางยื่นส่งดิลโด้ที่ส่วนหัวเปียกเยิ้มไปด้วยคราบน้ำหล่อลื่นให้นักแสดงสาวรับไปอมไว้เต็มปาก
“อื้ม... มมมมม ซู้ด... ดดดด อืม...” น้ำหนึ่งใช้มือขวาประคองดิลโด้ในมือตนเองเอาไว้จ่อแนบกับใบหน้า ในขณะที่แขนซ้ายอีกข้างกำลังถูกนักแสดงหนุ่มคู่ขาดึงรั้งไปทางด้านหลัง เธอใช้ริมฝีปากออกแรงดูดดุนเจ้าแท่งเนื้อปลอมๆ ด้วยอารามสะใจ เป็นการระบายความเสียวจากการถูกดุ้นเนื้อของจริงกดกระทุ้งใส่ร่องรักทางด้านหลังจนกลีบเนื้อสาวปลิ้นบานอ้า คราบน้ำรักไหลหยดย้อยเต็มง่ามขา อารมณ์หื่นพุ่งทะยานขึ้นสูงจนใกล้ที่จะระเบิดออกมาอยู่รอมร่อ
ภาพที่ปรากฏผ่านจอมอนิเตอร์ในตอนนี้คือภาพแผ่นหลังและบั้นท้ายเปลือยเปล่าของนักแสดงหนุ่ม ซึ่งกำลังออกแรงโขยกใส่ร่างของหญิงสาวคู่ขาในสภาพล่อนจ้อนไม่ต่างกัน มองเห็นเต้านมคู่งามของเธอกำลังแกว่งกระเพื่อมขึ้นลง ได้ยินเสียงกระทบของผิวเนื้อดังชัดเจนเต็มสองหู ในขณะที่ริมฝีปากของหญิงสาวก็คอยป้อนเจ้าแท่งดิลโด้สีดำมันเงาใส่เข้าปากตัวเอง พร้อมกับหลับตาออกแรงดูดเสียงดังจ๊วบๆ จนแก้มตอบอย่างแสนจะเร่าร้อน
“ซี้ดส์... สสสส อาห์ มะ... ไม่ไหวแล้วโจ โอ๊ย นุ๊กจะแตกอยู่แล้ว... อ๋า... ซี้ดส์” นางเอกสาวถอนริมฝีปากออกจากแท่งซิลิโคน พร้อมกับร้องครวญบอกนักแสดงหนุ่มคู่ขาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทิ้มและขาดห้วง ซึ่งพออีกฝ่ายได้ยินดังนั้นก็เลยยิ่งเร่งเครื่องและออกแรงกดกระทุ้งดุ้นเนื้อใส่เธอแบบหนักหน่วงรุนแรงขึ้นไปอีก
“แตกเลยจ้ะที่รัก ปล่อยออกมา ไม่ต้องฝืน ผัวก็ใกล้แล้วเหมือนกัน อู๊ย... ยยยยย” เป็ดเอ่ยเร่งเร้า พลางเกร็งสะโพกขย่มใส่บั้นท้ายนุ่มนิ่มของเธอเร็วรัวเหมือนเครื่องจักร เกิดเป็นเสียงเนื้อที่หวดกระทบกันดังถี่ยิบๆ
“โอ๊ย! โจ! นุ๊ก... ซี้ดส์... อาห์ นุ๊กแตก... แตกแล้ว อ๊ะ! อ๋า... ซี้ดส์ อ๋า!!” และแล้วนางเอกสาวก็โก่งคอหวีดร้องออกมาแบบเต็มเสียง ร่องรักภายในหดเกร็งขมิบถี่ๆ ปล่อยให้น้ำรักแตกทะลักทลายพรั่งพรูออกมาอาบชุ่มลำโคนซึ่งมีถุงยางเคลือบไว้ของพระเอกหนุ่มราวกับเขื่อนแตก สองมือเกร็งขยุ้มจิกลงไปบนผ้าปูเตียงจนมันยับย่นยู่ยี่ โดยมีร่างของหนุ่มคู่ขาคอยตามประกบสอดใส่เข้ามาไม่หยุด
“อุ๊! อู๊ย ตอดแบบนี้... ซี้ดส์ เมียจ๋า ผัว... ผัวก็ไม่ไหวแล้ว อุ๊! อู้ว… ววววว ซี้ดส์!!!” ชายหนุ่มคำรามเสียงดัง ก่อนจะกัดฟันเกร็งสะโพกกดดุ้นเนื้อให้เสียบทิ่มเข้าไปแบบลึกสุดกำลัง พร้อมกับระเบิดน้ำเชื้อเหนียวข้นให้พุ่งเลอะเต็มถุงยางออกมา 4-5 ชุด ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนหมดแรงทาบทับอยู่บนแผ่นหลังเปลือยเปล่าของนักแสดงสาว ด้วยอาการหอบหายใจถี่ๆ อย่างเหนื่อยอ่อน
“แอนด์... คัท! เยี่ยมมากทั้งสองคน ช่วงสุดท้ายนี่ตรงตามคิวเป๊ะๆ เทคเดียวผ่านเลย ไม่ต้องเสียเวลาซ่อม” เฮียจุ้ยทุบกำปั้นใส่ฝ่ามือตัวเองอย่างถูกใจ ก่อนจะประกาศออกมาด้วยเสียงดังฟังชัด
“เหนื่อยหน่อยนะเป็ด” น้ำหนึ่งหันไปกล่าวหยอกล้อกับนักแสดงหนุ่มคู่ขาอย่างรู้กัน
“ก็ได้พี่ช่วยไว้นี่แหละครับ เลยเอาตัวรอดมาได้” เป็ดตอบแล้วยิ้มเขินๆ
“โอเค ซีนรอบเช้าเสร็จหมดละ เดี๋ยวไปพักกันก่อนนะ ช่วงบ่ายเหลือฉากหน้ากากไอ้โม่งอีกคิวเดียวก็จบละ” ผู้กำกับไล่เรียงคิวถ่ายที่เหลือแบบคร่าวๆ ก่อนที่สองนักแสดงจะพากันลุกขึ้นหยิบเสื้อคลุมมาสวมใส่ แล้วเดินออกไปพักข้างนอกห้องพร้อมๆ กัน
“พี่จุ้ย หมดคิวแล้ว งั้นผมขอกลับก่อนแล้วกันนะ จะแวะไปคุยกับเด็กที่นัดมาแคสวันก่อนด้วย ไม่อยากให้น้องเค้ารอนาน” พระเอกหนุ่มซึ่งควบตำแหน่งทีมงานแคสติ้งนักแสดงเอ่ยขออนุญาตกับทางผู้กำกับ หลังจากที่ตัวเขาได้ถ่ายทำฉากอื่นๆ รอไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อวาน
“เออๆ ขอบใจมาก ตรงนี้ไม่มีอะไรแล้ว เดี๋ยวให้ไอ้พจน์มันรับหน้าที่ต่อ ฝากเอ็งเรื่องแคสด้วยแล้วกัน” เฮียจุ้ยพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ พร้อมกับเอื้อมมือไปตบบ่าทีมงานคู่ใจเบาๆ
กระทั่งเวลาผ่านไปจนใกล้จะถึงบ่าย 2 โมง ซึ่งถูกกำหนดเอาไว้ให้เป็นช่วงเวลาเริ่มต้นของการถ่ายทำในครึ่งบ่าย หนุ่มพจน์ผู้รับบทนักแสดงนำอีกคนในเรื่องจึงค่อยยอมปรากฏตัวออกมาให้ทีมงานและผู้กำกับได้เห็นหน้าเป็นครั้งแรกด้วยสภาพสะโหลสะเหล สีหน้าท่าทางก็ดูอิดโรยแปลกๆ ภายใต้เลนส์แว่นกันแดดที่ชายหนุ่มสวมใส่ ปรากฏร่องรอยหมองคล้ำอยู่รอบๆ ดวงตาซึ่งแห้งจนกลายเป็นสีแดงจัด พูดจารู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างเหมือนคนกำลังเมาค้าง ทำเอาเฮียจุ้ยถึงกับโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงจนลมออกหู
“ไอ้เหี้ยเอ๊ย! มาก็เลท แล้วยังเสือกเป็นสภาพนี้อีกนะมึง ไอ้พจน์!” เฮียจุ้ยตะคอกใส่อีกฝ่ายเสียงดังลั่นห้อง
“เออน่าพี่ แค่นี้สบายมาก ผมไหวหรอกน่า นานๆ จะได้เล่นกับพี่น้ำหนึ่งทั้งที แค่หนึ่งน้ำน่ะไม่พอหรอกนะขอบอก” พจน์ตอบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันไปหยอดมุกเป็นเชิงทักทายกับนักแสดงสาวคู่ขาที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี ทำเอาสาวเจ้าถึงกับหัวเราะร่วนชอบใจในมุกตลกขำขันของอีกฝ่าย
“ให้มันจริงเถอะตาพจน์ ดูซิ ตาปรือขนาดนั้นน่ะ จำบทได้บ้างรึเปล่าเหอะ?” น้ำหนึ่งกล่าวแซวอย่างสนิทสนม
“แหม บทมันจะไปมีอะไรมาก ก็แค่ให้ผมจูงมือพี่ขึ้นสวรรค์เท่านั้นแหละ ที่เหลือเดี๋ยวพี่เอ๋งกับพี่จุ้ยเค้าก็ไปจัดการกันต่อเอง ขำๆ” ชายหนุ่มตอบแบบติดตลกด้วยแววตาเคลิบเคลิ้ม ก่อนจะหันไปหยิบผลไม้หลากสีสันที่วางอยู่บนจานขึ้นมาปอกเปลือกออกแล้วป้อนเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างอารมณ์ดี ท่าทีที่แสดงออกไม่ได้บ่งบอกถึงความสำนึกผิดใดๆ ทั้งสิ้น
“ไปๆ มึงรีบไปเปลี่ยนชุดแล้วเตรียมตัวให้พร้อมได้ละ คนอื่นเค้าจะได้ไม่เสียเวลารอ” เฮียจุ้ยเอ่ยตัดบท ก่อนจะโบกมือไล่
คิวถ่ายในช่วงบ่ายที่เหลือมีเพียงฉากเดียว นั่นคือฉากเลิฟซีนระหว่างนางเอกสาวกับ ‘ไอ้โม่ง’ ภายในห้องนอน ซึ่งตามบทแล้วคือหนุ่มโต้งที่ตั้งใจสวมรอยมาฝากประสบการณ์รักไว้ให้แก่ภรรยาสาวของเพื่อนซี้ ตามที่ได้นัดแนะวางแผนกันเอาไว้ก่อนหน้านี้ โดยก่อนที่จะลงมือถ่ายทำ เฮียจุ้ยก็ยังอุตส่าห์ออกปากถามย้ำกับทางฝ่ายนักแสดงหนุ่มจอมแสบถึงสามรอบด้วยความเป็นห่วง ว่าเจ้าตัวเล่นไหวจริงๆ หรือไม่ ซึ่งเมื่อพจน์ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น ทางทีมงานจึงตัดสินใจเดินหน้าถ่ายทำกันต่อ
สภาพหน้ากากไอ้โม่งที่โมได้เห็นจากในห้องแต่งตัวนั้นทำมาจากแผ่นหนังสีดำสนิท ตกแต่งลวดลายเป็นรูปสายฟ้าสีเหลืองสดใส ผิวหน้ากากด้านหน้าถูกเจาะรูไว้รอบดวงตาทั้งสองข้างรวมถึงช่วงจมูกและริมฝีปาก ดูเผินๆ ช่างคล้ายคลึงกับหน้ากากของนักมวยปล้ำที่เขาเคยเห็นผ่านตามาจากรายการทีวีในสมัยเด็กๆ และยิ่งเมื่อมันถูกนำมาสวมประดับอยู่บนเรือนร่างกำยำของพจน์ที่นุ่งเพียงแค่กางเกงชั้นในตัวเดียวแล้ว ก็มีแต่จะทำให้ภาพของนักมวยปล้ำในความทรงจำของเขามันปรากฏเด่นชัดขึ้นไปอีก
ชายหนุ่มยังจำได้ดีเลยว่าในสมัยก่อนนั้นเขาจะต้องฝืนแหกขี้ตาตื่นขึ้นมาในช่วงสายของวันหยุด และรีบแจ้นลงมานั่งประจำที่อยู่บนโซฟาตัวโปรดเพื่อเปิดดูรายการมวยปล้ำซึ่งมีน้าติงเป็นคนพากย์เสียงบรรยายภาษาไทย โดยไม่ยอมขยับลุกเดินไปไหนอีกนานเป็นชั่วโมงๆ จนทำให้ถูกพี่สาวอย่างส้มออกปากบ่นอยู่เป็นประจำในข้อหายึดโทรทัศน์ไปดูเพียงลำพัง และหลายๆ ครั้งก็ลุกลามจนกลายเป็นการทะเลาะด่าทอกันจนทำให้พ่อและแม่ต้องเข้ามาห้ามปรามด้วยการลงโทษพวกเขาทั้งคู่
ภาพความทรงจำเก่าๆ ค่อยๆ ผุดขึ้นมาในหัวทีละน้อยๆ เมื่อก่อนนั้นเขายังหลงคิดว่าสิ่งที่ได้เห็นบนจอเป็นของจริงทั้งหมด ทั้งความบาดหมางระหว่างนักมวยปล้ำแต่ละคน ไปจนถึงการต่อสู้ดุเดือดที่เล่นกันจนถึงขั้นเลือดตกยางออก ก่อนที่จะถูกพี่สาวดับความฝันด้วยการเฉลยให้ฟังว่าทั้งหมดนั้นมันคือการแสดงล้วนๆ มีบทบาทที่ถูกวางเอาไว้ โต๊ะหรือเวทีที่เห็นบางส่วนก็เป็นเพียงอุปกรณ์พิเศษที่ถูกทำขึ้นมาใหม่เพื่อเซฟอาการบาดเจ็บโดยเฉพาะ ซึ่งเมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็เลยทำให้เด็กหนุ่มในวันนั้นค่อยๆ หมดความสนใจไปจากเรื่องราวในโลกมวยปล้ำไปโดยปริยาย
“เฮ้ย! ทำไมเป้ามึงแฟ่บแบบนั้นวะ?” เสียงโวยวายของเฮียจุ้ยกระชากความสนใจของโมให้กลับคืนมาสู่ภาพความจริงตรงหน้า สิ่งที่กำลังปรากฏอยู่บนเป้าของนักแสดงหนุ่มในตอนนี้ คือสภาพเนื้อผ้ากางเกงชั้นในที่เรียบโค้งรับกับรูปร่างของผู้สวมใส่ โดยไม่ปรากฏวี่แววของความแข็งแกร่งอยู่ภายในนั้นเลยแม้แต่น้อย
“แป๊บนึงพี่ ขอปั่นหน่อย เดี๋ยวก็พร้อม” พจน์พูดแก้ตัวแบบลวกๆ ก่อนจะเดินหลบมุมไปนั่งทำสมาธิปลุกอารมณ์ตัวเองเพียงลำพัง แต่จนแล้วจนรอดผ่านไปเกือบๆ 20 นาที ไอ้หนูของเขามันก็ยังคงเอาแต่อยู่ในสภาพอ่อนปวกเปียก และไม่พร้อมสำหรับการถ่ายทำในช่วงบ่ายเสียที จนทั้งผู้กำกับและทีมงานคนอื่นๆ เริ่มส่ายหัวอย่างเซ็งๆ
“แบบนี้สงสัยน้ำนึงก็ไม่ไหวแล้วมั้งเราน่ะ” น้ำหนึ่งพูดหยอกล้อกับพจน์ด้วยสีหน้าเอ็นดู ด้วยหวังจะให้บรรยากาศที่ตึงเครียดเริ่มผ่อนคลายลงไปบ้าง หลังจากพบว่าสีหน้าของทั้งผู้กำกับและตากล้องในเวลานี้ดูไม่ใคร่จะสบอารมณ์เท่าไรนัก
“พี่จุ้ย เอางี้มั้ยพี่ งวดนี้ผมขอบดไข่แทนไปก่อน สงสัยว่าผมแม่งจะป่วยๆ ว่ะ ปั่นยังไงก็ปลุกไม่ขึ้นเลย” ชายหนุ่มเอ่ย พลางยกไม้ยกมือเป็นเชิงขอโทษทางผู้กำกับใหญ่ที่กำลังตีหน้ายักษ์ใส่เขา
“ไอ้ตอแหล! มึงบ้ารึเปล่า!? ป่วยห่าอะไรของมึงล่ะตาเยิ้มมาแบบนี้ แม่งไม่ขึ้นก็เพราะมึงเสือกไปพี้ยาอะไรมาน่ะสิ ถึงควยเหี่ยวเอาแบบนี้” เฮียจุ้ยกระแทกเสียงใส่นักแสดงหนุ่มผู้พกพาปัญหาติดตัวมาเข้าฉากด้วย ทำเอาทีมงานคนอื่นๆ ถึงกับหน้าเครียดไปตามๆ กัน โดยปกติแล้วหนุ่มใหญ่ค่อนข้างที่จะเป็นคนอารมณ์ดี แต่จะมีซีเรียสจริงจังอยู่บ้างก็เฉพาะกับเวลาออกกองทำงานเท่านั้น ซึ่งถ้าถึงจุดไหนที่แกเริ่มโวยวายอาละวาดขึ้นเสียงแล้วล่ะก็ บรรยากาศในการถ่ายทำที่เหลือหลังจากนั้นก็มักจะเป็นไปอย่างเคร่งเครียดจริงจังกว่าปกติ จนแทบไม่มีใครกล้าพูดจาหยอกล้ออะไรกันอีกเลยจนกว่าจะถึงเวลาปิดกล้อง
“ผมว่าเอาแบบนั้นก็ได้นะพี่ เดี๋ยวใช้มุมกล้องหลอกเอา แล้วให้สองคนนี้แสดงอารมณ์ช่วยก็น่าจะพอไหว จะได้ไม่ต้องเสียเวลา รบกวนน้ำหนึ่งเค้าเปล่าๆ” เอ๋งที่ยืนฟังอยู่รีบเสนอความเห็นเป็นการตัดบท ด้วยว่าไม่ต้องการให้ผู้กำกับใหญ่ออกอาการหงุดหงิดรำคาญใจไปมากกว่านี้แล้ว
“ไม่เป็นไรค่ะพี่ หนูยังไงก็ได้อยู่แล้ว เอาที่พวกพี่สะดวกแหละ” นางเอกสาวตอบอย่างไม่ถือสา ความเป็นมืออาชีพของเธอยิ่งสร้างความประทับใจให้แก่ทีมงานซึ่งกำลังตกที่นั่งลำบากอยู่ในตอนนี้ได้มากโข
“อ่ะๆ ถ้างั้นก็ตามนี้แล้วกัน แต่เล่นให้ดีๆ นะมึงไอ้พจน์ เอาให้มันได้ฟีลด้วย ถ้าเหลาะแหละกูไม่ปล่อยผ่านง่ายๆ นะโว้ย จะมาทำเล่นๆ ในหนังกูไม่ได้” เฮียจุ้ยกำชับทิ้งท้ายเสียงแข็ง เพราะไม่อยากเสียเวลาติดขัดไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องอีก
“ได้คร้าบ... บบบ” พระเอกหนุ่มตอบรับเสียงยานคาง พลางทำท่าตะเบ๊ะใส่คู่สนทนาแบบกวนๆ ชวนให้คนฟังยิ่งบังเกิดอารมณ์หงุดหงิดมากขึ้นไปอีก แต่ก็ยังพยายามข่มใจเก็บสีหน้าเอาไว้ ก่อนจะเดินหนีไปคุยเรื่องมุมถ่ายกับตากล้องคู่ใจเพียงลำพัง
เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทางทีมงานจึงจำเป็นต้องใช้วิธีการถ่ายทำตามแบบฉบับของหนังอีโรติกทั่วไป นั่นคือการใช้มุมกล้องหลอกว่านักแสดงทั้งสองคนกำลังมีอะไรกันอยู่จริงๆ พอถึงเวลาถ่าย เจ้าพจน์ในบทไอ้โม่งก็ค่อยๆ เดินย่องเข้าประตูห้องนอนมาเงียบๆ โดยที่ฝ่ายน้ำหนึ่งในบทภรรยาสาวผู้ไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกสามีล่อลวงให้มีอะไรกับเพื่อนสนิท ก็นอนคว่ำหน้ากระดิกเท้ารออยู่บนเตียงนอนด้วยท่าทีผ่อนคลาย หันบั้นท้ายกลมกลึงภายใต้ชุดนอนเสื้อยืดกางเกงขาสั้นให้กับเลนส์กล้องที่จับภาพรออยู่
ไอ้โม่งหุ่นกำยำค่อยๆ ขยับปีนป่ายขึ้นเตียงมาอย่างเนิบช้า ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าซุกไซร้ไปที่ซอกคอขาวๆ ของเธอ พลางสอดมือทั้งสองข้างเข้าไปบีบเคล้นคลึงที่ทรวงเต้าอวบอัดเต็มไม้เต็มมือ ยังผลให้ร่างของหญิงสาวออกอาการสั่นสะท้านนิดๆ พร้อมกับแสร้งส่งเสียงร้องวี้ดว้ายออกมาเบาๆ ด้วยอารามตกใจ เพราะตามเนื้อเรื่องนั้นเธอและสามีได้ตกลงเล่นบทบาทเลิฟซีนสมมติกันไว้ว่า ภรรยาสาวจะต้องถูกชายแปลกหน้าในชุดไอ้โม่งบุกเข้ามาข่มขืนถึงภายในห้องนอน คล้ายเป็นการแสดงซ้อนอยู่ในการแสดงอีกทีหนึ่ง
“ว้าย! ตายแล้ว! ปล่อยชั้นนะ! นี่แกเป็นใครเนี่ย!?” นางเอกสาวออกท่าทางเหมือนคนที่กำลังจะถูกข่มขืน แต่ในน้ำเสียงนั้นกลับแสดงอาการผ่อนคลายไม่ใคร่จะจริงจังนัก เพราะเธอตระหนักดีว่าแท้จริงแล้วใบหน้าภายใต้หน้ากากไอ้โม่งก็คือสามีสุดที่รักของเธอนั่นเอง ในขณะที่ฝ่ายโต้งในบทโจรหื่นเองก็ไม่ได้เอ่ยเอื้อนถ้อยคำใดๆ ตอบกลับมา เพราะกลัวว่าหญิงสาวจะเกิดจับความผิดปกติในน้ำเสียงและตระหนักได้ทันทีว่าตัวเขาไม่ใช่สามีของเธอ
ไอ้โม่งใช้สองมือดึงถลกกางเกงขาสั้นผ้าลื่นของหญิงสาวให้ร่วงลงมากองค้างไว้ที่หัวเข่า ก่อนจะมุดใบหน้าลงไประดมจูบซุกไซร้ที่เนินสาวของเธอจากทางด้านหลังอย่างคนหื่นหิว ทำเอาร่างขาวอวบอิ่มถึงกับเกร็งกระตุกเฮือกๆ เมื่อถูกริมฝีปากใหญ่หนาของชายหนุ่มจุมพิตเข้าที่กลีบสาวอันปราศจากอาภรณ์ขวางกั้นแบบเน้นๆ มิหนำซ้ำยังเกร็งลิ้นแล้วปาดลากเลยขึ้นไปถึงบริเวณรูก้นเล็กจิ๋วของเธออย่างไม่นึกรังเกียจเสียอีก
“ว้าย! ซี้ดส์... สสสสสส อย่า! ยะ... อย่าเลียตรงนั้น มันสกปรก ว้าย! พอแล้ว… วววว อย่า...” น้ำหนึ่งส่งเสียงหวีดร้องออกมาด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยว บั้นท้ายอวบใหญ่ทั้งส่ายทั้งร่อนอยู่ตรงหน้าของพระเอกหนุ่ม ผู้ซึ่งกำลังบรรจงละเลงลิ้นลากเลียไปรอบๆ หว่างขาของเธอจนมันเปียกชุ่มไปด้วยคราบของน้ำหล่อลื่นที่ไหลผสมปนเปอยู่กับคราบน้ำลาย
“แผล่บ... บบบบ แผล่บ... บบบ ซ้วบ... บบบบบ” พจน์ก้มหน้าหลับตาพริ้ม พลางโลมเลียรสชาติน้ำสาวของเธอที่ไหลเอ่อล้นออกมาอย่างเอร็ดอร่อยเหมือนคนกระหายน้ำ ทำเอาเรือนร่างอวบอิ่มของสาวรุ่นพี่ถึงกับออกอาการเกร็งกระตุกจนเส้นขนลุกชูชันไปทั้งตัว
พอถูกเล้าโลมปลุกอารมณ์จนได้ที่แล้ว ภรรยาสาวในบทก็เริ่มที่จะออกอาการอ่อนปวกเปียก เรี่ยวแรงจะขัดขืนหรือต่อต้านมันก็ค่อยๆ ถดถอยน้อยลงไปทุกขณะ สวนทางกับเสียงครางระงมอย่างคนกระสันเสียวที่มีแต่จะหลุดเล็ดลอดออกมาจากลำคอของเธอดังขึ้นเรื่อยๆ สองมือน้อยๆ เกร็งจิกขยุ้มลงไปบนหมอนสี่เหลี่ยมสีขาวใบโต ในขณะที่บั้นท้ายของหญิงสาวก็ค่อยๆ แอ่นร่อนบดเบียดเข้าหาริมฝีปากใหญ่หนาของโจรหื่น ผู้ซึ่งกำลังออกแรงพรมจูบลงมาที่กลีบเนื้อสาวอันฉ่ำเยิ้มของเธอโดยไม่รู้ตัว
และเมื่อถึงเวลาอันสมควร... เจ้าพจน์ในบทไอ้โม่งก็ค่อยๆ ขยับชันกายลุกขึ้นยืนจังก้า ก่อนจะปลดรูดกางเกงชั้นในทรงบิกินีสีเทาเข้มที่ตนเองสวมใส่อยู่ให้หลุดร่วงพ้นออกมาผ่านทางข้อเท้า ปล่อยให้อาวุธประจำกายที่วันนี้อยู่ในสภาพนุ่มนิ่มเพราะฤทธิ์ของสารเสพติดได้ออกมาสูดอากาศหายใจเป็นอิสระข้างนอก เสร็จแล้วเจ้าตัวก็เดินอาดๆ เข้าไปประกบจ่อท่อนเนื้อนิ่มๆ ถูไถเข้ากับปากร่องสาวของน้ำหนึ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มต้นทำท่าออกแรงดันอาวุธร้ายใส่เข้าไปในตัวเธอ
“อ๋า! หยุดนะคนบ้า อย่า! อย่าซี่... อู๊ย... ซี้ดส์... สสสสส ฮือ” นางเอกสาวส่งเสียงครางระส่ำออกมาอย่างแนบเนียน ราวกับว่าเธอนั้นกำลังถูกดุ้นเนื้อของอีกฝ่ายสอดใส่เข้ามาในร่างกายจริงๆ
“อ๊ะ! อาห์... โอ๊ย มันแน่น... เอาออกไป... อย่า ไม่เอา ซี้ดส์... สสสส อาห์” ยิ่งสาวเจ้าแสดงท่าทีเสียวซ่านออกมามากเท่าไร ไอ้โม่งที่กำลังยืนประกบอยู่จากทางด้านหลัง ก็จะยิ่งออกแรงโหมกระหน่ำอาวุธเข้าอัดใส่บั้นท้ายนุ่มๆ ของเธออย่างรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
“โอ๊ย! ทะ... ทำไมมันใหญ่แบบนี้? โจ... นี่โจไปทำอะไรมา? อู๊ย... ซี้ดส์... โจขา? เอ๊ะ! ดะ... เดี๋ยวนะ นี่ใครเนี่ย?” พอเรื่องราวดำเนินมาถึงตรงนี้ นางเอกสาวในเรื่องจึงเริ่มที่จะตระหนักว่าขนาดของอาวุธที่กำลังกดสอดอยู่ภายในตัวเธอนั้น มันช่างให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากสิ่งที่เธอเคยได้รับจากสามีแบบคนละเรื่อง เพราะเจ้าสิ่งนี้มันทั้งใหญ่... ทั้งยาว... อีกทั้งยังร้อนผ่าวๆ จนทำให้ร่องรักของเธอรู้สึกอุ่นวาบๆ จนอดที่จะเผลอเกร็งขมิบตอดรับกับการเคลื่อนไหวภายในไม่ได้
และยิ่งเมื่อพบว่าอีกฝ่ายเอาแต่ก้มหน้าก้มตากดกระทุ้งดุ้นเนื้ออ้วนๆ ให้เสียบเข้าออก โดยไม่ยอมที่จะส่งเสียงขานตอบใดๆ กลับมา ทางฝั่งของนางเอกสาวก็เลยค่อนข้างมั่นใจแล้วว่า ใบหน้าภายใต้หน้ากากไอ้โม่งที่กำลังยืนประกบอยู่ทางด้านหลังของเธอนั้น มันไม่น่าที่จะใช่ใบหน้าของโจสามีสุดที่รักของเธอแน่ๆ เมื่อรู้ดังนี้แล้วหญิงสาวจึงพยายามออกแรงดีดดิ้นอย่างสุดกำลัง เพื่อหมายที่จะสลัดตัวให้หลุดพ้นจากการจองจำของอีกฝ่าย เธอทั้งดิ้น... ทั้งถีบ... ใส่ชายแปลกหน้าอย่างหนักหน่วงรุนแรง แตกต่างไปจากในตอนแรกที่ยังแสร้งทำทีเป็นตกใจแบบเล่นๆ ขำๆ เพราะเข้าใจว่าอีกฝ่ายคือสามีของตัวเองที่แกล้งสวมบทมาเล่นเป็นไอ้โม่ง
“ปะ... ปล่อยนะไอ้บ้า! แกเป็นใครเนี่ย!? ปล่อยชั้นนะ! ปล่อย! โอ๊ะ! โอ๊ย ซี้ดส์... ปล่อยซี่ โจ! ช่วยด้วย!” น้ำหนึ่งแหกปากร้องเรียกหาสามีเสียงดังลั่นห้อง เธอสวมวิญญาณของภรรยาสาวผู้พบว่าตนเองกำลังถูกชายแปลกหน้าบุกมาข่มขืนถึงภายในห้องนอนบ้านตนเองได้อย่างแนบเนียน ทำเอาเฮียจุ้ยที่คอยยืนกำกับอยู่ถึงกับพยักหน้าชอบใจอยู่แบบเงียบๆ
“ร้องไปก็เท่านั้นแหละคนสวย ไอ้หน้าจืดนั่นมันไม่กลับมาเร็วๆ นี้หรอก มามะ เราสองคนมาสนุกกันต่อดีกว่า นี่แน่ะ! นี่แน่ะ!” พจน์เอ่ยด้วยน้ำเสียงหื่นกามสุดขีด ชายหนุ่มเองก็ดูจะสวมวิญญาณของโจรข่มขืนได้แนบเนียนไม่น้อยหน้าของนางเอกสาวเลยแม้แต่น้อย
นางเอกสาวแสดงลีลาต่อต้านขัดขืนออกมาอย่างเต็มที่ แต่ด้วยความที่ตามบทแล้วร่องรักของเธอมันจะต้องถูกดุ้นเนื้ออวบใหญ่ของโจรร้าย กดมุดคว้านทะลวงเข้าออกอยู่กลางร่างอย่างหนักหน่วง จึงทำให้พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ความรู้สึกเสียวซ่านจากช่องท้องน้อย ก็ค่อยๆ แผ่ครอบงำเข้ามาแทนที่ความรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงและสำนึกผิดชอบชั่วดี จนทำให้หญิงสาวเริ่มที่จะอ่อนเรี่ยวแรงลง และเผลอแสดงออกให้โจรร้ายได้เห็นว่าตัวเธอเองก็กำลังเริ่มที่จะรู้สึกเสียวซ่านไปกับลีลาของมันมากขึ้นเรื่อยๆ
หนุ่มพจน์ในบทโจรหื่นจับร่างของนางเอกสาวให้พลิกกลับมาอยู่ในท่านอนหงาย ก่อนจะตามไปกดสอดอาวุธร้ายให้เสียบลึกกลับเข้าไปในร่องรักอันฉ่ำเยิ้ม ยังผลให้ร่างขาวเนียนถึงกับสั่นกระตุกเฮือกๆ พร้อมกับท่อนแขนทั้งสองที่โอบรัดไปรอบๆ ลำคอของนักแสดงหนุ่ม เพื่อดึงโน้มใบหน้าของเขาเข้ามาจูบปากอย่างดูดดื่ม
ในขณะที่ทุกอย่างกำลังทำท่าว่าจะไปได้สวย แต่แล้วจู่ๆ ร่างของหนุ่มพจน์ก็เริ่มที่จะออกอาการโงนเงนเอียงไปเอียงมา ดูเผินๆ เหมือนคนที่กำลังจะทรงตัวไม่อยู่จนทีมงานคนอื่นๆ เริ่มผิดสังเกต ก่อนที่นักแสดงหนุ่มจะพยายามขยับตัวถอยห่างออกมาจากร่างของนางเอกสาว แล้วรีบยกมือขึ้นปิดปากพร้อมกับอาเจียนเอาของเสียในร่างกายออกมาชุดใหญ่ เสียงดัง ‘โอ้ก!’
“เฮ้ย!? ไอ้พจน์ มึงเป็นไรเนี่ย?” เฮียจุ้ยเผลอร้องอุทานเสียงหลงออกมาเป็นคนแรก ก่อนที่นางเอกสาวซึ่งหันมาเห็นอาการของนักแสดงหนุ่มคู่ขาจะส่งเสียงร้องวี้ดว้ายตามขึ้นมาอีกคนด้วยสีหน้าตื่นตกใจ
“อื้อหือ กลิ่นคลุ้งเลยมึงไอ้พจน์ แดกอะไรเข้าไปมั่งเนี่ย?” เอ๋งส่งเสียงครวญพลางยกหลังมือขึ้นปิดจมูกด้วยสีหน้าเหยเก สายตาก็คอยจับจ้องมองไปที่ภาพกองอ้วกสีขุ่นที่ตกลงบนพื้นห้อง
“เฮ้ยไอ้ซัน มาช่วยกันดูแม่งหน่อยดิ๊ พาไปพักหน่อย แบบนี้ถ่ายต่อไม่ไหวหรอก” เฮียจุ้ยออกปากสั่งการทีมงานหนุ่มที่นั่งอยู่ห้องข้างๆ ผ่านวิทยุสื่อสารสีแดงในมือตัวเอง
“เอ้า! เช็ดหน้าเช็ดตาหน่อย เลอะไปทั้งตัวแล้วมึง” เอ๋งหันไปพูดกับนักแสดงหนุ่ม ก่อนจะหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กที่วางพาดบนบ่าของตัวเองโยนส่งให้อีกฝ่ายรับไปเช็ดคราบอ้วกที่เลอะอยู่ตามร่างกาย ทั้งหน้าอก ฝ่ามือ รวมถึงบริเวณริมฝีปากซึ่งยังปรากฏเศษอาหารเกาะติดเลอะอยู่รอบๆ คาง อีกทั้งยังส่งกลิ่นเหม็นหึ่งออกมาจนตากล้องหนุ่มรุ่นพี่ไม่กล้าที่จะเดินเข้าไปคุยด้วยใกล้ๆ
ครู่หนึ่งทีมงานหนุ่มที่ชื่อซันก็โผล่พรวดเข้ามาในห้องถ่ายทำ พร้อมกับผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ในมือ แล้วเจ้าตัวก็ค่อยๆ ประคองพาร่างของพระเอกหนุ่มที่ดูอาการไม่สู้ดีนักให้เดินออกไปล้างเนื้อล้างตัวที่ห้องน้ำด้านนอกด้วยกัน ในขณะที่ฝั่งผู้กำกับ ตากล้อง และนางเอกสาวที่เหลืออีกสามคนในห้องก็ได้แต่หันหน้ามองสบตากันเงียบๆ ต่างฝ่ายต่างพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ แบบเซ็งๆ สลับกับส่ายหัวเบาๆ ด้วยความเอือมระอาต่อพฤติกรรมของนักแสดงหนุ่ม
“พัง! พังหมดแล้วหนังกู! ไม่ต้องถ่งต้องถ่ายกันแล้วแบบนี้ แม่งจะมีปัญหาอะไรนักหนาวะ” เฮียจุ้ยเปิดปากบ่นออกมาอย่างหงุดหงิดเป็นคนแรก ปัญหาที่ก่อตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้หนุ่มใหญ่สุดที่จะเก็บกดอารมณ์เอาไว้ได้อีกแล้ว
“เบรกก่อนดีมั้ยพี่ รอดูอาการไอ้พจน์มันหน่อย เผื่อว่าได้พักซักนิดมันอาจจะถ่ายต่อไหวก็ได้” เอ๋งรีบเสนอความเห็น
“ไหวห่าอะไรล่ะ ดูทรงแล้วแม่งแค่เดินให้ตรงยังไม่น่าจะทำได้เลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องพาแม่งไปส่งโรงบาลรึเปล่า” ผู้กำกับตอบ
“ถ้างั้นก็... เลิกถ่ายแล้วค่อยมาซ่อมทีหลังเหรอ?” อีกฝ่ายถาม พอเฮียจุ้ยได้ฟังดังนั้นแล้วก็ตีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
“หนูมีคิวว่างอีกทีเมื่อไหร่นะน้ำหนึ่ง?” ผู้กำกับใหญ่รีบถามหาคิวถ่ายทำกับทางนางเอกสาวทันที
“หนูเหรอ... อืม ถ้าเอาแบบว่างถ่ายจริงๆ ก็คงต้องเป็นเดือนหน้าโน่นเลยอ่ะพี่ เร็วกว่านั้นคงไม่สะดวกเท่าไหร่ ติดคิวถ่ายยาวเลย แถมอาทิตย์ถัดไปที่บ้านหนูเค้าจะไปเที่ยวสิงคโปร์กันด้วย” น้ำหนึ่งกรอกตาคิดครู่หนึ่งแล้วจึงตอบออกมา
“ชิบหายแล้วกู เอาไงดีวะเอ๋ง? โทรไปตามไอ้เป็ดมาถ่ายซ่อมดีมั้ย?” เฮียจุ้ยหันไปถามฝั่งเอ๋งอย่างร้อนรน
“จะทันเหรอพี่? แม่งไปแคสเด็กถึงห้วยขวางเลยนะ” ตากล้องหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงลังเล
“ถ้าเลทมากก็ไม่ไหวนะพี่ คืนนี้หนูนัดแฟนไว้แล้วด้วย ต้องรีบไปก่อนห้าโมง” นางเอกสาวชิงพูดออกตัวไว้ล่วงหน้า
“นี่กี่โมงละ… สามโมงกว่า ห่า... แม่งมาไม่ทันแหงๆ” เฮียจุ้ยสบถออกมาหลังจากก้มหน้ามองเข็มนาฬิกาบนข้อมือตัวเอง
“หรือให้ไอ้ซันลองเล่นแทนดู?” เอ๋งเสนอทางเลือกเพิ่มเติมอีกทางหนึ่ง
“ไม่ไหวหรอก หุ่นแม่งไม่ได้เหมือนกันเลย แถมไอ้ซันแม่งก็ตัวดำปึ๊ดขนาดนั้น ถ่ายออกมายังไงก็รู้อยู่ดีว่าไม่ใช่คนเดียวกัน” เฮียจุ้ยส่ายหัวเบาๆ รู้สึกอับจนหนทางขึ้นมาด้วยไม่รู้ว่าควรจะตัดสินใจแก้ไขปัญหานี้อย่างไรดี
“คนดูเค้าอาจจะไม่ได้สนใจดีเทลเล็กๆ ก็ได้มั้ง” อีกฝ่ายพยายามมองโลกในแง่ดี และแสร้งทำทีเป็นมองข้ามจุดบกพร่องเล็กๆ
“ถึงพวกแม่งไม่สน แต่กูสนไง หนังกูจะมาทำลวกๆ ไม่ได้ มึงก็รู้อยู่” ผู้กำกับตอบทันทีโดยแทบไม่ต้องคิด
“งั้นพี่จะเอาไง? ตกลงจะเลื่อนถ่ายเลยมั้ย? ก็แค่เสียเงินเพิ่มอีกวันนึง” เอ๋งถามย้ำอีกครั้ง เพราะเขาเองก็เริ่มรำคาญขึ้นมาตะหงิดๆ
“แม่งไม่เข้าเรื่องป่ะว่ะ จะมาเสียตังค์ฟรีๆ กับเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้เนี่ยนะ?” เฮียจุ้ยเถียงกลับด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“แล้วน้องคนที่หล่อๆ นั่นล่ะพี่ เอามาเล่นแทนแก้ขัดไปก่อนไม่ได้เหรอ? ดูจากหุ่นกับผิวแล้วก็คล้ายๆ ตาพจน์อยู่นะ” น้ำหนึ่งพูดแทรกขึ้นมากลางวง ทำเอาเฮียจุ้ยถึงกับหันขวับไปมองหน้าเธอพร้อมกับเบิกตากว้างเหมือนโดนฟ้าผ่าลงมากลางหัว
“เออใช่!” ผู้กำกับใหญ่เอ่ยออกมาเพียงเท่านั้น แล้วก็รีบสาวเท้าก้าวฉับๆ เดินผ่านประตูห้องนอน แล้วเลี้ยวเข้าไปที่ห้องแต่งตัวข้างๆ ซึ่งมีทีมงานคนอื่นๆ นั่งรอกันอยู่ พลันที่เฮียจุ้ยก้าวขาพ้นประตูห้องเข้ามา ฝ่ายโมที่กำลังนั่งพิงโซฟารออยู่ก็รีบยกมือห้ามปรามพร้อมกับเอ่ยปฏิเสธออกมาทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้เอ่ยปากพูดใดๆ ทั้งสิ้น
“ไม่ต้องเลยเฮีย ผมไม่เอาด้วยนะ บอกไว้ก่อน” โมตอบปฏิเสธอย่างรวดเร็ว เนื่องจากชายหนุ่มนั้นได้ยินผู้กำกับใหญ่ยืนปรึกษาแผนการกับเพื่อนร่วมงานอีกสองคนผ่านทางลำโพงและจอมอนิเตอร์ตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว
“เฮ้ย! อะไรวะ? เฮียยังไม่ทันได้พูดอะไรเลย จะรีบปฏิเสธไปไหน” เฮียจุ้ยหลุดสบถออกมาอย่างคับข้องใจ
“ก็จะให้ผมไปเล่นแทนพจน์ใช่มั้ยล่ะ?” ชายหนุ่มย้อนถามดักคออย่างรู้ทัน
“เออ เอ็งช่วยเฮียหน่อยเหอะวะ มันไม่มีใครแล้วจริงๆ ไม่งั้นหนังเฮียเสียหายหนักแน่ๆ” ผู้กำกับยื่นมือทั้งสองข้างมาบีบไหล่ พลางทำสายตาออดอ้อนหนุ่มรุ่นน้องอย่างอับจนหนทาง
“โธ่เฮีย... ไม่เอาดิ บอกแล้วไงว่าอย่าเอาผมไปยุ่งเกี่ยวด้วย ผมไม่อยากมีปัญหา” โมยืนกรานเสียงอ่อน
ใจหนึ่งเขาก็แอบรู้สึกสงสารที่กองถ่ายต้องเผชิญกับปัญหาวุ่นวายจากนักแสดงเพียงคนเดียวจนทำให้การถ่ายทำส่อเค้าว่าจะล่มลงกลางคัน และอาจส่งผลกระทบไปถึงเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องงอกเงยขึ้นเพิ่มตามไปด้วย ทั้งๆ ที่กำไรของการทำหนังแต่ละเรื่องนั้นก็ไม่ได้มากมายอะไรอยู่แล้ว แต่ขณะเดียวกัน... เขาเองก็ไม่พร้อมที่จะเสี่ยงพาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ล่อแหลมอย่างการเป็นพระเอกหนังโป๊ ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองและแฟนสาวขึ้นมาในอนาคตก็เป็นได้
“เฮ้ย ช่วยๆ กันหน่อย เดี๋ยวเฮียจ่ายค่าขนมเพิ่มให้เอ็งก็ได้ ถือเป็นค่าตัวไง” เฮียจุ้ยออกแรงบีบลงไปบนไหล่ข้างซ้ายของเขาขณะพูดย้ำ
“มันไม่ใช่ว่าผมอยากได้เงินเพิ่มหรืออะไรนะเฮีย” โมตอบบ่ายเบี่ยง พยายามนึกหาคำแก้ตัวดีๆ ออกมาพูดเพื่อหวังให้อีกฝ่ายเข้าใจ
“แล้วเอ็งอยากได้อะไรวะ? ต้องให้เฮียทำยังไงเอ็งถึงจะยอมมาเล่นหนังให้เฮีย?” คู่สนทนาถามตัดพ้อด้วยแววตาเหมือนคนสิ้นหวัง
“เปล่า... ผมไม่ได้อยากได้อะไรจากเฮียเลย ก็แค่กลัวว่าถ้าตัดสินใจเล่นไปแล้ว เดี๋ยวแม่งจะมีปัญหากับแฟนเอา ถ้าเกิดว่าเค้ามารู้ทีหลัง” ชายหนุ่มอธิบาย ภาพความวุ่นวายเมื่อครั้งที่เคยทำงานให้กับพี่ชาติและพี่บิวยังคงตามหลอกหลอนเขาอยู่จวบจนถึงทุกวันนี้
“ปั้ดโธ่เอ๊ย! เฮียก็นึกว่าเรื่องอะไร เอ็งไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นเลย บทของเอ็งมันไม่ต้องถ่ายให้เห็นหน้าอยู่แล้ว ก็แค่สวมไอ้โม่งปิดหน้าตัวเองไว้ รับรองว่าไม่มีใครจำได้หรอก ถ้าเอ็งไม่เล่าเค้าก็ไม่มีทางรู้ เฮียรับรองเลยเรื่องนี้” พอได้ฟังคำตอบของเขาแล้ว เฮียจุ้ยก็ค่อยเผยสีหน้าผ่อนคลายออกมาให้เห็น
“แต่ผมไม่อยากเสี่ยงนา” ชายหนุ่มชักเริ่มเถียงไม่ออก รู้สึกสังหรณ์ใจว่าตนเองกำลังจะถูกอีกฝ่ายต้อนจนมุมในอีกไม่ช้า
“เฮ้ยโม ขอร้องล่ะวะ ให้เฮียไหว้ก็ได้ ช่วยกันหน่อย แค่ฉากเดียวเอง ถือว่าเฮียติดหนี้เอ็งครั้งนึงก็ได้ ถ้าแม่งต้องยกเลิกกองถ่ายจริงๆ มันจะไปกระทบคิวคนอื่นเค้าหลายคนเลยว่ะ เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา กว่าจะนัดคิวนางเอกตัวแม่แบบนี้มาได้ ต้องจองตัวกันเป็นเดือนๆ เลยนะ” เฮียจุ้ยทำท่าจะยกมือไหว้ ชายหนุ่มจึงต้องรีบจับยึดข้อมือแกไว้ด้วยความเกรงใจ
“เฮ้ย! เฮีย ไม่เอา อย่าไหว้ เรื่องแบบนี้ผมถือ” โมโอดครวญด้วยสีหน้าอึดอัดเต็มกลืน
“งั้นตกลง เอ็งเล่นหนังให้เฮียนะ” เฮียจุ้ยรีบพูดรวบรัดแบบไม่รีรอ ขณะที่ทีมงานคนอื่นๆ ต่างก็จับจ้องมองมาที่เขาเป็นตาเดียว
“โธ่เอ๊ย... เฮียจะมาหวังอะไรกับผมวะ? ผมเล่นหนังเป็นที่ไหน เดี๋ยวก็เสียเรื่องหมด” โมตอบเลี่ยงๆ น้ำเสียงมีแต่จะอ่อนลงกว่าเดิม
“เฮ้ย ไม่ยากเลย ของแบบนี้แม่งไม่ต้องใช้ทักษะหรอก สัญชาตญาณดิบล้วนๆ เดี๋ยวเอ็งซักซ้อมคิวบทกันนิดนึงก็เล่นได้แล้ว เชื่อเฮีย เฮียมองดูก็รู้แล้วว่าคนอย่างเอ็งน่ะเล่นหนังได้สบายมาก” ผู้กำกับใหญ่กล่าวเยินยอเขาด้วยความเชื่อมั่นเต็มที่
“ฮึ! พอๆ ไม่ต้องมาแกล้งชมเลย นี่เพราะไม่มีคนอื่นเหลืออยู่หรอก ถึงต้องยอมตัดใจมาเลือกผมแทนเนี่ย” โมแค่นหัวเราะอย่างรู้ทัน
“สรุปว่า... เอ็งโอเคแล้วใช่มะ?” เฮียจุ้ยถามย้ำเพื่อความแน่ใจ ชายหนุ่มจึงพ่นลมหายใจออกมายาวๆ แบบเซ็งๆ ก่อนจะพยักหน้ารับ
“เออ ก็ได้ แต่ห้ามให้ใครรู้ว่าเป็นผมเด็ดขาดเลยนะ” โมไม่ลืมที่จะพูดกำชับอีกฝ่ายด้วยความระแวดระวัง
“จัดไป ไม่มีปัญหา ไอ้เอ๋งเว้ย! เตรียมเปิดกล้องต่อได้เลย หนังเราได้พระเอกแล้ว” เฮียจุ้ยฉีกยิ้ม ก่อนจะหันไปตะโกนบอกตากล้องรุ่นน้องด้วยน้ำเสียงระรื่น
ในวันที่รักหลงทาง #68
และด้วยเหตุนี้เอง... โมจึงได้เปลี่ยนสถานะจากแค่คนดูในกองถ่าย กลายมาเป็นพระเอกหนังอาร์จำเป็นให้แก่เฮียจุ้ย แทนที่ของหนุ่มพจน์ที่หมดสภาพไปโดยไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน
ชายหนุ่มใช้เวลาในการซักซ้อมคิวถ่ายร่วมกับผู้กำกับและนางเอกสาวอยู่นานร่วมๆ ครึ่งชั่วโมง กว่าที่เขาจะเริ่มมั่นใจว่าตนเองก็น่าจะสามารถแสดงหนังได้อย่างที่เฮียจุ้ยออกปากว่าไว้จริงๆ ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็มาจากการที่บทไอ้โม่งของเขานั้น มันไม่ได้มีหน้าที่อะไรซับซ้อนยากเย็นไปกว่าการต้องออกแรงปลุกปล้ำนางเอกสาวจนเสร็จกิจถึงสวรรค์ไปด้วยกันนั่นเอง อีกทั้งใบหน้าก็ถูกปิดบังเอาไว้ด้วยหน้ากากอย่างมิดชิด จึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าตนเองจะเผลอแสดงสีหน้าตื่นตระหนักใดๆ ออกมาให้ใครเห็นแม้แต่น้อย
แต่ขณะเดียวกัน... การที่เขาจะต้องมาแก้ผ้าล่อนจ้อน ปล่อยให้อาวุธประจำกายมันแกว่งสะบัดโทงๆ อยู่ต่อหน้าทีมงานและนักแสดงสาวสุดเซ็กซี่ที่แทบไม่เคยได้รู้จักมักคุ้นกันมาก่อน ก็ถือเป็นเรื่องยากเย็นเกินกว่าที่โมจะสามารถทำใจยอมรับได้ในช่วงเวลาเพียงแค่ไม่ถึงชั่วโมง นับตั้งแต่นาทีที่เขาตัดสินใจยอมตอบตกลงมาเล่นบทไอ้โม่งให้แก่เฮียจุ้ย
“เอ้า! ถอดเลยไอ้โมไม่ต้องอาย ตรงนี้มีแต่คนกันเองทั้งนั้น” เฮียจุ้ยเอ่ยปากคะยั้นคะยอ เมื่อเห็นว่าโมยังคงเอาแต่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าเตียงในสภาพสวมกางเกงชั้นในเพียงตัวเดียว ใบหน้าของชายหนุ่มนั้นฉายแววอึดอัดและลังเลใจออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด
“เขินว่ะเฮีย... มันยังไงๆ ก็ไม่รู้” โมตอบเสียงอ่อย แทบไม่กล้าจ้องสบตากับนักแสดงสาวคู่ขาซึ่งบัดนี้ไปนอนรอเตรียมพร้อมอยู่บนเตียงด้วยสภาพกึ่งโป๊กึ่งเปลือย เปิดเผยผิวกายอวบอิ่มตั้งแต่บริเวณหน้าท้องขาวเนียนไล่ลงไปจนถึงปลายขา ที่กลางหว่างขาของเธอนั้นยังคงมองเห็นคราบน้ำรักใสๆ ที่แห้งเลอะติดอยู่บริเวณรอบๆ ปากทางเข้าเป็นทางยาว
“เฮ้ย ไม่ต้องเขินหรอก น้ำหนึ่งเค้ามืออาชีพอยู่แล้ว เล่นหนังมาตั้งเยอะ เห็นมาเป็นสิบเป็นร้อยอัน เค้าไม่มาคิดเล็กคิดน้อยอะไรกับเอ็งหรอก แล้วอีกอย่าง... หุ่นแบบเอ็งเนี่ย เฮียบอกให้เลยว่าเพอร์เฟค ถ้าเทียบกับพวกพระเอกหนังอาร์คนอื่นๆ ก็ต้องบอกว่าตัวท็อปอ่ะ เหลือแค่ไปฟิตให้กล้ามมันดูกระชับๆ กว่านี้หน่อยนะ รับรองฮอตไม่แพ้ณเดชน์เลย จริงมั้ยน้ำหนึ่ง?” เฮียจุ้ยหันไปเอ่ยหยอกล้อกับนางเอกสาวอย่างอารมณ์ดี
“จริงค่ะ” น้ำหนึ่งพยักหน้ายิ้มรับทันควัน
“เค้าไม่คิดแต่ผมคิดนี่หว่า ขอทำใจแป๊บนึงน่าเฮีย” ฝ่ายพระเอกจำเป็นพยายามเตะถ่วง เพราะยังสลัดความอายไม่หลุดออกจากตัว
“แรกๆ ก็เขินแบบนี้แหละจ้ะ แต่เดี๋ยวพอได้ลองเล่นด้วยกันแล้วมันก็คุ้นไปเองแหละ” นางเอกสาวรุ่นพี่กล่าวให้กำลังใจด้วยรอยยิ้มเอ็นดู แววตาของเธอนั้นเปล่งประกายความปรารถนาบางอย่างที่ชายหนุ่มตีความไม่ได้ออกมาให้เห็นอยู่ลางๆ แต่กระนั้นแล้วเขาก็แทบไม่ได้สังเกตเห็นถึงมันเลย เพราะคอยแต่จะก้มหน้าหลบตาเธออยู่ตลอดเวลา
พอเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงอาการไม่ดีขึ้น น้ำหนึ่งจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายขยับตัวและเดินเข้าหาพระเอกมือใหม่ก่อนด้วยตนเอง พอเห็นเธอขยับเข้ามาจนชิดใกล้แล้ว ทางฝ่ายโมก็ยิ่งออกอาการอึดอัดและขัดขืนมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสาวรุ่นพี่ค่อยๆ เอื้อมมือคู่น้อยมาเกาะกุมอยู่ที่ขอบกางเกงชั้นในแบบขาสั้นสีน้ำเงินเข้มของเขา แล้วทำท่าว่าจะออกแรงดึงรูดมันลง ชายหนุ่มจึงรีบขยับตัวหันข้างเป็นการถอยหนีโดยทันใด แต่ก็ไม่พ้นสองมือของเธอที่ตามประกบไม่ปล่อย และหาทางดึงรูดมันจนหลุดออกจากหน้าขาของเขาลงไปกองไว้ที่เข่าจนได้
“มะ... ไม่เป็นไรครับพี่ ผมถอดเองได้ แค่นี้พอแล้วครับ” โมละล่ำละลักร้องบอกอย่างตกใจ ก่อนจะหันเบี่ยงตัวหลบและใช้สองมือของตัวเองดึงรูดกางเกงชั้นในให้หลุดออกจากข้อเท้า พอปราศจากเครื่องป้องกันคอยปิดบังห่อหุ้ม เจ้าดุ้นเนื้อร้ายที่อยู่ในสภาพแข็งตัวเพราะความตื่นเต้นจากบทเลิฟซีนดุเดือดที่ได้เห็นก่อนหน้านี้ มันจึงดีดผึงออกมาผงาดง้ำอยู่ต่อหน้าสายตาของทั้งทีมงานและนางเอกสาวอย่างชัดเจน ทำเอาน้ำหนึ่งถึงกับเผลอร้องอุทานออกมาเบาๆ ทันทีที่ได้เห็นมันใกล้ๆ
“อื้อหือ! ใหญ่พอๆ กับตาพจน์เลยนะเนี่ย พี่จุ้ยตาแหลมอ่ะ เลือกทีมงานแต่ละคนมามีแต่เด็ดๆ แซ่บๆ ทั้งนั้นเลย” น้ำหนึ่งส่งเสียงครวญอย่างชื่นชม ทำเอาเจ้าหนุ่มถึงกับเขินอายจนแก้มแดงแป๊ด
“บ๊ะ! ไอ้โม เอ็งนี่ถูกใจเฮียมาก มีของดีติดตัวพร้อมเลยนี่หว่า หน้าตาก็ดี หุ่นก็ดี แถมยังมีทีเด็ดซ่อนไว้ในเป้าอีก แบบนี้ถ้าเปลี่ยนใจอยากเป็นพระเอกเมื่อไหร่ก็บอกนะ เฮียจะช่วยดันเข้าวงการให้เอง” เฮียจุ้ยเอ่ยอย่างถูกใจ
“โหย เล่นจ้องกันแบบนี้ผมก็อายเป็นเหมือนกันนะครับ” โมบ่นอุบ และรีบเอื้อมมือไปกุมปิดของสงวนเอาไว้พร้อมกับเอียงตัวหลบ
“ไม่เห็นต้องอายเลย ของโมใหญ่ออกขนาดนี้ คนอื่นสิต้องอิจฉา ใครๆ เค้าก็อยากได้แบบนี้ทั้งนั้นแหละ ไหน ขอพี่ดูชัดๆ หน่อย” นางเอกสาวกล่าวชม พลางเอื้อมมือไปคว้าจับสำรวจแท่งเนื้อของเขาอย่างสนอกสนใจ
“เอ้ย! พี่! ใจเย็นครับ” โมอุทานออกมาเสียงหลง พร้อมกับอาการสั่นกระตุกเบาๆ เหมือนถูกไฟช็อต เมื่อฝ่ามือนุ่มนิ่มของสาวรุ่นพี่ค่อยๆ กำรูดไปรอบๆ ลำโคนอันแข็งแกร่งของเขาจนเต็มกำมือ
“แข็งจังเลย... แถมยังทั้งยาวทั้งใหญ่... แบบนี้ถ้าใส่เข้ามาในตัวพี่คงจะจุกน่าดูเลยเนาะ” น้ำหนึ่งเอ่ยรำพึงเหมือนคนเพ้อ ขณะที่มือก็คอยออกแรงกระตุกรูดท่อนลำแกร่งไปพลางๆ
“เดี๋ยวๆ แต่ของผมไม่ได้เสียบจริงนะพี่ แค่เอามาถูกันข้างนอกเฉยๆ ไม่ใช่เหรอ? อุ๊! ซี้ดส์... สสสส อืม… มมมมม” โมยังพูดไม่ทันจะจบประโยคก็ต้องเผลอส่งเสียงร้องซี้ดๆ ออกมาด้วยความสยิว แม้จะเคยผ่านประสบการณ์ร่วมเตียงกับหญิงสาวมาไม่น้อยแล้ว แต่ทุกครั้งที่ได้พบเจอกับประสบการณ์ผิดกลิ่นจากคู่ขาใหม่ๆ เช่นนี้ ก็มักจะทำให้ชายหนุ่มบังเกิดอาการตื่นเต้นลนลาน และหัวใจเต้นสั่นระรัวจนควบคุมไม่ได้อยู่ทุกครั้งไป
“เออ ก็แบบนั้นแหละ” เฮียจุ้ยที่ยืนอยู่ใกล้ๆ รีบออกปากตอบแทนเพื่อให้เขาสบายใจ
“รู้แล้วจ้า พี่ก็แค่พูดเล่นเฉยๆ เรานี่ก็ทำเป็นขี้ตื่นไปได้” น้ำหนึ่งเอ่ยยิ้มๆ และทำให้เขายิ่งออกอาการประหม่าเขินอายมากขึ้นไปอีก
“อ่ะๆ ทักทายกันพอหอมปากหอมคอแค่นี้แหละ ถ้าพร้อมแล้วก็ไปสแตนด์บายรอที่เตียงกันเลย จะได้เริ่มถ่ายต่อเสียที ถ้ามีซ่อมจะได้ไม่เสียเวลา” ผู้กำกับใหญ่กล่าวตัดบท และสั่งให้ทีมงานกับนักแสดงคนอื่นๆ เข้าประจำที่ของตนเอง
โมพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อรวบรวมสมาธิ แต่พอยิ่งใกล้เวลาถ่ายทำจริงมากขึ้นเท่าไร ชายหนุ่มก็พบว่าสภาพภายใต้หน้ากากไอ้โม่งที่เขาสวมใส่อยู่นั้น มันก็ดูเหมือนจะยิ่งรัดแน่นเข้ามาจนพาลให้เขารู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออกมากขึ้นเรื่อยๆ เบื้องหน้าของเขาคือร่างอวบอิ่มของนางเอกสาวรุ่นพี่ที่กำลังนอนถ่างขาอ้ารอให้เขาเบียดเสียดร่างกายท่อนล่างเข้าหากันอยู่บนเตียงนอนอันอ่อนนุ่ม สีหน้าและแววตาของเธอนั้นช่างเย้ายวนเหมือนกำลังส่งข้อความเชิญชวนให้เขาขยับตัวเข้าไปชิดใกล้โดยเร็ว
โมหลับตาลงอีกครั้ง พร้อมกับตั้งสติรวบรวมสมาธิเพื่อทบทวนบทบาทที่ตนเองต้องแสดงอยู่ภายในหัวเป็นครั้งสุดท้าย อาการกระดากเขินอายที่เคยเกาะติดอยู่บนตัวก็เขาค่อยๆ เบาบางลงไปทีละน้อยๆ จนผ่านไปอีกราวๆ 1-2 นาที ชายหนุ่มจึงค่อยผ่อนคลายจากอาการประหม่า และอยู่ในสภาพที่พร้อมสำหรับการสวมบทบาทพระเอกหนังอาร์เป็นครั้งแรกในชีวิต
กระทั่งพอได้ยินเสียงสั่งแอ็คชั่น ชายหนุ่มที่กำลังนั่งคุกเข่าประกบอยู่ด้านบนก็ค่อยๆ จับแยกสองขาของนางเอกสาวมาวางพาดไว้บนท่อนแขนของตนเอง แล้วกดจ่ออาวุธร้ายเข้าหากลีบเนื้อสาวอันอวบอูมของน้ำหนึ่ง ซึ่งบัดนี้กลับมาอยู่ในสภาพที่ชุ่มฉ่ำและเปียกลื่นอีกครั้งด้วยอานุภาพของเจลหล่อลื่นยี่ห้อเควายที่ทีมงานได้วางเตรียมไว้ให้นักแสดงสาวใช้ก่อนเข้าฉากเลิฟซีน
“ซี้ดส์... สสส์ อาห์... โอ๊ยเสียว... เสียวจังเลย อู๊ย แรงๆ ค่ะ ซี้ดส์... สสส” พอผิวเนื้อของคนทั้งคู่สัมผัสถูกกันเพียงครั้งแรก น้ำหนึ่งก็พลันสวมวิญญาณของนางเอกสาว เรือนร่างแอ่นกระตุกเฮือกๆ เหมือนโดนไฟช็อต และส่งเสียงร้องครางกระเส่าออกมาได้อย่างสมจริงราวกับว่ามีสวิตช์กดเปิดปิดสั่งการได้
“อ๋า... ยะ... อย่างนั้นแหละ อู๊ย... ยยยย ลึกๆ เลย แทงเข้ามาลึกๆ เลย นุ๊กเสียว... วววววว” สองมือของนางเอกสาวเอื้อมคว้าตะปบลงไปที่แก้มก้นของชายหนุ่ม พร้อมกับออกแรงบีบจิกใส่มันอย่างรุนแรง จนทำให้โมถึงกับเผลอออกแรงขมิบก้นรัวๆ ด้วยความหวาดเสียว ไม่คาดคิดมาก่อนว่าการแสดงท่าทางแกล้งทำเป็นเสียวนั้นมันจะออกมาดุเดือดเลือดพล่านได้ถึงปานนี้
พอเห็นอีกฝ่ายออกแอ็คติ้งมาแบบหวือหวา ทางฝ่ายโมเองจึงไม่ยอมน้อยหน้า และเอื้อมสองมือไปจับถลกเสื้อยืดที่เธอสวมใส่อยู่ให้เลื่อนเปิดออก และสอดมือเข้าไปบีบเคล้นเล่นกับเต้านมคู่มหึมาที่กำลังแกว่งกระเพื่อมขึ้นลงอย่างสาใจ มันเป็นเหมือนดั่งความใฝ่ฝันลึกๆ ในจิตใจของชายหนุ่มทุกคน ที่ปรารถนาจะได้เล่นสนุกกับทรวงอกขนาดใหญ่โตจนล้นมือ เฉกเช่นที่โมกำลังเผชิญอยู่นี้ เขาทั้งบีบทั้งบี้ สลับกับใช้นิ้วมือเขี่ยเคล้นไปรอบๆ ทรวงเต้าขาวเนียนจนมันเกิดเป็นรอยแดงช้ำจากฝ่ามือ
ยิ่งได้เห็นอีกฝ่ายส่งเสียงร้องกระเส่าซี้ดซ้าดออกมาเท่าไร ชายหนุ่มก็ยิ่งออกแรงบีบเคล้นจนสองเต้างามนั้นแทบปลิ้นทะลักออกมาตามง่ามนิ้วมือ ก่อนที่เขาจะอดใจไม่ไหวจนต้องก้มหน้าลงไปอ้าปากงับเข้าที่จุกยอดปทุมถันของเธอ แล้วออกแรงดูดหนักๆ ในขณะที่ร่างกายท่อนล่างของโมก็ยังคงออกแรงกดกระแทกถูไถอาวุธให้เบียดกับกลีบสาวของเธอพรืดๆ ส่วนหัวกลมมนสีชมพูของแท่งเนื้อนั้นกดเบียดโดนเข้าไปที่กลางปุ่มกระสันเสียว ซึ่งแอ่นเผยอออกมาจากกลีบเนื้อสาวของน้ำหนึ่งเข้าอย่างจัง ยังผลให้เรือนร่างอวบอิ่มถึงกับออกอาการสั่นสะท้านตัวเกร็ง ร่องเสียวภายในเกร็งขมิบยวบๆ พร้อมกับส่งเสียงครางซี้ดๆ ออกมาเหมือนคนกินของเผ็ด จนเฮียจุ้ยที่กำลังยืนลุ้นตามถึงกับกำหมัดอย่างสะใจที่เห็นพระเอกหน้าใหม่แสดงลีลาได้หวือหวาเกินกว่าที่คิดเอาไว้
สภาพผิวกายที่เปียกลื่นจากตัวน้ำหนึ่ง ทำให้โมสามารถกดส่งท่อนเนื้อให้เบียดถูไถเข้าหาเนินสาวของเธอได้อย่างถนัดถนี่ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ออกแรงดันมันขึ้นลงเป็นจังหวะด้วยความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าหมวยๆ ของหญิงสาวเกร็งขมิบยับย่นด้วยท่าทางที่บ่งบอกถึงความเสียวซ่านอย่างแท้จริง พร้อมกับที่เสียงครางซึ่งดังเล็ดลอดออกมาจากลำคอของเธอในช่วงหลัง ก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปเป็นเสียงร้องของคนที่กำลังตกอยู่ในอาการสำลักความสุข หาใช่เพียงแค่การแสดงแสร้งเสียวเหมือนอย่างในทีแรกอีกต่อไป และหลังจากถ่ายไปได้อีกครู่ใหญ่ๆ เฮียจุ้ยก็ตะโกนสั่งคัต ก่อนจะเดินปรี่เข้ามากำชับแก่นักแสดงทั้งสองว่าต้องทำอะไรต่อบ้าง
“เยี่ยมมากโม เทคเดียวผ่านเลย คราวนี้เฮียขอกระเด้าแบบหนักๆ แรงๆ เลยนะ เอาแบบสุดฝีมือเลย จะดูดนมบีบนมหรือทำอะไรไปด้วยก็ได้ ลองจินตนาการว่าพี่เค้ากำลังจะน้ำแตกคาควยเรา ส่วนน้ำหนึ่งก็อย่างที่คุยไว้เนอะ ปล่อยอารมณ์ออกมาเลย เหมือนตอนที่เรากำลังจะเสร็จ เอาออกมาทั้งเสียงแล้วก็ฟีลลิ่ง ขอแบบให้คนดูเห็นชัดๆ เลยว่ามันเสียวกว่าในฉากที่เอากับผัวตัวจริง โอเคนะ” เฮียจุ้ยสั่งการเป็นลำดับ
“ไม่มีปัญหาค่ะพี่” น้ำหนึ่งตอบทันควัน แล้วหันมาส่งยิ้มให้กับหนุ่มโมที่ยังคงอยู่ในอาการตื่นเต้นไม่หาย
“ไหวเนาะรูปหล่อ?” นางเอกสาวเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ไหว... ไหวครับพี่” โมพยักหน้ารับเสียงสั่น หัวใจเขาเต้นไหววูบวาบจากลีลาการแสดงอันยั่วยวนที่สาวรุ่นพี่ชักนำไป
“โอเค งั้นลุยกันต่อนะ” หญิงสาวออกปาก ก่อนจะค่อยๆ เอนหลังลงไปบนเตียงนอน พร้อมกับที่สองขาของเธอก็ค่อยๆ ขยับถ่างอ้าออกกว้าง คล้ายเป็นการหยอกเย้าเชิญชวนต่อสายตาของชายหนุ่มให้เผลอจับจ้องค้างเหมือนโดนมนต์สะกด
โมจ้องมองภาพของกลีบเนื้อสาวอ่อนนุ่มสีแดงสดตรงหน้าด้วยอาการหัวใจไหววูบ บริเวณปากทางเข้านั้นทั้งเปียกลื่นและฉ่ำเยิ้ม แค่เขาลองวางประกบสอดใส่ท่อนเนื้อแข็งๆ กลับเข้าไปที่กลางร่อง บริเวณส่วนปลายของด้ามหอกมันก็แทบจะมุดไหลทิ่มเข้าไปยังร่องรูด้านใน โดยที่ตัวเขายังแทบไม่ทันได้ออกแรงกดใดๆ เลยด้วยซ้ำ จนทำให้ชายหนุ่มต้องพยายามออกแรงเกร็งสะโพกขยับตัวถอยหลังหนีอยู่บ่อยครั้ง
การต้องมาแสดงท่าทางว่าตนเองกำลังมีเซ็กส์ร่วมกับหญิงสาวแปลกหน้า โดยมีสายตาของผู้กำกับและทีมงานอีกหลายชีวิตคอยเป็นพยานอยู่ใกล้ๆ นั้นมันช่างเป็นเรื่องที่ยากเย็นกว่าที่เขาเคยคิดเอาไว้เสียอีก และไหนจะเรื่องของอารมณ์ความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นตรงบริเวณแท่งเนื้อนั่นอีกเล่า
เพราะในขณะที่หนุ่มโมกำลังเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบาก ต้องพยายามข่มกลั้นอารมณ์หื่นเอาไว้ และคอยกำชับบอกกับตัวเองว่าจะต้องไม่เผลอลืมตัวกดเสียบมันใส่เข้าไปร่องรูของนางเอกสาวรุ่นพี่โดยเด็ดขาด ทั้งที่ในใจนั้นอยากจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้วแท้ๆ ผิดกับทางฝ่ายของน้ำหนึ่งเอง ที่ทั้งแอ่นทั้งเด้งสะโพกบดเบียดเนินสาวเข้าใส่ดุ้นเนื้อของเขารัวๆ อย่างเต็มที่ โดยไม่กลัวว่ามันจะเกิดการผิดคิวจนทำให้ดุ้นเนื้อหลุดทิ่มเข้าไปด้านในเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... การกระทำของนางเอกสาวมันกลับยิ่งทำให้โมบังเกิดความรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาลึกๆ ว่าเธอนั้นตั้งใจที่จะให้เขากดสอดใส่อาวุธเข้าไปในร่างตัวเองแบบจริงๆ จังๆ เลยด้วยซ้ำ
“อุ๊! อู๊ย... ยยยย ซี้ดส์... โอ๊ย พี่ขา ยะ... อย่างนั้นแหละค่ะ โอ๊ย เสียว นุ๊กเสียว... จะแตกอยู่แล้ว เอาแรงเลย แรงอีก ซี้ดส์...” นางเอกสาวเอ่ยเร่งเร้าพลางแอ่นเด้งสะโพกรับการกระแทกของชายหนุ่มที่กำลังควบขย่มเธออย่างเมามัน เส้นผมสีดำอมน้ำตาลปลิวแผ่สยายกระเซอะกระเซิงไม่เป็นทรง ท่อนแขนเธอโอบรัดอยู่รอบลำคอของหนุ่มรุ่นน้อง พร้อมกับใช้ปลายนิ้วจิกเกร็งลงมาบนผิวกายของชายหนุ่มจนเขารู้สึกเจ็บนิดๆ เสียงหน้าขาของคนทั้งคู่ฟาดกระทบเข้าหากันดัง ปั้บ! ปั้บ! ปั้บ! ราวกับว่าทั้งสองกำลังมีอะไรกันอยู่จริงๆ ทั้งที่อาวุธของชายหนุ่มทั้งแท่งหาได้สอดใส่เข้าไปในร่างเธอเลยแม้แต่น้อย กลีบเนื้ออวบอิ่มทั้งสองข้างนั้นเผยออ้าออกมาเล็กน้อย เมื่อมีลำโคนอวบใหญ่เบียดถูอยู่ตรงกึ่งกลางอย่างรุนแรง
“โอ๊ย ซี้ดส์... สสสส สะ... เสียวค่ะ... แรงอีก แรงๆ เลย อ๋อย มะ... ไม่ไหวแล้ว... ซี้ดส์... สสสสส โอ๊ย นุ๊กออกแล้ว!!!” น้ำหนึ่งส่งเสียงร้องเร่งเร้า เพื่อกระตุ้นอารมณ์ของนักแสดงหนุ่มคู่ขาให้ยิ่งเกร็งสะโพกกดขย่มเข้าใส่ร่างเธอหนักๆ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง ร่างงามนั้นก็ออกอาการสั่นกระตุกเฮือกๆ อย่างรุนแรง ก่อนที่นางเอกสาวจะเกร็งใบหน้าหลับตาปี๋ พร้อมกับแหกปากร้องครางโหยหวนออกมาดังลั่นห้องเหมือนคนกำลังขึ้นถึงจุดสุดยอด
น้ำหนึ่งแสดงท่าทางออกมาได้อย่างสมจริงสมจัง จนทำให้แม้แต่หนุ่มโมที่เป็นฝ่ายโรมรันพันตูอยู่แนบชิดกับเธอเองก็ยังดูไม่ออก ว่าหญิงสาวตรงหน้านั้นกำลังเสร็จกิจจากการบดเบียดถูไถร่างกายเข้ากับอาวุธของเขาจริงๆ หรือสิ่งที่เห็นอยู่นั้น แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงแค่การแสดงออกท่าทางเพื่อหลอกคนดูให้หลงเชื่อกันแน่ กระทั่งผ่านไปอีกเกือบๆ ครึ่งนาที เมื่อนางเอกสาวเริ่มแสดงท่าทีผ่อนคลายจากอาการเสียวลงแล้ว เฮียจุ้ยจึงค่อยตะโกนสั่งคัต พร้อมกับยื่นขวดน้ำส่งให้นักแสดงทั้งคู่ที่อยู่ในสภาพเนื้อตัวเปียกชุ่มเหงื่อ
“โอเค ผ่าน! นางเอกโดนปล้ำจนเสร็จไปแล้ว คราวนี้เดี๋ยวสลับตำแหน่งกันมั่งนะ ต่อไปเป็นซีนที่ไอ้โม่งจะบังคับให้นางเอกสาวโม้กให้ โมก็เล่นไปเลยตามปกติ ส่วนของน้ำหนึ่งก็พยายามแสดงฟีลลิ่งหน่อย จากแรกๆ ที่เหมือนโดนบังคับ แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็ให้มันรู้สึกเหมือนตัวเองเริ่มสนุกไปด้วย” เฮียจุ้ยแจกแจงบทบาทให้ทั้งสองคนฟังอย่างละเอียด
“ได้ค่ะ” น้ำหนึ่งตอบรับทันทีตามประสาของนักแสดงมากประสบการณ์ ในขณะที่ฝ่ายโมยังต้องพยายามนั่งเรียบเรียงลำดับท่าทางที่ตนเองต้องแสดงอยู่ในหัวคนเดียวแบบเงียบๆ
“ผมต้องยืนป่ะเฮีย? หรือให้ขึ้นไปคร่อมหน้าพี่น้ำหนึ่งเลย?” โมหันไปปรึกษากับทางผู้กำกับ
“นั่งคร่อมก็ดีนะ แม่งได้ฟีลข่มขืนดี แล้วเอ็งก็ใช้มือคอยกดหัวน้ำหนึ่งเข้าหาตัวไปด้วย ภาพมันจะได้ออกมาแรงหน่อย” เฮียจุ้ยตอบ
“โหย ต้องขนาดนั้นเลยเหรอเฮีย? ผมเกรงใจพี่เค้านะ” ชายหนุ่มออกท่าทีเกรงใจสาวรุ่นพี่ขึ้นมา
“ไม่เป็นไรจ้ะ โมเอาเต็มที่เลย คิดซะว่าภาพมันจะได้ออกมาสมจริงไง” น้ำหนึ่งชิงออกตัวพูดแทนด้วยรอยยิ้ม
“ครับพี่ โทษทีนะครับ” พระเอกหนุ่มก้มหน้ารับเบาๆ เป็นเชิงขอโทษขอโพย
หลังจากพักเหนื่อยกันราวๆ 5 นาที กองถ่ายก็เริ่มถ่ายทำต่อ โดยเป็นฉากที่โจรหื่นผู้กำลังได้ใจจากการใช้ดุ้นเนื้อปรนเปรอจนส่งนางเอกสาวขึ้นสวรรค์ไปเรียบร้อยแล้ว จะแสดงท่าทีประกาศชัยชนะด้วยการบีบบังคับให้หญิงสาวที่อยู่ในสภาพอ่อนปวกเปียกหลังเสร็จกิจหมาดๆ ต้องยอมใช้ปากทำความสะอาดคราบน้ำรักที่เลอะติดอยู่บนแท่งลำของเขาอย่างเมามัน จนสุดท้ายก็ทำให้หญิงสาวเกิดอารมณ์ความรู้สึกคล้อยตามไปกับเกมกามในครั้งนี้ด้วย
หนุ่มโมในบทของไอ้โม่งค่อยๆ ขยับเปลี่ยนท่าทางจากที่เคยนั่งประกบอยู่ตรงกลางหว่างขาของสาวรุ่นพี่ และเปลี่ยนเป็นการปีนขึ้นไปนั่งคร่อมทับอยู่ที่เหนือเนินอกของเธอแทน ชายหนุ่มค่อยๆ เกร็งจ่ออาวุธของตนเข้าไปที่บริเวณใบหน้าของนักแสดงสาวคู่ขา ก่อนจะจงใจหยุดเว้นระยะให้มันจ่อห่างอยู่กับริมฝีปากของเธอราวๆ หนึ่งคืบ
กระทั่งพอได้ยินสัญญาณทางจากผู้กำกับแล้วเขาจึงเริ่มต้นออกแรงขยับสะโพกขึ้นลง เพื่อแสร้งทำทีเป็นว่ากำลังกดส่งดุ้นเนื้อใส่เข้าปากของนางเอกสาวอยู่ในตอนนี้ โดยภาพที่คนดูมองเห็นผ่านมุมกล้องนั้น ก็จะเป็นเพียงแค่ภาพแผ่นหลังและบั้นท้ายของพระเอกหนุ่ม ที่กำลังขยับป้วนเปี้ยนอยู่เหนือลำตัวท่อนบนของนางเอกสาว ซึ่งถูกถ่ายทอดอยู่จากทางด้านหลังนั่นเอง
ชายหนุ่มพยายามเกร็งสะโพกเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้ส่วนปลายหอกของตนเองนั้นเผลอขยับไปสัมผัสถูกกับใบหน้าของนักแสดงสาวรุ่นพี่เพราะกลัวจะเป็นการเสียมารยาท แต่กลับกลายเป็นทางฝั่งของน้ำหนึ่งเองเสียอีก ที่ชิงเป็นฝ่ายขยับโน้มใบหน้าเข้ามาประชิด พร้อมกับอ้าปากแลบลิ้นเลียลงไปตรงๆ ที่ส่วนปลายหัวบานอวบอ้วนสีชมพูดัง แผล่บ... บบบบ ทำเอาร่างกำยำของชายหนุ่มถึงกับแอ่นสะท้านตัวเกร็ง พร้อมกับส่งเสียงครางซี้ดซ้าดออกมาเบาๆ ด้วยความสยิวปนตกใจ
“อุ๊! ซี้ดส์... พี่... อืม... มมมมม” โมเกือบที่จะหลุดปากเรียกชื่อจริงของนักแสดงสาวรุ่นพี่ออกมาอย่างลืมตัว แต่ชายหนุ่มก็ยังสามารถหุบเม้มริมฝีปากของตนเองเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที และทำได้เพียงแค่ก้มหน้าจ้องสบตากับเธอด้วยสีหน้าอึ้งๆ ในขณะที่อีกฝ่ายนั้นกลับส่งยิ้มเจ้าเล่ห์คืนมาให้เขา ก่อนจะค่อยๆ ใช้ปลายลิ้นบรรจงลากโลมเลียไปรอบๆ บริเวณรอยบากตรงปากร่อง เลยลงไปถึงบริเวณส่วนร่องคอหยักด้านหลัง ในขณะที่สายตาเธอก็คอยจับจ้องมองสบตากับเขาด้วยแววตาอันหื่นกระหาย
รสชาติฝาดคาวของน้ำเมือกที่เอ่อซึมออกมาจากปลายท่อของชายหนุ่ม พลันแล่นวาบผ่านทางปลายลิ้นของนางเอกสาวจนเธอเผลอทำหน้าเหยเกไปชั่วขณะ แต่ด้วยอารมณ์ตื่นเต้นตามประสาของคนที่กำลังสนุกกับของเล่นชิ้นใหม่ตรงหน้า จึงทำให้น้ำหนึ่งมองข้ามถึงเรื่องของรสชาติที่ดูจะไม่ถูกปากของมันไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก หญิงสาวออกแรงประกบห่อริมฝีปากลงไปที่ส่วนปลายของดุ้นเนื้ออย่างนุ่มนวลและเนิบช้า แต่เพียงเท่านั้นก็มากพอแล้วที่จะทำให้ชายหนุ่มบังเกิดความรู้สึกเสียวปลาบแล่นวาบจากแก่นกายขึ้นมาถึงสมองอย่างเฉียบพลัน
“อู้ว... ซี้ดส์... สสสสสส อาห์” เสียงครางของพระเอกหนุ่มค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อริมฝีปากเรียวบางนั้นค่อยๆ กลืนกินแท่งเนื้ออวบใหญ่ให้จมลึกหายเข้าไปในลำคอ สัมผัสที่อุ่นชื้นทำให้ดุ้นเนื้ออ้วนเกิดอาการเกร็งกระตุกหงึกๆ อยู่ภายในโพรงปาก ก่อนที่หญิงสาวจะค่อยๆ ออกแรงผงกหัวขึ้นลงเป็นจังหวะต่อเนื่อง พร้อมกับที่ปลายลิ้นก็คอยเกี่ยวกระหวัดรัดไปรอบๆ ลำโคนอย่างช่ำชอง จนพระเอกหนุ่มถึงกับทำหน้าบิดเบี้ยวด้วยอาการสุขเสียวล้นใจ เรือนร่างกำยำแข็งแกร่งได้แต่เต้นสั่นระริกและเหยียดเกร็ง เมื่อถูกรุ่นพี่คนสวยใช้ปากรุกไล่เล่นงานที่กล่องดวงใจเข้าอย่างจัง ความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นทำให้อวัยวะตรงกลางลำตัวมันเต้นกระตุกตุบๆ อยู่ภายในโพรงปากของอีกฝ่ายด้วยอาการตื่นเต้นระคนเสียว
โมไม่ทันได้เตรียมใจมาก่อนว่าจะถูกอีกฝ่ายใช้ปากทำรักให้จริงๆ เช่นนี้ ลีลาการดูด... รูด... อม... และเลียของเธอนั้นช่างเร่าร้อนรุนแรงสมกับที่โลดแล่นอยู่ในวงการหนังโป๊ของไทยมาอย่างยาวนาน หญิงสาวออกแรงเม้มขบริมฝีปากลงไปยังบริเวณส่วนปลายเงี่ยงของหัวหยักหนักๆ สลับกับใช้ลิ้นเดาะไปรอบๆ ลำโคนใหญ่หนาที่มีสีคล้ำเข้มตัดกับผิวหน้าที่ขาวเนียน พร้อมกับออกแรงผงกหัวรูดกลืนแท่งเนื้อเข้าปากจนใบหน้าสัมผัสแนบชิดกับพงขนตรงหว่างขาของหนุ่มรุ่นน้อง ทำเอาเจ้าหนุ่มผู้ถูกจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว ถึงกับออกอาการเสียวสะท้านจนแทบจะน้ำแตกคาปากเสียให้ได้
ทั้งๆ ที่ตามบทแล้วน้ำหนึ่งจะต้องเป็นฝ่ายถูกเขาขืนใจปลุกปล้ำอยู่ข้างเดียวแท้ๆ แต่ทำไปทำมา... เหตุการณ์มันกลับกลายเป็นว่าคนที่กำลังจะตกเป็นเหยื่อของการข่มขืนนอกจอ มันดันกลายมาเป็นตัวเขาเองเสียนี่... น้ำหนึ่งออกแรงขย้อนกลืนดุ้นเนื้อของโมเข้าไปจนแก้มตุ่ย สีหน้าของเธอนั้นแช่มชื่นรื่นเริงเหมือนคนได้กินของอร่อยถูกใจ ทั้งดูดทั้งเลียไปรอบๆ พลางใช้มือกระตุกรูด จนแท่งเนื้อและเจ้าลูกบอลทั้งสองข้างของชายหนุ่มมันเปียกชุ่มเปื้อนคราบน้ำลายไปทุกสัดส่วน ยังผลให้ร่างกำยำเกิดอาการแอ่นเกร็งสะท้านด้วยความเสียวซ่านปานจะขาดใจ
“กับแค่ใช้ปากคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง…” โมแอบคิดอยู่ในใจคนเดียวเงียบๆ ความเสียวที่เกิดขึ้นทำให้ชายหนุ่มเผลอตัวเผลอใจ ออกแรงกระดกบั้นเอวส่งเจ้าหนูให้มุดทิ่มเข้าออกในปากเธอรัวๆ แบบต่อเนื่อง ทำเอาสาวรุ่นพี่ต้องเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายตั้งรับการจู่โจมอันถี่กระชั้นของอีกฝ่ายแทบไม่ทัน หญิงสาวใช้สองมือของตนเองคว้าจับลงไปที่บั้นท้ายเปลือยเปล่าของพระเอกหนุ่ม ก่อนจะออกแรงดึงรั้งมันแนบเข้าหาใบหน้า ในจังหวะที่สอดประสานรับกับการเคลื่อนไหวของริมฝีปากเรียวบางซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการปรนเปรอความเสียวให้แก่แท่งเนื้อของชายหนุ่ม
หนุ่มโมได้แต่คุกเข่าหลับตาปี๋ ขณะที่ลำตัวท่อนล่างก็คอยออกแรงเกร็งกระดกส่งแท่งเนื้ออ้วนๆ ของตนเองให้ขยับซอยเข้าออกผ่านริมฝีปากเรียวบางของสาวรุ่นพี่อย่างสุขสยิว ในขณะที่น้ำหนึ่งเองเมื่อได้เห็นอาการของหนุ่มรุ่นน้องเข้าก็ยิ่งบังเกิดความรู้สึกสะใจ ที่ตนเองสามารถปลุกอารมณ์หื่นของอีกฝ่ายให้จุดติด จนต้องเป็นฝ่ายขยับสะโพกส่งดุ้นเนื้อป้อนเข้าปากเธอแบบนี้ ชายหนุ่มค่อยๆ ขยับถอนอาวุธออกมาจากโพรงปากที่โอบกระชับ จนกระทั่งส่วนปลายของคอหยักมันไปติดค้างอยู่ที่ริมฝีปากอ่อนนุ่มของหญิงสาว เสร็จแล้วเขาจึงออกแรงกดกระทุ้งมันกลับเข้าไปใหม่แบบเกือบจะสุดลำโคน ทำแบบนี้ย้ำๆ ซ้ำๆ อย่างเมามันจนสาวรุ่นพี่แทบออกอาการสำลักเพราะความใหญ่โตที่อัดแน่นคับปาก
และก่อนที่พระเอกหนุ่มจะถูกฝีปากของสาวรุ่นพี่ห่อกระชับรีดเอาน้ำเชื้อให้กระฉูดออกไปจากตัว ทางฝ่ายเฮียจุ้ยที่สามารถเก็บภาพการปลุกเร้าของนักแสดงทั้งสองได้อย่างครบถ้วนสมใจแล้ว ก็ชิงเป็นฝ่ายประกาศสั่งคัตออกมาเสียก่อน ซึ่งพอโมได้ยินดังนั้นเข้าก็รีบขยับตัวถอยห่างจนดุ้นเนื้ออ้วนๆ มันดีดผึงหลุดออกมาจากริมฝีปากเรียวบางของนางเอกสาว จนมองเห็นคราบน้ำลายเหนียวใสที่ไหลยืดย้อยติดอยู่ระหว่างร่างกายของคนทั้งคู่เป็นเส้นบางๆ
“โอเค ฉากโม้กผ่านครับ อ่ะ คราวนี้เดี๋ยวโมลองทำท่าเหมือนเปิดโอกาสให้น้ำหนึ่งได้ขึ้นเองดูบ้างนะ ค่อยๆ ขย่มไล่จากเบาไปหนัก จะบีบนมดูดนมอะไรก็ทำไปเลยตามสบาย ส่วนเอ๋งก็คอยถ่ายรับจากด้านข้างแล้วก็ด้านหลังไว้ เน้นที่ก้นเยอะๆ ให้เห็นว่านางเอกกำลังเตลิดเปิดเปิงไปกับไอ้โม่งจนยอมเป็นฝ่ายขึ้นขย่มเองแล้ว” เฮียจุ้ยเดินมากำกับสองนักแสดงที่ข้างเตียง ก่อนจะสั่งตากล้องให้เดินหน้าถ่ายทำกันต่อไป
โมเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายพลิกตัวลงไปนอนหงายอยู่บนเตียงนอนด้วยอาการใจสั่นวูบวาบ สายตาของเขาคอยจับจ้องมองอยู่ที่เรือนร่างเปลือยเปล่าล่อนจ้อนของสาวรุ่นพี่ที่กำลังค่อยๆ ขยับตัวปีนขึ้นมานั่งคร่อมอยู่เหนือร่างของตนเองแบบไม่วางตา ความเสียวที่เกิดขึ้นจากฝีปากของเธอเมื่อครู่ยังคงเกาะแน่นอยู่บนดุ้นเนื้อของเขา และทำให้ชายหนุ่มเริ่มออกอาการวิตกกังวลขึ้นมาว่า ด้วยบรรยากาศที่แสนจะเป็นใจจากการถูกเนื้อต้องตัวสัมผัสใกล้ชิดกัน มันอาจกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้อีกฝ่ายเกิดเผลอตัวเผลอใจ จนอยากที่จะมีอะไรกับเขาขึ้นมาจริงๆ ก็เป็นได้
“พี่น้ำหนึ่งครับ ยังไงก็ช่วยเซฟหน่อยนะครับพี่ ผมกลัวมันหลุดเข้าไป” โมกระซิบบอกกับนักแสดงสาวคู่ขาด้วยน้ำเสียงหวั่นๆ
“จ้า ไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวพี่คอยดูให้ โมสบายใจเถอะ” น้ำหนึ่งตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มสดใส แล้วค่อยๆ ขยับตัวโดยเล็งให้กลีบสาวนั้นประกบแนบชิดเข้ากับแก่นกายอันร้อนผ่าวของอีกฝ่าย ให้ลำโคนแกร่งหนานั้นเบียดเสียดถูไถโดนที่ปุ่มกระสันสีชมพูของตนเอง ในขณะที่สองมือก็คอยวางค้ำเอาไว้บนแผงอกกำยำของเขาเพื่อใช้เป็นฐานทรงตัว ก่อนที่บั้นเอวอวบอิ่มของนางเอกสาวจะค่อยๆ ขยับแอ่นร่อนลงไปบนร่างของพระเอกหนุ่ม ประดุจหงส์สาวที่กำลังเริงระบำอย่างมีความสุข
“อาห์... ซี้ดส์… สสสส อาห์... โอ๊ย... เสียว... ทำไม... มันแน่นเต็มรูแบบนี้ อู๊ย... ซี้ดส์...” นางเอกสาวส่งเสียงร้องครวญครางออกมาด้วยลีลาร่านสวาท พอเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มติดเครื่องแล้ว หนุ่มโมจึงค่อยๆ เร่งสปีดตามเธอบ้าง ชายหนุ่มออกแรงเกร็งกระดกก้นตัวเองให้ดีดเด้งขึ้นจากเตียงรัวๆ พร้อมกับใช้สองมือประคองยึดสะโพกกลมกลึงของหญิงสาวเอาไว้จนแน่นเพื่อคอยดึงรั้งร่างเธอให้กดแนบเข้าหาตัวเป็นจังหวะ
แม้ว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่นั้นมันจะเป็นเพียงแค่การบดเบียดถูไถของรักเข้าหากันโดยไม่ได้มีการสอดใส่อย่างจริงจัง แต่กระนั้นในเรื่องของความรู้สึกเสียวซ่านที่เกิดขึ้นก็ต้องบอกว่าไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากันสักเท่าใด โดยเฉพาะสำหรับทางฝั่งของน้ำหนึ่งที่กำลังร่อนขย่มอยู่จากทางด้านบน กลีบเนื้อสาวอ่อนนุ่มของเธอนั้นกำลังปลิ้นทะลักยวบยาบ โดยมีแท่งเนื้อสีคล้ำเข้มของหนุ่มรุ่นน้องกำลังกดถูแหวกอยู่ตรงกลางระหว่างร่องสาวของเธอแบบหนักๆ จนดูหมิ่นเหม่ว่ามันกำลังจะกดทิ่มมุดเข้าไปข้างในอยู่รอมร่อ และสร้างความสุขเสียวให้เธอจนต้องเผลอเกร็งขมิบร่องรักรับกับการเคลื่อนไหวด้านนอกอยู่บ่อยครั้ง
เท่านั้นยังไม่พอ... เพราะทางฝั่งของโมเองยังอุตส่าห์ยื่นมือขึ้นไปบีบเคล้นเล่นที่ทรวงเต้าขาวอวบซึ่งกำลังแกว่งกระดอนขึ้นลงของเธอเพิ่มอีก สัมผัสที่อวบแน่นเต็มไม้เต็มมือนั้นยิ่งกระตุ้นอารมณ์หื่นและทำให้เขาต้องเร่งใช้ปลายนิ้วบีบเคล้นจนก้อนเนื้อนุ่มนิ่มออกอาการบุบบี้ทะลักเต็มง่ามนิ้วมือ ก่อนจะโน้มใบหน้าขึ้นไปประกบจูบจุมพิตเข้าที่จุกยอดปทุมถันสีน้ำตาลอ่อน สลับซ้ายทีขวาทีอย่างหื่นกระหาย เล่นเอาสาวรุ่นพี่ถึงกับแอ่นแหงนหน้าร้องครางซี้ดๆ ไม่ขาดปาก
“โอ๊ย... ซี้ดส์... ไม่ไหวแล้วค่ะ นุ๊กเสียวหีจัง... อ๋า... ซี้ดส์... สสสสส” น้ำหนึ่งส่ายสะบัดใบหน้าร้องครางกระเส่าออกมาไม่ขาดปาก เป็นสัญญาณเพื่อเตรียมจะเริ่มต้นต่อบทรับส่งกับทางฝั่งของโม
“เสียวมากเหรอจ๊ะคนสวย? เสียวกว่าเวลาเอากับผัวมั้ยจ๊ะ?” หนุ่มโมเอ่ยปากถามไปตามบทบาท ซึ่ง ณ จุดนี้เจ้าโจรหื่นจะต้องพยายามยิงคำถามหยาบโลนออกไป เพื่อกระตุ้นอารมณ์หื่นของเพื่อนซี้ผู้เป็นสามีของนางเอกสาว ซึ่งกำลังคอยยืนแอบดูอยู่ผ่านรอยแยกจากหน้าประตูห้อง
“สะ... เสียว... วววว เสียวกว่าค่ะ อู๊ย ซี้ดส์” หญิงสาวร้องตอบกลับมาอย่างหมดอาย
“แล้วหนูชอบควยอันไหนมากกว่ากัน? อันนี้... หรือว่าอันเล็กๆ แบบผัวหนูจ๊ะ?” หนุ่มโมแสร้งถามเปรียบเทียบ ก่อนจะหันหน้ามาส่งยิ้มให้กับกล้อง ซึ่งถูกใช้เป็นภาพแทนสายตาของตัวละครสามีหนุ่มในเรื่อง
“อ๋อย... ชะ... ชอบ... ชอบอันนี้ค่ะ อู๊ย... พี่ขา ของพี่ใหญ่จัง มันแน่นเต็มรูเลย นุ๊กเสียว โอ๊ย... สะ... เสียวจนจะแตกอีกแล้ว” น้ำหนึ่งร้องบอกอย่างสะใจ พลางร่อนขย่มเนินสาวเข้าหาแท่งเนื้ออุ่นๆ ของชายหนุ่มเร็วระรัว
“ปล่อยออกมาเลยคนสวย ปล่อยมา ไม่ต้องยั้ง นี่แน่ะๆ!” โมเอ่ยปากเร่งเร้า พร้อมกับแอ่นเด้งสะโพกส่งดุ้นเนื้อให้เสยทิ่มเบียดกับร่องสาวของเธอจนกลีบเนื้อปลิ้นทะลักออกข้าง
“อู๊ย... ยยยย มะ... ไม่ไหวแล้ว... ซี้ดส์... สสสส โอ๊ย... นุ๊กจะแตกอยู่แล้ว... ฮือ... ออออ” นางเอกสาวปล่อยเสียงครางกระเส่าออกมาดังลั่นห้อง ใบหน้าบิดเบี้ยวยับย่นเพราะเธอนั้นกำลังรู้สึกเสียวซ่านจนใกล้ที่จะเสร็จกิจขึ้นมาจริงๆ
อารมณ์เสียวที่กำลังทวีสูงขึ้นทำให้น้ำหนึ่งตัดสินใจก้มหน้าลงไปดูดปากแลกลิ้นกับโมอย่างดูดดื่ม ซึ่งแม้ว่าชายหนุ่มจะออกอาการชะงักเล็กน้อยในทีแรก แต่ครู่เดียวเขาก็พร้อมที่จะปล่อยอารมณ์ไปกับการสอดคว้านปลายลิ้นเข้าสู่โพรงปากที่อุ่นชื้นของเธอ และในจังหวะที่ทั้งสองกำลังนัวเนียจูบปากติดพันกันอยู่นั้นเอง จู่ๆ สาวรุ่นพี่ก็ขยับยกสะโพกลอยขึ้นสูงค้างกลางอากาศ พร้อมกับใช้มือข้างหนึ่งประคองจับอาวุธที่กำลังแข็งตัวเต็มที่ของหนุ่มรุ่นน้องให้ตั้งตรงกับปากร่องเสียว ก่อนจะหย่อนก้นทิ้งตัวลงมาที่กลางแท่งลำอันโด่เด่แบบพอดิบพอดี ปลายหัวหอกบานอวบอ้วนจึงพลันมุดทิ่มพรวดเข้าไปในร่องเสียวอันฉ่ำเยิ้มของหญิงสาว เล่นเอาเจ้าหนุ่มถึงกับเบิกตาโพลงอย่างตกใจ เพราะไม่คาดคิดว่าเหตุการณ์ทุกอย่างมันจะเลยเถิดมาจนถึงจุดนี้ได้
แท้จริงแล้วน้ำหนึ่งนั้นมีความปรารถนาลึกๆ ที่ต้องการจะลิ้มลองรสชาติความสุขจากอาวุธลำเขื่องของโมมาตั้งแต่แรกเห็นแล้ว กระทั่งเมื่อสบโอกาสในจังหวะที่อารมณ์หื่นของทั้งคู่กำลังพุ่งขึ้นถึงขีดสุด หญิงสาวจึงไม่รีรอที่จะออกแรงกดขย่มใส่เป้าหมายของตนเองในทันที รสสัมผัสที่ทั้งจุกแน่นและยาวใหญ่คับเต็มท้องน้อยนั้นช่างสาแก่ใจเธอยิ่งนัก ซึ่งเมื่อลองนำไปเทียบกับรสชาติความสุขที่เธอเคยได้รับมาจากพระเอกหนุ่มคู่ขาคนเก่าอย่างพจน์แล้ว ก็ต้องบอกว่าของโมดูจะใหญ่โตกว่าอยู่นิดหน่อย และเมื่อบวกกับกลิ่นกายที่แปลกใหม่ไม่คุ้นเคยของเจ้าตัวด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้อารมณ์ใคร่ของหญิงสาวพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดได้อย่างรวดเร็ว
“ซี้ดส์... อื้ม... มมมม อื้ม... มมมมมม!!” น้ำหนึ่งส่งเสียงร้องครางออกมายาวๆ ในลำคอ เพราะริมฝีปากกำลังประกบจูบแนบแน่นอยู่กับชายหนุ่ม พร้อมกับอาการเกร็งกระตุกหดเกร็งของกล้ามเนื้อภายใน เมื่อเธอพุ่งทะยานขึ้นสู่สวรรค์ชั้นเจ็ดไปในทันทีจากความคับแน่นที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย โพรงเนื้อสาวของเธอทั้งร้อนวูบวาบและเกร็งขมิบยวบๆ รัดเข้าใส่แท่งเนื้ออย่างรุนแรง จนทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเสียวแปล๊บๆ ขึ้นมาจนแทบจะเสร็จกิจตามไปอีกคน
“อุ๊! ซี้ดส์... สสสส” อารามตกใจจากสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้โมถึงกับนิ่งอึ้งไปจนทำอะไรไม่ถูก รู้ตัวอีกทีดุ้นเนื้อของเขามันก็ค่อยๆ จมหายเข้าไปในร่างกายเธอจนหมดลำเสียแล้ว
ความเสียวซ่านจากร่องเนื้อที่บีบรัดอย่างถี่ยิบๆ ทำให้พระเอกหนุ่มเก็บกลั้นอารมณ์เสียวเอาไว้ไม่อยู่ และเมื่อรู้ว่าตนเองกำลังจะถึงจุดสุดยอดในอีกไม่ช้า ชายหนุ่มจึงต้องรีบผงะถอนริมฝีปากออกมาจากการจูบ พร้อมกับรีบออกแรงดันยกร่างของหญิงสาวให้ลอยสูงขึ้น เพื่อหวังจะให้ร่างกายของตนเองหลุดพ้นเป็นอิสระ ก่อนที่น้ำรักชุดแรกจะพลันพุ่งกระฉูดออกมาจากปลายท่อ และเปื้อนเลอะโดนเข้าที่หน้าท้องของเธอแบบเต็มๆ
“อึ๊! อาห์... ซี้ดส์... สสสสส อาห์!” โมส่งเสียงคำรามออกมาอย่างสุดกลั้น ก่อนจะเอนหลังทิ้งตัวลงนอนไปกับเตียงอย่างอ่อนแรง ไม่ห่างจากร่างเปลือยเปล่าของนางเอกสาวรุ่นพี่ พร้อมๆ กับที่หูของเขาก็พลันได้ยินเสียงผู้กำกับใหญ่ตะโกนสั่งคัตด้วยน้ำเสียงเริงร่า
“แอนด์... คัต! สุดยอดมาก! ทั้งโมและน้ำหนึ่งเลย ช็อตสุดท้ายเมื่อกี้เฮียงี้ลุ้นตามจนควยลุกไปด้วยเลยนะเนี่ย” เฮียจุ้ยร้องบอก ก่อนจะโยนผ้าขนหนูสีขาวสะอาดสะอ้านให้แก่นักแสดงทั้งสองคนเพื่อนำไปเช็ดคราบเหงื่อไคลที่เลอะเปรอะเปื้อนอยู่ตามเนื้อตัว
“โธ่พี่น้ำหนึ่ง ไหนบอกว่าจะไม่เอาเข้าจริงๆ ไงครับ? เมื่อกี้มันเข้าไปตั้งครึ่งลำแล้วนะ” โมหันไปกระซิบถามนางเอกสาวรุ่นพี่ด้วยน้ำเสียงร้อนใจ ในระหว่างที่ผู้กำกับใหญ่และตากล้องกำลังง่วนอยู่กับการคุยเช็คเรื่องช็อตที่ถ่ายเสร็จไปเมื่อครู่
“โทษทีจ้ะ เมื่อกี้พี่เผลอตัวไปหน่อย มันเสียวจนลืมไปว่ากำลังเล่นอยู่กับเรา โมไม่โกรธพี่ใช่มั้ย? ขอโทษน้า” น้ำหนึ่งตอบแก้ตัวน้ำขุ่นๆ แต่ดวงตาคู่นั้นของเธอกลับไม่ได้ฉายแววของความรู้สึกสำนึกผิดใดๆ ออกมาให้เห็น ตรงกันข้ามมันกลับส่องประกายของความพึงพอใจลึกๆ ซ่อนอยู่ภายในนั้นเสียอีก
“เปล่าครับ ไม่ได้โกรธ แค่ไม่อยากให้มันเกินเลยมากกว่าที่คุยกันไว้เฉยๆ” โมตอบแบบอ้อมๆ เพราะไม่ต้องการทำให้เธอรู้สึกผิด
“ขอโทษทีนะ คิดซะว่ามันเป็นอุบัติเหตุแล้วกันเนาะ ถึงยังไงคนดูเค้าก็ไม่เห็นหรอก เพราะพี่เอ๋งเค้าถ่ายหลบมุมไว้ โมไม่ต้องห่วงนะ ส่วนเรื่องเมื่อกี้นี้เราก็ให้มันเป็นแค่ความลับในกองถ่ายไว้ ไม่ต้องไปบอกใคร โมว่าโอเคมั้ย?” สาวรุ่นพี่เสนอทางออกให้
“ครับ” ชายหนุ่มตอบเรียบๆ ก่อนที่ทางผู้กำกับจะขอถ่ายฉากไอ้โม่งเดินหลบหนีออกจากห้องเก็บไว้เป็นการทิ้งทวนสำหรับคิวถ่ายทั้งหมดในวันนี้
“เฮ้ยโม ขอบใจมาก ที่ถ่ายไว้เมื่อกี้เฮียใช้งานได้ทุกช็อตเลย เอ็งทำหน้าที่พระเอกได้เยี่ยมมาก ไม่สนใจจะมาเล่นหนังให้เฮียจริงๆ เหรอ?” เฮียจุ้ยออกปากชมระหว่างที่พวกเขากำลังเตรียมตัวเก็บของกลับบ้าน
“พอเลยเฮีย แค่เรื่องแรกแม่งก็เกือบจะเป็นเรื่องแล้วเนี่ย” โมรีบตอบปฏิเสธเสียงแข็ง
“ทำไม? คาใจเรื่องที่ควยเอ็งเสียบเข้าไปจริงๆ ตอนท้ายนั่นน่ะเหรอ?” ผู้กำกับถามหยอกอย่างอารมณ์ดี
“นี่ตกลงเฮียก็เห็นใช่มั้ย?” โมเอ่ยถามเข้าเรื่องอย่างคาใจ
“ก็เห็นสิวะ เข้าไปเต็มลำซะขนาดนั้น ไม่เห็นก็บ้าแล้ว” เฮียจุ้ยตอบเสียงดังฟังชัด ก่อนจะหัวเราะร่วนชอบใจ
“เนี่ย ผมถึงบอกไงว่าไม่อยากเล่นๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่าแม่งต้องมีเรื่องอะไรแบบนี้” ชายหนุ่มบ่นอุบอิบ
“เอาน่าๆ อย่าไปคิดมาก เรื่องแบบนี้มันไม่ได้มีอะไรเสียหายหรือบุบสลายซักหน่อยนี่หว่า เราเป็นผู้ชายนะเว้ยอย่าลืมดิ ถ้าเป็นคนอื่นนี่ได้ทิ่มนางเอกสวยๆ แบบนี้เค้าดีใจตายเลย มีแต่เอ็งนี่แหละที่ทำหน้าบูดอยู่คนเดียว” อีกฝ่ายว่า
“ไม่เห็นเกี่ยวเลย ผมแค่ไม่อยากให้มันเลยเถิดมาถึงขั้นนี้ต่างหาก” หนุ่มโมในคราบพระเอกจำเป็นกล่าวแย้ง
“หรือเอ็งกังวลเพราะเรื่องที่เสียบสด? ถ้าเรื่องนั้นเฮียยืนยันได้เลย ไม่มีปัญหาหรอก ไม่ต้องห่วง น้ำหนึ่งเขามืออาชีพอยู่แล้ว สะอาดแน่นอน ยกเว้นก็แต่ว่าเอ็งนั่นแหละจะเอาโรคไปติดเขา” ผู้กำกับใหญ่กล่าวหยอดมุก
“ไม่ใช่แบบนั้น ผมแค่ไม่อยากทำผิดลับหลังแฟนต่างหาก” โมอธิบายเหตุผลของตัวเอง
“บ๊ะ! เอ็งนี่มันพระเอกทั้งในจอและนอกจอแท้ๆ ไอ้แท่งคุณธรรม ฮ่าๆๆ” อีกฝ่ายฟังแล้วก็หัวเราะชอบใจ
“ผมลองมาคิดๆ ดูแล้วนะเฮีย ผมว่าผมจะเลิกตามเฮียมาออกกองแล้วว่ะ ไม่อยากให้มีปัญหาอีก” โมพูดออกตัว ทำเอาคนฟังถึงกับหันขวับมองหน้าอย่างประหลาดใจ
“อ้าว ทำไมวะ? ไม่อยากมาแล้วเหรอ?” เฮียจุ้ยเลิกคิ้วถาม
“ก็เดี๋ยวถ้ามาแล้วในกองเกิดเจอปัญหาติดขัดแบบวันนี้ขึ้นมา ความซวยแม่งก็จะมาตกที่ผมอีกอ่ะดิ ขอนั่งทำอาร์ตเวิร์คอยู่บ้านดีกว่า ปลอดภัยกว่าเยอะเลย” ชายหนุ่มตอบ
“โธ่เอ๊ย ไม่เห็นเป็นไรเลย ก็มาดูด้วยกันหนุกๆ เฉยๆ ไม่จำเป็นต้องเล่นให้ก็ได้นี่หว่า ไม่ได้บังคับซักหน่อย” เฮียจุ้ยพยายามตื๊อ
“ไม่เอาหรอก ไม่อยากเสี่ยง ใครจะไปรู้ว่าวันข้างหน้าแม่งจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ผมว่าแบบนี้แหละดีแล้ว” ชายหนุ่มยืนกรานเสียงแข็ง จนทางฝ่ายผู้กำกับใหญ่เองก็จนใจที่จะต่อความ
“เออๆ ตามใจเอ็งละกัน ถ้าอยากมาดูเมื่อไหร่ก็บอก จะได้ไปรับ ส่วนเรื่องค่าตัววันนี้เดี๋ยวเฮียกลับไปแล้วค่อยโอนให้นะ” เฮียจุ้ยสรุป
“อืมๆ ขอบคุณมากเฮีย” ชายหนุ่มพยักหน้ารับเบาๆ
“เออ ว่าแต่หน้ากากนี่ผมขอยืมกลับบ้านได้ป่ะ?” โมล้วงหยิบหน้ากากไอ้โม่งในถุงขึ้นมาชูไว้พร้อมกับเอ่ยถามทางผู้กำกับ
“หืม? อ๋อ เอาดิ ว่าแต่เอ็งจะเอาไปทำอะไรฟะ? ใส่เล่นมวยปล้ำเหรอไง? ฮะๆ” เฮียจุ้ยตอบก่อนจะถามกลับ
“เออน่า ผมมีไอเดียของผมแล้วกัน” โมว่า
“ตามสบาย ใช้เสร็จแล้วก็เอามาคืนด้วยนะโว้ย ของบริษัท ไม่ใช่ของเฮีย ห้ามเอาไปดองไว้เหมือนดิลโด้ที่เอ็งยืมไปคราวโน้น” อีกฝ่ายรีบพูดดักคอ
“รู้แล้วน่า ไม่ต้องบอกหรอก” ชายหนุ่มกล่าวตัดบทเรียบๆ พร้อมกับอมยิ้ม
=======================================
วันเวลาดำเนินผ่านมาจนกระทั่งถึงช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี...
ด้วยความที่ในช่วงวันหยุดยาวสิ้นปีนั้น ทางครอบครัวของไอซ์จะมีโปรแกรมเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศอังกฤษยาวนานร่วมๆ 2 อาทิตย์ จึงทำให้ชายหนุ่มตั้งใจว่าจะใช้เวลาที่มีเหลืออยู่น้อยนิดก่อนถึงวันเดินทางเพื่อตักตวงความสุขร่วมกับเธอให้เต็มคราบ ก่อนที่พวกเขาทั้งสองคนจะต้องห่างกันไปอีกพักใหญ่
โมนัดไอซ์มากินมื้อเย็นด้วยกันที่ร้านอาหารกึ่งผับเจ้าประจำที่ย่านประชาชื่นในช่วงหัวค่ำของวันศุกร์ บรรยากาศภายในร้านนั้นดูคึกคักมีชีวิตชีวา ทั้งท่วงทำนองเพลงอะคูสติกจากวงดนตรีที่กำลังบรรเลงขับกล่อม สอดประสานกับเสียงหัวเราะเริงร่าของบรรดากองทัพมนุษย์เงินเดือน ผู้ซึ่งตั้งใจจะมาปลดปล่อยความเครียดหลังจากต้องทนตรากตรำทำงานหนักมาตลอดทั้งอาทิตย์กันแบบเต็มที่ และเจ้ากลุ่มก้อนมวลความสุขที่ว่านั้น เมื่อถูกนำมาผนวกรวมเข้ากับสายลมหนาวๆ เย็นๆ ที่ตัดกับแสงไฟสีส้มระยิบระยับตลอดสองข้างทางในช่วงเวลาใกล้สิ้นปี ก็เลยทำให้รสชาติของอาหารค่ำในคืนนี้ยิ่งอร่อยถูกปากหนุ่มสาวทั้งสองคนมากเป็นพิเศษ
พวกเขาสั่งกับข้าวเมนูโปรดมากินกันอย่างเพลิดเพลิน ทั้งซี่โครงหมูทอดกระเทียมพริกไทย, แกงส้มชะอมไข่, บร็อกโคลี่ผัดหมูกรอบ, เนื้อผัดน้ำมันหอย และยำวุ้นเส้น พ่วงด้วยเครื่องดื่มสีอำพันรสนุ่มละมุนลิ้นสำหรับดื่มล้างปากอีก 2 ขวดใหญ่ๆ พออาหารที่กินเข้าไปเริ่มอยู่ตัวในท้องแล้ว คู่รักทั้งสองก็ค่อยๆ ลดปริมาณในการหยิบจับช้อนส้อมเพื่อตักอาหารเข้าปาก และเปลี่ยนมาใช้มือถือจับประคองแก้วเครื่องดื่มในมือให้ถนัดถนี่มากขึ้นแทน
“บรรยากาศดีจังเลยเนอะ ไม่ได้มานั่งกินข้าวที่นี่ด้วยกันตั้งนานแน่ะ” ไอซ์เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงรื่นเริง ตามด้วยการยกแก้วเครื่องดื่มในมือขึ้นจิบนิดๆ ด้วยใบหน้าที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงอ่อนๆ จากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่เธอดื่มกินเข้าไป
“ช่าย แต่มาเมื่อไหร่ก็ไม่ผิดหวังนะ อร่อยเกือบทุกอย่างเลย” โมกล่าวชมรสชาติอาหารที่พึ่งจะกินเข้าไป ปริมาณอาหารที่หลงเหลืออยู่บนจานสีขาวนั้นพร่องลงไปจนแทบจะหมดไม่เหลือสักอย่าง
“อื้อ อร่อยทุกอย่างจริงๆ” แฟนสาวพยักหน้าเห็นด้วย
“จะมีก็แค่ไอ้ยำวุ้นเส้นของไอซ์นี่แหละที่ไม่อร่อย ดูดิ เหลือบานเลย” โมกล่าวแซว พลางใช้มือเขี่ยจานยำวุ้นเส้นตรงหน้าผลักไปหาแฟนสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้ายั่วเย้า
“โหย ก็ตอนสั่งมันอยากกินนี่นา แต่ตอนนี้ไม่ไหวแล้วอ่ะ อิ่ม” ไอซ์ตอบพลางทำสีหน้าจ๋อยๆ เหมือนคนสำนึกผิด
“ไม่อิ่มก็แปลกแล้ว มากันแค่สองคน ดันสั่งมากินตั้งขนาดนี้” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ
“อุตส่าห์ตั้งใจว่าจะกินน้อยๆ แล้วน้า แบบนี้เมื่อไหร่พุงจะลดเนี่ย” ไอซ์พูดติดตลก แล้วใช้มือตบลงไปที่หน้าท้องตัวเองเบาๆ
“ถ้าอยากจะให้ผอมจริงๆ แค่ลดอาหารไม่พอหรอก ไอซ์ต้องออกไปวิ่งแบบเราอ่ะ ถึงจะลงเร็ว” โมฟันธงเปรี้ยงอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“แหม ก็เราไม่ได้มีเวลาว่างเยอะแบบโมนี่นา จะได้ไปวิ่งเช้าเย็นทุกวันแบบนั้น” แฟนสาวแก้ตัว
“ก็สมัครฟิตเนสไง เลิกงานก็แวะเล่นซักชั่วโมงนึง แค่นี้ก็ผอมแล้ว” ชายหนุ่มเสนอไอเดียขึ้นมา
“ไม่ไหวหรอก เราไม่มีวินัยขนาดนั้นอ่ะดิ คงเล่นได้แค่วันสองวันแรกอ่ะ ที่เหลือจากนั้นก็เสียเงินฟรีๆ แน่ๆ” อีกฝ่ายตอบทันที
“ตามใจ แต่ถ้าตัวบวมเกินไปเมื่อไหร่ เราแอบหนีไปมีกิ๊กไม่รู้ด้วยนา” โมแกล้งพูดขู่จนแฟนสาวถึงกับหันขวับมาทำตาดุใส่เขา
“ไม่เอานะ! ห้ามเด็ดขาดเลย ถ้าเกิดโมมีกิ๊กอีกรอบล่ะก็ ไม่ต้องมาคุยกับเราอีกเลย” ไอซ์เอ่ยปากร้องห้าม พลางเอื้อมมือไปหยิกต้นแขนแฟนหนุ่มแบบเคืองๆ วีรกรรมเจ็บแสบที่เขาเคยก่อเอาไว้ก่อนหน้านี้ก็พลันผุดขึ้นมาในหัวของเธอเป็นฉากๆ
“โอ๋ๆ ล้อเล่นน่า ไม่เห็นต้องขึ้นขนาดนี้เลย ไม่เอาๆ ไม่โกรธสิ” ชายหนุ่มรีบพูดง้อเธอพร้อมเอื้อมมือไปแตะที่แก้มของแฟนสาว ซึ่งอีกฝ่ายก็แสร้งทำทีเป็นสะบัดหน้าหลบหนีมือของเขา แล้วทำหน้างอนจนแก้มป่อง
“แล้วนี่งานเป็นไงบ้าง? เห็นว่าประชุมเกือบทุกวันเลยไม่ใช่เหรอ?” โมพยายามชวนเธอเปลี่ยนเรื่องคุย เพื่อหวังให้บรรยากาศกลับมาผ่อนคลายอีกครั้ง
“อืม ก็นิดนึงอ่ะ พอดีที่ออฟฟิศเค้าจะเตรียมทำแผนโครงสร้างสำหรับงบลงทุนปีหน้า เลยต้องเบรนสตอร์มกับหลายแผนก”
“อ๋อ ปวดหัวแย่เลย” ชายหนุ่มทำเสียงเห็นใจ
“ช่าย งานไม่ค่อยเดินเพราะวันๆ มัวแต่ประชุมกันนี่แหละ” หญิงสาวตอบด้วยรอยยิ้มเหนื่อยอ่อน
“เอาน่ะ เดี๋ยวก็ได้หยุดไปพักชาร์จแบตถึงอังกฤษแล้ว อดทนอีกนิดนึง” โมพยายามจะกล่าวปลอบใจเธอ แต่อีกฝ่ายฟังแล้วกลับตีสีหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่างออกมา
“จริงๆ แล้ววันนี้เราก็ตั้งใจว่าจะมาคุยกับโมเรื่องทริปอังกฤษด้วยนี่แหละ” ไอซ์พูดเกริ่นขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง คล้ายว่ากำลังมีเรื่องหนักใจอะไรบางอย่างซ่อนอยู่
“หืม? ทำไมเหรอ?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วถาม ในหัวเริ่มบังเกิดข้อสงสัยขึ้นมาเล็กๆ ต่อสีหน้าและน้ำเสียงของเธอ
“ก็ที่จะไปเที่ยวกันคราวนี้อ่ะ พ่อเค้าก็มีพูดเปรยๆ ไว้เหมือนกัน ว่าอาจจะแวะไปดูเรื่องที่เรียนต่อของเราด้วย” ไอซ์เปิดประเด็นขึ้น พลางใช้สายตาจ้องสังเกตท่าทีของแฟนหนุ่มเผื่อหวังจะดูปฏิกิริยาตอบสนองของเขา
“เรียนต่อ? ป.โทอ่ะนะ?” โมทำสีหน้าตื่นตกใจเมื่อได้ฟังดังนั้น
“อื้อ” แฟนสาวพยักหน้าตอบสั้นๆ
“อ้าว? แล้ว… ต้องไปเรียนที่ไหนอ่ะ?” โมถามตะกุกตะกักเหมือนคนที่ยังรวบรวมความคิดได้ไม่เรียบร้อยนัก
“เค้ามองไว้ว่าอาจจะเป็นที่เซอร์เรย์อ่ะ” ไอซ์เอ่ยชื่อตัวเมืองซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตั้งของมหาวิทยาลัยออกมา
“ไม่เคยได้ยินเลย” ชายหนุ่มทำหน้างงๆ เพราะแม้ว่าเขาจะค่อนข้างคุ้นเคยกับชื่อของเมืองต่างๆ ในประเทศอังกฤษอยู่พอสมควรจากประสบการณ์ในการดูฟุตบอลมาอย่างยาวนาน แต่กับชื่อล่าสุดที่ได้ยินจากปากแฟนสาวนั้นมันแทบไม่กระดิกหูเขาเลยแม้แต่น้อย
“อืม มันเป็นเมืองเล็กๆ แหละ ไม่ค่อยดังเท่าไหร่ อยู่ใกล้ๆ ลอนดอน นั่งรถไฟไปกลับแค่ไม่ถึงชั่วโมง แต่เค้าว่ามหาฯลัยที่นั่นก็โอเคเลยนะ ยิ่งพวกคณะบริหารธุรกิจนี่ถือว่าดังพอตัวเลย เท่าที่ลองหาข้อมูลมา” ไอซ์อธิบาย
“แล้วตกลงที่บ้านเค้ายอมให้ไปเรียนต่อแล้วเหรอ? ตอนแรกเรานึกว่าเค้าจะเป็นห่วงจนไม่ยอมให้ไอซ์ไปเรียนเมืองนอกแล้วซะอีก” โมยังคงออกอาการงุนงงกับเรื่องราวที่ได้ยิน เพราะเขาเคยเข้าใจไปเองว่าแฟนสาวนั้นได้ล้มเลิกแผนการที่จะเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศไปเรียบร้อยแล้ว
“ตอนแรกเราก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ว่าพอดีวันก่อนนั้นได้นั่งคุยกัน เค้าก็เกริ่นๆ มาน่ะ ถามว่าเรายังสนใจอยากไปเรียนต่อป.โทที่ไหนมั้ย เพราะอยากให้เราได้เปิดหูเปิดตาหาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ได้ทั้งภาษากับความรู้ควบคู่กันไปทีเดียว ไปลองใช้ชีวิตอยู่คนเดียวนอกบ้านจะได้มีวุฒิภาวะมากขึ้น แล้วเค้าก็แนะนำที่นี่มาให้ เพราะว่ามีลูกเพื่อนเคยไปเรียนอยู่เห็นว่าสอนดี แถมเมืองก็สงบ ไม่วุ่นวาย ผู้คนส่วนใหญ่ก็นิสัยดี อยู่ติดลอนดอนด้วย ไปไหนมาไหนสะดวก ก็เลยตกลงกันไว้ว่าจะลองหาเวลาแวะไปสำรวจสถานที่จริงดูหน่อยน่ะ” ไอซ์ไล่เรียงแผนการต่างๆ ให้เขาฟัง
“อ้าว เหรอ…” โมครางตอบเสียงอ่อน
“อือ พ่อเค้าก็คงอยากให้เราเก่งขึ้นกว่านี้ก่อนที่จะกลับมาช่วยกันดูแลกิจการน่ะ ไหนๆ ตอนเรียนป.ตรีก็ขัดใจเค้าไปเลือกเรียนบัญชีแล้ว เค้าเลยอยากให้เราได้ลงเรียนบริหารจริงๆ จังๆ บ้าง เพราะทุกวันนี้ที่เราทำงานอยู่กับพี่ต้อยนี่ก็แทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เพราะว่าพี่ต้อยเค้าเป็นคนละเอียดรอบคอบ งานทุกชิ้นก็แทบจะผ่านมือแกหมดแล้ว เราไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากพวกงานเอกสารจิปาถะน่ะ” หญิงสาวเล่าย้อนความถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำงานของเธอให้แฟนหนุ่มฟัง
“แล้วไอซ์ไม่ลองขอให้พ่อโยกไปช่วยดูเรื่องบริหารแทนก่อนล่ะ เผื่อจะได้เรียนรู้งานตรงๆ แบบนั้นจะไม่ไวกว่าเหรอ? จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปเรียนต่อตั้งไกล แถมเสียเงินแพงๆ ด้วย” โมพยายามโน้มน้าวให้เธอเปลี่ยนใจแบบอ้อมๆ
“แบบนั้นมันก็ได้แหละ แต่ไม่รู้สิ... เราคิดเอาเองนะว่าถ้าจะขึ้นมาบริหารบริษัททั้งที ก็ควรจะเรียนรู้พวกทฤษฏีต่างๆ ให้หมดซะก่อนอ่ะ ถึงจะค่อยมาเรียนรู้เรื่องประสบการณ์ทำงานจริง เพราะถ้าไม่รีบตัดสินใจเรียนต่อตอนนี้ เรากลัวว่าถ้าขึ้นไปบริหารงานจริงแล้วมันจะแบ่งเวลาไปเรียนต่อนอกไม่ได้แล้ว” ถ้อยคำที่ออกมาจากปากของแฟนสาว บ่งบอกให้เขารู้อย่างชัดเจนว่าความต้องการลึกๆ ของเธอนั้นคืออะไร
“อ้าว ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ อย่าพึ่งหงุดหงิดซี่ นี่พ่อเค้าก็แค่ลองชวนๆ ให้ไปดูไว้เฉยๆ” ไอซ์รีบออกปากง้อแฟนหนุ่มทันทีเมื่อได้เห็นถึงสีหน้าอึดอัดใจของเขา
“แต่เราว่าไอซ์ไปเรียนต่อก็ดีนะ ถ้าที่บ้านเค้าอยากให้ไปจริงๆ กลับมาจะได้เก่งๆ” โมฝืนกัดฟันพูดสนับสนุนเธอ ทั้งที่ในใจกำลังคิดไปในทางตรงกันข้าม
“แล้วโมจะทนได้เหรอ? ต้องห่างกันตั้งเป็นปีเลยนะ” อีกฝ่ายย้อนถามกลับ เพราะตระหนักได้ถึงความไม่จริงใจในน้ำเสียงของเขา
“ก็ต้องได้แหละ เราไม่อยากเป็นตัวถ่วงไอซ์นี่นา ก็แค่ห่างกันพักนึง ยังไงก็ยังวิดีโอคอลหากันได้ หรือไม่ว่างๆ ไอซ์ก็ค่อยหาเวลาบินกลับมาเยี่ยมเราบ้าง เพราะเราคงไม่มีปัญญาบินไปเยี่ยมไอซ์ถึงนั่นหรอก” ชายหนุ่มตอบแบบหน้าจ๋อย ก่อนจะฝืนส่งยิ้มให้เธอ
“จ้า อย่าพึ่งเครียดนะ นี่เราก็ยังไม่ได้ตัดสินใจจริงจังหรอก” แฟนสาวเอ่ยแล้วเอื้อมมือมาบีบกุมมือเขาไว้เบาๆ เป็นการให้กำลังใจ
“ไม่เป็นไรหรอก ถ้าไอซ์อยากเรียนจริงๆ ก็ตัดสินใจไปได้เลยนะ ยังไงเราก็สนับสนุนอยู่แล้ว ไม่ต้องเอาเรื่องเราไปชั่งใจให้วุ่นวายเปล่าๆ” โมพยายามพูดให้เธอสบายใจ
“จ้ะ ขอบคุณที่เข้าใจนะโม” ไอซ์ส่งยิ้มหวานมาหาเขาด้วยความดีใจ
“แล้วไอซ์กะว่าจะเริ่มไปเรียนเมื่อไหร่เหรอ? แล้วมันต้องเรียนนานมั้ยกว่าจะจบ?” ชายหนุ่มเปลี่ยนมาถามถึงกำหนดการของเธอบ้าง
“คิดว่าถ้าไปจริงๆ ก็คงเป็นช่วงกลางๆ ปีหน้านู่นแหละ ไปลงคอร์สปรับภาษาดูก่อน เรียนจริงๆ อีกประมาณสองเทอม แล้วที่เหลืออีกเทอมก็ทำธีสิสส่งอาจารย์ รวมๆ ก็นู่นอ่ะ ปีครึ่งถึงจะจบ” คู่สนทนานิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วจึงตอบกลับมา
“โห... นานเหมือนกันเนอะ” เขาลากเสียงยาวอย่างตื่นเต้น
“ช่าย คงเหงาแย่เลย ไปอยู่นั่นคนเดียว ไม่รู้จะมีเพื่อนกับเค้ารึเปล่า” แฟนสาวพูดเปรยๆ อย่างอ่อนใจ
“ถ้างั้นคืนนี้ไอซ์ไปค้างกับเรานะ อยู่เป็นเพื่อนเราหน่อย เราเหงา” โมทำเสียงอ้อนเธอ พลางส่งสายตาวิบวับเป็นประกายจนอีกฝ่ายหลุดขำขันออกมาเบาๆ
“บ้า ยังไม่ได้ไปซะหน่อย นี่แค่ไปเที่ยวเอง สองอาทิตย์ก็กลับแล้ว” ไอซ์กล่าวแย้ง
“นั่นแหละ ไม่ได้อยู่ด้วยกันตั้งหลายวัน มาให้เรากอดให้หายคิดถึงหน่อยซี่ นี่ไอซ์ก็ดื่มเข้าไปเยอะแล้ว เมาๆ แบบนี้ขับรถกลับบ้านไกลๆ ไม่ดีหรอก อันตรายเปล่าๆ เนี่ย ขับไปนอนพักที่บ้านเราดีกว่า แล้วพรุ่งนี้ค่อยกลับ” ชายหนุ่มออกปากตื๊อ
“ก็ได้ แต่ขอเราบอกที่บ้านก่อนนะ ว่าจะไปค้างข้างนอก” แฟนสาวยอมตอบตกลง ก่อนจะลุกเดินออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอกร้านเงียบๆ ตามลำพัง ครู่หนึ่งเธอจึงเดินกลับมาที่โต๊ะพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนๆ บนใบหน้า
“ได้มั้ย? เค้าอนุญาตเปล่า?” โมรีบถามทันที
“ก็ได้แหละ” เธอตอบสั้นๆ พลางขยับเก้าอี้ลงนั่ง พร้อมยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบดับกระหาย
“เหรอ? แล้วบอกเค้าว่าไรอ่ะ มาค้างบ้านเราเหรอ หรือต้องโกหก?” ชายหนุ่มรัวคำถาม
“โอ๊ย คบกันมาตั้งขนาดนี้แล้ว พ่อกับแม่เค้าก็รู้แหละ ไม่ต้องโกหกหรอก” แฟนสาวพูดกลั้วหัวเราะ
“นี่ที่บ้านไอซ์เค้ารู้ป่ะเนี่ย ว่าเราสองคน... เคยไปนอนค้างด้วยกันแล้ว?” โมออกอาการแปลกใจ
“เอาจริงๆ เค้าก็คงรู้แหละ เพราะก่อนหน้านี้พ่อเราเคยถามเลียบๆ เคียงๆ มา ว่าเคยไปเที่ยวค้างคืนกับโมบ้างรึเปล่า ตอนนั้นเราก็ดันเผลอหลุดปากตอบไปซื่อๆ ว่าเคย มานึกได้ตอนหลังก็ไม่ทันแล้ว ใจหายวาบเลยนึกว่าเค้าจะดุเอา แต่เท่าที่ลองสังเกตอาการดูหลังจากนั้นเค้าก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ แต่เราก็ไม่ค่อยกล้าบอกเค้าตรงๆ หรอกว่าจะมาค้างกับโมแค่สองคน มันรู้สึกไม่ค่อยดีน่ะ” ไอซ์เฉลยความจริงให้เขาฟัง
“ป่ะ! ถ้างั้นเช็คบิลเลยดีกว่า จะได้รีบกลับ” โมทำท่าทุบโต๊ะเบาๆ แล้วออกปากชักชวนเธอกลับบ้าน
“เดี๋ยวๆ ใจเย็น เบียร์ในแก้วเรายังไม่หมดเลย” ไอซ์ร้องเสียงหลง
“ไม่ต้องกินแล้ว เดี๋ยวค่อยไปกินต่อที่บ้านก็ได้ เรามีแช่ไว้ในตู้” ชายหนุ่มตัดบท แล้วตัดสินใจโบกมือเรียกบริกรเพื่อสั่งคิดเงินออกจากร้านทันที
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงถัดจากนั้น พวกเขาทั้งสองก็มานั่งเอกเขนกนอนอิงแอบแนบชิดกันอยู่บนโซฟาที่ห้องรับแขกในบ้านของโม ศีรษะของหญิงสาวนั้นเอียงซบลงไปที่แผงอกกำยำของแฟนหนุ่ม ในขณะที่ฝ่ามือของเขาก็กำลังบรรจงลูบลงไปที่เส้นผมของเธอด้วยความทะนุถนอมและรักใคร่
“ถ้าไอซ์ต้องไปเรียนต่อจริงๆ เราคงเหงามากๆ แน่ๆ เลย” โมเอ่ยขึ้น และหันไปสบตากับแฟนสาวด้วยแววตาลึกซึ้ง
“เราก็เหมือนกัน”
“สัญญานะว่าถ้าไปอยู่ที่นั่นจะไม่เผลอว่อกแว่กไปกับไอ้หนุ่มฝรั่งหน้าไหน” ชายหนุ่มแกล้งพูดแบบติดตลก
“เราว่าโมต่างหากที่จะทนเหงาไม่ไหว” แฟนสาวกล่าวพร้อมกับอมยิ้มเจ้าเล่ห์
“ไม่รู้ดิ” ชายหนุ่มยักไหล่เบาๆ อย่างยียวน
“ยังไงก็ห้ามนอกใจเราเด็ดขาดเลยนะ ไม่งั้นไม่ยกโทษให้จริงๆ ด้วย” ไอซ์ชี้นิ้วขู่อย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ถ้าแค่นอกกายเฉยๆ ได้มั้ย?” โมหยอดมุกกวนประสาทเธอเล่น เลยโดนแฟนสาวทุบปั้กลงไปที่ต้นแขนอย่างแรง
“ลองดูสิ มีเลิกอ่ะ บอกไว้เลย” หญิงสาวทำเสียงดุตาขวาง
“แหม ล้อเล่นน่า แฟนเราน่ารักขนาดนี้ ใครจะซื่อบื้อไปยุ่งกับผู้หญิงที่ไหนอีกล่ะ” โมเอ่ยแล้วก้มหน้าลงไปหอมซุกไซร้ที่พวงแก้มขาวๆ ของเธอฟอดใหญ่
“อย่ามาพูดเลย...” ไอซ์พูดใส่เขาแบบงอนๆ
“จริงๆ น้า เนี่ย ดูสิ หอมน่ากินไปทั้งตัวเลย” ชายหนุ่มกล่าว แล้วพรมจูบไปทั่วใบหน้า ไล่ตั้งแต่บริเวณหน้าผาก... พวงแก้ม... เรื่อยลงมาจนถึงริมฝีปากอวบอิ่ม จนกระทั่งกลายเป็นการจุมพิตกันแบบเต็มตัว
“อือ... ออออ โม...” ไอซ์ส่งเสียงครวญหลับตาพริ้มเรียกชื่อแฟนหนุ่ม แต่ก็ยังยินยอมยื่นริมฝีปากให้เขาได้ประกบจูบปากเธอต่อไปโดยไม่แสดงท่าทีขัดขืนใดๆ
“จุ๊บ... บบบ จ๊วบ... บบบ รักไอซ์ที่สุดเลย รู้มั้ย?” ชายหนุ่มกระซิบบอกรักเธอ ขณะที่มือข้างหนึ่งก็ค่อยๆ เลื้อยขึ้นมาตามลำตัวนุ่มนิ่มของหญิงสาว จนไปหยุดจับอยู่ที่ทรวงอกอวบนอกเนื้อผ้า
“อื้อ... อออออ” หญิงสาวครางตอบยาวๆ ด้วยความวาบหวามในหัวใจ
ปลายนิ้วของชายหนุ่มค่อยๆ ออกฤทธิ์ไล่ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตทำงานสีดำของแฟนสาวออกอย่างคล่องแคล่ว เพียงไม่นานชายเสื้อทั้งสองข้างก็พลันแยกเป็นอิสระออกจากกัน เปิดเผยให้เห็นถึงผิวกายขาวเนียนและยกทรงสีขาวพิมพ์ลวดลายดอกไม้หวานแหววที่เธอสวมใส่อยู่ภายใน พอรู้ตัวว่ากำลังโป๊อยู่ หญิงสาวก็รีบยกท่อนแขนขึ้นปิดป้องร่างกายท่อนบนของตนเองเอาไว้โดยเร็ว แต่ก็ไม่สามารถสลัดพ้นจากฝ่ามือซุกซนของแฟนหนุ่มที่คอยตามเลื้อยเลาะเข้าไปเกาะกุมที่ทรวงอกนุ่มนิ่มของเธอได้เลย
“ฮะๆ โอ๊ย... โม... อย่าพึ่งจับ เราจั๊กจี้” ร่างอวบอิ่มของไอซ์ออกอาการสะดุ้ง เมื่อถูกปลายนิ้วเรียวยาวของแฟนหนุ่มล้วงลอดผ่านเนื้อผ้ายกทรงเข้าไปบีบคลึงที่เต้านมของเธอโดยตรง
“นิ่มจัง” โมเอ่ยหยอกเย้าแล้วยิ่งออกแรงบีบคลึงไปทั่วทรวงเต้าขนาดพอดีมือ ในขณะที่ริมฝีปากของเขาก็ยังคงพรมจูบซุกไซร้ไปรอบๆ ลำคอเปลือยเปล่าของเธออยู่ไม่ขาด
โมใช้มือขวาข้างที่ว่าง ออกแรงดึงมือน้อยๆ ของเธอให้มาวางแหมะลงบนเป้ากางเกงยีนส์เก่าซีดของเขา จนหญิงสาวสัมผัสได้ถึงอาการตื่นตัวบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนนั้นของแฟนหนุ่ม จนใบหน้าของเธอเริ่มรู้สึกร้อนผ่าวๆ วูบวาบขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน แต่กระนั้นเจ้าตัวก็อดไม่ได้ที่จะเผลอใช้สายตาจับจ้องมองลงไปที่เป้ากางเกงของเขา พร้อมกับออกแรงขยับมือลูบไล้เพื่อสำรวจสภาพของมันด้วยความสนอกสนใจ
“ดูสิ ของเราแข็งปั๋งเพราะไอซ์แล้วเนี่ย” โมพูดกระตุ้นยั่วเธอ พลางเกร็งกระดุกอาวุธสู้มือของแฟนสาว
“อุ๊ย! โมอ่ะ ทะลึ่ง!” ไอซ์ส่งเสียงร้องวี้ดว้ายเหมือนว่าจะขัดเขิน แต่กลับเอื้อมมือไปรูดซิปกางเกงยีนส์ของแฟนหนุ่มลง พร้อมกับค่อยๆ สอดมือล้วงเข้าไปสำรวจสภาพแก่นกายของเขาที่ด้านใน ก่อนที่เธอจะออกแรงกระชากเจ้าดุ้นเนื้อร้ายให้ผงาดง้ำออกมาจากช่องว่างตรงกลางเป้ากางเกง
“แข็งจริงด้วย ฮิฮิ” เธอส่งเสียงหัวเราะคิกคักชอบใจเมื่อได้เห็นสภาพพร้อมสู้ศึกของมันแบบชัดๆ เต็มสองตา ในขณะที่ฝ่ามือก็คอยขยับกำรูดเจ้าแท่งเนื้อตรงหน้าเล่นไปด้วย
ฝ่ายโมเองก็ไม่ยอมให้แฟนสาวได้เล่นงานอยู่ข้างเดียว ชายหนุ่มใช้มือขวาสอดล้วงเข้าไปที่ใต้กระโปรงทำงานทรงเอสีเทาอ่อนของไอซ์ ค่อยๆ ขยับเลื้อยมือสูงขึ้นไปจนถึงบริเวณเป้ากางเกงชั้นในของแฟนสาว แล้วออกแรงกดนิ้วลงไปตรงบริเวณจุดที่น่าจะเป็นปากทางเข้าของร่องสาว จนพาลให้ร่างของไอซ์เกิดอาการสั่นกระตุกเบาๆ พร้อมกับหลับตาปี๋ และส่งเสียงร้องซี้ดๆ ออกมาเบาๆ ในลำคอด้วยความรู้สึกเสียวสยิว
พอเจอจุดอ่อนของอีกฝ่ายแล้วชายหนุ่มก็ไม่รอช้า รีบสอดนิ้วล้วงผ่านเข้าไปจากทางขอบกางเกงในด้านข้าง จนปลายนิ้วของเขาสัมผัสถูกกลีบเนื้ออ่อนนุ่มของเธอเข้าโดยตรง เสร็จแล้วจึงค่อยๆ ออกแรงแหวกถ่างสองกลีบที่ปากทางเข้า และใช้นิ้วกลางกดถูไถลงไปที่กลางร่องซึ่งบัดนี้เริ่มที่จะมีอาการเปียกชื้นอยู่เล็กน้อย อันเป็นผลมาจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่ไหลเวียนอยู่ในเลือด ขณะที่มือซ้ายอีกข้างของเขาก็ออกแรงดันถลกยกทรงตัวน้อยของเธอให้เลื่อนขึ้นไปกองอยู่เหนืออก พร้อมขยับโน้มใบหน้าเข้าไปดูดดุนเข้าที่จุกยอดปทุมถันสีแดงอ่อนๆ
“โอ๊ยโม... อือ... ซี้ดส์... สสส” ไอซ์ส่งเสียงครางสูดปากเรียกชื่อแฟนหนุ่ม พลางแอ่นร่างกระตุกรับกับการเคลื่อนไหวจากนิ้วมือและริมฝีปากของเขาเหมือนคนถูกไฟช็อต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวะที่อีกฝ่ายออกแรงดันปลายนิ้วให้กดทิ่มลึกเข้าไปในร่างเธอ พร้อมกับขยับควานนิ้วเข้าออกอย่างเชื่องช้า
“อุ๊! ซี้ดส์... สสสส อาห์... มะ... โม... โอ๊ย อย่าแยงแบบนั้น หญิงสาวร้องบอก โพรงเนื้อภายในออกอาการเกร็งขมิบตอดรัดสู้กับนิ้วมือของเขารัวๆ ด้วยความรู้สึกเสียววูบวาบที่ถาโถมอยู่บริเวณท้องน้อย
“โอ๊ย โม... จะทำตรงนี้จริงๆ เหรอเนี่ย?” ไอซ์เอ่ยถามเสียงสั่น ชายหนุ่มจึงเงยหน้าขึ้นจ้องสบตาเธอพร้อมกับอมยิ้มอย่างเอ็นดู
“ทำไมล่ะ? ไม่มีใครเห็นหรอก” เขาบอก ขณะที่มือซึ่งกำลังวุ่นวายอยู่กับร่างกายท่อนล่างของเธอก็ยังคงคอยขยับเคลื่อนไหวไม่หยุด
“ซี้ดส์... สสสส กะ... ก็มันน่าอายนี่นา อู๊ย... ปะ... ไปทำต่อบนห้องนอนได้มั้ย ตรงนี้มันเขินยังไงก็ไม่รู้” แฟนสาววอนขอด้วยน้ำเสียงขัดเขิน ซึ่งโมก็ไม่ใจร้ายพอที่จะปฏิเสธคำขอร้องของเธอ
“ป่ะ งั้นขึ้นข้างบนกัน” โมพยักหน้าพร้อมกับหยุดมือลง แล้วจึงประคองพาร่างของเธอให้เดินขึ้นบันไดไปบนห้องด้วยกัน
พอประตูห้องนอนถูกปิดสนิทแล้ว เกมรักของสองหนุ่มสาวก็ถูกบรรเลงสานต่อทันที ความปรารถนาของโมในคืนนี้ดูจะพลุ่งพล่านมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาได้ตระหนักว่าตนเองและแฟนสาวกำลังจะต้องพลัดพรากจากกันนานเป็นปี เมื่อเธอนั้นเลือกที่จะไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ ความโหยหาและหวงแหนของชายหนุ่ม ค่อยๆ แปรสภาพไปเป็นความหื่นกระหายต่อรสสัมผัสจากไออุ่นในร่างกายของแฟนสาว
โมประคองดันร่างของไอซ์ให้เอนหงายลงไปบนที่นอน ทรวงอกเปลือยเปล่าของหญิงสาวซึ่งโผล่ยื่นออกมาผ่านทางรอยแยกของชายเสื้อเชิ้ตนั้น สั่นกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะของการหายใจที่เป็นไปอย่างกระชั้นถี่เพราะความตื่นเต้น ชายหนุ่มใช้สายตาโลมเลียมเธอจนทั่วร่างตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะค่อยๆ โน้มตัวเข้าไปชิดใกล้ ใช้มือจับแยกหัวเข่าทั้งสองข้างของเธอดันให้ถ่างอ้าออกกว้างจากกัน เสร็จแล้วเขาก็ค่อยๆ มุดหัวหายเข้าไปในช่องว่างที่ใต้กระโปรงสีเทาของแฟนสาว พร้อมกับใช้ริมฝีปากพรมจูบเข้าที่เนินสาวผ่านเนื้อผ้าของกางเกงชั้นใน
“อุ๊ย! โม โอ๊ย! ซี้ดส์... สสสสส ไม่เอา ย่ะ... อย่าเลียเลย มันสกปรก อึ๋ย! ซี้ดส์... สสสสสส!” ไอซ์ส่งเสียงห้ามด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวเหยเก ความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เธอเผลอใช้สองมือขยุ้มจิกลงไปบนเส้นผมของเขาอย่างลืมตัว
“ไม่เป็นไร เราไม่ถือหรอก แผล่บ... บบบบ แผล่บ... จ๊วบ... บบบบ ซู้ด... ดดดดด” โมตอบเธอ พลางก้มหน้าก้มตาใช้ปากงับดูดลงไปที่ปุ่มเสียวด้านนอกอย่างหนักหน่วง ทำเอาร่างงามตรงหน้าถึงกับสั่นสะท้าน ลำตัวเกร็งกระตุกเฮือกๆ เป็นระยะๆ และส่งเสียงครางโหยหวนออกมาอย่างควบคุมตนเองไม่ได้
พอดูดเลียจนหนำใจแล้ว ชายหนุ่มจึงค่อยบรรจงถอดรูดกางเกงชั้นในของแฟนสาวให้หลุดพ้นออกมาจากข้อเท้าเรียวบางของเธอ ก่อนจะใช้สองมือดึงถลกชายกระโปรงทรงเอให้เลื่อนขึ้นไปกองสูงค้างอยู่ที่บั้นเอว และทำให้กลีบเนื้อสาวเปลือยเปล่าของไอซ์พลันปรากฏแก่สายตาของเขาอย่างแจ่มชัด หญิงสาวพยายามเอื้อมมือลงไปปิดบังตรงหว่างขาของตนเองไว้ด้วยความขัดเขิน แต่เพียงครู่เดียวก็ถูกสองมือของชายหนุ่มแกะมันออกไปให้พ้นจากสายตาด้วยอารมณ์รำคาญ
“ของไอซ์สวยจะตาย ไม่ต้องเขินหรอก” โมกล่าวชม พร้อมกับจ้องมองสภาพร่องสาวของเธอที่ยังคงเป็นสีแดงอมชมพูสวย กลีบเนื้อทั้งสองข้างนั้นยังคงประกบเบียดชิดกัน แทบดูไม่ออกว่ามันจะเคยถูกอาวุธใหญ่ยักษ์ของเขาทิ่มทะลวงเข้าไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
“ไม่เอา ห้ามดู” ไอซ์แย้งกลับ พลางเบือนหน้าหลับตาด้วยความขัดเขินสุดขีด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น เพราะท่อนแขนเธอกำลังถูกฝ่ามือของแฟนหนุ่มจับยึดเอาไว้แน่น โดยไม่ยอมให้เธอได้เอื้อมลงไปปิดบังของสงวนตัวเองอย่างที่ตั้งใจ
“ขอเราเลียอีกทีนะ เมื่อกี้ยังไม่หนำใจเลย” โมพูดกระตุ้นอารมณ์เธอ แล้วใช้มือจัดท่าทางให้แฟนสาวพลิกกลับไปอยู่ในท่าคลานคุกเข่าโก้งโค้ง แอ่นบั้นท้ายกลมกลึงให้ลอยสูงโด่งอยู่กลางอากาศ ก่อนที่เขาจะบรรจงใช้ริมฝีปากและปลายลิ้นจู่โจมเข้าไปที่กลีบเนื้อสาวสีแดงสดซึ่งเผยออ้าท้าทายสายตาอยู่เบื้องหน้า ทำเอาร่างของไอซ์ถึงกับสั่นสะท้านตัวเกร็งด้วยอาการเสียวซ่านสุดขีด
“โอ๊ย! ซี้ดส์... สสสสสสส อู๊ย โม... อุ๊! อู๊ย... ยยยย สสส... ซี้ดส์ อาห์” เสียงครางกระเส่าพลันหลุดลอดออกมาจากลำคอของไอซ์อย่างไม่ขาดสาย ใบหน้าหวานๆ นั้นก้มฟุบเข้าหาหมอนใบใหญ่ พลางอ้าปากขบกัดมันแรงๆ เพื่อหวังข่มกลั้นเสียงครางของตนเองไว้
“แผล่บ... บบบบ ซ้วบ... บบบบ เฮ้อ แฟนใครน้อ? เลียเท่าไหร่ก็ไม่เคยเบื่อเลย” โมเอ่ยหยอกเย้า สลับกับชอนไชปลายลิ้นจี้เข้าไปในร่างกายของแฟนสาวด้วยความเพลิดเพลิน เรียกเสียงครางโหยหวนให้หลุดลอดออกมาจากลำคอของเธอเป็นระยะๆ
“อ๋อย ซี้ดส์... สสสส โม โอ๊ย เรา... เราเสียว มะ... ไม่ไหวแล้ว ทำเลยเถอะ ไม่ต้องเลียแล้ว” ไอซ์ส่งเสียงเป็นสัญญาณร่ำร้องขอให้เขาร่วมรักกับเธอแบบจริงจัง
โมค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ใช้หลังมือปาดเช็ดที่ริมฝีปากตนเองเบาๆ หนึ่งที เสร็จแล้วจึงค่อยยอมผละออกมาจากร่างของแฟนสาว ก่อนที่เขาจะเดินอาดๆ อ้อมผ่านปลายเตียงไปหยุดอยู่ที่ตู้เก็บของตรงมุมห้อง แล้วใช้มือล้วงหยิบสิ่งของบางอย่างออกมาจากภายในนั้น จนเกิดเป็นเสียงดังกุกกึกดังมาเข้าหูแฟนสาวที่กำลังนอนตัวแข็งทื่อรออยู่บนเตียง
ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ชายหนุ่มผละตัวออกห่างไปนั้น ทางฝ่ายของไอซ์เองก็เอาแต่คอยก้มหน้าฟุบหมอบอยู่บนหมอนโดยที่ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง เพราะกำลังรู้สึกเขินอายจนไม่กล้าที่จะสู้หน้าสบตากับแฟนหนุ่ม เธอเข้าใจไปเองว่าอีกฝ่ายนั้นเพียงแต่จะเดินไปหยิบถุงยางในลิ้นชักออกมาสวมใส่เพื่อเตรียมตัวที่จะมีอะไรกับตน แต่เมื่อเห็นว่าเขาชักจะหายเงียบไปนานผิดปกติ หญิงสาวจึงตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมาจากหมอนอย่างช้าๆ ก่อนจะหันไปมองยังตำแหน่งที่มาของเสียง
และพลันที่สายตาของเธอกวาดไปเห็นเป้าหมายเข้า หญิงสาวก็พลันเบิกตากว้าง พร้อมกับหลุดปากร้องกรี๊ดออกมาดังๆ ด้วยความตกใจ เพราะตรงตำแหน่งที่ควรจะมีร่างของแฟนหนุ่มยืนอยู่นั้น มันกลับกลายเป็นร่างเปลือยเปล่าของใครบางคนภายใต้หน้ากากไอ้โม่ง ซึ่งกำลังยืนรูดอาวุธลำเขื่องอยู่ตรงปลายเตียง ห่างจากปลายเท้าของเธอไปเพียงแค่ไม่ถึงคืบ!
ในวันที่รักหลงทาง #69
ที่แท้แล้วจุดประสงค์หลักที่โมหยิบยืมหน้ากากไอ้โม่งติดมือกลับมาที่บ้านด้วย ก็เพื่อตั้งใจจะนำมันมาใช้เล่นสนุกกุ๊กกิ๊กกับแฟนสาวบนเตียงนั่นเอง...
“เดี๋ยวไอซ์! ใจเย็นๆ นี่เราเอง” เสียงของโมที่ดังลอดผ่านช่องหน้ากากทำให้ไอซ์ที่กำลังสติแตกพลันผ่อนคลายลงทันที
“โมอ้ะ! จะแกล้งหลอกให้เราตกใจทำไมเนี่ย?” ไอซ์โวยวาย สีหน้าและท่าทางของเธอยังไม่สร่างจากอาการตื่นตกใจเท่าไรนัก
“เปล่าๆ เราไม่ได้จะแกล้งให้ตกใจนะ แค่อยากเอามาใช้เพิ่มบรรยากาศให้ตื่นเต้นเฉยๆ” ชายหนุ่มพยายามแก้ตัว แต่คำพูดของเขาก็ดูจะยังไม่ค่อยเข้าหูเธอเท่าไรนัก
“นี่โมดูหนังโป๊มากไปป่ะเนี่ย?” ไอซ์ถามเสียงขุ่น
“ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ก็แค่สวมบทเล่นสนุกกันขำๆ เอง ตื่นเต้นดีออก อุตส่าห์ไปยืมจากกองถ่ายมา” โมหัวเราะแหยๆ
“หา? นี่ของจากกองถ่ายเหรอ? โธ่เอ๊ยโม... มันใช่ของที่ควรเอามาเล่นมั้ยเนี่ย? ผ่านมือใครมาหรือเลอะอะไรมาบ้างก็ไม่รู้” ไอซ์บ่นอุบอิบคิ้วขมวด ทำเอาชายหนุ่มไปต่อไม่ถูก
“โอเคๆ ถ้าไอซ์ไม่ชอบเราถอดก็ได้” ชายหนุ่มพูดเสียงอ่อยคอตก พลางใช้มือดึงรูดหน้ากากหนังออกจากใบหน้าตัวเอง
“เราว่าโมเพลาๆ เรื่องพวกนี้ลงหน่อยดีมั้ย? ช่วงหลังๆ นี่มันชักจะหนักข้อเกินไปแล้วนะ คราวก่อนก็ให้จินตนาการว่ากำลังมีอะไรกับคนอื่นไปทีนึงแล้ว หรือแค่เซ็กส์ปกติมันไม่ตื่นเต้นพอสำหรับโม?” ไอซ์ถามด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ แต่ทว่าฟังดูจริงจัง
“อือ... เราไม่ทำแล้ว ไอซ์อย่าโกรธเราเลยนะ” โมตอบคอตก แล้วเดินตรงเข้าไปกอดแฟนสาวบนเตียงแน่นๆ เหมือนอยากจะง้อเธอ
“เปล่า ไม่ได้โกรธ ก็แค่รู้สึกอึดอัดเฉยๆ น่ะ โมก็รู้นี่นาว่านอกจากโมแล้วเราก็ไม่เคยไปมีอะไรกับใครที่ไหน แล้วจะให้เรามานั่งจินตนาการว่ากำลังทำอยู่กับคนอื่นได้ยังไง” แฟนสาวกล่าวตัดพ้อถึงสิ่งที่ค้างคาใจเธอมานาน
“โอ๋ๆ ไม่เครียดนะ ไม่บังคับแล้วนี่ไง” โมก้มหน้าถูไถเบาๆ กับหน้าอกเธอพร้อมทำเสียงออดอ้อน
“พอเลย ทะลึ่ง” ไอซ์ส่งเสียงหัวเราะคิกคักแต่กลับไม่ได้ขัดขืนอย่างที่ปากว่า หน้าอกเธอสั่นระริกอยู่ภายใต้การสัมผัสถูไถจากพวงแก้มและอุ้งมือของแฟนหนุ่ม
“นิ่มจัง” โมส่งเสียงครวญเหมือนคนเพ้อ เขาสอดมือล้วงเข้าไปตามรอยแยกของเสื้อเชิ้ตที่ถูกปลดกระดุมออก แล้วบีบขยำลงไปเบาๆ ที่สองเต้าขนาดเหมาะมือ
“โอ๊ย... โม...” หญิงสาวหลับตาพริ้มและส่งเสียงครวญเบาๆ ด้วยอาการวาบหวิวซาบซ่าน แต่ทว่าเสียงนั้นก็ดังอยู่ได้แค่เพียงชั่วอึดใจเท่านั้น ก่อนที่ริมฝีปากอวบอิ่มของเธอมันจะถูกริมฝีปากของแฟนหนุ่มประกบจูบจุมพิตลงมาแบบเต็มรัก พร้อมกับสอดลิ้นคว้านเข้ามาพัวพันอยู่ภายในโพรงปากอุ่นชื้นของเธอ
“อื้อ... อออออ อื้ม... มมมม” ไอซ์ส่งเสียงครางอื้ออึงในลำคอ ท่อนแขนเธอโอบกระชับรอบลำคอของเขาและดึงรั้งให้ใบหน้าเบียดแนบชิดกับใบหน้าเธอ
ทั้งสองต่างกอดก่ายจุมพิตกันอย่างดูดดื่ม สองมือลูบไล้เรือนกายของอีกฝ่ายด้วยอารมณ์สิเน่หา ก่อนที่โมจะถอนจุมพิตออกมาจากริมฝีปากเธอ แล้วก้มซุกไซ้ใบหน้าเข้าไปที่ซอกคอขาวเนียนเพื่อดอมดมความหอมจากร่างของแฟนสาว ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ไล่ริมฝีปากลงต่ำ ผ่านซอกคอ... หัวไหล่... และไปหยุดค้างอยู่ที่เหนือเนินอกคู่งามกะทัดรัดซึ่งยังคงมีสองมือของเขาจับประคองอยู่ไม่ห่าง สัมผัสที่หยุ่นนุ่มเต็มฝ่ามือทำให้ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะต้องก้มหน้าลงไปงับดูดที่จุกยอดปทุมถันสีแดงอ่อน ทั้งขบทั้งเม้มลงไปบนเนินเนื้อขาวเนียนจนผิวกายของหญิงสาวปรากฏรอยแดงช้ำเป็นจ้ำๆ พร้อมกับเสียงครางกระเส่าที่ค่อยๆ เล็ดลอดออกมาจากลำคอ
โมใช้ลิ้นแลบเลียลงไปที่ปลายจุกถันซึ่งกำลังเผยอชี้ชูชันด้วยความนุ่มนวล เพียงสัมผัสแรกที่ปลายลิ้นของเขาแตะถูกเข้าที่หัวจุก ร่างของไอซ์ที่นอนหงายอยู่ก็แอ่นกระเด้งเฮือกๆ เบียดสองเต้าอวบอัดเข้าใส่ใบหน้าของหนุ่มโมด้วยอาการลืมตัวลืมใจ เสียงครางซี้ดๆ ดังลอดไรฟันของเธอออกมาอย่างสุดกลั้น ก่อนจะตามมาด้วยอาการจิกเกร็งปลายเล็บเข้าใส่แผ่นหลังของแฟนหนุ่ม เมื่อเธอถูกเขาใช้ปากประกบเม้มดูดลงไปที่หัวนมตรงๆ ได้ยินเสียงดูดดัง จ๊วบ... บบบบ จ๊วบ... บบบบบ ชัดเต็มสองหู
“ซี้ดส์.... โม... โอ๊ย... บะ... เบาๆ อู๊ย... ยยยย สสส... ซี้ดส์” ร่างของไอซ์เกิดอาการบิดเกร็งสะท้านขนลุกขนชัน หน้าอกแอ่นเร่าๆ เบียดเข้าหาริมฝีปากของแฟนหนุ่มด้วยท่าทีร้อนร่านทรมานเพราะความเสียว ฝ่ายโมที่เห็นอาการของเธอดังนั้น จึงยิ่งตวัดลิ้นโลมเลียไปรอบๆ เนินอกขาวผ่องของเธอรัวๆ จนน้ำลายเปียกชุ่มเป็นทาง ก่อนที่เขาจะตัดสินใจมุดศีรษะลงต่ำไปเรื่อยๆ ค่อยๆ ลากลิ้นเลียผ่านหน้าท้องที่ทั้งขาวอวบและนุ่มนิ่มซึ่งยังคงมีเนื้อผ้ากระโปรงทรงเอกองถลกค้างอยู่ตรงบั้นเอว ทำเอาร่างของเธอถึงกับสั่นสะท้านด้วยอาการจั๊กจี้เล็กๆ
โมบรรจงลากลิ้นผ่านร่องสะดือบุ๋มสวย แล้วไปจ่อลิ้นหยุดอยู่ที่บริเวณเนินสาวอวบอิ่มซึ่งเปิดเปลือยอล่างฉ่าง สภาพของกลีบสาวนั้นยังคงประกบปิดแน่นเกือบสนิท ผิวเนื้อภายในที่เห็นมีสีแดงอมชมพูสดใส และยังดูงดงามเฉกเช่นในวันแรกที่เขามีโอกาสได้สำรวจเรือนร่างเธอ อารมณ์เสียวที่เกิดขึ้นทำให้ผิวเนื้อบริเวณปากทางเข้าถูกอาบเคลือบไว้ด้วยหยาดน้ำหล่อลื่นใสๆ ที่หลั่งไหลออกมาไม่ขาดตอน ชายหนุ่มก้มหน้าดอมดมกลิ่นหอมของมันอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ตวัดแลบลิ้นเลียลงไปที่ปากร่องเสียวเพื่อหวังจะชิมรสชาติความหวานของน้ำสวาท
“อุ๊ย! ซี้ดส์... สสสสสส โอ๊ย โม... ฮือ... ออออ” ไอซ์แอ่นเชิดหน้าหลับตาปี๋ สองขาเธอพลันหุบแนบเข้าหากันโดยอัตโนมัติ สะโพกแอ่นกระดกยิกๆ รับกับการเคลื่อนไหวจากริมฝีปากของแฟนหนุ่มอย่างลืมตัว ในขณะที่โมก็ค่อยๆ บรรจงซุกหน้าจุมพิตลงไปที่สองกลีบงามอวบอูม รสชาติของน้ำหวานที่หลั่งออกมาจากตัวเธอนั้นช่างอร่อยล้ำและดื่มกินเท่าไรก็ไม่เคยพอ เขาทั้งลากทั้งตวัดลิ้นไปตามรอยแยกตรงปากร่อง กระทั่งพอรู้สึกว่าน้ำหล่อลื่นรอบนอกมันจางหายไปหมดแล้ว ชายหนุ่มก็ออกแรงเกร็งลิ้นให้เป็นทรงคล้ายกรวยแล้ว ก่อนจะกดทิ่มเข้าไปในร่องรูสวาทของเธอรัวๆ ทำเอาร่างงามถึงกับสั่นระริกดิ้นพล่านๆ ด้วยอาการทุรนทุราย
“อุ๊! อู๊ย... โม... โอ๊ยเรา... ซี้ดส์... เราเสียว... วววววว” ไอซ์ส่งเสียงครางกระเส่าหน้าเหยเก
“ไอซ์ทำให้เราบ้างสิ” โมเงยหน้าขึ้นจากหว่างขาเธอ ก่อนจะขยับตัวพลิกมาอยู่ในท่านอนคร่อมกลับหัวกลับหาง รูดกางเกงทั้งชั้นนอกและชั้นในที่ตนเองสวมใส่ออกไปแบบลวกๆ ให้ดุ้นเนื้อแกร่งใหญ่ได้ปรากฏตัวเป็นอิสระอยู่เหนือใบหน้าของแฟนสาวห่างไปเพียงแค่ไม่ถึงคืบ ก่อนที่ชายหนุ่มจะก้มหน้าลงไปใช้ปากเล่นรักกับเธอ
“อุ๊! อื้อ... ออออ อืม... มมมม” ไอซ์เองก็ไม่ยอมอยู่เฉย เธอใช้มือประคองจับแท่งเนื้อแกร่งแข็งตรงหน้าไว้มั่น ก่อนจะอ้าปากครอบอมลงไปที่ปลายหัวบานเหมือนดอกเห็ดจนเต็มแก้ม แล้วเริ่มผงกหัวรูดกลืนท่อนลำสีคล้ำเข้มของแฟนหนุ่มเข้าออกแบบช้าๆ
“ซี้ดส์... สสสสส ดีจัง” โมส่งเสียงครวญเบาๆ พลางแดะสะโพกเข้าใส่ใบหน้าของอีกฝ่าย สัมผัสที่ทั้งอุ่นชื้นจากโพรงปากและปลายลิ้นของเธอทำเอาเขาถึงกับเสียวซ่านจนตัวเกร็ง สองมือคู่น้อยของไอซ์ออกแรงกดรั้งบั้นท้ายของแฟนหนุ่มแล้วดึงเข้าหาตัว เพื่อให้ตนเองสามารถขยับปากรูดกลืนแท่งเนื้อของอีกฝ่ายได้แบบถนัดถนี่ ปลายลิ้นนุ่มๆ นั้นโลมเลียไปรอบๆ ลำโคนจนแท่งเนื้อของชายหนุ่มมีแต่ความชุ่มฉ่ำ
สองหนุ่มสาวต่างผลัดกันใช้มือและปากทำรักให้กันอย่างเมามัน ฝ่ายโมที่เริ่มรู้สึกว่าตนเองกำลังตกเป็นรองทางฝั่งของแฟนสาว จึงตัดสินใจใช้นิ้วมือถ่างแหวกกลีบสาวอ่อนนุ่มให้เปิดอ้าออก มองเห็นร่องรูเล็กๆ ปรากฏขึ้นกลางผิวเนื้ออ่อนสีชมพู เสร็จแล้วเขาจึงออกแรงเกร็งนิ้วกลางแล้วกดมันทิ่มเข้าไปด้านใน จนร่างของไอซ์ถึงกับกระตุก และต้องถอนปากออกจากแท่งลำของชายหนุ่มเพื่อส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความเสียวสยิว จากหนึ่งนิ้วก็ถูกค่อยๆ ถูกเพิ่มขึ้นเป็นสองนิ้ว ชายหนุ่มใช้นิ้วกดบี้คลึงลงไปตรงส่วนที่น่าจะเป็นจุดเสียวภายในร่างของแฟนสาว ขณะที่ริมฝีปากก็ยังคงออกแรงดูดเม้มลงไปที่ปุ่มกระสันด้านนอกของเธอรัวๆ
“อ๋อย โม... ซี้ดส์... โอ๊ยเรา... อู๊ย... เราเสียว... โอ๊ยเราจะเสร็จ... เสร็จแล้ว... ววววววว ซี้ดส์!!” ครู่หนึ่งร่างของไอซ์ก็ออกอาการสั่นกระตุกเฮือกๆ อย่างรุนแรง ใบหน้าของเธอเกร็งขมวดบิดเบี้ยวจนคิ้วย่น ปากก็ส่งเสียงร้องครางโหยหวนออกมายาวๆ พร้อมกับที่น้ำรักจากภายในร่างก็แตกทะลักออกมาอาบท่วมริมฝีปากของแฟนหนุ่มที่อ้าคอยอยู่ เป็นอันว่าหญิงสาวก็ได้เสร็จกิจขึ้นสวรรค์คาปากของเขาไปในตอนนั้นเอง
โมปล่อยให้เธอได้พักหอบหายใจจนกระทั่งหายเหนื่อยอยู่ราวๆ 2-3 นาที ก่อนที่เขาจะลุกเดินไปหยิบเอาซองถุงยางที่เก็บไว้ในตู้มาฉีกสวมใส่ให้อาวุธของตน แล้วมุดกลับเข้ามานั่งประจำที่อยู่ตรงกลางหว่างขาของแฟนสาว ใช้มือรวบช้อนน่องขาของเธอมาวางพาดไว้บนท่อนแขน จนกลีบสาวที่ประกบติดกันอยู่ค่อยๆ เผยออ้าออกตาม ชายหนุ่มออกแรงขยับเอวให้ปลายหัวเสียดสีกับคราบน้ำหล่อลื่นจนกระทั่งอาวุธเปียกเป็นคราบมันเงาแวววาว เสร็จแล้วเขาก็เกร็งกระดกสะโพกกดแท่งเนื้อให้ทิ่มมุดลงไปอย่างช้าๆ พร้อมกับที่ใบหน้างามของไอซ์ก็พลันเกร็งขมวดขึ้นมาอีกรอบเพราะความจุกแน่น
“อู๊ย... โม... เบาๆ นะ ซี้ดส์... สสส อืม...” ไอซ์ส่งเสียงครวญสูดปาก ร่องรักภายในของเธอเกร็งขมิบทุกครั้งเวลาที่แท่งเนื้อของแฟนหนุ่มพยายามจะขยับเคลื่อนกายมุดเข้าไปในตัวเธอ ส่วนหัวบานอวบของมันค่อยๆ กดชำแรกแหวกเข้าไปในร่องสาวของเธอทีละน้อยๆ สัมผัสที่ทั้งบีบรัดและกระชับแน่นทำให้ชายหนุ่มต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก ทั้งขยับถอนกายเข้าออกอยู่ครู่ใหญ่ๆ กว่าที่จะสามารถกดสอดอาวุธเข้าไปได้จนสุดโคน พอทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้วเขาก็เริ่มต้นขยับสาวแท่งเนื้อเข้าออกเป็นจังหวะ พร้อมกับเสียงร้องของแฟนสาวที่ดังขึ้นเป็นระลอก
“ซี้ดส์... สสสส อ๋า... โม อู๊ย อู๊ย... ยยยย ซี้ดส์” ไอซ์ครางกระเส่า เมื่อถูกแฟนหนุ่มแอ่นเอวบดท่อนเนื้อเข้าใส่ร่องรักของเธอเร็วขึ้นเรื่อยๆ อารามจุกแน่นทำให้หญิงสาวเผลอใช้สองขาเกี่ยวกระหวัดรัดเข้าหาบั้นท้ายของอีกฝ่ายเพื่อหมายจะช่วยเบรกชะลอจังหวะ
“เสียวเหรอ? ของไอซ์ตอดแรงจัง...” โมกระซิบถามข้างหูเธอแล้วค่อยๆ ผ่อนจังหวะการขยับแท่งเนื้อให้ช้าลงกว่าเดิม
“อือ... เสียว... วววว” แฟนสาวครางตอบ
โมออกแรงกดดุ้นเนื้อใส่เข้าออกเป็นจังหวะสั้นๆ อยู่พักใหญ่ๆ ก่อนที่ชายหนุ่มจะตัดสินใจเร่งสปีดขึ้น เขาขยับถอนดุ้นเนื้อออกมายาวๆ จนมันเกือบจะหลุดออกจากปากร่อง ก่อนจะกลั้นใจกดสะโพกทิ่มอาวุธเสียบกลับเข้าไปทีเดียวดังพรืด... ดดดด เล่นเอาแฟนสาวถึงกับผวาเข้ากอดร่างเขาอย่างรุนแรง ใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเกพร้อมกับร้องครวญครางซี้ดๆ อย่างทุรนทุรายด้วยอาการจุกแน่น ชายหนุ่มที่เห็นดังนั้นจึงตัดสินใจก้มหน้าลงไปใช้ปากสลับดูดเข้าที่เม็ดทับทิมบนทรวงอกทั้งสองข้างเพื่อช่วยกระตุ้นอารมณ์ให้เธอลืมเลือนเรื่องความเจ็บปวดไปชั่วคราว ไม่นานร่างอวบอิ่มของไอซ์ก็ค่อยๆ ผ่อนคลายจากอาการจุกเกร็ง และกลายเป็นฝ่ายส่ายสะโพกบดเบียดเข้าหาแท่งเนื้อของแฟนหนุ่มด้วยตนเอง
“ซี้ดส์... อู๊ย... ยยยย โม... มะ... มันแน่นจังเลย... เราเสียว... วววว อู๊ย... ตรงนั้นแหละ... ลึกๆ เลย... ซี้ดส์” ไอซ์ส่งเสียงครวญออกมาอีก แต่อาการเจ็บปวดที่เคยเจืออยู่ภายในเนื้อเสียงได้มลายหายไปจนหมดสิ้น หลงเหลือไว้เพียงแค่ความรู้สึกวาบหวิวที่พาให้ร่างกายของเธอไต่ระดับลอยสูงขึ้นจากพื้นเตียง สัมผัสของแท่งเนื้อที่อัดแน่นอยู่ภายในช่องท้องทำให้หญิงสาวได้แต่นอนเกร็งขมิบรับคลื่นความสุขที่กำลังคืบคลานเข้ามาภายในร่าง สะโพกของเธอส่ายรับกับจังหวะการเคลื่อนไหวของแฟนหนุ่มอย่างเข้าขาและไหลลื่น พร้อมกับออกปากเร่งเร้าขอให้เขากดอาวุธเข้าหาตัวลึกๆ
“ไอซ์จ๋า... เรารักไอซ์นะ” โมร้องบอกขณะออกแรงขย่มร่างแฟนสาว
“อู๊ย ซี้ดส์... เราก็รัก... รักโมเหมือนกัน ฮือ... อู๊ย โม...” ไอซ์ละล่ำละลักตอบเสียงสั่นหน้าเหยเก
“ไอซ์ใกล้รึยัง? จะเสร็จแล้วยัง?” ชายหนุ่มถามพร้อมกับเร่งจังหวะการกระแทกให้เร็วขึ้น... แรงขึ้น...
“อ๋อย ใกล้แล้วโม... เราใกล้แล้ว... อ๊ะ! อาห์... ซี้ดส์... อาห์ อู๊ยเรา... มะ... ไม่ไหวแล้ว ซี้ดส์!!” พอสิ้นเสียงครางของไอซ์ ร่างของหญิงสาวก็พลันเกร็งกระตุกเฮือกๆ ร่องรักภายในตอดขมิบใส่แท่งเนื้อแกร่งยวบๆ ติดกันแบบถี่ๆ เมื่ออารมณ์เสียวภายในตัวไต่ทะยานขึ้นสวรรค์ไปอีกเป็นครั้งที่ 2 ของวัน ก่อนที่เธอจะทิ้งตัวนอนแผ่ลงไปบนเตียงด้วยท่าทีของคนหมดเรี่ยวแรง
เมื่อส่งแฟนสาวถึงฝั่งฝันไปแล้วก็ถึงตาของโมที่จะพบกับความสุขเสียวบ้าง ชายหนุ่มจับร่างบางที่นอนอ่อนระทวยให้พลิกมาอยู่ในท่าคลานคุกเข่าโก้งโค้ง แอ่นบั้นท้ายกลมสวยให้ลอยเด่นอยู่ตรงหน้า แล้วจึงตามเข้าไปประกบกดสอดอาวุธกลับเข้าไปในร่องรูอันเปียกชื้นและกระชับแน่น และเริ่มออกแรงโขยกบั้นเด้าอัดกระทุ้งเข้าใส่บั้นท้ายงามงอนของเธอรัวๆ เรียกเสียงครางให้ดังลอดออกมาจากปากของไอซ์อีกชุดใหญ่
สภาพเนื้อตัวของไอซ์ในยามนี้ เสื้อเชิ้ตท่อนบนที่เธอสวมถูกปลดกระดุมออกจนหมด ยกทรงถูกถลกเลิกสูงขึ้นเหนือเนินอก ปล่อยให้สองเต้าขาวอวบปลิ้นทะลักและแกว่งกระเพื่อมไปตามจังหวะการกระแทกอันกระชั้นถี่จากทางด้านหลัง กระโปรงทรงเอเข้ารูปสีเทาถูกถลกคาอยู่เหนือบั้นเอว เปิดเผยให้เห็นถึงกลีบสาวและบั้นท้ายที่กำลังถูกแท่งเนื้อใหญ่ยักษ์กดมุดคว้านอยู่กลางลำตัว มันเป็นภาพที่แสนจะเร้าอารมณ์สำหรับโม เป็นหนึ่งในความใฝ่ฝันลึกๆ ของชายหนุ่มทุกคนที่เคยดูหนัง AV ญี่ปุ่น และอยากที่จะมีประสบการณ์ร่วมรักกับสาวออฟฟิศคาชุดทำงานรัดรูปของพวกเธอ
ฝ่ามือใหญ่หนาของโมสอดเข้าไปบีบขยำเล่นที่ทรวงเต้าอวบอิ่ม ก่อนจะใช้มืออีกข้างประคองใบหน้าแฟนสาวให้หันกลับมาดูดปากแลกลิ้นกันอย่างเร่าร้อน ชายหนุ่มเร่งจังหวะการโขยกบั้นเอวส่งอาวุธแท่งใหญ่ยักษ์ให้กดทิ่มเข้าออกในร่องเนื้อของแฟนสาวแบบถี่ยิบๆ มองเห็นภาพกลีบสาวเนียนสวยปลิ้นทะลักเข้าออกจนน้ำกระฉอก เนื้อตัวของคนทั้งคู่มีแต่เม็ดเหงื่อที่ผุดซึมออกมาจนเปียกชุ่มโชก เสียงเนื้อหน้าขาของเขาตีกระทบเข้ากับผิวกายนุ่มๆ ของเธอจนเกิดเป็นเสียงดัง ปั้บ!! ปั้บ!! ปั้บ!! อาการบีบรัดจากภายในโพรงเนื้อทำให้ความอดทนของโมถดถอยลงไป จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง... เมื่อรู้ตัวว่าใกล้ที่จะทนเก็บกลั้นอารมณ์ไว้ไม่อยู่ โมก็ขบกัดฟันดังกรอดๆ และเกร็งสะโพกขย่มดุ้นเนื้อทิ่มใส่ร่องรักของแฟนสาวแบบถี่ยิบๆ ได้ยินเสียงเนื้อกระทบกันดังสนั่นแข่งกับเสียงครวญครางโหยหวนจากปากของแฟนสาว
“อุ๊! ซี้ดส์... สสสสส... อู๊ย... แตกแล้ว... ซี้ดส์!!” โมร้องคำรามเสียงดัง พลางเกร็งสะโพกกดสอดดุ้นเนื้อยาวใหญ่ให้เสียบเข้าไปในร่างของแฟนสาวแบบลึกสุดโคน แล้วระเบิดอารมณ์ความเสียวทั้งหมดที่เก็บกลั้นเอาไว้ให้กระฉูดแตกออกมาเป็นหยาดน้ำเชื้อเหนียวขุ่นสีขาวที่พุ่งปรี๊ดๆ เลอะเต็มถุงยาง ความรุนแรงที่ส่งผ่านออกมาทำให้ไอซ์ถึงกับเผลอเกร็งขมิบร่างตุบๆ ด้วยความหวาดเสียว ครู่เดียวร่างของโมก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลงจากอาการเสียวเกร็ง ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนฟุบหมอบลงไปทับกับร่างชุ่มเหงื่อของแฟนสาว แล้วหอบหายใจถี่ๆ อย่างหมดสภาพ
“แฮปปี้มั้ย?” ไอซ์เอ่ยถามขึ้น หลังจากที่ทั้งคู่ควงแขนกันเข้าไปอาบน้ำชำระคราบไคลสกปรกจนสะอาดเอี่ยม และกลับขึ้นมานอนซุกกายอยู่บนเตียงนอนอีกครั้ง
“หืม?” โมทำหน้างงๆ เพราะไม่เข้าใจว่าเธอกำลังพูดถึงเรื่องอะไร
“ที่ทำกันเมื่อกี้น่ะ” หญิงสาวกล่าว แล้วขยับศีรษะขึ้นไปนอนหนุนอยู่บนท่อนแขนของแฟนหนุ่มที่กางรอคอย
“อ๋อ... อื้อ... แฮปปี้ดิ ทำไมอ่ะ?” โมตอบพลางจ้องหน้าเธอ ในดวงตาของชายหนุ่มปรากฏแววของความสงสัยขึ้นมาให้เห็นอยู่ลางๆ
“ก็เรากลัวว่าวันนึงโมจะเกิดเบื่อที่จะมีอะไรกับเรา แค่เซ็กส์ธรรมดามันอาจจะไม่พอให้โมมีความสุขเหมือนแต่ก่อน” ไอซ์พูดเปรยๆ ถึงสิ่งที่ตัวเองกังวลอยู่ในหัว พอแฟนหนุ่มได้ฟังดังนั้นเข้าก็ร้องอ๋อออกมาเบาๆ ก่อนจะใช้มือลูบหัวเธอด้วยท่าทีทะนุถนอมเอ็นดู
“ไม่หรอก เวลาเราทำกับไอซ์ก็มีความสุขทุกครั้งแหละ ก่อนหน้านี้เราก็แค่... อยากลองหาอะไรใหม่ๆ มาเพิ่มรสชาติเท่านั้นเอง แต่ถ้าอันไหนที่ไอซ์ไม่ชอบเราก็ไม่ได้บังคับหรอก ไอซ์ไม่ต้องเครียดนะ” โมกล่าวยิ้มๆ ให้เธอสบายใจ
“อื้อ” หญิงสาวพยักหน้ารับ แล้วซุกใบหน้าเบียดแนบกับแผงอกของเขา รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
“เฮ้อ... ออออ เราต้องเหงามากแน่ๆ เลย ไอซ์ไม่อยู่ตั้งหลายอาทิตย์แน่ะ” ชายหนุ่มส่งเสียงครางออกมายาวๆ เป็นการชวนเปลี่ยนเรื่อง
“แหม แป๊บเดียวเอง” แฟนสาวแย้งทันควัน
“นานน้า ตั้งสองอาทิตย์” เขาว่า
“ทีสมัยมหาฯลัยยังห่างกันได้ตั้งสามปี” ไอซ์หยิบยกช่วงเวลาที่พวกเขาเคยเลิกรากันไปก่อนหน้านี้ขึ้นมาอ้างด้วยรอยยิ้ม
“โหย ก็นั่นไอซ์บอกเลิกเราแล้วต่างหาก พอเลิกกันมันยังพอจะทำใจได้บ้าง แต่นี่ต้องห่างกันทั้งๆ ที่ยังคบกันอยู่ มันทรมานคนละแบบเลยนะรู้มั้ย?” โมบ่นตัดพ้อ
“งั้นให้เราบอกเลิกโมอีกรอบมั้ย? เผื่อจะทำใจได้” แฟนสาวแกล้งพูดแหย่
“โนว... ววววว ใจร้าย” ชายหนุ่มรีบบอกปัดเสียงหลง ขณะที่คู่สนทนาก็เอาแต่หัวเราะคิกคักชอบใจ
=======================================
และแล้วช่วงเวลาสุดท้ายของปีก็ดำเนินมาถึงอีกครั้ง...
หลังจากเดินทางไปส่งแฟนสาวและครอบครัวขึ้นเครื่องที่สนามบินเรียบร้อยแล้ว โมก็กลับมาพบว่าช่วงเวลาส่งท้ายปีของเขานั้นมันช่างสุดแสนจะเงียบเหงาและน่าเบื่อหน่ายเหลือเกิน ด้วยความที่ตัวเขาเองยังมีสถานะเป็นฟรีแลนซ์ ไม่มีงานประจำทำ จึงทำให้พอเคลียร์งานล็อตสุดท้ายของปีส่งให้ลูกค้าไปหมดแล้ว ชายหนุ่มก็เหลือเวลาว่างมากพอที่จะนั่งๆ นอนๆ ทำกิจวัตรประจำวันซ้ำซากได้แบบยาวนานติดต่อกันเป็นอาทิตย์ ไอ้ครั้นจะออกไปเที่ยวเล่นฉลองกับเพื่อนๆ ก็ไม่มีใครว่างไปด้วย เพราะคนอื่นๆ ก็ล้วนแต่ไปเที่ยวฉลองปีใหม่ที่ต่างจังหวัดกันหมดแล้ว สุดท้ายโมจึงได้แต่นั่งเล่นเกมฆ่าเวลาอยู่ที่บ้านตามลำพังแบบข้ามวันข้ามคืน หิวเมื่อไหร่ก็ค่อยเดินออกไปซื้อของกินที่ร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ แล้วกลับเข้ามาเล่นเกมต่อ เป็นเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่เกือบทุกวัน
ด้วยความที่ไอซ์และโมนั้นอยู่กันคนละสถานที่และคนละประเทศ จึงทำให้การเคาท์ดาวน์เข้าสู่ปีใหม่ของคนทั้งคู่มีช่วงเวลาที่ห่างกันอยู่มากถึง 7 ชั่วโมงเลยทีเดียว โดยขณะที่โมซึ่งอยู่ในประเทศไทยกำลังเริ่มนับถอยหลังเข้าสู่วันใหม่ ทางฝ่ายของไอซ์และครอบครัวที่กำลังท่องเที่ยวอยู่ในประเทศอังกฤษ ก็ยังพึ่งจะเริ่มกินข้าวเย็นกันในช่วง 5 โมงเย็นเท่านั้น
หลังจากนั่งเล่นเกมฉลองเคาท์ดาวน์ข้ามปีตั้งแต่หัวค่ำยันเที่ยงคืนกว่า โมก็ตัดสินใจล็อคอินเข้าไปยังโปรแกรมสไกป์ของตัวเองและกดวิดีโอคอลไปหาแฟนสาว เพื่อหวังจะคุยเล่นหยอกล้อกับเธออีกสักครั้งก่อนที่เขาจะปิดคอมพิวเตอร์เข้านอน ครู่หนึ่งใบหน้าหมวยๆ ของไอซ์ก็ปรากฏขึ้นมาบนจอพร้อมกับรอยยิ้มหวานสดใสที่ทำให้หัวใจของเขากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
“ยังไม่นอนอีกเหรอ?” ไอซ์โบกมือทักทายผ่านทางหน้าจอโทรศัพท์มือถือไอโฟนของตัวเองแล้วเอ่ยถามเสียงหวาน
“ยังไม่ง่วงอ่ะ” โมตอบพร้อมกับยิ้มแฉ่ง
“ที่นู่นกี่โมงแล้ว? เคาท์ดาวน์กันเสร็จยัง?” ไอซ์ยิงคำถามเพิ่ม
“จบไปเกือบชั่วโมงแล้วอ่ะ นี่จะตีหนึ่งแล้ว แล้วนี่อยู่ไหนเนี่ย? เสียงดังจัง” ชายหนุ่มถามเธอกลับ
“อ๋อ นี่อยู่ในแฮร์รอดส์น่ะ คนมันเยอะ” หญิงสาวบอกแล้วหมุนโทรศัพท์มือถือไปรอบๆ เพื่อให้แฟนหนุ่มได้เห็นถึงบรรยากาศของห้างสรรพสินค้าชื่อดังที่กำลังคลาคล่ำไปด้วยกองทัพนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ
“โห เยอะจริง... คนเอเชียเพียบเลยนี่ เห็นมีแต่ผมดำๆ เดินกันสลอน” โมชะโงกหน้ามองภาพบรรยากาศรอบๆ ด้วยความสนใจ
“ทัวร์จีนทั้งนั้นแหละที่เห็น มาเหมากระเป๋ากับรองเท้ากลับประเทศ เมื่อกี้เราจะลองเบียดเข้าไปดูบ้างยังสู้แรงไม่ได้เลย” ไอซ์เล่าพร้อมกับหัวเราะร่วน
“แล้วคนอื่นๆ ไปไหนหมดอ่ะ?” ชายหนุ่มถาม
“อ๋อ พ่อกับพี่วินแยกไปอยู่ชั้นบนอ่ะ เห็นว่าจะไปดูนาฬิกาข้อมือกัน นี่เราเดินอยู่โซนเสื้อผ้าผู้หญิง ส่วนแม่ไปเข้าห้องน้ำ เดี๋ยวก็มา” แฟนสาวตอบเสียงใส แล้วพาโมเดินชมบรรยากาศรอบๆ ไปพร้อมกับเธอ
“แล้วไม่ไปรอเคาท์ดาวน์ที่ไหนเหรอ?” โมเอ่ยถามต่อ
“ยังๆ ตรงนี้พึ่งจะหกโมงเอง กะว่าใกล้ๆ เวลาแล้วคงค่อยไปดูเค้ายิงพลุกันน่ะ แต่คิดว่าคงไม่ได้ไปไหนไกลหรอก แม่เค้าบ่นปวดขาแล้ว เต็มที่ก็คงขึ้นไปดูวิวจากระเบียงชั้นบนๆ ของโรงแรมนั่นแหละ เห็นเค้าว่าวิวบนนั้นมองไปเห็นทั้งบิ๊กเบนแล้วก็ลอนดอนอายเลยนะ” ไอซ์เล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ส่วนโมก็เพียงพยักหน้าเออออตามเธอ
“แล้วโมล่ะ? ได้ไปฉลองที่ไหนกับเค้ามั้ย?” หญิงสาวถามแฟนหนุ่ม
“ไม่เลย นั่งอยู่ติดบ้านมาตั้งกะทุ่มนึงจนถึงเนี่ย” เขาตอบ แล้วใช้มือหยิบขวดน้ำเปล่าขึ้นมาจิบแก้กระหาย
“นี่ๆ เราได้กระเป๋าใหม่มาด้วยแหละ น่ารักมั้ย? ลังเลอยู่ตั้งนานแน่ะว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อดี แต่สุดท้ายก็อดใจไม่ไหว” ไอซ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริง พลางชูกระเป๋าสะพายใบใหม่ขนาดกะทัดรัดมาโชว์ให้เขาดูผ่านกล้อง
“ก็สวยดี... แพงป่ะเนี่ย? กี่ตังค์?” โมถามกลับ
“อืม ก็นิดหน่อย” เธอตอบอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง
“เท่าไหร่ล่ะ?” เขาถามจี้เพื่อที่จะเค้นเอาคำตอบออกมาให้ได้
“ให้ทาย” แฟนสาวเองก็ยังไม่ยอมเฉลยง่ายๆ
“ไม่รู้หรอก บอกมาเหอะ” ชายหนุ่มตัดบทห้วนๆ แบบไม่ต้องการเสียเวลาเดา
“ประมาณหกร้อยปอนด์น่ะ” ไอซ์พูดเสียงเบาจนแทบจะเป็นการกระซิบผ่านกล้อง
“ปอนด์นึงมันเท่าไหร่นะ?” โมถามถึงอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินสองประเทศ
“ห้าสิบสองบาท...” แฟนสาวตอบ
“โห... ห้าสิบสองคูณหกร้อยก็...” โมอุทานออกมาด้วยสีหน้าอึ้งๆ แล้วพยายามคิดคำนวณตัวเลขราคาอยู่ในหัว
“สามหมื่นหนึ่ง” อีกฝ่ายตอบทันทีโดยไม่รอให้โมคำนวณเสร็จ
“โหยไอซ์... นั่นมันเยอะกว่าเงินที่เราหามาได้แต่ละเดือนอีกนะเนี่ย แค่กระเป๋าใบเล็กๆ ใบเดียวเนี่ยนะตั้งสามหมื่น?” ชายหนุ่มตัดพ้อ
“ก็แค่ใบเดียวเอง นานๆ ทีเราถึงจะตัดใจซื้อของแพงๆ แบบนี้นะ เวลาใช้มันก็ใช้ได้ตั้งหลายปี คุ้มออก” อีกฝ่ายพูดแก้ตัว แต่ตัวเลขราคากระเป๋าที่ชายหนุ่มได้รับรู้ก็ยังคงแพงเกินไปในความรู้สึกของเขาอยู่ดี
“นี่หมดไปกี่ปอนด์แล้วเนี่ย?” โมเอ่ยถามเสียงนิ่งๆ
“ไม่เยอะหรอก ส่วนใหญ่ก็พวกของกินกับค่าเดินทางพ่อเค้าเป็นคนจ่ายให้ จะมีก็แค่กระเป๋าใบนี้แหละที่เราใช้บัตรตัวเองซื้อมา โมอย่าพึ่งบ่นได้มั้ยอ่า?” ไอซ์พยายามทำเสียงออดอ้อนขอความเห็นใจจากอีกฝ่าย
“ก็ไม่ได้บ่น แค่รู้สึกว่ามันแพงไปหน่อยเฉยๆ” เขาตอบ
“น่าๆ ชิ้นเดียวเอง ถือว่าเราซื้อเป็นของขวัญให้ตัวเองสำหรับเรียนจบไง” ไอซ์อ้างข้างๆ คูๆ
“แหม เรียนจบมาตั้งกี่ปีแล้ว พึ่งจะมาอยากซื้อนะ” ชายหนุ่มเอ่ยแซว ส่วนแฟนสาวก็หัวเราะคิกคักกลับมาแบบเขินๆ
“เออใช่... แล้วเรื่องที่เรียนเป็นไงบ้าง? ไปคุยมารึยังอ่ะ?” โมเปลี่ยนมาถามถึงเรื่องแผนการเรียนต่อของเธอบ้าง น้ำเสียงของเขาพลันดูจริงจังขึ้นมาในทันที
“ยังๆ ยังไม่ได้ไปดูเลย แต่คิดว่าพรุ่งนี้คงจะได้ไปกันแหละ เห็นพ่อเค้าวางแผนดูเส้นทางไว้แล้วตอนเย็น” ไอซ์เล่าตาเป็นประกาย
“อ๋อ... อืม” ชายหนุ่มตอบเอื่อยๆ อย่างเฉื่อยชาจนแฟนสาวจับอาการผิดปกติในเนื้อเสียงของเขาได้
“ทำไมอ่ะ? ไม่สบายใจเหรอ?” หญิงสาวถามดักคออย่างรู้ทัน
“อือ... นิดนึง” เขาตอบพึมพำในลำคอจนอีกฝ่ายแทบไม่ได้ยิน
ถึงแม้จะเคยทำใจมาบ้างแล้วก่อนหน้านี้ แต่พอรู้ว่าแฟนสาวกำลังจะไปติดต่อเรื่องเรียนต่อเข้าจริงๆ ชายหนุ่มก็เลยแอบรู้สึกโหวงๆ และเป็นกังวลขึ้นมาอีกรอบ ด้วยระยะเวลาหนึ่งปีครึ่งที่ต้องแยกจากกัน มันอาจส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอ เกิดความห่างเหินหรือเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้...
“โมอ่ะ... อย่าเครียดสิ ถ้าโมเครียดเราก็เครียดตามนะ นี่แค่มาดูลาดเลาเฉยๆ เอง ยังไม่ได้จะสมัครเรียนจริงๆ ซักหน่อย เดี๋ยวอาทิตย์หน้าก็กลับไปเจอกันแล้ว” ไอซ์พยายามพูดปลอบใจแฟนหนุ่มให้อารมณ์ดีขึ้น แต่ก็เหมือนจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไรนัก
“แต่สุดท้ายไอซ์ก็ต้องไปเรียนอยู่ดีใช่มั้ยล่ะ?” โมย้อนถามเสียงนิ่ง
“อืม... ก็คงอย่างนั้นมั้ง” แฟนสาวตอบเสียงอ่อย รอยยิ้มที่เคยปรากฏบนใบหน้าเธอตอนนี้ได้จางหายลงไปจนหมดสิ้นแล้ว
“เมื่อไหร่อ่ะ? กลางปี? หรือปลายปี?” เขาถามต่อถึงกำหนดการของเธอ
“ถ้าตามโปรแกรมที่อ่านมา ก็คงเริ่มคอร์สปรับพื้นฐาน... แถวๆ เดือนหกน่ะ” ไอซ์หยุดคิดนิดหนึ่งแล้วจึงตอบกลับมา
“อือๆ” ชายหนุ่มพยักหน้าตอบ สีหน้าบอกให้รู้ว่าไม่ค่อยมีความสุขกับสิ่งที่ได้ยินเท่าไรนัก ข้างฝ่ายแฟนสาวที่เห็นอาการของเขาดังนั้นก็เลยยิ่งแสดงอาการหนักใจออกมามากกว่าเดิม
“ไม่เอา ไม่งอนนะ ดีกันเหอะ อุตส่าห์ได้คุยกันทั้งที” คู่สนทนาพยายามพูดง้ออย่างอ่อนใจ
“เปล่าไม่ได้งอน แค่คิดไรเรื่อยเปื่อยเฉยๆ” โมอ้างน้ำขุ่นๆ แล้วทั้งคู่ก็เงียบใส่กันไปชั่วขณะเพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้จะคุยอะไรต่อ
“งั้นแค่นี้ก่อนนะไอซ์ เราเริ่มง่วงแล้วล่ะ ไว้พรุ่งนี้คุยกัน” โมตัดสินใจเป็นฝ่ายพูดตัดบทขึ้นมาในที่สุด
“อ้าว อือๆ ฝันดีจ้ะโม แฮปปี้นิวเยียร์นะ ไว้พรุ่งนี้เดี๋ยวคอลไปหา” ไอซ์ได้แต่กล่าวลาแฟนหนุ่มแบบงงๆ
“อื้อ แฮปปี้นิวเยียร์ บ๊ายบาย” ชายหนุ่มกล่าวส่งท้าย ก่อนจะกดปิดโปรแกรมไปด้วยอารมณ์ที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ
อารมณ์ขุ่นมัวที่ยังติดค้างอยู่ภายในหัว ทำให้โมไม่สามารถข่มตานอนหลับได้อย่างที่ตั้งใจ หลังจากนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงได้พักใหญ่ๆ เขาก็ตัดสินใจลุกกลับมาเปิดคอมพิวเตอร์เล่นอินเตอร์เน็ตแก้เซ็งอีกรอบ ตัวเลขนาฬิกาตรงแถบคำสั่งด้านล่างของหน้าจอบอกให้เขารู้ว่าตอนนี้ใกล้จะถึงตี 2 แล้ว และเมื่อชายหนุ่มลองกดเปิดหน้าจอเฟสบุ๊คของตัวเองขึ้นมาได้ไม่เท่าไร พลันก็มีข้อความจากใครบางคนส่งมาหาเขาผ่านทางช่องแชททันที
“ไอ้สัส ไม่นอนอีก” เจ้าของประโยคทักทายที่ว่าก็คือหนุ่มป๊อบเพื่อนซี้ของเขานั่นเอง
“เออ มึงอยู่ไหนเนี่ย” โมพิมพ์ถามเพื่อนอย่างคล่องแคล่ว
“พึ่งถึงบ้านเนี่ย ไปเค้าดาวฟั๊งกี้มา สัส คนแม่งเยอะเหี้ยๆ” ป๊อบเริ่มต้นสาธยาย
“เมาเละเลยดิ” ชายหนุ่มพิมพ์ถามทั้งที่พอจะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว
“หยั่งหมา” เพื่อนซี้พิมพ์ตอบแบบติดตลกตามสไตล์
“แล้วไมรีบกลับบ้าน นึกว่ามึงจะไปนอนขลุกกับสาวที่โรงแรมซะอีก” โมพิมพ์แหย่เพื่อน
“ขลุกเหี้ยไร แห้วแดกแม่งทั้งคืนเนี่ย สัส” คำตอบของเพื่อนช่วยเรียกรอยยิ้มให้กลับคืนมาที่มุมปากของโมได้ในที่สุด
“โถ งี้น้องป๊อบก็ต้องนอนกอดหำข้ามปีคนเดียวน่ะสิคับ” เขาพิมพ์ไปยิ้มไป
“ไอ้ห่า มึงก็เหมือนกูแหละวะ เมียบินหนีไปฉลองอยู่อังกฤษนู่น” ข้อความหยอกล้อจากป๊อบ กลับกลายเป็นการไปกระตุ้นให้โมหวนคิดถึงเรื่องแผนการเรียนต่อของไอซ์ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“เมาเหมือนหมาแล้วยังเสือกปากหมาอีก มึงนี่” โมพิมพ์ด่าเพื่อนแบบเคืองๆ
“5555+” อีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างสะใจ โดยไม่ตระหนักเลยว่าตนเองพึ่งจะเผลอไปสะกิดแผลใจของเพื่อนซี้เข้า
“เบื่อว่ะ นั่งๆนอนๆอยู่บ้านมาหลายวันละ ไม่รู้จะทำห่าไรดี เมื่อวานกูก็นั่งเล่นเกมยันเช้า ตื่นเอาเที่ยงๆ เวลาชีวิตแม่งผิดเพี้ยนหมดละ” โมบ่นถึงชีวิตประจำวันอันแสนจะซ้ำซากของตัวเองในช่วงสิ้นปี
“สมน้ำหน้า กูชวนมาแล้วไม่มา” ป๊อบตอกกลับ
“ก็มึงแม่งเอะอะจะชวนไปผับ ห่า จำข่าวซานติก้าไม่ได้เหรอไง นั่นก็เคาท์ดาวน์เหมือนกันนะเว้ย” ชายหนุ่มพิมพ์สวนไป
“เชี่ย ข่าวแม่งผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว มึงจะให้มันไฟไหม้ทุกปีเลยเหรอไง” ป๊อบแย้งกลับ
“ใครจะไปรู้วะ คนแม่งเมาๆมารวมหัวกัน อะไรก็เกิดขึ้นได้ ปีใหม่ทั้งทีแทนที่จะเริ่มชีวิตใหม่ให้ดีๆ เสือกไปเมาแอ๋อ้วกแตกอ้วกแตนกันเหมือนเดิม” ชายหนุ่มพิมพ์ส่งกลับไปแบบยาวเหยียด
“เออน่า ช่างแม่งเหอะ กูก็กลับมาถึงบ้านครบ32แล้วนี่ไง มึงดูนี่ดีกว่า กูมีของดีจะอวด” คู่สนทนาที่เริ่มอึดอัดจากการถูกเทศนาจึงชวนเปลี่ยนเรื่องคุยดื้อๆ
“ของดีอะไรมึงอีก ไหนส่งมาดูเด๊ะ” โมพิมพ์ถามแบบไวๆ เขาเองก็พอจะคาดเดาได้ลางๆ ว่าไอ้เจ้า ‘ของดี’ ที่เพื่อนว่ามันคืออะไร
“นี่เลยสัส หลุดเซลฟี่เน็ตไอดอล กูพึ่งได้มาสดๆเมื่อตอนบ่าย” ป๊อบตอบกลับมา พร้อมกับส่งลิงค์โหลดไฟล์มาให้เขาทางช่องแชท ด้วยความอยากรู้อยากเห็นโมจึงรีบกดโหลดมันมาดูในเครื่องตัวเองทันที ด้วยขนาดของไฟล์ที่ค่อนข้างใหญ่จึงทำให้ต้องใช้เวลาในการดาวน์โหลดอยู่นานพอสมควร
“เน็ตไอดอลที่ไหนวะ” โมพิมพ์ถามเพื่อนระหว่างที่กำลังนั่งรอให้คอมพิวเตอร์ดาวน์โหลดเสร็จ
“ก็หลายคนว่ะ ส่วนใหญ่ก็ไม่รู้จักหรอก แต่บางคนแม่งเป็นนักร้องด้วยนะ ดาราก็มี” ข้อความที่ป๊อบพิมพ์บอก กระตุ้นเรียกความสนใจของโมจนชายหนุ่มถึงกับเผลอกลืนน้ำลายทั้งที่ยังไม่ทันได้เห็นภาพที่ว่า
“นักร้องไหน” โมรีบถาม
“G20อ่ะ วงผู้หญิงที่มีนิวเคลียร์อยู่ด้วย” เพื่อนตอบกลับมา
“เหยด มีหลุดนิวเคลียร์ด้วยเหรอ” ชายหนุ่มออกอาการตื่นเต้น ในหัวก็พลันนึกถึงภาพใบหน้าหมวยๆ ของนักแสดงสาวสุดเซ็กซี่คนนั้นขึ้นมาในทันที เพราะเธอและพี่สาวแท้ๆ อย่างอุ้ม-ลักขณา ต่างก็ถือว่าเป็นดาราเซ็กส์ซิมโบลที่หนุ่มๆ ในบ้านเราให้ความชื่นชอบอยู่พอสมควร คนพี่นั้นโดดเด่นในเรื่องของทรวดทรงอกภูเขาไฟ ในขณะที่คนน้องมาในลุคแบบขาวสวยหมวยเซ็กส์ตามสมัยนิยม
“ไม่ๆ แต่มีของคนอื่นอีกสองคนในวง” คำตอบของป๊อบทำให้โมพุ่งชนความผิดหวังเข้าอย่างจัง
“แล้วดาราคือใคร” โมรีบถามอีก อาการอยากรู้อยากเห็นกำลังดีดพลุ่งพล่านอยู่ภายในหัว
“พริมโรส นางเอกซีรีส์อ่ะ ไม่ค่อยดังหรอก กูก็ไม่รู้จักแต่เจ้าของไฟล์แม่งแปะลิงค์ไว้” ป๊อบตอบ
“มันมีกี่คนเนี่ย” ชายหนุ่มเอ่ยถามถึงจำนวนของเหยื่อภาพหลุดทั้งหมด
“คร่าวๆตอนนี้น่าจะหลุดมา6 แต่มันยังไม่หมดนะ เจ้าของไฟล์แม่งปล่อยมาแค่นี้ กูว่ายังมีอีกบานอ่ะ ที่ดูทรง แค่นี้กูก็โดนไปหลายตังค์แล้วเนี่ย แม่งเขี้ยวชิบหาย” เพื่อนซี้บ่นกับเขา
พอดาวน์โหลดไฟล์ลงเครื่องเสร็จโมก็ไม่รอช้า รีบกดแตกซิปไฟล์ออกมาดูด้วยความตื่นเต้น ข้างในนั้นแยกเป็นโฟลเดอร์ย่อยๆ ที่ระบุชื่อของหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของภาพและคลิปวิดีโอเหล่านั้นไว้อย่างชัดเจน และในแต่ละโฟลเดอร์ก็ล้วนแต่มีภาพของบรรดาสาวสวยระดับเน็ตไอดอลหรือศิลปิน ที่กำลังยืนโพสต์ท่าถ่ายรูปเซลฟี่ตัวเองอยู่หน้ากระจก ไล่ตั้งแต่ตอนที่ยังมีเสื้อผ้าปิดบังกาย ก่อนจะหดเหลือเพียงแค่ชุดชั้นใน แล้วกลายเป็นการยืนเปลือยอล่างฉ่างด้วยใบหน้าเคอะเขิน มิหนำซ้ำบางคนยังอุตริถึงขั้นกล้าแหวกขาตกเบ็ดช่วยตัวเองถ่ายเก็บบันทึกไว้เป็นคลิปวิดีโออีกต่างหาก ภาพและเสียงที่เห็นนั้นมันช่างหวือหวายิ่งกว่าที่โมจินตนาการเอาไว้ก่อนที่จะได้เปิดดูจริงๆ เสียอีก
“เฮ้ย แม่งมีน้องลูกตาลที่กูรู้จักในนั้นด้วยว่ะ” โมรีบพิมพ์บอกเพื่อนหลังจากพิจารณาดูภาพทั้งหมดครบแล้ว ก่อนที่เขาจะพบว่ามีหญิงสาวบางคนในภาพที่เขาค่อนข้างคุ้นหน้าคุ้นตาเธอดี
“เออ คนที่หมวยๆขาวๆน่ารักๆใช่มะ คนนั้นก็เด็ด มีนั่งแหวกจิ๋มเห็นยันรูตูดด้วย หมอยดกชิบหาย” ป๊อบพิมพ์กลับมาอย่างออกรส
“เค้าเป็นลีดจุฬาเลยนะมึง กูเคยตามดูอัลบั้มภาพเค้าในเว็บ soccersuck บ่อยๆ โคตรน่ารักเลย ไม่คิดว่าจะมีถ่ายอะไรแบบนี้ด้วย” ชายหนุ่มเล่าความผูกพันระหว่างตนเองกับหญิงสาวในรูปให้เพื่อนฟังอย่างตื่นเต้น ภาพลักษณ์ที่แสนจะเรียบร้อยและสดใสของเธอพลันถูกแทนที่ด้วยภาพที่หญิงสาวนั่งแหกขาอล่างฉ่างโชว์ของสงวนจนเห็นทะลุเข้าไปถึงร่องเนื้อภายในสีแดงสด
“แปลกตรงไหนวะ ขนาดนักร้องแม่งยังมีหลุดมาเลย” ป๊อบตอบเรียบๆ เหมือนไม่ตื่นเต้นอะไรกับเขาด้วย
“แม่งหลุดมาจากไหนวะ แคสงานเหรอ” โมถามด้วยความคับข้องใจถึงที่มาของภาพ
“ไม่รู้ว่ะ คนโพสต์ขายก็ไม่ได้บอกข้อมูลห่าไรเลย มีแต่รูปกับคลิปเฉยๆ แต่ที่เห็นเหมือนๆกันคือแม่งยืนโพสต์ถ่ายกับกระจกเหมือนกันเด๊ะๆ” ป๊อบตอบกลับมาอย่างอับจน
“เหมือนแบบอยากได้งานเลยต้องยอมถ่ายงี้ป่ะ” โมเสนอไอเดียกลับไปบ้าง
“คงงั้นมั้ง” อีกฝ่ายเออออตาม
“มึงได้มาจากไหน เว็บเดิมเหรอ” โมพิมพ์ถามถึงที่มาที่ไป
“เออ ที่มึงเห็นเนี่ย กูจ่ายไปตั้ง15000เลยนะ” ป๊อบอวดอ้างมูลค่าของที่ตนเองพึ่งได้มาครอบครอง
“เหี้ย แพงสัด มึงก็กล้าเนอะ โอนเงินไปให้คนแปลกหน้าตั้งเป็นหมื่น” ชายหนุ่มตกใจเมื่อรู้ถึงราคาที่เพื่อนอ้าง
“เออ ก็แอบกลัวเหมือนกันแหละ เจ้านี้ยังไม่เคยดีลของด้วย รูปที่มาลงในบอร์ดแม่งก็มีแต่รูปตัวอย่างที่เบลอหน้าจนดูไม่ออกว่าเป็นใคร แต่งานแรร์พวกนี้ต้องยอมว่ะ ช้าเดี๋ยวแม่งหลุดไปที่อื่นก่อน ราคามันจะตกเอา เดี๋ยวกูเอาไปแบ่งขายแยกลูกค้าทีละรายก็กำไรแล้ว” คู่สนทนาพิมพ์บอกแผนการเก็งกำไรให้เขาฟังล่วงหน้า
“มึงจ่ายไปตั้งเป็นหมื่น เนี่ย กูอยู่เฉยๆก็ได้ดูฟรีละ ไม่เห็นต้องเสียเงินซักบาท” โมแกล้งแหย่เพื่อน
“สัส มึงได้ดูก็เพราะกูแบ่งให้ต่างหากโว้ย ปากดีแบบนี้เดี๋ยวถ้ามีมาเพิ่มกูไม่แบ่งให้ดูหรอก” ป๊อบตอบอย่างหมั่นไส้
“โธ่เสี่ยป๊อบคร้าบบบบ สงสารชาวบ้านตาดำๆแบบผมเถอะคร้าบ” ชายหนุ่มรีบพิมพ์ออดอ้อน
“ถุ้ยยยยยย!!!” อีกฝ่ายสบถใส่
“เฮ้ย ไม่ไหวแล้วว่ะ ตากูจะปิดละ ไว้คุยกันวันหลังแล้วกัน ขอไปนอนก่อน” ป๊อบพิมพ์ตัดบทหลังจากที่พวกเขานั่งแลกเปลี่ยนทรรศนะถึงที่มาที่ไปของภาพหลุดเหล่านั้นอีกพักใหญ่ๆ
“เออๆ ไปนอนเหอะ ไว้ถ้ามีหลุดมาเพิ่มก็อย่าลืมแบ่งปันกูบ้างนะ” โมไม่ลืมที่จะเอ่ยทิ้งทวน
“ได้ แต่งวดหน้ากูคิดตังค์มึงนะ ถือว่าวันนี้เป็นแซมเปิ้ล” เพื่อนตอบติดตลก
“ควย ไอ้งก ไปนอนไป” โมพิมพ์ไล่หลังเพื่อนด้วยรอยยิ้ม
และเมื่อเหลือเขาอยู่เพียงลำพังแล้ว โมจึงตัดสินใจคลิกไล่ดูรูปภาพและคลิปหลุดของบรรดาสาวๆ เน็ตไอดอลซ้ำอีกครั้งอย่างถี่ถ้วน ความตื่นเต้นจากสิ่งที่ได้เห็นทำให้ชายหนุ่มอดใจไม่ไหว จนต้องสำเร็จความใคร่ให้ตัวเองไปหนึ่งรอบ ก่อนที่เขาจะปิดคอมพิวเตอร์และเข้านอนไปด้วยความเหนื่อยอ่อน โดยลืมเลือนเรื่องความผิดหวังที่แฟนสาวจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศจนหมดสิ้น
=======================================
หลังจากที่ได้พูดคุยกันไปในช่วงคืนข้ามปี บรรยากาศระหว่างโมและไอซ์ก็ดูเหมือนจะยังตึงๆ ไม่ได้กลับมาราบรื่นเหมือนดังปกติเท่าไรนัก แม้ว่าทั้งสองจะยังคอยวิดีโอคอลหากันอยู่ตลอด แต่หญิงสาวก็แอบสัมผัสได้ว่าในใจของแฟนหนุ่มลึกๆ นั้นยังคงเก็บซ่อนความรู้สึกผิดหวังเอาไว้กับตัวอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอยืนกรานกับเขาว่าจะตัดสินใจบินไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษในปีหน้าอย่างแน่นอนหลังจากได้ติดต่อสอบถามเรื่องรายละเอียดจากทางมหาวิทยาลัยแล้ว และนั่นทำให้ไอซ์ต้องพยายามสรรหาสารพัดวิธีมางอนง้อเอาใจเพื่อให้แฟนหนุ่มหายโกรธเธอโดยเร็ว
กระทั่งคืนหนึ่ง... ไอซ์ก็ส่งวิดีโอคอลมาหาโมเหมือนที่ทั้งคู่เคยทำตามปกติ สภาพแวดล้อมรอบตัวเธอที่เขาเห็นบอกให้รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังนั่งเอนหลังเล่นคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คอยู่บนเตียงนอนของโรงแรมห้าดาวที่เธอพักอยู่เพียงลำพัง โดยไม่มีวี่แววของสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ
ด้วยความที่ครอบครัวของไอซ์ค่อนข้างมีฐานะร่ำรวย จึงทำให้พวกเขาเลือกจองห้องพักของโรงแรมแบ่งออกเป็นสามห้องติดๆ กัน โดยห้องแรกให้พ่อกับแม่ของเธอพักอยู่คู่กัน ส่วนอีกสองห้องที่เหลือก็ตกเป็นของไอซ์และวินพี่ชายของเธอแยกพักกันคนละห้อง เพื่อความสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัวของสมาชิกแต่ละคน จนเปิดโอกาสให้ทั้งโมและไอซ์สามารถวิดีโอคอลแสดงความคิดถึงหากันได้บ่อยๆ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะไปรบกวนสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวของเธอแต่อย่างใด
“โม ทำไรอยู่?” เสียงใสๆ ของไอซ์เอ่ยทักขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวานที่เขาคุ้นตา
“อ๋อ ก็นั่งดูหนังเรื่อยเปื่อยอ่ะ แล้วนี่ไม่ออกไปไหนเหรอวันนี้? ทำไมอยู่ห้องล่ะ?” โมตอบแล้วถามเธอกลับ
“พอดีพ่อกับแม่เค้าแวะไปเยี่ยมเพื่อนแถวๆ โซโหน่ะ ส่วนพี่วินก็ชิ่งออกไปถ่ายรูปเล่นในเมืองตั้งแต่เช้าแล้ว เราเลยขอแยกตัวกลับมาพักที่ห้องก่อน ไว้รอออกไปกินข้าวเย็นข้างนอกพร้อมกันทีเดียว” แฟนสาวอธิบาย
“ที่นี่สามทุ่ม... งั้นที่นั่นก็พึ่งจะบ่ายอยู่เลยอ่ะดิ” โมเอ่ยพลางเหลือบมองตัวเลขนาฬิกาตรงมุมขวาล่างของจอ
“ช่าย พึ่งบ่ายสองเอง แต่ฟ้าก็เริ่มมืดแล้วนะ เหมือนว่าฝนมันจะตก ตอนเดินกลับโรงแรมตะกี้ลมแรงมากเลย นึกว่าจะต้องเปียกซะแล้ว” ไอซ์บรรยายสภาพแวดล้อมที่เธอพบเจอให้เขาฟัง
“ตกบ่อยจัง เมื่อวานก็ตกทั้งวันเลยไม่ใช่เหรอ?” เขาเอ่ย
“นั่นสิ สมแล้วที่เค้าว่าอังกฤษขึ้นชื่อเรื่องฝน แต่จะว่าไปก็คล้ายๆ ไต้หวันที่เราไปเลยเนอะ ที่นั่นก็ฝนตกตลอดเหมือนกัน” แฟนสาวกล่าวย้อนความหลัง ขณะที่แฟนหนุ่มก็เพียงครางตอบสั้นๆ
“นี่ๆ เรามีของฝากให้โมด้วยนะ พึ่งไปซื้อมาเมื่อเช้า ดูสิ สวยมั้ย?” ไอซ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น พลางใช้มือล้วงหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากถุงช็อปปิ้งใบโต สิ่งที่โมเห็นจากภาพในจอก็คือเสื้อฟุตบอลสีแดงสดของทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ทีมโปรดที่เขาคอยติดตามเชียร์มานานนั่นเอง
“อ้าว! นี่ไอซ์แวะไปที่แมนเชสเตอร์มาเหรอ?” โมทำเสียงแปลกใจ สีหน้าฉายแววตื่นเต้นขึ้นมาเฉียบพลัน
“เปล่าๆ เราไปเจอมาจากช็อปกีฬาในลอนดอนนี่แหละ เห็นมันวางขายอยู่ก็เลยนึกถึงโมขึ้นมา” แฟนสาวร่ายเรียงที่มาที่ไปของเสื้อฟุตบอลในมือให้เขาฟัง
“เอ้า แล้วตกลงนี่มันของแท้ใช่มั้ยเนี่ย?” โมเอ่ยขำๆ
“ไม่รู้สิ เราก็ดูไม่เป็นหรอก แต่น่าจะของแท้แหละมั้ง ซื้อมาตั้งเจ็ดสิบปอนด์เลยนะรวมสกรีนชื่อด้วย นี่ไง” ไอซ์ตอบ พลางพลิกโชว์ชื่อ ‘TANGMO’ กับตัวเลขเบอร์ 11 ที่ถูกสกรีนติดอยู่ด้านหลังของตัวเสื้อ
“เราจำได้ว่าโมชอบคนที่ใส่เบอร์นี้ใช่เปล่า?” หญิงสาวถามพร้อมกับยิ้มหวาน
“อ๋อ ใช่ๆ เบอร์ของไรอั้น กิ๊กส์น่ะ” ชายหนุ่มพยักหน้ารับ
“สวยดีเนอะ ผ้าลื่นดี น่าจะใส่สบายเลย” ไอซ์กล่าวชื่นชมพลางพินิจเนื้อผ้าในมือ แม้ว่าหญิงสาวจะไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องเสื้อฟุตบอลสักเท่าไร แต่ในแง่ของตัวเนื้อผ้านั้นเธอก็พอจะแยกแยะได้ไม่ยากว่าแบบไหนที่เรียกว่าคุณภาพดี
“อื้อ สวยดี แต่ว่าแพงเหมือนกันนะ เจ็ดสิบปอนด์นี่เกือบสี่พันเลยมั้งเนี่ย เล่นเอาเรากระเป๋าตังค์เบาไปเลย” โมตอบแบบติดตลก
“เอ้ย! โมไม่ต้องออกหรอก นี่เราตั้งใจซื้อเป็นของขวัญไปฝากโมเอง” แฟนสาวรีบแย้ง
“อ้าว? เหรอ… ทำไมอ่ะ? ของขวัญเนื่องในโอกาสไรเนี่ย?” ชายหนุ่มทำหน้าฉงนเมื่อได้ฟัง
“ก็... ไม่ได้เนื่องในโอกาสอะไรพิเศษหรอก... แค่รู้สึกว่าเราไม่ได้ซื้ออะไรให้โมนานแล้วน่ะ” ไอซ์ตอบตะกุกตะกัก ฝ่ายโมพอได้ยินแบบนั้นก็เผยอมยิ้มออกมาที่มุมปากอย่างรู้ทัน
“ฮั่นแน่... ที่แท้ก็กะจะใช้ของขวัญปิดปากเรื่องที่จะไปเรียนต่อนี่เอง” ชายหนุ่มเอ่ยพลางทำท่าชี้นิ้วใส่กล้องเหมือนจับผิดแฟนสาวได้
“ปะ... เปล่าน้า ไม่ใช่แบบนั้นซักหน่อย ก็แค่เห็นว่าช่วงนี้โมดูเครียดๆ เราก็เลย... อยากให้โมยิ้มออกบ้างก็เท่านั้นเอง” คู่สนทนารีบพูดแก้ตัวเป็นพัลวัน
“ไม่ต้องเลย เรารู้ทันหรอกน่า ถ้าคิดว่าเสื้อตัวเดียวจะเปลี่ยนใจเราได้ก็คิดผิดแล้วตัวเอง” โมแกล้งพูดแหย่เธอ
“ฮือ... ใจร้าย” ไอซ์ทำหน้าจ๋อยเหมือนคนจะร้องไห้
“ไอซ์ต่างหากที่ใจร้าย จะปล่อยให้เราเหงาอยู่คนเดียวตั้งเป็นปีจริงๆ เหรอ?” เขาย้อน
“โธ่... โมอ่ะ มันไม่ใช่แค่โมคนเดียวหรอกนะที่เหงา เราเองก็เหงาเหมือนกัน ไม่ใช่แค่ห่างโมแต่ยังต้องห่างคนที่บ้าน กับเพื่อนคนอื่นๆ ด้วย” แฟนสาวเอ่ยปากอย่างหนักใจ
“ถ้างั้นไอซ์ก็ไม่ต้องไปสิ งานก็มั่นคงดีแล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องเสียเวลาเรียนอะไรเพิ่มเลย” ชายหนุ่มได้ทีรีบตะล่อมกล่อมเธอ
“โม... โมก็รู้ใช่มั้ย ว่าตั้งแต่เด็กจนโต ชีวิตเราก็มีแต่เรื่องเรียนๆๆ มาตลอด ตอนแรกเราก็คิดนะว่าที่ตั้งใจทุ่มเทให้กับการเรียนเพื่อจะทำให้พ่อกับแม่เค้าสบายใจ แต่เอาเข้าจริงๆ มันก็ไม่ใช่แค่นั้นหรอก เราพึ่งมาตระหนักเอาตอนหลังๆ นี่แหละ ว่าจริงๆ แล้วความสุขอย่างนึงสำหรับตัวเราก็คือการได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ต่างหาก” คู่สนทนาอธิบาย
“แต่ก็ไม่เห็นต้องไปเรียนถึงที่นู่นเลย เรียนที่นี่ก็ได้นี่นา มีที่เรียนตั้งเยอะแยะ” ฝ่ายโมยังคงงอแงไม่เลิก
“ก็พ่อเราเค้าอยากให้มาเรียนที่นี่ จะได้ทั้งเรื่องภาษาแล้วก็วิชาการไปในตัวไง” ไอซ์ตอบ ก่อนจะถอนหายใจออกมาแรงๆ
“จะให้เราทำยังไง โมถึงจะอารมณ์ดีขึ้นเนี่ย?” หญิงสาวเอ่ยถามอย่างอ่อนใจเหมือนอับจนหนทางที่จะไปต่อ ข้างฝ่ายแฟนหนุ่มพอได้ยินแบบนี้ก็เลยตระหนักได้ทันทีว่าตนเองกำลังเป็นฝ่ายได้เปรียบ และพยายามคิดหาเงื่อนไขต่างๆ ที่จะเอามาใช้ต่อรองกับเธอ แต่ทว่าจู่ๆ ในหัวของเขาก็กลับนึกไปถึงเรื่องรูปภาพและคลิปวิดีโอของบรรดาเน็ตไอดอลสาวที่ได้ดูเมื่อหลายวันก่อนขึ้นมาแทน
“แล้วไอซ์จะยอมทำทุกอย่างจริงๆ รึเปล่าล่ะ?” โมเกริ่นถามลองใจเธอ
“ก็ถ้ามันจะทำให้โมสบายใจขึ้นมาบ้าง” ไอซ์ตอบกลับมาทันควัน
“ถ้างั้น... เอ่อ... ไอซ์ช่วยตัวเองให้เราดูตอนนี้ได้มั้ย?” ชายหนุ่มกลั้นใจพูดสิ่งที่ตนเองต้องการออกไป
“หา!? จะบ้าเหรอ? อะไรของโมเนี่ย?” อีกฝ่ายอุทานลั่นอย่างตกใจเมื่อได้ยิน
“อ้าว ก็ไหนไอซ์บอกว่าจะยอมทำทุกอย่างไง?” โมย้อนถาม
“ก็ไม่ได้คิดว่าโมจะวกมาเข้าเรื่องนี้” เธอบ่นอุบ
“น่านะ นี่เราต้องทนเหงาอยู่ที่นี่คนเดียวมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ จะกอดจะหอมก็ทำไม่ได้ ไอซ์ไม่สงสารเราบ้างเหรอ?” เขาตีหน้าเศร้าอ้อนขอความเห็นใจจากเธอ
“ก็รู้... แต่จู่ๆ จะให้เรามาทำอะไรแบบนั้นได้ไง มันน่าอายจะตาย” ไอซ์เถียงกลับด้วยสีหน้าขัดเขิน
“โธ่ ไม่เห็นจะต้องอายอะไรเลย คนอื่นเค้าก็อยู่ข้างนอกกันหมดไม่ใช่เหรอ? ไม่มีใครรู้หรอก” โมพยายามตะล่อมเกลี้ยกล่อมเธอด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“ก็เราไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน...” หญิงสาวสื่อถึงเรื่องที่เธอจะต้องโชว์ลีลาฉากเสียวผ่านกล้องให้คนอื่นดู
“ไม่ยากหรอก ไอซ์ก็แค่ทำเหมือนที่ตัวเองทำปกตินั่นแหละ ไม่ต้องคิดว่าเรามองอยู่ก็ได้” ชายหนุ่มปลอบ
“โธ่เอ๊ย...” แฟนสาวได้แต่ส่งเสียงครางเบาๆ อย่างอ่อนใจ แต่ก็ไม่ได้ออกปากปฏิเสธอะไรอีก
“นะๆ ถ้าไอซ์ยอม เราสัญญาว่าหลังจากนี้เราจะไม่บ่นเรื่องเรียนต่อแล้ว” เขายื่นข้อเสนอพร้อมกับส่งยิ้มหวานไปให้เธอ ฝ่ายไอซ์ที่ได้ยินแบบนั้นก็นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะยอมกลั้นใจตอบตกลงเพื่อหวังจะช่วยให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง
“เฮ้อ... เอาก็เอา” ไอซ์หลับตาพยักหน้ารับเบาๆ ด้วยใบหน้าที่เปลี่ยนเป็นสีแดงจัด
“เย้! ดีใจจัง” โมรีบส่งเสียงร้องออกมาด้วยความดีใจ ไอ้หนูของเขาพลันออกอาการแข็งตัวขึ้นมานิดๆ เมื่อได้ยินผลลัพธ์ที่ต้องการ
“แล้วเรา... เอ่อ... ต้องทำยังไงอ่ะ?” แฟนสาวกล่าวถามอย่างไม่มั่นใจนัก
“อ๋อ... ไอซ์ก็ลองวางคอมฯให้มันห่างๆ ตัวหน่อย เอาแถวๆ ปลายเตียงก็ได้ เราจะได้เห็นภาพกว้างๆ ชัดๆ” ชายหนุ่มออกปากสั่งการ
“เรื่องแบบนี้ล่ะรู้ดีจริงนะ” แฟนสาวบ่นอุบอิบแต่ก็ยอมทำตาม
“แล้วยังไงต่อ?” เธอถาม
“คราวนี้ก็... ถอดเสื้อออกก่อน” เขาสั่ง หญิงสาวได้ยินแล้วก็พ่นลมหายใจออกมาแรงๆ ก่อนจะขยับรูดเสื้อสเวตเตอร์ผ้าหนาสีน้ำเงินเข้มที่เธอสวมออกทางหัว จนเหลือเพียงเสื้อซับในสีครีมมันเงาที่อยู่ด้านใน
“บ๊ะ! ใส่ซะหลายชั้นเชียว” ชายหนุ่มแกล้งพูดแซว
“ก็มันหนาวนี่” คู่สนทนาบ่นอุบ ก่อนจะรูดเสื้อตัวในออกตามไปด้วย เปิดเผยให้เห็นถึงผิวกายที่ขาวละมุนและเนียนนุ่มภายใต้ยกทรงลูกไม้สีดำสลับลวดลายสีแดง มันเป็นตัวเดียวกันกับที่เขาเคยพาเธอไปเลือกซื้อจากร้านหรูในห้าง
“อ้าว นี่มันตัวที่เราซื้อให้นี่นา” โมเอ่ยออกมาทันทีที่ได้เห็นชุดชั้นในที่เธอสวม
“อือ” ไอซ์ตอบเสียงเบา
“แล้วเกงในใส่เข้าชุดด้วยป่ะ?” เขากระตือรือร้นถาม
“อือ” อีกฝ่ายยังคงตอบกลับมาสั้นๆ เช่นเดิม
“หูย อย่างกับเตรียมมาเลยนะเนี่ย” ชายหนุ่มออกปากแซว
“เปล่าซักหน่อย ก็แค่บังเอิญเฉยๆ ใครจะไปรู้ว่าจู่ๆ โมจะขอให้ทำอะไรแบบนี้” เธอแหวใส่เขาแล้วรีบก้มหน้างุดๆ ไม่มองตา
“อ่ะๆ ถอดกางเกงเลย ขอดูข้างล่างหน่อย” โมออกปากสั่งอีก สายตาของเขาคอยจับจ้องมองภาพแฟนสาวที่กำลังขยับตัวยกก้นขึ้นแล้วใช้มือแกะรูดกางเกงยีนส์ขายาวออกจากสะโพก พลันที่กางเกงหลุดพ้นปลายเท้า เจ้ากางเกงชั้นในลายลูกไม้สีดำแบบเข้าชุดกับยกทรงท่อนบนก็ปรากฏเด่นหลาแก่สายตาของโมในทันที ก่อนที่เจ้าตัวคนใส่จะรีบเอื้อมมือไปปิดบังที่ของสงวนของตนเองทั้งท่อนบนและท่อนล่าง
“โห่ อย่าพึ่งปิดซี่ ขอดูชัดๆ หน่อย” โมทำเสียงเสียดาย
“ก็มันเขิน... นนนน” แฟนสาวร้องบอกแล้วเอียงตัวหลบจากกล้อง
“เร็วๆ เปิดเลย ไหนบอกจะทำให้เราดูไง แค่นี้ก็ปิดซะละ” โมกระตุ้นเร่งเร้าจนเธอต้องยอมลดท่อนแขนลง พร้อมกับเปิดเผยเรือนร่างในชุดชั้นในสุดเซ็กซี่ให้เขาเห็นแบบแจ่มแจ้งเต็มสองตา สองเต้าคู่งามขนาดเหมาะมือถูกห่อหุ้มไว้ด้วยยกทรงลูกไม้ที่ดันเนินอกของเธอให้เด่นสูงสะกดสายตา หน้าท้องเปล่าเปลือยเปิดเผยร่องสะดือบุ๋มดูนุ่มนิ่มน่าหยิก ขณะที่กางเกงในตัวจิ๋วด้านล่างนั้นแทบจะห่อหุ้มเนินเนื้อโหนกนูนโค้งเว้าได้แทบไม่มิด ต้นขาอวบอิ่มและขาวผ่องนั้นดูตัดกับสีของชั้นในที่เธอสวมอย่างชัดเจน
“หูย... ยยยย โคตรเซ็กส์เลยไอซ์” ชายหนุ่มเป่าปากชมเธอ ทำเอาแฟนสาวถึงกับอายม้วน
“ฮือ... อย่าแซวดิ” ไอซ์ก้มหน้าหลับตาปี๋
“ไหน ขอเราดูนมไอซ์ชัดๆ หน่อย เปิดให้ดูที เราอยากเห็น” เขาอ้อนขอโต้งๆ
“โอ๊ย... โม... มันน่าอายอ่ะ” หญิงสาวร้องอุทานออกมาด้วยความเขิน
“นะๆ ถอดเลย ไม่ต้องอาย” ชายหนุ่มเอ่ยเร่งเร้า
ไอซ์สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อข่มกลั้นความอายอยู่ครู่ใหญ่ แล้วตัดสินใจเอื้อมมือไปปลดตะขอยกทรงที่สวมอยู่ออกอย่างเคอะเขิน ปล่อยให้สองเต้าขาวอวบที่ประดับด้วยจุกยอดปทุมถันสีแดงอ่อนๆ มันปรากฏออกมาแก่สายตาของโม ทำเอาชายหนุ่มถึงกับทำตาโตตื่นเต้นชอบใจ แม้ว่าเขาจะเคยเห็นมันมาก่อนหน้านี้แล้วหลายครั้งก็ตาม
“สวยจัง... บีบนมหน่อยไอซ์” โมเอ่ยปากเร่งเร้า พอคู่สนทนาได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้าหลบตาเขินๆ ก่อนจะใช้สองมือประคองจับลงไปที่ทรวงอกเปลือยเปล่าของตัวเองอย่างนุ่มนวล ปลายนิ้วของหญิงสาวค่อยๆ แตะลูบไล้ไปรอบๆ ฐานนมแล้วออกแรงสะกิดเขี่ยเบาๆ เพียงไม่นานเจ้าจุกยอดที่เคยสงบนิ่งก็พลันแอ่นแหลมชี้ชูชันขึ้นมาด้วยอาการเสียวสะท้าน
“หูย... ยยยย นมแข็งเชียว” ชายหนุ่มส่งเสียงเชียร์ออกมาด้วยความชอบใจ
“โมอ่ะ...” เธอบ่นตัดพ้อ แต่สองมือก็ยังคงประคองคลึงเคล้นอยู่ที่หน้าอกตัวเองต่อไปเรื่อยๆ
ภาพวาบหวิวตรงหน้าทำให้โมอดใจไม่ไหว ต้องสอดมือล้วงเข้าไปในกางเกงแล้วออกแรงกระตุกรูดคลึงท่อนเนื้อที่เริ่มแข็งขึ้นเป็นลำอย่างช้าๆ เขาพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ เพื่อคลายความตื่นเต้นจากสิ่งที่เห็น
“เล่นกับข้างล่างด้วยสิไอซ์” โมเอ่ยต่อไป หญิงสาวยอมทำตาม เธอสอดมือซ้ายหายเข้าไปทางขอบกางเกงชั้นในตัวจิ๋ว ก่อนจะออกแรงเกร็งนิ้วมือและขยับยุกยิกอยู่ใต้ร่มผ้าโดยที่แฟนหนุ่มไม่สามารถมองเห็นการกระทำของเธอได้อย่างแจ่มชัด แต่ภาพในหัวของเขากลับจินตนาการไปไกลเกินกว่าสิ่งที่ตนเองได้เห็นแล้ว
“ซี้ดส์... สสสส อืม... มมมม” หญิงสาวส่งเสียงครวญในลำคอเบาๆ หลับตาพริ้มและแอ่นร่างเบียดกับนิ้วมือทั้งสองข้าง รู้สึกได้ถึงอาการฉ่ำชื้นที่กำลังเอ่อซึมออกมาจากภายในกาย คราบน้ำสวาททั้งเหนียวทั้งลื่นและยืดเยิ้มติดอยู่ทั่วนิ้วของหญิงสาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอเริ่มออกแรงกดนิ้วแทรกลึกเข้าไปที่กลางลำตัว
“อึ๊! อืม... มมมมม ซี้ดส์... สสสส อาห์” ไอซ์ค่อยๆ งอนิ้วเกี่ยวเป็นทรงแบบเดียวกับตะขอ ก่อนจะออกแรงกดคลึงไปรอบๆ โพรงเนื้ออันชุ่มฉ่ำ แล้วไต่สูงขึ้นไปจนถึงบริเวณพื้นผิวอ่อนนุ่มแต่ขรุขระซึ่งเป็นเสมือนจุดศูนย์รวมความเสียวในกายเธอ
“อู๊ย... ยยย โม... ฮือ...” เสียงครางกระเส่าของหญิงสาว ทำเอาแก่นกายของชายหนุ่มถึงกับเกร็งกระตุกหงึกๆ จนแน่นคับเป้ากางเกง
“ไหนไอซ์ เราขอดูมือหน่อย” ชายหนุ่มออกคำสั่งแก่แฟนสาวและเธอก็ทำตาม หญิงสาวขยับถอนมือออกมาจากขอบกางเกงชั้นใน และยื่นปลายนิ้วซึ่งเปียกเยิ้มไปด้วยคราบน้ำหล่อลื่นเหนียวใส โชว์ให้แฟนหนุ่มได้ชื่นชมเป็นขวัญตาผ่านกล้อง
“หูย... ยยยย เยิ้มเลยอ่ะ สุดๆ... เลียเลยไอซ์ ชิมรสมันดู” โมร้องบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นตาโต
“ไม่เอา” ไอซ์รีบตอบปฏิเสธเสียงหลง สีหน้ามีความกระดากเขินอายอยู่ในที
“นะๆ เลียหน่อย เราอยากเห็น เนี่ย... ของเราแข็งจนปวดไปหมด” ชายหนุ่มเร่งเร้าต่อเนื่องจนอีกฝ่ายใจอ่อนยอมตาม
“ก็ได้... อื้ม... อืม... มมมมม” แฟนสาวค่อยๆ สอดนิ้วเข้าไปในปากแล้วออกแรงดูดเลียน้ำสวาทที่ติดเหนียวอยู่บนปลายนิ้วตัวเอง พร้อมกับที่รสชาติคาวๆ ปะแล่มก็พลันแล่นวาบขึ้นสู่สมองของเธอ
“แหวะ... มันยังไงๆ ก็ไม่รู้” หญิงสาวกล่าวพลางแลบลิ้นทำหน้าเหยเก
“ซี้ดส์... สสส ไอซ์จ๋า ไอซ์โคตรเอ็กซ์เลยนะรู้มั้ย? เราเห็นของไอซ์แล้วหื่นเลยอ่ะ ตรงนี้มันแข็งจนจะระเบิดอยู่แล้ว” โมพูดกระตุ้นอารมณ์เธอ ก่อนจะปลดกางเกงท่อนล่างที่ตนสวมอยู่ออกไปจนหมดทั้งชิ้นนอกและชิ้นใน ก่อนจะเอื้อมมือไปกดกล้องเว็บแคมที่ตั้งอยู่บนโต๊ะให้ส่องลงมาที่กลางหว่างขาของตน เพื่อให้คู่สนทนาได้ประจักษ์แก่ขนาดอาวุธที่กำลังผงาดแข็งตัวเต็มที่ของเขา
“อุ๊ย! โม...” ไอซ์หลุดปากร้องครางเรียกชื่อแฟนหนุ่มด้วยใบหน้าที่ร้อนผ่าวๆ วูบวาบ สิ่งที่เธอเห็นผ่านกล้องนั้นคือเจ้าดุ้นเนื้อทรงกระบอกรูปร่างอวบใหญ่ที่กำลังสั่นกระตุกหงึกๆ อยู่ภายใต้อุ้งมือของอีกฝ่าย
แค่เพียงแวบแรกที่เห็นก็ทำให้หญิงสาวหวนคิดย้อนไปถึงรสสัมผัสอันแข็งแกร่งและแนบแน่น ที่เจ้าสิ่งนั้นเคยสอดใส่แทรกกายเข้าไปในตัวเธอได้เป็นอย่างดี ร่องรักของหญิงสาวจึงออกอาการเกร็งขมิบยวบๆ พลางขับหลั่งหยดน้ำสวาทออกมาจากในกายด้วยอาการตื่นเต้นระคนคิดถึง
“ดูดิ ควยกระตุกหงึกๆ สู้มือเลย... ไอซ์อยากจับมันมั้ย?” โมถามพลางใช้มือลูบไล้ลงไปที่ส่วนหัวบานอวบอ้วนของมันจนหยดน้ำหล่อลื่นยืดเยิ้มติดปลายนิ้วเป็นทำนองยั่วเย้าคู่สนทนา
“ยะ... อยากสิ ซี้ดส์...” ไอซ์ครวญตอบตาปรือ สายตาก็คอยจับจ้องมองแท่งเนื้อบนจอเหมือนโดนมนต์สะกด
“ไหน ขอเราดูของไอซ์ชัดๆ บ้างสิ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงนุ่มนวล
พอได้ยินโมเอ่ยปากสั่ง ไอซ์จึงค่อยๆ เอื้อมมือไปดึงกางเกงในของตนเองให้เลื่อนหลุดออกจากหน้าขาอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางสายตาของแฟนหนุ่มที่เฝ้าจดจ้องมองตามอย่างไม่ลดละ เขาได้แต่นั่งตัวเกร็งนิ่ง สูดลมหายใจเข้าออกแรงๆ พร้อมกับอาการสั่นไหวของเจ้าดุ้นเนื้อร้ายที่กำลังตื่นเต้นจากภาพตรงหน้าที่ได้เห็น และเมื่อเนื้อผ้ากางเกงในได้สลัดตัวหลุดพ้นออกไปจากร่างกายของหญิงสาว เนินเนื้ออวบอูมซึ่งถูกประดับปกคลุมไว้ด้วยเส้นขนเบาบางก็พลันปรากฏขึ้นแก่สายตาของชายหนุ่มในทันที ที่กลางร่องเนื้อนั้นมีสีแดงอมชมพูสดใสและถูกอาบเคลือบไว้ด้วยคราบน้ำหล่อลื่นเหนียวใส กลีบเนื้อบริเวณปากทางเข้ายังคงประกบสนิท ไม่มีติ่งเนื้อส่วนเกินที่ยื่นพ้นออกมาให้เกะกะสายตา
หญิงสาวค่อยๆ ขยับกายนั่งและชันเข่าให้อ้ากว้างออกจากกันทีละน้อย ปลายนิ้วข้างหนึ่งของเธอค่อยๆ บรรจงกดแนบลงไปที่กลีบเนื้อตรงปากทางเข้า ก่อนจะขยับนิ้วและถ่างมันให้เปิดอ้าออกจากกันอย่างช้าๆ ปล่อยให้ติ่งเนื้อเม็ดกลมที่ซุกซ่อนตัวอยู่ภายในได้โผล่ออกมาทักทายแก่โลกภายนอก พร้อมกับส่งเสียงสูดปากซี้ดซ้าดออกมาเบาๆ ท่วงท่าที่ว่านี้ทำให้แฟนหนุ่มมองเห็นลึกเข้าไปถึงร่องรูเนียนนุ่มสีชมพูของเธอได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ๋ว สภาพที่สวยเนียนและฉ่ำเนื้อของมันทำให้เขาถึงกับเผลอกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อกใหญ่ เกิดอาการหิวกระหายและอยากที่จะพุ่งทะลุผ่านจอคอมพิวเตอร์เข้าไปใช้ปลายลิ้นตวัดเลียชิมรสชาติความสาวของเธอให้รู้แล้วรู้รอดไป
“หูย... ยยยยย ไอซ์... สุดยอดเลย... ทั้งอวบทั้งแดง หีสวยน่าเลียชะมัด” โมออกปากชมเรือนร่างของเธอแบบโต้งๆ
“โอ๊ย เขินจัง...” ไอซ์ก้มหน้างุดๆ ด้วยความขัดเขิน
“ไม่ต้องเขินหรอก หีสวยๆ อย่างไอซ์น่ะ ผู้ชายที่ไหนได้เห็นก็ต้องอยากเลียทั้งนั้นแหละ” แฟนหนุ่มบอก
“นี่คือสวยแล้วเหรอเนี่ย?” หญิงสาวเอ่ยถามอย่างไม่มั่นใจ
“ช่าย... ยยยย เดี๋ยวไอซ์ลองคุกเข่าแล้วหันก้นมาทางกล้องหน่อย เราอยากเห็นจากมุมข้างหลังบ้าง” ทั้งภาพและเสียงที่เกิดขึ้นทำเอาชายหนุ่มถึงกับหัวใจเต้นสั่นระรัว และต้องใช้มือข้างถนัดออกแรงกระตุกรูดดุ้นเนื้ออวบอ้วนของตนเองตามไปด้วยอารมณ์สยิว
“บะ... แบบนี้เหรอ?” ไอซ์ทำตาม เธอพลิกตัวมาอยู่ในท่าคลานเข่า ก้มหน้าฟุบลงไปกับหมอน พร้อมแอ่นก้นลอยโด่งเข้าหามุมกล้อง ภาพที่โมได้เห็นในตอนนี้คือภาพร่องสาวอวบอูมของแฟนสาวที่ประกบห้อยย้อยลงมาทางด้านหลัง ทรวงอกเปลือยเปล่าเบียดบี้อยู่ติดกับพื้นเตียงด้านล่าง โดยมีรูก้นเล็กๆ แอบเผยออ้าหายใจอยู่ด้านบนด้วยอาการของคนที่กำลังตื่นเต้นสุดขีด
“สวยๆ ไหนลองเอามือแหวกแคมหน่อย น่าน... อย่างน้าน สวยเลย” พอสิ้นคำพูดของโม คู่สนทนาก็ค่อยๆ เอื้อมมือไปกดถ่างกลีบเนื้อสีชมพูบริเวณปากทางเข้าให้เปิดอ้าออก มองเข้าไปเห็นลึกถึงสภาพร่องเนื้อสีชมพู
เสียงเยินยอจากปากโมยิ่งทำให้แฟนสาวเกิดอาการคะนองใจ เธอค่อยๆ ขยับนิ้วเลื่อนเข้าไปที่บริเวณปากทางเข้า ก่อนจะกดนิ้วคลึงลงไปที่บริเวณปุ่มเสียวแบบย้ำๆ เป็นวงกลมด้วยจังหวะที่ดูนุ่มนวล แต่ก็ชวนให้หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของร่างรู้สึกเสียวซ่านสะท้านจนต้องแอ่นแหงนเชิดหน้าส่งเสียงร้องครวญครางออกมาเบาๆ ในลำคอ มันเป็นภาพที่สุดแสนจะกระตุ้นอารมณ์หื่นของโม เมื่อได้เห็นอดีตหัวหน้าห้องผู้แสนจะเรียบร้อยและขี้อาย กำลังแอ่นก้นแหกเนินสาวช่วยตัวเองให้เขาดูอย่างท้าทาย
“อู้หูย... ไอซ์จ๋า... แค่เห็นเราก็เสียวควยจนน้ำจะแตกอยู่แล้วเนี่ย ไอซ์เสียวเหมือนกันมั้ย?” โมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหื่นๆ
“สะ... เสียวเหมือนกัน ซี้ดส์... สสสส อื้ม... มมมม อาห์... โม... โอ๊ย ซี้ดส์... สสสส” ไอซ์ส่งเสียงครางกระเส่า พร้อมกับเร่งกดนิ้วให้จมลึกเข้าไปในร่องสาวอันเปียกลื่นของตนเอง แค่การออกแรงกดเพียงครั้งเดียวก็ทำให้นิ้วมือของเธอนั้นจมหายลงไปได้เกือบครึ่งโคน ร่องเนื้อภายในเกิดอาการตอดขมิบถี่ๆ รับกับสิ่งแปลกปลอมที่แทรกเข้ามาในร่าง กระทั่งพอเริ่มปรับตัวคุ้นชินได้แล้ว หญิงสาวจึงค่อยๆ ออกแรงรูดนิ้วเข้าออกด้วยท่วงทำนองที่เริ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ
“ฮือ... ออออ โม เราเสียวจัง... อู๊ย... ซี้ดส์... ตรงนี้มัน... แฉะไปหมดแล้ว...” ไอซ์ร้องบอกพร้อมกับรัวนิ้วใส่ตัวเองจนก้นกระดกยิกๆ
“ซี้ดส์... อยากเอาควยเราใส่ไปในตัวไอซ์จัง มันต้องฟิตมากแน่ๆ ถ้าอยู่ด้วยกันตรงนั้นนะ... เราจะกระแทกไม่ยั้งเลย... รับรองไอซ์ได้ร้องลั่นห้องแน่” โมกล่าวปลุกอารมณ์เธอไปเรื่อยๆ มือก็คอยเกร็งรูดไม่หยุด
“โอ๊ย... แบบนั้น... ห้องอื่นก็ได้ยินกันหมด... พอดี ซี้ดส์... อาห์” แฟนสาวกล่าวตาปรือหน้าแดงจัด
“เราอยากแตกใส่ปากไอซ์ ไอซ์แลบลิ้นหน่อย เลียให้เราที” โมออกปากสั่งการตามประสาคนคุมเกม ไอซ์ในตอนนี้ถูกอารมณ์หื่นครอบงำจนยอมทำตามหมดแล้ว หญิงสาวหลับตาพริ้ม แล้วเผยอหน้าแลบลิ้นยื่นยาวออกมาอย่างหมดอาย คล้ายกับว่ากำลังรอคอยหยดน้ำเชื้อที่จะพุ่งกระฉูดออกมาจากดุ้นเนื้อของแฟนหนุ่มบนหน้าจอ ขณะที่นิ้วมือเธอก็คอยเกร็งกดทิ่มเข้าใส่ร่องสาวยิกๆ
“โอ๊ยโม... เราใกล้แล้ว... ซี้ดส์...” หญิงสาวส่งสัญญาณออกมาว่าเธอใกล้ถึงฝั่งฝันอยู่รอมร่อ
“แตกเลยไอซ์ ปล่อยออกมาเลย เราอยากเห็น ซี้ดส์ ไม่ต้องฝืนนะ” ชายหนุ่มเอ่ยเร่งเร้าแล้วยิ่งเร่งมือสาวลำหอกเป็นพัลวัน
“อ๊ะ! อ๋าย... สสสส... ซี้ดส์!! อาห์!! โอ๊ย! สะ... เสร็จแล้ว!! ซี้ดส์... สสสสสส!!!” ไอซ์หวีดร้องเสียงดังในท่านอนหมอบราบก้นโด่ง นิ้วกลางและนิ้วนางของเธอกดทิ่มพรวดเข้าไปภายในร่างตัวเองแบบสุดโคนข้อนิ้ว พร้อมกับหยาดน้ำเสียวที่แตกทะลักออกมาจนล้นปากทางเข้า เมื่อหญิงสาวไต่ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของห้วงอารมณ์เสียว เนื้อตัวเธอสั่นสะท้านด้วยอาการหอบหายใจถี่ๆ
“อุ๊! อู๊ย... ไอซ์ เราก็จะแตก... แตกแล้ว ซี้ดส์... อู้ว!!” โมกัดฟันร้องคำราม พร้อมกับออกแรงรูดท่อนเนื้อรัวๆ จนน้ำกระฉูดเลอะเต็มอุ้งมือตามเธอเข้าเส้นชัยไปแบบติดๆ ไล่เลี่ยกัน
“เฮ้อ... ออออ สุดยอดเลยไอซ์” โมกล่าวชมแฟนสาว ระหว่างกำลังใช้ทิชชู่เช็ดทำความสะอาดคราบน้ำรักที่เปรอะเลอะอยู่บนมือ
“หายงอนแล้วใช่มั้ย?” ไอซ์ถามกลับด้วยท่าทีที่ยังคงเหนื่อยอ่อนไม่หาย
“หายวับไปกับตา” ชายหนุ่มตอบแบบติดตลก
“ดีแล้ว เราจะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลเครียดอยู่คนเดียวอีก” แฟนสาวว่า
“แหม เราก็เครียดเหมือนกันนั่นแหละ” ชายหนุ่มอ้าง
“สนุกมั้ยเมื่อกี้?” โมถามความรู้สึกเธอ
“ก็ตื่นเต้นดี... แต่ก็น่าอายด้วย มันแปลกๆ ยังไงไม่รู้” ไอซ์ตอบเสียงเบาหวิว
“ครั้งแรกได้เท่านี้ก็เก่งแล้ว ดูสิ ทำเราน้ำหมดตัวเลย” ชายหนุ่มพูดหยอกเย้า
“น่าเกลียด...” หญิงสาวหัวเราะคิกคักแบบเขินๆ แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้คุยอะไรกันต่อ จู่ๆ เสียงริงโทนโทรศัพท์มือถือของไอซ์ก็ร้องระงมขึ้นมากลางคัน และทำให้เจ้าของถึงกับออกอาการลนลานขึ้นมาในทันใด
“อุ๊ย! โม แม่โทรมาแล้วอ่ะ สงสัยทางนั้นเค้าจะกลับมากันแล้ว งั้นเดี๋ยวแค่นี้ก่อนนะ ไว้เดี๋ยวเราค่อยแชทไปหาใหม่” ไอซ์บอกไวๆ ด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
“อ๋อ โอเค ได้ๆ ไว้คุยกัน” โมพยักหน้ารับแบบงงๆ
“บ๊ายบายจ้า” แฟนสาวส่งยิ้มพลางโบกมือหยอยๆ
“บายๆ” ชายหนุ่มยิ้มตอบ ก่อนที่อีกฝ่ายจะกดยุติการเชื่อมต่อจนภาพบนหน้าจอดับลงไป
เป็นอันว่าระยะทางอันห่างไกล... ก็ยังไม่อาจทำตัวเป็นอุปสรรคขวางกั้นความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาวผู้ร้อนรักคู่นี้ได้เลย...
ในวันที่รักหลงทาง #70
เมื่อตกลงใจยอมรับข้อเสนอที่แฟนสาวจะบินไปเรียนต่อที่ต่างประเทศแล้ว สิ่งที่โมปรารถนามากที่สุดในตอนนี้ ก็คือการเฝ้าฟูมฟักช่วงเวลาที่พวกเขาคงมีเหลืออยู่อีกราวๆ ครึ่งปี ให้ออกมาคุ้มค่าและมีความหมายมากที่สุด...
ภายหลังจากที่ครอบครัวของไอซ์เดินทางกลับมาจากทริปเที่ยวอังกฤษ โมก็มักจะใช้เวลาว่างที่ตนเองมีอยู่อย่างเหลือเฟือ คอยแวะเวียนไปหาแฟนสาวถึงที่บ้านและที่ทำงานแบบไม่เคยขาด บางวันก็เพียงแค่แวะไปกินข้าวเที่ยงร่วมกับไอซ์และพ่อของเธอเป็นเวลาสั้นๆ ส่วนบางวันก็โผล่หน้าไปรับแฟนสาวหลังจากเลิกงาน เพื่อพาเธอไปเดินเล่นกินข้าวดูหนังกันที่ห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ ก่อนจะขับรถวนไปส่งเธอถึงบ้าน
กระทั่งพอถึงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ สองหนุ่มสาวก็จะมาใช้เวลานอนขลุกพลอดรักกันอยู่ที่บ้านของโมจนดึกดื่น นอนเล่นดูหนังด้วยกันบ้าง... ทำกับข้าวกินกันเองบ้าง... และเกือบทุกครั้งก็มักจะจบลงด้วยการร่วมรักกันอย่างเร่าร้อนอยู่ร่ำไป ด้วยเพราะชายหนุ่มตระหนักดีว่าการกลับมาเหยียบแผ่นดินบ้านเกิดของแฟนสาวในครั้งนี้... มันเป็นเพียงแค่การกลับมาพักตั้งหลักเพียง ‘ชั่วคราว’ ก่อนที่เธอจะต้องเดินทางกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษยาวนานเป็นปีๆ
“นี่ๆ โมว่าตัวนี้สวยมั้ย?” เสียงไอซ์เอ่ยถามขึ้นอย่างกระตือรือร้น ในมือของหญิงสาวกำลังชูเสื้อแจ็คเก็ตแบบมีฮู้ดสีเหลืองมัสตาร์ดให้แฟนหนุ่มช่วยพิจารณา ขณะที่พวกเขาทั้งคู่กำลังเดินเลือกซื้อเสื้อกันหนาวอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าสยามเซ็นเตอร์ เพื่อไว้สำหรับให้ไอซ์ใช้สวมใส่ตอนไปเรียนเมืองนอก
“เราว่ามันบางไปนิดนะ เอาที่หนาๆ กว่านี้ดีมั้ย? ที่นั่นหนาวจะตายไม่ใช่เหรอ” โมเสนอความเห็นออกไปด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรหรอกมั้ง พอเราไปถึงที่นั่นก็เข้าหน้าร้อนแล้ว” หญิงสาวกล่าวอย่างอารมณ์ดี พลางใช้มือพลิกดูเสื้อผ้าในมือไปมาซ้ำๆ
“แต่สีมันไม่แปร๋นไปหน่อยเหรอ? ลองเอาแบบนี้มั้ยล่ะ หน้าตาคล้ายๆ กันแต่สีเรียบกว่า น่าจะใส่ได้หลายโอกาส” โมลองพูดแย้งแฟนสาวอีกครั้ง พร้อมกับหันไปหยิบเสื้อกันหนาวที่แขวนอยู่บนราวใกล้ๆ ขึ้นมาโชว์ให้เธอดูเพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติม
“อืม... มมมม แต่เราว่าตัวนี้ก็สวยดีน้า” แฟนสาวกล่าวอย่างลังเล และทำให้ชายหนุ่มรู้ได้ทันทีว่าลึกๆ แล้วในใจของเธอได้ตัดสินใจเลือกเสื้อที่ถืออยู่ในมือไปเรียบร้อยแล้ว
“ถ้าชอบจะซื้อไปก็ได้นะ แต่เวลาใส่จริงๆ เราว่าไอซ์น่าจะต้องใส่เสื้อหนาๆ หลายๆ ชั้นหน่อย ไม่ตัวในก็ตัวนอกอ่ะ จะได้ไม่เป็นหวัดเอา” โมออกปากเตือน
“เนอะๆ ซื้อเลยเนอะ?” ไอซ์ถามย้ำเหมือนต้องการคนช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ ชายหนุ่มฟังเธอพูดแล้วก็อมยิ้มนิดๆ
“อื้อ! ซื้อไปเถอะ ใช่ว่าจะได้เจอเสื้อที่ถูกใจทุกวันซักหน่อย” เขากล่าวยิ้มๆ
“เย้ โมใจดีจัง” เธอออกท่าทางดีใจเสียงใส
“มา เดี๋ยวตัวนี้เราซื้อให้เอง” โมเอ่ยพลางทำท่าจะหยิบเสื้อในมือแฟนสาวไปจ่ายเงิน แต่เธอรีบชักมือไว้ไม่ยอมให้เขาคว้าไปง่ายๆ
“ไม่ต้องก็ได้ เดี๋ยวเราซื้อเอง มันแพงอ่ะ ตั้งเกือบสองพัน” ไอซ์บอกอย่างเกรงใจ
“ไม่เป็นไรหรอก ถือซะว่าเราซื้อให้เป็นของขวัญ อีกเดี๋ยวพอไอซ์ไปอยู่นู่นเราก็ไม่มีโอกาสแล้ว” เขายืนกราน ก่อนจะเอื้อมไปคว้าเอาเสื้อแจ็คเก็ตมาจากมือเธอจนได้
“ขอบคุณนะ” หญิงสาวจำยอมรับน้ำใจจากเขาในที่สุด รอยยิ้มสดใสที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของแฟนสาว ทำให้โมอดที่จะเผลอยิ้มตามเธอไม่ได้
“ป่ะ งั้นไปดูอย่างอื่นต่อ” ชายหนุ่มกล่าวเชิญชวนพร้อมกับยื่นมือไปกุมมือแฟนสาวไว้
“งั้นไปดูพวกถุงเท้าดีกว่า เราอยากได้ถุงเท้าลายน่ารักๆ อ่ะ ของเดิมมันเริ่มขาดหมดแล้ว” ไอซ์กล่าวเสียงใส ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มต้นเดินสำรวจไปรอบๆ ร้านเคียงคู่กัน
ทั้งสองเดินเลือกซื้อเสื้อผ้าต่อไปอีกราวๆ ชั่วโมง โดยที่ไม่ว่าแฟนสาวจะหยิบจับหรือแสดงความต้องการว่าอยากได้ชิ้นไหน ชายหนุ่มก็จะออกปากสนับสนุนและเสนอความคิดเห็นอยู่เป็นระยะๆ เพราะต้องการจะให้อีกฝ่ายรู้สึกมีความสุขที่สุด เพราะยิ่งเวลาที่จะได้อยู่ด้วยกันมันเหลือน้อยลงไปเท่าไร ความรู้สึกดีๆ ที่ทั้งคู่มีให้แก่กันมันก็มีแต่จะยิ่งเพิ่มพูนสวนทางกันมากขึ้นเท่านั้น... พอเดินเลือกซื้อเสื้อผ้ากันจนเริ่มที่จะรู้สึกเมื่อยขาแล้ว สองหนุ่มสาวก็หยุดแวะเติมพลังให้ตัวเอง ด้วยการจูงมือไปนั่งกินข้าวแกงกะหรี่กันที่ร้าน CoCoICHIBANYA ซึ่งเป็นร้านโปรดอีกแห่งหนึ่งของไอซ์
“หนวดเริ่มยาวแล้วนะ เราว่าโกนออกได้แล้วมั้ง” ไอซ์เอ่ยกับโม ขณะที่ทั้งคู่กำลังนั่งรออาหารมาเสิร์ฟ
“เหรอ เราว่ามันก็ยังไม่ยาวเท่าไหร่เลยนะ” โมเอ่ยแย้ง พลางใช้มือลูบหนวดเคราที่ขึ้นรอบๆ ริมฝีปากของตนเอง
“ยาวสิ เวลามาโดนแก้มเรามันจั๊กจี้ทุกทีเลยรู้มั้ย?” แฟนสาวบอก
“โดนแก้มหรือโดนตรงไหน?” ชายหนุ่มถามและอมยิ้ม
“แก้มจ้ะแก้ม แหม... คิดไปไกลอีกแล้วนะ” เธอตอบชัดถ้อยชัดคำ
“ก็ไม่รู้นี่นา ก็เห็นปกติหนวดเรามันไม่ได้โดนแค่เฉพาะตรงแก้มเฉยๆ นี่” โมหยอดมุกต่อ
“พอๆ ไม่ต้องพูดต่อแล้ว สรุปว่าโดนตรงไหนมันก็จั๊กจี้หมดแหละ” ไอซ์ส่ายหัวเบาๆ อย่างเอือมระอา
“โอเคๆ เดี๋ยวกลับไปค่อยโกนออกก็ได้ ไอซ์จะได้สบายใจ” เขาตอบเอาใจเธอ
“ดีจ้ะ” แฟนสาวส่งยิ้มหวานให้
“แล้วนี่กังวลมั่งรึเปล่า?” โมเอ่ยถามเธอกลับ
“เรื่องอะไรเหรอ?” ไอซ์ทำหน้าฉงน
“ก็ที่จะต้องไปเรียนที่นั่นคนเดียวเนี่ย” แฟนหนุ่มขยายความคำถามเพิ่มเติมให้เธอเข้าใจ
“อ๋อ ก็นิดนึง” อีกฝ่ายพยักหน้า
“กลัวเหงาเหรอ?” โมพยายามอ่านใจเธอไปในตัว
“ก็ด้วยแหละ แต่ที่เรากังวลจริงๆ น่ะ คือกลัวว่าจะพูดกับเพื่อนๆ แล้วก็อาจารย์ไม่รู้เรื่องมากกว่า” ไอซ์ตอบด้วยแววตาจริงจัง
“ทำไมอ่ะ? เราเห็นไอซ์ก็พอพูดได้นี่นา แถมพี่วินเค้าก็ช่วยซ้อมให้แล้วไม่ใช่เหรอ?” แฟนหนุ่มถาม
“ก็ใช่แหละ เค้าก็ช่วยเป็นคู่ซ้อมให้ แต่พี่วินเค้าไปเรียนแถวๆ บริสตอลมา เรากลัวว่าพอถึงเวลาไปเรียนที่นั่นจริงๆ แล้วสำเนียงมันจะต่างกันน่ะสิ” หญิงสาวบอกความกังวลให้ฟัง
“โหย เราว่าไอซ์กลัวเกินไปแล้วล่ะ ยังไงๆ มันก็สำเนียงอังกฤษเหมือนกัน คงไม่ได้ต่างกันมากจนฟังไม่ออกหรอก แค่มั่นใจในตัวเองไว้ก็พอแล้ว ไอซ์เก่งอยู่แล้ว ที่ขาดอยู่ก็แค่เรื่องของความมั่นใจนี่แหละ เชื่อเราเหอะ” โมกล่าวให้กำลังใจเธอด้วยความเชื่อมั่นในตัวแฟนสาวแบบเต็มที่
“จ้ะ เห็นว่าที่นั่นเค้ามีคลาสปรับพื้นฐานให้ด้วย อย่างน้อยๆ ก็น่าจะได้ทำความคุ้นเคยกับพวกศัพท์เทคนิคเฉพาะด้านมากขึ้นล่ะมั้ง” ไอซ์กล่าวคล้อยตาม
“นั่นแหละ มั่นใจตัวเองไว้นะ” โมกล่าวย้ำ พร้อมชูนิ้วโป้งให้เธอ
“จะพยายามนะ” ไอซ์พยักหน้ายิ้มๆ
“ขอแค่เรื่องเดียว ถ้าเกิดว่าพูดอังกฤษได้ปร๋อแล้วก็อย่าเผลอติดลมจนไปหลงเสน่ห์ไอ้หนุ่มอาเดบายอร์ที่นู่นเข้าก็แล้วกัน” ชายหนุ่มกล่าวดักคอ ส่วนแฟนสาวก็ถึงกับเลิกคิ้วทำหน้าฉงน
“ใครอ่ะ? อาเดบายอร์ที่ว่า” หญิงสาวเอ่ยถามหน้าซื่อ
“นี่ไง นักบอลทีมสเปอร์ส อยู่แถวลอนดอนพอดีเลย” โมเฉลยคำตอบ พร้อมกับพลิกหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์กีฬาในมือที่มีรูปนักบอลคนที่ว่าให้เธอดู ภาพที่หญิงสาวเห็นคือรูปนักฟุตบอลหนุ่มผิวดำที่กำลังทำท่าฉลองประตูด้วยใบหน้ายียวนกวนโอ๊ย
“โอ๊ย บ้าแล้ว ไม่มีหรอก” ไอซ์พูดกลั้วหัวเราะ
“ให้จริงนะ อย่าให้เห็นว่าตอนกลับนี่เดินขาถ่างมาเลยนะ ไอ้พวกดำๆ ล่ำๆ แบบนี้แหละ พกกระบองด้ามใหญ่ติดตัวไว้ในกางเกงทุกคนนะ บอกไว้ก่อน เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน” ชายหนุ่มแกล้งขู่
“น่าเกลียด ไม่มีๆๆ เราไม่ได้ชอบคนดำซักหน่อย” แฟนสาวหัวเราะคิกคักจนแก้มแดง
“อ้าวๆ นี่แอบเหยียดผิวเหรอเนี่ย?” โมยิงมุกซ้ำ
“ไม่ใช่ๆ แค่เค้าไม่ใช่สเป็คเราเฉยๆ” ไอซ์รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
“แล้วแบบไหนถึงสเป็คเธอ ต้องหนุ่มอิตาลีผิวขาวๆ หน้าเข้มๆ เหรอไง?” ชายหนุ่มแกล้งถามจี้
“ก็... ก็ต้องแบบโมนี่ไง” อีกฝ่ายหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนจะตอบออกมาพร้อมรอยยิ้ม
“ชิ! หัวไวนักนะเรา” เขาแสร้งออกปากบ่น
“เราอ่ะไม่มีอะไรหรอก แต่ถ้ากลับกันเป็นโมก็ว่าไปอย่าง” ไอซ์พูดกัดเขาบ้าง
“ทำมาย? เป็นเราแล้วมันทำไมเหรอ?” โมถามเสียงสูง
“ก็คงไปติดใจแหม่มสาวที่นั่นแน่ๆ น่ะสิ ยิ่งฝรั่งเค้าหุ่นบึ้บบั้บกันอยู่แล้วด้วย คงถูกใจโมน่าดู” แฟนสาวว่ายิ้มๆ
“แหม ทำเป็นรู้ใจ แต่ก็ไม่แน่นะ ถ้าเราได้ไปเรียนที่นั่นจริงๆ เผลอๆ อาจจะไปหลงเสน่ห์ปิ๊งสาวหมวยที่ไปเรียนต่อที่นั่นแทนก็ได้ ใครจะไปรู้” โมยิงมุกกลับ ทำเอาแฟนสาวถึงกับทำหน้างอใส่ แล้วออกแรงหยิกลงไปที่ต้นแขนของเขาแรงๆ ด้วยความหมั่นไส้
“โอ๊ยๆ เจ็บๆ ยอมแล้วๆ ล้อเล่นเฉยๆ” โมส่งเสียงร้องโอดโอย และพยายามสะบัดแขนหนีเธอที่ยังคงตามหยิกไม่ปล่อย
“อย่าเชียวนะ อย่าให้รู้ว่าเราไปนู่นแล้วแอบมีกิ๊กเลยนะ” ไอซ์ออกปากขู่
“โธ่เอ๊ย ใครจะไปกล้ามีล่ะ แฟนดุขนาดนี้” เขากล่าวติดตลก เป็นจังหวะเดียวกับที่พนักงานเสิร์ฟเดินนำอาหารของทั้งคู่มาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะแบบพอดิบพอดี
“โอเคเรื่องเราเราไม่ห่วงละ ตอนนี้เราห่วงเรื่องโมมากกว่า...” หญิงสาวพูดเกริ่นๆ แบบมีเลศนัย
“ห่วงเรา? ทำไมเหรอ? หรือว่ากลัวเรามีกิ๊กจริงๆ” ชายหนุ่มตีหน้าฉงน
“เราเป็นห่วงเรื่องงานของโมน่ะสิ จริงๆ ที่โมทำเป็นฟรีแลนซ์อยู่มันก็ดีนะ แต่ลึกๆ แล้วมันก็แอบเสี่ยงอยู่ ถ้าเดือนไหนที่งานไม่เข้าหรือมีลูกค้าน้อย มันก็จะไปกระทบกับเรื่องค่าใช้จ่ายของโมเต็มๆ เราอยากให้โมรีบๆ กลับไปทำงานประจำที่บริษัทไหนซักที่มากกว่า” ไอซ์ชวนเปลี่ยนประเด็นไปพูดถึงเรื่องงานของเขาบ้าง
“อืม... จริงๆ แล้วเราก็แอบมีคิดๆ เรื่องนี้อยู่เหมือนกันนะ เรื่องจำนวนงานที่เข้ามามันไม่น่าห่วงหรอก ทุกวันนี้ก็ยังมีลูกค้าประจำที่ติดต่อมาอยู่ตลอดแหละ เงินมันพอกินพอเก็บได้ทุกเดือน เพียงแต่ว่า... พอทำงานอยู่ติดบ้านแบบนี้นานๆ มันเลยทำให้เราไม่ค่อยได้ออกไปไหน รู้สึกเหมือนว่าตัวเองโดนตัดขาดจากโลกภายนอกยังไงชอบกล” โมระบายความรู้สึกออกมา
“นั่นแหละ นั่นก็เป็นเรื่องนึงที่เรากังวล เรากลัวว่าทำงานแบบนี้ไปนานๆ มันจะทำให้โมเสียโอกาสสร้างคอนเนคชั่นเพิ่มน่ะ ยิ่งช่วงที่เราไปเรียนต่อที่นู่นด้วยแล้ว โมคงจะยิ่งอยู่ติดบ้านมากกว่าเดิมอีก” ไอซ์ออกอาการกังวล
“โหย เหงาตายชักเลยแบบนั้น” โมโอดครวญถึงอนาคตอันแสนจะอ้างว้างที่กำลังจะเดินทางมาถึง
“ถ้างั้นโมจะลองมาหางานประจำทำจริงจังดูอีกซักรอบมั้ย? เดี๋ยวเราลองช่วยถามเพื่อนให้ก็ได้นะ เผื่อจะมีที่ไหนที่น่าสนใจ” แฟนสาวเสนอตัวช่วย
“อืม เดี๋ยวลองดูก็ได้ ขอเวลาทำพอร์ทซักเดือนนึงแล้วกันนะ ช่วงนี้มันยังติดงานเก่าค้างอยู่น่ะ” โมตอบแบ่งรับแบ่งสู้
“ถ้าให้ดีก็อยากให้โมได้งานก่อนที่เราจะไปอังกฤษนะ เราจะได้เบาใจลงหน่อย ไม่ต้องคอยห่วงว่าโมจะนั่งเหงาอยู่คนเดียวที่บ้าน” ไอซ์บอกกับเขาด้วยรอยยิ้มสดใส ขณะที่โมก็เพียงพยักหน้ารับเบาๆ
“แต่ถึงจะเหงาจริงๆ ก็คงไม่เป็นไรหรอก” โมพูดเกริ่น
“อ้าว ทำไมล่ะ?” คู่สนทนาทำเสียงแปลกใจ
“ก็อย่างน้อยๆ เรากับไอซ์ก็ยังมีสไกป์ไว้คุยแก้เหงาได้ไง” ชายหนุ่มกล่าวแล้วอมยิ้มเจ้าเล่ห์
“ทะลึ่ง! ไม่เอา ไม่คุยเรื่องนี้ข้างนอก” ไอซ์ร้องแหว
“อะไรๆ คิดลึกไปเปล่า? เราหมายถึงว่าอย่างน้อยๆ ก็ยังมีสไกป์ไว้คุยเปิดกล้องเห็นหน้ากันเฉยๆ นี่แอบคิดไปถึงไหนแล้วเนี่ย?” โมได้ทีรีบพูดแซวเธอ
“อย่าเลย เรารู้น่าว่าโมหมายถึงอะไร แค่เห็นหน้าก็รู้แล้ว” ไอซ์เถียง
“อิอิ ไว้วันหลังลองกันใหม่นะ” เขายกมือป้องปากกระซิบ
“พอๆ ไม่คุยแล้ว กินข้าวดีกว่า” แฟนสาวกล่าวตัดบทแบบเขินๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะหันไปจัดการกับอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าตัวเอง
=======================================
วันเวลาเคลื่อนผ่านมาสู่ช่วงกลางเดือนมกราคม...
สถานการณ์บ้านเมืองในประเทศไทยก็ยังคงคุกรุ่นไปด้วยคลื่นความขัดแย้งระหว่างสองขั้วอำนาจ กลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเริ่มเดินหน้าปิดล้อมสถานที่ราชการต่างๆ จนไม่สามารถเปิดทำการได้ หน่วยงานธุรกิจหลายๆ ภาคส่วนก็ถูกผลกระทบจากความขัดแย้งนี้เล่นงานจนทำให้ประสบกับปัญหาขาดทุนไปตามๆ กัน
แต่สำหรับโมที่ตัดสินใจลาออกมารับงานเป็นฟรีแลนซ์อยู่บ้านนั้นกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม เพราะนอกจากจะไม่ได้รับผลกระทบในเรื่องรายได้แล้ว เจ้าตัวยังมีแต่จะได้รับมอบหมายงานจากลูกค้า ทั้งเก่าและรายใหม่เข้ามาให้ทำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะไม่มีเวลาว่างเว้นหายใจหายคอ แม้ว่าบางงานจะออกไปในทางขาดทุนเจ็บตัวบ้างก็ตาม...
“พี่โมขา” เอ๋ยส่งเสียงเจื้อยแจ้วแว่วมาในลำโพงโทรศัพท์ น้ำเสียงที่ลากยานคางแบบจงใจของเธอบอกให้โมรู้เป็นนัยๆ ว่าสาวรุ่นน้องกำลังต้องการความช่วยเหลือบางอย่างจากตัวเขา
“ว่าไงเอ๋ย? จะให้พี่ช่วยอะไรเปล่า?” โมแกล้งถามดักคอแบบรู้ทัน
“เอ้ย! รู้ได้ไงอ่ะ? หนูยังไม่ทันได้พูดอะไรเลยนะ” คู่สนทนาทำเสียงแปลกใจ แล้วหัวเราะคิกคักเขินๆ
“ฟังจากน้ำเสียงเราก็รู้แล้ว เรียกซะหวานจ๋อยเชียว คงไม่ได้แค่คิดถึงพี่ขึ้นมาเฉยๆ หรอกมั้ง” ชายหนุ่มเอ่ยยิ้มๆ
“โธ่ พี่โมอ้ะ เห็นหนูเป็นคนแบบนั้นเหรอเนี่ย?” สาวน้อยทำเสียงงอน
“อ่ะ ตกลงเรามีเรื่องอะไร?” โมถามเข้าเรื่องอย่างเอ็นดู
“คือแบบนี้ค่ะพี่ พอดีไอ้นาเพื่อนหนูมันกำลังทำเพจร้านขายเสื้อผ้าแบบวินเทจอยู่” คู่สนทนาตั้งต้นเข้าประเด็น
“อาฮะ?” ชายหนุ่มทำเสียงครวญในลำคอเป็นเชิงคล้อยตาม
“แล้วแบบ มันก็ยังไม่มีรูปโลโก้ร้านเลยใช่ม้า...” เอ๋ยค่อยๆ เกริ่น
“เลยอยากให้พี่ออกแบบให้ ว่างั้น?” หนุ่มรุ่นพี่ดักคอ
“ช่าย... ยยยย” อีกฝ่ายลากเสียงยาวอย่างร่าเริง
“ก็ได้แหละ แต่เพื่อนเรามีงบให้พี่เท่าไหร่ล่ะ?” โมพาเข้าประเด็นสำคัญทันที
“อ่า... แล้วปกติพี่โมคิดค่าออกแบบเท่าไหร่อ่ะ?” เอ๋ยตอบคำถามของเขาด้วยคำถามใหม่อีกข้อ
“ส่วนใหญ่ถ้าเป็นโลโก้อย่างเดียวพี่คิดสี่พันอ่ะ แต่มีดราฟท์ให้เลือกสามทางนะ แล้วหลังจากนั้นค่อยไปดีเวลลอปเพิ่มอีกสามรอบ จนกว่าจะได้แบบที่ถูกใจ แต่ถ้าอยากได้พวกรูปโพสต์ หรือภาพโคฟเวอร์บนเฟสบุ๊คเพิ่มด้วยก็บอกมาละกัน เดี๋ยวพี่คิดเพิ่มพันเดียวแล้วพ่วงให้ไปด้วย” พอสิ้นคำพูดของชายหนุ่ม คู่สนทนาปลายสายก็เหมือนจะนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ๆ
“ฮัลโหล เอ๋ย... ยังอยู่เปล่าเนี่ย?” โมเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายไปในสาย
“ขาๆ ยังอยู่ค่ะพี่” เอ๋ยส่งเสียงตอบตะกุกตะกักกลับมาในสาย
“ตกลงว่าไง โอเคมั้ย?” เขาถามย้ำอีกครั้ง
“คือหนู... หนูขอแบบราคาย่อมเยาลงมาหน่อยได้มั้ยคะพี่ แฮะๆ” สาวรุ่นน้องเอ่ยเสียงเจื่อน พอชายหนุ่มได้ฟังก็พ่นลมหายใจออกมายาวๆ ดังพรืดด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ
“ย่อมเยาที่ว่านี่มันหลักพันหรือหลักร้อยล่ะ?” โมเอ่ยถามหยั่งเชิง
“หลักพันค่ะพี่ หลักพัน” เอ๋ยรีบตอบทันที
“กี่พัน?” หนุ่มรุ่นพี่ตัดสินใจถามเธอตรงๆ
“สอง... สองพัน ไหวมั้ยคะ?” สาวรุ่นน้องตอบเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“อื้อหือ! เอ๋ย นี่มันราคาหักคอกันเลยนะเนี่ย” โมบ่นอุบอิบ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นตัวเลขที่เขาแอบคาดเดาไว้ได้ในใจอยู่ก่อนแล้ว
“นะๆ พี่โม ช่วยหนูหน่อย หนูก็ดันรับปากมันไปแล้วด้วยว่าพี่ช่วยได้แน่ๆ” เอ๋ยพูดแบบอับจนหนทาง
“พี่อ่ะช่วยได้ แต่เอ๋ยล่ะ ช่วยเรื่องค่าจ้างพี่ได้รึเปล่า? สองพันมันน้อยไปนะ” โมย้อนถามกลับ
“น้า พี่โม ช่วยหนูหน่อย ครั้งนี้ครั้งเดียว เอาแค่โลโก้อย่างเดียวก็ได้” เธอทำเสียงออดอ้อนจนเขาอดใจอ่อนไม่ได้
“เฮ้อ... ออออ เห็นว่านี่เอ๋ยขอมาหรอกนะ”
“เย้ๆ ถ้างั้นหนูขอเป็นอาทิตย์หน้าไหวมั้ยคะพี่โม? ไหวแหละ เนอะๆ ไม่น่ายาก แค่โลโก้เอง” เอ๋ยกล่าวรวบรัด
“แน่ะ แม่คุณ ตังค์ก็ให้น้อยแล้วยังจะมาเร่งอีก ครบสูตรเลยนะ” โมเหน็บ
“แฮ่ๆ น้าๆ พี่โมเก่งจะตาย แค่นี้ทำได้สบายมากอยู่แล้ว” สาวน้อยรีบกล่าวเยินยอเขา
“งวดหน้าไม่เอางานมัดมือชกแบบนี้แล้วนา” ชายหนุ่มบ่นอย่างเซ็งๆ
“เข้าใจแล้วค่า” อีกฝ่ายตอบเสียงใส
“แล้วนี่เราเป็นไงมั่งช่วงนี้?” โมชวนเปลี่ยนเรื่องคุย
“หนูเหรอ ก็สบายดีค่ะ ช่วงนี้ก็พึ่งเปิดเทอม มีแต่เรียนๆๆ อย่างเดียวเลย” เอ๋ยตอบเสียงใส
“ดีแล้ว เหมาเอให้หมดทุกวิชาไปเลย” หนุ่มรุ่นพี่พูดเย้า
“หูย ไม่ไหวหรอกพี่โม เทอมนี้มีเรียนสถิติด้วยอ่ะ หนูเจอไอ้โปรแกรมเอสพีเอสเอสเข้าไปก็มึนตึ้บแล้วเนี่ย ไหนจะภาษาอังกฤษอีก เผลอๆ เกรดจะแย่กว่าเทอมที่แล้วอีกเนี่ย” สาวน้อยทำเสียงโอดโอยให้เขาฟัง
“เอาน่า พี่รู้อยู่แล้วว่าเอ๋ยเก่ง เทอมก่อนก็ได้ตั้งสามกว่าไม่ใช่เหรอ?” โมกึ่งถามกึ่งเยินยอ
“ส๊าธุ! ขอให้เป็นแบบนั้นจริงๆ เถอะพี่ ไม่งั้นหนูโดนพ่อกับแม่บ่นหูชาแน่ๆ” เอ๋ยภาวนามาตามสาย
“สู้ๆ ละกัน ปีสามแล้วนี่ ไม่นานก็ฝึกงาน เตรียมรับปริญญาแล้ว” เขากล่าวให้กำลังใจเธอย้ำไปอีกรอบ
“เนี่ย หนูยังเครียดอยู่เลยว่าจะไปขอฝึกกับที่ไหนดี ไม่อยากไปคนเดียวเลยอ่ะ กลัวทำไม่ไหว” เด็กสาวเอ่ยอย่างกังวล
“ไม่ต้องเครียดก็ได้ ต่อให้ต้องไปฝึกคนเดียวจริงๆ ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรเท่าไหร่หรอก เชื่อพี่ พี่ผ่านช่วงนั้นมาแล้ว ดีซะอีก เวลาไปคนเดียวเราจะได้ตั้งสมาธิแต่เรื่องทำงานอย่างเดียว ไม่ว่อกแว่กไง” ชายหนุ่มเอ่ยชี้นำอย่างคนมีประสบการณ์
“แล้วตอนพี่โมฝึกงานเป็นไงมั่งคะ? โหดรึเปล่า?” เอ๋ยรีบถามอย่างกระตือรือร้น
“อืม ก็ไม่นะ สำหรับพี่มันเป็นสายงานกราฟฟิกอยู่แล้วไง พวกงานที่ทำก็เหมือนเวลาเรียนนั่นแหละ เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจกับโจทย์ที่หัวหน้าต้องการให้ชัดๆ ไม่เหมือนการบ้านเวลาเรียนที่เราคิดเองทำเองได้เลย แต่ยังไงมันก็จะมีหัวหน้าคอยช่วยดูแลตรวจงานให้เราอยู่แล้วอ่ะ พี่ว่าของเอ๋ยก็น่าจะคล้ายๆ กันแหละมั้ง ไอ้ที่ยากจริงๆ มันจะเป็นตอนเรียนจบแล้วต้องมาไล่สมัครหางานทำซะมากกว่า” โมกล่าว
“นั่นสิ เค้าว่าช่วงนี้ยิ่งหางานกันยากซะด้วย ถ้าเป็นสายกราฟฟิกแบบพี่โมก็ยังดีไป อย่างน้อยๆ ถึงตกงานก็ยังมีงานนอกให้ทำเรื่อยๆ ไม่ขัดสนเท่าไหร่ แต่สายหนูนี่สิ อย่าว่าแต่งานนอกเลย จบไปจะทำอะไรก็ยังไม่รู้” เอ๋ยออกลูกกังวลใจ
“ไม่ต้องรีบคิดมากหรอก ยังมีเวลาดูๆ อีกสองปี ค่อยๆ หาไปว่าตัวเองชอบทำอะไรที่สุด เผลอๆ จบมาอาจจะได้งานไม่ตรงสายก็ได้นะ มันแล้วแต่ดวงของคนน่ะ เพื่อนพี่หลายๆ คนก็จบมาแล้วไม่ได้ทำกราฟฟิก บางคนไปเปิดร้านขายน้ำปั่นก็มี” ชายหนุ่มเล่าอย่างอารมณ์ดี
“แล้วช่วงนี้พี่งานยุ่งมั้ยคะ? หนูโทรมากวนป่ะเนี่ย?” เอ๋ยเป็นฝ่ายถามเขากลับบ้าง
“ก็เรื่อยๆ จ้ะ ก่อนหน้านี้พี่เบรกยาวมา นี่ก็พึ่งได้คุยงานกับลูกค้าเจ้าใหม่อีกสองราย ถ้าไม่นับของเพื่อนเอ๋ยน่ะ” โมตอบ
“อ๋อค่ะ... แล้วนี่ได้ข่าวว่าพี่ไอซ์จะไปเรียนต่อที่อังกฤษเหรอ?” เด็กสาวถามเจาะลึกต่อไปถึงเรื่องหัวใจของหนุ่มรุ่นพี่
“อ้าว นี่เอ๋ยรู้ได้ไงอ่ะ?” โมทำเสียงแปลกใจ เพราะไม่คาดคิดว่าข่าวนี้จะหลุดไปถึงหูเธอเร็วขนาดนี้
“ก็พี่ป๋อมบอก” สาวรุ่นน้องกล่าวชัด
“อีนี่... ขี้นินทาชิบเป๋ง” ชายหนุ่มสบถถึงเพื่อนสาวคนสนิท
“แล้วพี่ไอซ์ต้องไปเมื่อไหร่เหรอคะ? ไปนานมั้ย?” เอ๋ยยิงคำถามเป็นชุด
“ประมาณปลายๆ มิถุนาน่ะ ไปอยู่นู่นปีกว่า” โมตอบเสียงเรียบ พร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ
“โห! เร็วเหมือนกันนะ ก็อีกแค่ไม่กี่เดือนเอง หนึ่ง... สอง... สาม... สี่... ห้า... หก... อีกหกเดือน ครึ่งปีเอง” สาวรุ่นน้องทำเสียงตกใจ
“อือ…” เขาครางตอบ
“นี่พี่ไอซ์ไปเรียนแถวไหนคะ? ลอนดอนเหรอ?” เอ๋ยถามอีก
“เซอร์เรย์จ้ะ” โมเอ่ยชื่อเมืองที่แฟนสาวจะไปเรียนต่อขึ้นมา
“ไม่เคยได้ยินเลย” อีกฝ่ายตอบทันที
“พี่ก็พึ่งเคยได้ยินครั้งแรกจากไอซ์เหมือนกัน มันอยู่แถวๆ ลอนดอนน่ะ นั่งรถไฟไปมาสะดวก แค่ไม่กี่นาทีเอง เค้าว่ามหาฯลัยที่นั่นสอนดี สงบด้วย ไม่วุ่นวายเหมือนที่ลอนดอน” ชายหนุ่มพยายามอธิบายข้อมูลคร่าวๆ ให้เธอเห็นภาพ
“อ๋อ...” อีกฝ่ายส่งเสียงกลับมาเบาๆ
“แล้ว... พี่โมไม่เหงาเหรอ? ห่างกันตั้งเป็นปี” เด็กสาวหยอดคำถามแทงใจดำจนเขาถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง
“เหงาสิ แต่ทำไงได้ล่ะ ก็ต้องทนแหละ เจ้าตัวเค้าอยากไป ที่บ้านเค้าก็คาดหวังไว้ พี่ก็ทำได้แค่สนับสนุนการตัดสินใจของเค้าแหละ เค้าจะได้ไม่ต้องมาคอยนึกห่วงทางนี้ เอาสมาธิไปทุ่มกับการเรียนทางนั้นให้เต็มที่ไปเลย” โมประกาศชัดถ้อยชัดคำ
“โหย... พี่โม... โคตรเท่เลยอ่ะ แมนสุดๆ แถมยังใจกว้างด้วย” สาวรุ่นน้องเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงปลาบปลื้มอย่างออกนอกหน้า
“เหอะๆ ไม่หรอก อย่างพี่ยังเทียบเอ๋ยไม่ได้หรอก เอ๋ยเข้มแข็งกว่าพี่ตั้งเยอะ” ชายหนุ่มชมเธอกลับเป็นนัยๆ
“ยังไงอ่ะ พี่หมายถึงเรื่องไหน… อ๋อ... เข้าใจละ...” เด็กสาวออกลูกงุนงงในทีแรก ก่อนที่เธอจะตระหนักว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดถึงนั้นแท้จริงแล้วก็หมายถึงเรื่องของแฟนหนุ่มผู้ล่วงลับไปแล้วของเธอนั่นเอง
“เป็นไงบ้าง? ทุกวันนี้ยังขี้แยอยู่อีกรึเปล่า?” เขาเอ่ยถามเธอด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความห่วงใยลึกๆ
“บ้า... ไม่ร้องหรอก เรื่องมันผ่านมาตั้งปีกว่าแล้ว” คู่สนทนาตอบแบบเขินๆ
“อือ ดีแล้ว... ไอ้เกี๊ยงมันก็คงไม่อยากให้เอ๋ยจมทุกข์ไปนานๆ หรอก” โมเอ่ยชื่อเพื่อนซี้ขึ้นมาอ้างเป็นเครื่องเตือนใจเธอ
“แต่ว่าเวลานึกถึงพี่เค้าทีไร หนูก็ยังแอบรู้สึกโหวงๆ ข้างในตลอดเลยนะ มันเหมือน... ชีวิตก่อนหน้านี้มันแหว่งไปเลยอ่ะ” เอ๋ยกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือนิดๆ
“พี่เข้าใจ พี่เองก็เป็นเหมือนกัน” ชายหนุ่มกล่าวคล้อยตาม ตัวเขาเองก็ยังเคยฝันถึงหน้าเจ้าเพื่อนรักผู้แสนจะอายุสั้นอยู่บ่อยครั้ง
“เฮ้อ... พี่โมอ่ะ จะชวนหนูเศร้าทำไมเนี่ย… ยยยยย” สาวรุ่นน้องแกล้งโวยแบบงอนๆ ใส่เขา
“เอ้า! ก็ไม่ได้ตั้งใจ แค่อยากรู้เฉยๆ ว่าเอ๋ยโอเคมั้ย ถ้าโอเคพี่ก็จะได้สบายใจ” โมรีบพูดแก้ตัว
“เอ๋ยโอเคอยู่แล้วน่า ไม่ต้องห่วงหรอก” เธอตอบชัดถ้อยชัดคำ
“มีอะไรก็ปรึกษาพี่ได้ อย่าเก็บไว้เครียดคนเดียว รู้เปล่า?” เขาออกตัว
“ค่า ขอบคุณนะคะพี่โม ถ้าหนูมีเรื่องอะไรขึ้นมาจะรีบแจ้นไปฟ้องพี่คนแรกเลย ฮิฮิ” เด็กสาวพูดแล้วก็หัวเราะคิกคักชอบใจ
“จ้า ยินดีเสมอแหละ ก็เอ๋ยเป็นน้องสาวพี่คนนึงนี่นา” หนุ่มรุ่นพี่กล่าวอย่างเอ็นดู
“ว้า... แค่น้องสาวเองเหรอ?” อีกฝ่ายแกล้งถามแบบติดตลก
“หรือจะให้เป็นลูกล่ะ” พอสิ้นคำพูดโม ทั้งคู่ก็หลุดหัวเราะลั่นออกมาพร้อมๆ กัน
ทั้งคู่ยังคงคุยเล่นหยอกล้อต่อไปอีกครู่หนึ่ง ก่อนที่โมจะเป็นฝ่ายยุติการสนทนาเพื่อกลับไปเพ่งสมาธิทำงานต่อ แต่หลังจากวางสายไปได้เพียงไม่ถึง 5 นาที เสียงริงโทนโทรศัพท์มือถือของชายหนุ่มก็ร้องดังขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ตัวหนังสือที่ปรากฏบนหน้าจอกลับระบุเป็นชื่อเจ้าป๊อบเพื่อนซี้ของเขาแทน ชายหนุ่มอมยิ้มก่อนจะรีบเอื้อมมือไปกดรับสายแบบว่องไว
“ว่างาย ไอ้หอก?” โมเอ่ยทักทายเพื่อนด้วยน้ำเสียงยียวน
“เฮ้ยมึง เย็นนี้มึงว่างป่ะวะ? กูแวะไปหาที่บ้านได้ป่ะ?” น้ำเสียงจริงจังผิดปกติของป๊อบที่เอ่ยเข้ามาในสาย ทำให้โมอดที่จะรู้สึกแปลกใจขึ้นมาไม่ได้
“หา? เย็นนี้เหรอ? ก็ได้แหละ มีไรวะ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามเพื่อนแบบงงๆ
“เออๆ เดี๋ยวกูค่อยบอกตอนไปถึง รออยู่ที่บ้านแหละ แค่นี้นะ” อีกฝ่ายกล่าวตัดบทแล้ววางสายไป ทิ้งให้โมได้แต่นั่งงุนงงกับท่าทีมีพิรุธของเพื่อนสนิท
เวลาผ่านไปจนเกือบจะ 5 โมงเย็น รถฟอร์ดโฟกัสสีดำคันเก่งของป๊อบก็มาจอดนิ่งอยู่ที่หน้าประตูรั้วบ้านโม พร้อมกับเจ้าของรถที่กำลังนั่งเอนหลังพิงโซฟาอยู่ในห้องรับแขก โดยมีหนุ่มโมนั่งประกบอยู่บนโซฟาตัวข้างๆ ด้วยสีหน้าสงสัยใคร่รู้ สภาพท้องฟ้าด้านนอกกำลังมีเม็ดฝนหล่นปรอยๆ ทำให้เสื้อผ้าของผู้มาเยือนมีคราบน้ำฝนเปียกชื้นปรากฏขึ้นเป็นดวงๆ ทั่วทั้งร่าง
“ว่าไงวะ? มีเรื่องอะไรถึงต้องถ่อมาหากูถึงบ้าน?” โมยิงคำถามออกไปแทบจะในวินาทีเดียวกับที่เพื่อนหย่อนก้นถึงเบาะ
“มีเบียร์ป่าววะ? ขอกูซักกระป๋องดิ หิวน้ำชิบหาย” ป๊อบหันมาขอเครื่องดื่มจากโมแทนคำตอบ
“ไอ้ห่า มาถึงก็สั่งเลย เห็นกูเป็นเด็กเสิร์ฟร้านเหล้ารึไง?” หนุ่มหน้าหยกบ่นอุบ แต่ก็ยังยอมลุกเดินเข้าไปหยิบเบียร์สิงห์ที่แช่ไว้ในตู้เย็นติดมือออกมาสองกระป๋อง กระป๋องแรกยื่นส่งให้เพื่อน ส่วนอีกกระป๋องแกะแล้วยกขึ้นดื่มกินเอง
“สรุปมึงมาทำไมเนี่ย? อย่าบอกนะจะมาขอแดกเบียร์ฟรีบ้านกูเฉยๆ คิดตังค์นะโว้ย บอกไว้ก่อน” โมแกล้งแซวเพื่อน
“เออ กูมีเรื่องอยากให้มึงช่วยดูหน่อย อันนี้ซีเรียสเลย” ป๊อบเริ่มต้นเกริ่นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดผิดวิสัยของคนขี้เล่นอย่างเขา
“เรื่องอะไรวะ?” เจ้าของบ้านถามกลับ ในใจก็พยายามคาดเดาไปต่างๆ นาๆ ว่าอีกฝ่ายกำลังจะพูดถึงเรื่องอะไรขึ้นมา
“มึงว่า... รูปนี้เหมือนใครป่ะ?” ป๊อบเอ่ยถาม แล้วล้วงหยิบเอาโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาเปิดรูปและยื่นส่งให้เพื่อนดู โดยที่สายตาก็คอยจับจ้องสังเกตปฏิกิริยาตอบสนองของอีกฝ่ายอย่างไม่วางตา
สิ่งที่โมเห็นบนหน้าจอคือรูปภาพเต็มตัวของผู้หญิงผิวขาวเนียนคนหนึ่ง ซึ่งกำลังยืนเปลือยเปล่าอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ เนื้อตัวของเธอไม่มีเสื้อผ้าปกปิดแม้แต่ชิ้นเดียว เต้านมขาวอวบขนาดเหมาะมือดูเต่งตึง โชว์จุกยอดปทุมถันสีน้ำตาลอ่อนที่แอ่นงอนเชิดขึ้น ลงต่ำไปคือหน้าท้องแบนราบที่ไร้ไขมัน ประดับประดาด้วยพงขนที่ตัดเล็มเป็นระเบียบอยู่เหนือเนินสวาท ที่ตรงกลีบสาวด้านล่างของเธอนั้นกำลังถูกหญิงสาวเจ้าของร่างใช้มือข้างหนึ่งถ่างอ้ากลีบทางเข้าให้เปิดออก โชว์ผิวเนื้ออ่อนนุ่มสีแดงแจ๋ที่ซุกซ่อนตัวอยู่ภายในให้ปรากฏออกมา สิ่งเดียวที่โมเห็นไม่ชัดในภาพนี้ก็คือใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นที่ถูกเซ็นเซอร์เอาไว้จนดูไม่ออกว่าเธอคือใคร แต่จากภาพรวมที่เขาเห็นก็พอจะคาดเดาได้ไม่ยากว่าเธอคงจะต้องเป็นคนหน้าตาสะสวยคนหนึ่งแน่ๆ
“นี่มันรูปใครวะ?” โมเอ่ยถามออกไปอย่างพาซื่อ
“มึงจำไม่ได้จริงๆ เหรอ?” ป๊อบถามหยั่งเชิงด้วยน้ำเสียงเคลือบแคลง ก่อนจะหยิบเบียร์บนโต๊ะขึ้นมาจิบ
“เอ้า ไอ้ห่า ก็แม่งเบลอหน้าไว้ขนาดนี้ กูจะไปรู้ได้ยังไงวะ?” เจ้าของบ้านออกอาการรำคาญให้เห็น
“มึงลองดูดิๆ เนี่ย ซูมดูตรงนมกับตรงหีชัดๆ แล้วนึกดูดีๆ” หนุ่มตี๋ร้องสั่ง ส่วนโมก็ยอมทำตามแบบเสียมิได้
“ใครอ่ะ? เพื่อนเราเหรอ? หรือยังไง? อีเนย? อีบุ๋ม?” โมเอ่ยคาดเดาไปเรื่อยๆ ในขณะที่ป๊อบก็เอาแต่ส่ายหัว
“เชี่ย ไม่รู้ว่ะ” เขากล่าวยอมแพ้เพราะหมดความอดทน
“กูว่า... คนในรูปอ่ะ น่าจะเป็นพี่เชอร์รี่ว่ะ” คำตอบของป๊อบทำให้โมถึงกับเบิกตากว้างอย่างตกใจ ภาพใบหน้าสวยหวานของเธอที่เขาเคยเห็นตั้งแต่สมัยเรียนจนเปลี่ยนมาอยู่บนหน้านิตยสารก็พลันทาบทับลงไปในรูปภาพที่ถูกเบลอหน้าไว้อย่างพอดิบพอดี
“เฮ้ย! บ้า! ไม่ใช่หรอกมั้ง มึงจำผิดเปล่า?” ชายหนุ่มทำเสียงทึ่งๆ
“มึงจำไม่ได้จริงๆ เหรอ? ถามจริง? ทรงนมแบบนี้ หีโหนกแบบนี้ มีอยู่คนเดียวแหละ” ป๊อบเอ่ยอย่างมั่นใจ
โมพยายามนึกย้อนไปถึงภาพเหตุการณ์เมื่อในอดีต ครั้งสุดท้ายที่เขาและเธอได้เจอตัวกันแบบเป็นๆ ก็ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ตั้งแต่สมัยที่เขาพึ่งจะเข้ามหาฯลัยใหม่ๆ และเชอร์รี่เองก็ยังพึ่งเริ่มเข้าสู่วงการพริตตี้หมาดๆ และไม่ได้มีฐานะเป็นนางร้ายหน้าใหม่ในวงการเหมือนเช่นทุกวันนี้ ซึ่งคราวนั้นชายหนุ่มก็ยังได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนบทเพลงรักร้อนแรงกับสาวรุ่นพี่ที่หอพักของเธออยู่เลย ทรวดทรงองค์เอวที่เขาได้จับสัมผัสในวันนั้นก็ช่างดูใกล้เคียงและคล้ายคลึงกับร่างเปลือยของผู้หญิงในรูปจนยากที่จะเชื่อได้
“เลอะเทอะว่ะ คนอื่นก็มีเยอะแยะที่รูปร่างแบบนี้” โมพยายามแย้งเหมือนไม่เชื่อ
“แล้วนี่ล่ะ? ไฝตรงใต้ราวนมนี่ แล้วก็ตรงซอกแคมด้านนอกนี่ด้วย ถ้าไม่ใช่พี่รี่แล้วจะมีใครอีกวะ?” อีกฝ่ายย้อนถาม
“กูไม่เห็นจะจำได้เลยว่าพี่รี่มีไฝตรงนี้ด้วย” โมยักไหล่เหมือนไม่เชื่อ
“ก็กูใส่ใจตอนเอามากกว่ามึงนี่หว่า ไฝสองเม็ดตรงนี้แหละกูจำได้แม่น ไม่มีทางเป็นคนอื่นหรอก” เพื่อนซี้เอ่ยย้ำจนเขาเถียงไม่ออก
“ถ้าเกิดว่านี่เป็นพี่รี่จริงๆ แล้วแม่งหลุดมาได้ไงวะ? ที่มึงเคยส่งมาให้กูดูก็ยังมีอีกตั้งหลายคนนี่ หลุดมาแบบเดียวกัน ถ่ายหน้ากระจกท่าเดียวกันเลย” โมขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย
“ไอ้ที่มึงเห็นเนี่ย แม่งเป็นแค่ภาพตัวอย่าง คนปล่อยเจ้าเดิมแม่งทำโปรโมทไว้ให้ลูกค้าโอนเงินไปให้ นอกจากพี่รี่แล้วก็ยังมีอีกสองสามคนที่มันลงรูปยั่วไว้ กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแม่งไปทำอีท่าไหนถึงหลอกเอารูปพวกนี้จากเจ้าตัวมาได้ แต่ที่กูรู้นะ ถ้าแม่งปล่อยออกมาจริงคงไม่เบลอหน้าแบบนี้หรอก ถ้าถึงตอนนั้นนะรับรอง... อนาคตพี่รี่ดับวูบแน่ๆ ได้เป็นข่าวใหญ่แน่มึง” ป๊อบเอ่ยออกมาอย่างกังวล ส่วนโมที่ได้ฟังแบบนั้นก็พลอยนึกเครียดตามไปด้วยอีกคน
“แล้วอีกอย่าง ที่กูมั่นใจว่านี่เป็นรูปพี่รี่แน่ๆ เพราะงวดนี้แม่งเบิ้ลราคาเป็นสองเท่าจากคราวที่แล้วเลย จากหมื่นห้าปาเข้าไปตั้งสามหมื่น แสดงว่าแม่งมั่นใจว่างานตัวเองต้องดีมากๆ” ป๊อบเสริมเหตุผลเพิ่มอีกข้อ
“ไหน... ขอกูดูไอ้เว็บที่มึงว่าแบบชัดๆ หน่อย เปิดให้กูดูที” โมบอกเพื่อน และเพียงครู่เดียวทั้งสองก็ย้ายมานั่งประกบจ้องคอมพิวเตอร์อยู่ข้างๆ กันในห้องนอนชั้นบน
ป๊อบเริ่มต้นอธิบายขั้นตอนต่างๆ ของการ ‘ซื้อขายแลกงาน’ ให้โมฟัง ไล่ตั้งแต่การโปรโมทรูปภาพยั่วน้ำลายผ่านกระทู้ในบอร์ดลับ เพื่อให้สมาชิกที่สนใจได้เข้ามาลงชื่อติดต่อสั่งซื้อรูปกับคนขายผ่านทางอีเมล์ที่ระบุไว้อีกทอดหนึ่ง หลังจากนั้นก็เป็นขั้นตอนของการชำระเงินผ่านรูปแบบของการส่งรหัส ‘ทรูมันนี่’ ให้คนขายนำไปกรอกรหัสเติมเงินเข้าระบบออนไลน์ของตนเองตามมูลค่าที่ได้กำหนดไว้ในตอนต้น เนื่องจากวิธีนี้ค่อนข้างปลอดภัยและแกะรอยยากกว่าการโอนเงินผ่านธนาคารตามปกติ เสร็จแล้วเจ้าของภาพก็จะส่งลิงค์ชั่วคราวสำหรับโหลดรูปไปให้กับทางลูกค้าอีกทีหนึ่ง เป็นอันจบสิ้นกระบวนการซื้อขายงานครั้งนั้น
สิ่งที่ชายหนุ่มได้พบเจอจากในเว็บก็มีทั้งงาน ‘แอบถ่ายห้องน้ำมหาฯลัย’ ซึ่งเป็นคลิปวิดีโอที่ถูกมือดีลอบเก็บบันทึกภาพของสาวๆ จำนวนนับร้อยคนที่กำลัง ‘ทำธุระส่วนตัว’ อยู่ภายในห้องน้ำของมหาวิทยาลัยชื่อดังต่างๆ ผ่านทางเจ้ากล้องแอบถ่ายขนาดจิ๋วที่ถูกติดตั้งซุกซ่อนเอาไว้ในมุมอับ ไม่ว่าจะเป็นที่จุฬาฯ, ศิลปากร ไปจนถึงห้องน้ำของร้านอาหารเจ้าดังที่บรรดานักศึกษาสาวๆ สวยๆ จากเอแบคชอบแวะเวียนไปใช้บริการ ซึ่งความพิเศษของงานชิ้นนี้ก็คือ... มันสามารถบันทึกภาพช่วงเวลาลับเฉพาะของนางเอกสาวระดับแถวหน้าของวงการเอาไว้ได้หลายคนเลยทีเดียว...
นอกจากนั้นก็ยังมีงาน ‘มุดดารา’ ซึ่งเป็นคลิปวิดีโอแอบถ่ายใต้กระโปรงของบรรดานักร้องและนักแสดงสาว ทั้งแบบที่ถูกถ่ายด้วยกล้องแอบถ่ายคุณภาพย่ำแย่จนภาพแตกยับดูไม่รู้เรื่อง ไปจนถึงคลิปที่ถูกด้วยกล้องคุณภาพสูงแบบ HD ชัดแจ่มแจ๋วจนเห็นไปถึงเม็ดสิวที่แก้มก้นของสาวๆ เหล่านั้น ซึ่งถูกพ่อค้าหัวใสนำมามัดขายรวมพร้อมกันทีเดียวกว่า 50 คลิป
หรือหากใครที่ไม่ปลื้มกับงานจำพวกแอบถ่ายวับๆ แวมๆ ที่ดูไม่สะใจ ก็ยังสามารถหันเหไปเลือกซื้อชิ้นงาน ‘ถ่ายนู้ดนางแบบ’ ซึ่งเป็นงานภาพนิ่งของบรรดานางแบบสาวเซ็กซี่ ที่ถอดให้เห็นกันแบบจะๆ เปิดเปลือยอล่างฉ่างเห็นทะลุเข้าไปทุกรูขุมขน มิหนำซ้ำยังเลยเถิดไปจนถึงขั้นที่ว่าพวกเธอเหล่านั้น ยอมให้บรรดาตากล้องหื่น ‘จัดหนัก’ แล้วบันทึกภาพเก็บไว้เป็นหลักฐานอีกด้วย!
และปิดท้ายด้วย ‘งานเซลฟี่เน็ตไอดอล’ ซึ่งเป็นกระทู้ชิ้นงานต้นเรื่องที่ป๊อบนำมาปรึกษากับเขาถึงบ้านนั่นเอง ซึ่งนอกจากเชอร์รี่ที่ถือว่าเป็นดารามีชื่อเสียงคนหนึ่งแล้ว คนที่ตกเป็นเหยื่อของงานเซลฟี่ชุดนี้ก็ยังรวมไปถึงบรรดาเน็ตไอดอลสาววัยกระเตาะ ทั้งที่เคยมีผลงานถ่ายแบบนิตยสาร, ถ่ายโฆษณา, ออกเทป ไปจนถึงพวกที่เคยเล่นหนังเล่นละครซีรีส์ต่างๆ จนเป็นที่รู้จักคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่หลายต่อหลายคน
โดยที่ผ่านๆ มานั้นโมเองก็เคยได้เห็นผลงานบางส่วนจากทั้งที่เพื่อนรักเคยส่งมาให้ดูเป็นการส่วนตัว รวมถึงที่มีเพื่อนคนอื่นๆ แชร์ต่อๆ กันมาในกรุ๊ปไลน์ปกติ หรือแม้แต่บรรดาคลิปหลุดดังๆ ในอดีตอย่างเช่น ‘คลิปหลุดแอนนา’ ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่เคยนึกสงสารหรือรู้สึกเห็นอกเห็นใจอะไรต่อบรรดานางแบบที่ปรากฏอยู่ในคลิปเหล่านั้น ด้วยว่าไม่เคยไปรู้จักมักคุ้นอะไรกับพวกเธอเป็นการส่วนตัวมาตั้งแต่ต้น ตรงกันข้ามกลับรู้สึกสนุกสนานตื่นเต้น และกระตือรือร้นที่จะไปไขว่คว้าหามันมาครอบครองไว้ดูเป็นของตัวเองเสียอีก
แต่พอถึงคราวที่คนรู้จักในชีวิตจริงอย่างเชอร์รี่กำลังจะกลายเป็นเหยื่อในกระบวนการที่ว่า ชายหนุ่มก็เริ่มมองเห็นถึงผลกระทบอันน่าหวาดหวั่นที่อาจจะเกิดขึ้นกับชีวิตของบรรดาเหยื่อสาวในภาพหลุดที่เขาไม่เคยนึกใส่ใจขึ้นมาในทันที เขาแทบจะจินตนาการได้เลยว่าหากรูปภาพเหล่านี้เกิดหลุดออกไป ผลกระทบของมันจะก่อความเสียหายใดๆ ออกมาแก่อนาคตในวงการแสดงของเชอร์รี่ได้บ้าง นอกจากที่เธอจะต้องเสียหน้าเสียชื่อเสียงแล้ว เผลอๆ ความอับอายจากเรื่องที่เกิดขึ้นยังอาจส่งผลให้เธอเกิดอาการคิดสั้น จนเผลอตัดสินใจทำอะไรแย่ๆ ลงไปเพื่อที่จะหลบหนีจากปัญหาเหล่านั้นก็เป็นได้
“เฮ้ย... แบบนี้กูว่าไม่ดีแล้วว่ะ เรารีบเตือนพี่รี่เลยดีกว่า” โมหันไปบอกเพื่อนซี้ด้วยน้ำเสียงวิตกกังวล
“ไม่รู้ดิ กูไม่กล้าว่ะ จะให้กูไปบอกเค้ายังไงว่าที่รู้เนี่ยก็เพราะกูเคยซื้อขายงานพวกนี้มาจากคนอื่นเนี่ยนะ?” ป๊อบตอบเสียงอ่อย
“ห่า มันใช่เวลามากังวลเรื่องนั้นป่ะวะ? มึงจะปล่อยให้ภาพพวกนี้มันหลุดออกไปเหรอ?” ชายหนุ่มทำเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ
“ถึงมึงจะพูดแบบนั้นแล้วเราสองคนจะทำอะไรได้วะ? ภาพแม่งหลุดมายังไงก็ไม่รู้ คนปล่อยเป็นใครก็ยังไม่รู้เลย” เพื่อนซี้รีบแย้ง
“ก็เพราะแบบนั้นถึงต้องไปคุยกับพี่รี่ตรงๆ ไง อย่างน้อยๆ พี่เค้าก็น่าจะรู้ป่ะ ว่าคนปล่อยคือใคร จะติดต่อมันได้จากที่ไหน” ชายหนุ่มเถียงกลับหน้าเครียด
“ถ้ามึงไม่คุย กูคุยเองก็ได้” โมพูดตัดบท แล้วตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเบอร์โทรหาสาวรุ่นพี่คนสนิทที่บัดนี้กลายเป็นดารามีชื่อเสียงไปแล้วทันที เสียงสัญญาณรอสายดังขึ้นซ้ำๆ อยู่หลายครั้งแต่ไม่มีคนรับ เขาลองพยายามโทรใหม่อีกสองครั้ง แต่ก็ยังคงได้ผลลัพธ์แบบเดิม จึงต้องยอมกดตัดสายทิ้งไปในที่สุด
“ไม่รับเลยว่ะ” โมหันไปบอกเพื่อน
“แหงดิวะ พี่รี่แกเป็นดาราไปแล้ว คงไม่คิดจะมาสุงสิงอะไรกับพวกเพื่อนเก่าๆ หรอก ยิ่งโดยเฉพาะกับคนที่รู้ความลับของแกแบบเราสองคนด้วย” ป๊อบกล่าวอย่างน้อยใจ
“หรือแกเปลี่ยนเบอร์เปลี่ยนไลน์ไปหมดแล้ว?” โมลองเดาเหตุผลไปต่างๆ นาๆ
“คงงั้นแหละ” เพื่อนซี้พยักหน้าเห็นด้วย
“แม่งเอ๊ย... ใครจะไปคิดว่าเรื่องพวกนี้จะเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวเรา” ชายหนุ่มบ่นอุบอย่างเซ็งๆ
“กูต่างหากที่อยากพูดประโยคนั้น แม่ง... ขำไม่ออกเลย เคยแต่ขายภาพหลุดคลิปหลุดคนอื่นเค้ามาตลอด ถึงวันนึงดันมาเจอภาพของคนรู้จักเสียเอง” ป๊อบรำพึงรำพัน
“มึงก็ควรจะเลิกทำไอ้ธุรกิจบ้าๆ บอๆ นี้ได้แล้วนะ ดันทุรังทำต่อไปก็มีแต่จะเป็นการทำบาปกับผู้หญิงพวกนั้นเปล่าๆ สงสารคนอื่นเค้า ไม่รู้ชีวิตต้องพังไปกี่รายแล้ว” โมได้ทีรีบออกปากเทศน์ใส่เพื่อน
“เออ... รู้แล้วน่า” เพื่อนซี้ตอบกลับมาหน้าเจื่อนๆ ก่อนจะยกเบียร์ขึ้นจิบเพื่อดับความร้อนรุ่มภายในใจไปอึกใหญ่
“แล้วนี่จะเอาไงดีวะ? แค่จะเตือนพี่แกก็ยังทำไม่ได้เลย ทุเรศชิบเป๋ง” โมสบถออกมาอย่างเซ็งๆ
“หรือมึงรู้ที่อยู่พี่เค้าป่ะล่ะ? จะลองแวะไปหาเค้าดูเลยมั้ย?” ป๊อบเสนอความเห็นเพิ่ม
“ไม่รู้เลยว่ะ ที่กูเคยไปเจอเค้ามานั่นมันก็ตั้งแต่สมัยที่เค้ายังอยู่หอแถวมหาฯลัยอยู่เลย ผ่านมาตั้งเป็นปีๆ แล้ว ป่านนี้แกคงซื้อบ้านหรือคอนโดเป็นของตัวเองไปแล้วล่ะมั้ง” เขาส่ายหัว
“เฮ้อ...” อีกฝ่ายถอนหายใจออกมายาวๆ อย่างอับจนหนทาง
“เฮ้ยๆ นึกออกแล้ว! ก่อนหน้านี้กูเคยมีเบอร์เพื่อนพี่เค้าตอนที่ทำงานแพคเกจครีมให้นี่หว่า” โมโพล่งออกมาเสียงดังเมื่อนึกขึ้นได้
“ใครวะ?” ป๊อบพลันส่งเสียงตื่นเต้นตามไปด้วย
“มึงไม่รู้จักหรอก ชื่อพี่ลินิน เป็นพริตตี้เพื่อนสนิทเค้า กูว่าพี่แกน่าจะยังมีเบอร์ติดต่อกับพี่รี่อยู่นะ” โมตอบ ก่อนจะก้มหน้ากดหาชื่อของพริตตี้สาวรุ่นพี่จากรายชื่อที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์
“นี่ไง! เจอละ” ชายหนุ่มส่งเสียงดีใจ ก่อนจะลองกดโทรออกไปหาเธอทันทีโดยไม่รอช้า
“ฮัลโหลค่ะ?” ไม่นานปลายสายก็ตอบกลับมา
“พี่ลินินรึเปล่าครับ? นี่ผมโมนะ โมที่เคยทำแพคเกจครีมให้พี่ รุ่นน้องพี่เชอร์รี่น่ะครับ” โมรีบแนะนำตัวไปในสายแบบรวบรัด
“โม... เอ... อ๋อๆ น้องโม ว่าไง มีอะไรรึเปล่าคะ?” คู่สนทนาฟังแล้วก็เริ่มจำเขาได้
“คือผมจะโทรติดต่อพี่เชอร์รี่น่ะครับ แต่ไม่รู้ว่าพี่เค้าเปลี่ยนเบอร์ใหม่รึเปล่า ก็เลยอยากจะลองโทรมาขอเบอร์จากพี่ดู”
“อ๋อ ได้จ้ะ งั้นแป๊บนึงนะ เดี๋ยวพี่ขอกดดูเบอร์ในเครื่องก่อน” ลินินกล่าว
“ครับผม ขอบคุณมากครับ” ชายหนุ่มเอ่ยขอบคุณ และครู่หนึ่งเขาก็ได้หมายเลขที่ต้องการมาจากพริตตี้สาวรุ่นพี่ในที่สุด
“แล้วนี่เชอร์รี่เค้าไม่ได้บอกเราเหรอว่าเปลี่ยนเบอร์ใหม่แล้ว?” ลินินเอ่ยถามเสียงแปลกใจ
“คือผมไม่ได้คุยกับเค้านานแล้วน่ะครับ พอจะมาติดต่อใหม่อีกรอบก็เลยไม่รู้จะทำยังไง” โมสารภาพ
“อืม โอเค งั้นลองโทรไปดูนะ เค้าน่าจะยังใช้เบอร์นี้แหละ เพราะพี่พึ่งโทรคุยกับเค้าอยู่เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง” คู่สนทนาบอก
“ครับๆ เดี๋ยวผมจะลองโทรไปเลย ขอบคุณนะครับพี่ลินิน งั้นผมไม่กวนพี่แล้ว” โมพยายามตัดบทเพราะอยากลองโทรหาเชอร์รี่ไวๆ
“จ้า บ๊ายบาย” ปลายสายตอบ ก่อนที่เธอจะกดวางสายไป
“อ่ะ ได้มาละ” โมหันไปบอกป๊อบที่นั่งลุ้นตามอยู่ข้างๆ
“โทรเลย” เพื่อนซี้รีบส่งเสียงเชียร์
“เออ ก็จะโทรอยู่นี่ไง” ชายหนุ่มเอ่ย แล้วก้มลงกดหมายเลขที่ตัวเองจดลงกระดาษไว้ เสียงสัญญาณดังขึ้นอยู่ครู่ใหญ่ๆ แต่ก็ยังไม่มีคนยอมรับสายอยู่ดี จนชายหนุ่มชักออกอาการกังวลขึ้นมาว่าจะติดต่อเธอไม่ได้จริงๆ
“ห่า ไม่รับอีกแล้วว่ะ” โมบอกเพื่อน
“เชี่ยเอ๊ย แค่จะติดต่อพี่รี่ทำไมมันยากงี้วะ?” ป๊อบสบถ แต่ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะพูดอะไรต่อ จู่ๆ เสียงริงโทนของโมมันก็ดังขึ้น พร้อมกับที่หมายเลขซึ่งเขาได้กดโทรออกไปเมื่อสักครู่ มันก็พลันมาปรากฏอยู่บนหน้าจอ
“เฮ้ยๆ พี่เค้าโทรมาแล้ว” โมส่งเสียงตื่นเต้น ก่อนจะรีบกดรับสาย
“ฮะ... ฮัลโหลครับ นั่นพี่เชอร์รี่รึเปล่าครับ?” โมลองถามเลียบเคียงไปด้วยอาการประหม่าเล็กๆ
“ค่ะ นั่นใครคะ?” คำตอบจากปลายสาย คล้ายเป็นการยืนยันว่าในที่สุดโมก็ได้พูดคุยอยู่กับคนที่ตัวเองตามหาแล้ว
“พี่รี่ นี่ผมโมเองนะครับ จำได้มั้ย?” โมเอ่ยชื่อตัวเองออกไปด้วยน้ำเสียงดีใจ
“อ้าว! โม! ว่าไงเนี่ย? เป็นไงบ้าง?” เชอร์รี่ออกอาการประหลาดใจที่ได้คุยกับเขา
“สบายดีครับ” เขาตอบสั้นๆ
“นี่เรียนจบแล้วใช่มั้ย?” เชอร์รี่ถาม น้ำเสียงของเธอบอกให้เขารู้ว่าคู่สนทนาเองก็ดูจะดีใจอยู่ไม่น้อย
“จบมาพักนึงแล้วครับพี่” โมตอบ
“แล้วทำงานอะไรอยู่ ยังทำกราฟฟิกเหมือนเดิมมั้ย?” สาวรุ่นพี่ยิงคำถามอีก
“ก็ทำกราฟฟิกแหละครับ แต่ว่าไม่ได้ทำกับบริษัทไหนประจำ ตอนนี้มารับเป็นฟรีแลนซ์อยู่ที่บ้าน” ชายหนุ่มค่อยๆ อัพเดทชีวิตประจำวันของตัวเองให้เธอฟัง
“เก่งๆ พึ่งจบใหม่ๆ อายุแค่นี้ก็ทำฟรีแลนซ์ได้แล้ว” เชอร์รี่กล่าวชื่นชม
“ไม่หรอกครับ ก็แค่พอถูไถเอาตัวรอดไปได้น่ะ” โมรีบพูดออกตัวไปอย่างถ่อมตน แล้วตัดสินใจกดปุ่มเปิดสปีกเกอร์โฟนเพื่อให้ป๊อบที่นั่งเงี่ยหูฟังอยู่ข้างๆ ได้ฟังด้วยกันแบบชัดๆ
“ตายละ ไม่ได้คุยกันตั้งนานเลยเนอะ” หญิงสาวบอกอย่างอารมณ์ดี
“จริงๆ ผมลองโทรไปหาพี่แล้วก่อนหน้านี้ แต่ว่าไม่มีคนรับ เลยไม่แน่ใจว่าพี่เปลี่ยนเบอร์รึยัง” เขาตอบ
“ใช่ๆ พี่เปลี่ยนเบอร์มาได้ซักพักแล้วล่ะ แล้วนี่โมไปได้เบอร์พี่มาจากไหนเนี่ย? พี่จำได้ว่ายังไม่ได้บอกโมเลยนี่นา” อีกฝ่ายชวนคุยต่อ
“อ๋อ ผมไปขอเบอร์พี่มาจากพี่ลินินน่ะครับ เมื่อตะกี้นี้เอง” เขาตอบไปตามจริง
“อ้าวเหรอ? แล้วโมมีอะไรรึเปล่า ถึงโทรมาหาพี่แบบนี้?” สาวรุ่นพี่ถามเข้าประเด็นทันที เพราะตระหนักดีว่าการที่เขาอุตส่าห์ไปขวนขวายหาเบอร์โทรของเธอมาจากเพื่อนคนอื่นแบบนี้ ก็คงจะเป็นเพราะมีธุระต้องการติดต่อกับเธอจริงจังแน่ๆ
“คือผม... คิดถึงพี่รี่เฉยๆ น่ะครับ พอดีวันก่อนไปเห็นโฆษณาที่พี่เล่นไว้ เลยนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้คุยกันนานแล้ว” โมอ้างไปแบบข้างๆ คูๆ เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะพูดถึงเรื่องภาพหลุดยังไงที่จะไม่ทำให้เธอต้องรู้สึกเสียขวัญ
“ตัวไหนอ่ะ? หรือหมายถึงอันที่เป็นของเพรียวคอฟฟี่อ่ะเหรอ?” เชอร์รี่กระตือรือร้นถาม
“ใช่ครับๆ อันนั้นแหละ” โมได้ทีรีบตอบเออออตามทันที
“โหย อันนั้นถ่ายช่วงที่พี่โทรมสุดๆ เลย ติดคิวถ่ายซิทคอมรัวๆ จนนอนไม่ค่อยพอ ถ้าลองดูดีๆ จะเห็นเลยว่าขอบตางี้คล้ำไปหมด” สาวรุ่นพี่เล่าอย่างออกรส
“ไม่หรอกครับ ผมว่าพี่รี่ก็สวยเหมือนเดิมแหละ” โมแกล้งยอเธอทั้งที่จริงๆ แล้วเขาเองไม่เคยเห็นเจ้าโฆษณาตัวที่ว่านี้แม้แต่ครั้งเดียวเลยด้วยซ้ำ
“อุ๊ยตายแล้ว ปากหวานนะเรา” อีกฝ่ายหัวเราะคิกคักชอบใจ
กระทั่งพอเห็นว่าเรื่องที่คุยกันมันชักจะไม่คืบหน้าไปไหน ป๊อบจึงรีบใช้ศอกสะกิดโมเบาๆ เหมือนตั้งใจจะกระตุ้นให้เพื่อนเริ่มต้นเข้าเรื่องเสียที ฝ่ายโมที่รู้ตัวจึงหันไปทำปากบอกเพื่อนว่า ‘รู้แล้ว’ แบบไม่มีเสียง
“พี่รี่ครับ อาทิตย์นี้พี่ว่างมั้ย? ผมอยากจะชวนพี่ไปกินข้าวด้วยกันซักมื้อ ให้มันหายคิดถึงซักหน่อย” โมเกริ่นชวนสาวรุ่นพี่
“โมหมายถึงไปกินข้าวกันเฉยๆ ใช่มั้ย?” เชอร์รี่ถามกลับมาแบบแฝงความนัย
“ครับๆ ไปกินข้าว นั่งคุยกัน แค่นั้นเลย” เขารีบตอบให้เธอสบายใจ
“อืม... มมม ถ้างั้นซักวันเสาร์เที่ยงๆ เป็นไง? พี่ว่างอยู่ โมสะดวกมั้ยล่ะ?” สาวรุ่นพี่เอ่ยเวลานัดหมายมาล่วงหน้า
“วันเสาร์เที่ยงก็ได้ครับ” โมรับคำทันที
“เจอกันแถวไหนดี?” เชอร์รี่ถามต่อ
“พี่อยากไปแถวไหนอ่ะครับ เอาที่พี่สะดวกเป็นหลักดีกว่า เผื่อต้องไปธุระต่อ ส่วนผมยังไงก็ได้” โมโยนการตัดสินใจกลับไปให้เธอ
“ถ้างั้นพี่ว่าเจอกันแถวทองหล่อดีกว่า มันมีร้านอาหารญี่ปุ่นอร่อยๆ อยู่ตรงนั้น พี่เคยไปกินบ่อย โมน่าจะชอบ”
“ได้ครับ เอาตามนั้นเลย” เขาเออออตาม
“งั้นเดี๋ยวพี่ขอไลน์โมหน่อย จะได้ส่งโลเกชั่นร้านไปให้ แบบนั้นน่าจะสะดวกกว่า” เชอร์รี่เอ่ยทิ้งท้าย แล้วทั้งคู่ก็กดแอดแลกไลน์เพื่อเอาไว้ใช้ติดต่อหากันในภายหลัง ก่อนที่สาวรุ่นพี่จะเป็นฝ่ายวางสายไปเพราะต้องรีบไปทำธุระต่อ
“ตกลงว่าไง? มึงจะไปกะกูป่ะ?” พอได้วันเวลาและสถานที่นัดหมายเสร็จเรียบร้อยแล้ว โมจึงค่อยหันไปถามความเห็นจากเพื่อนสนิทที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ มาตลอด
“ไปดิวะ คุยกันมาถึงขนาดนี้แล้ว” ป๊อบประกาศชัด
“เออ งั้นก็ตามนั้นแหละ วันเสาร์ไปเจอกันอีกทีที่ร้านเลย” โมกล่าวสรุปเรียบๆ
=======================================
เมื่อถึงวันนัดหมาย... ทั้งโมและป๊อบก็มาพร้อมหน้ากันที่ร้านอาหารญี่ปุ่นเล็กๆ ชื่อ ‘Hattori’ ในซอยทองหล่อ 17 พวกเขามาช้ากว่าเวลานัดเล็กน้อยเพราะต้องใช้ความพยายามมากพอสมควรเลยทีเดียวกว่าที่จะหาทางเข้าเจอ เนื่องจากตัวร้านนั้นซุกซ่อนตัวอยู่ภายในซอกหลืบเล็กๆ ของอาคารร้านค้าแห่งหนึ่ง พื้นที่ภายในร้านค่อนข้างคับแคบ อีกทั้งโต๊ะและที่นั่งก็มีจำนวนเพียงแค่ 4 ตัวเท่านั้นหากไม่นับรวมที่นั่งเคาน์เตอร์บาร์หน้าครัว นอกจากพวกเขาสองคนแล้วลูกค้าที่เหลือภายในร้านก็ล้วนแต่เป็นชาวญี่ปุ่นทั้งสิ้น พอโมลองมองลึกเข้าไปจึงพบว่าเชอร์รี่นั้นได้มานั่งรอพวกเขาอยู่ที่โต๊ะตัวในสุดแล้ว ชายหนุ่มกับเพื่อนจึงเดินตรงรี่เข้าไปหาเธอทันที
“พี่รี่ครับ” โมส่งเสียงทักสาวรุ่นพี่ที่กำลังก้มหน้ากดโทรศัพท์มือถืออยู่ บนโต๊ะด้านหน้าเธอมีจานเกี๊ยวซ่ากับแก้วเครื่องดื่มใส่น้ำแข็งที่วางรออยู่แล้ว
“อ้าว! นี่ป๊อบก็มาด้วยเหรอเนี่ย?” เชอร์รี่เงยหน้าขึ้นมามองพวกเขา ก่อนจะร้องออกมาอย่างแปลกใจ
“หวัดดีครับพี่” ป๊อบส่งยิ้มทักทายไปแบบขวยเขินเล็กๆ
ภาพลักษณ์ของสาวรุ่นพี่ที่สองหนุ่มได้เห็นในวันนี้ถือว่าเปลี่ยนแปลงไปจากภาพความทรงจำที่พวกเขาเคยมีต่อเธออย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหนุ่มป๊อบที่แทบไม่ได้ติดต่อไปมาหาสู่กับเธอเลยหลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษา จากเด็กสาวกร้านโลกผู้เคยประทินโฉมใบหน้าด้วยเครื่องสำอางราคาถูกเพื่อปิดซ่อนรอยสิวฝ้าที่มีอยู่เต็มแก้มในชุดนักเรียน บัดนี้กลับแปลงร่างเป็นสาวงามผู้โฉบเฉี่ยวทั้งเครื่องหน้าและผิวพรรณที่เนียนผ่อง ดวงตาและริมฝีปากถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงระยับยี่ห้อ ‘บ๊อบบี้ บราวน์’ เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ในวันนี้ก็ดูหรูหรามีราคารับกับสถานภาพความเป็นดาราของเธออยู่ไม่น้อย ท่อนบนเป็นเสื้อสูทคอปกแขนกุดสีดำแหวกตรงช่วงอก เข้าคู่มากับกางเกงขายาวขาเดฟ 6 ส่วน เสริมบุคลิกความสง่าด้วยส้นสูงสีเงินมันวาว
แม้อายุจะล่วงเลยผ่านวัยกระเตาะมานานหลายปีแล้ว แต่ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ยังดูอ่อนเยาว์ นิสัยแอ๊บแบ๊วเวลาอยู่ต่อหน้ากล้อง และเส้นผมที่ตัดซอยสั้นแทบไม่เคยปล่อยไว้ยาว จึงทำให้เชอร์รี่ยังดูละม้ายคล้ายเด็กสาวมหาฯลัยคนหนึ่ง เมื่อนำไปรวมเข้ากับบทบาทในวงการที่มุ่งเน้นไปทางสายงานเซ็กซี่ล้วนๆ จึงทำให้เชอร์รี่มีภาพลักษณ์ความเซ็กซี่ในแบบฉบับเปรี้ยวอมหวานที่ใครหลายคนถูกอกถูกใจ จนมีนักข่าวบันเทิงบางคนเคยทำนายเอาไว้ว่าเธอจะกลายเป็นตัวแทนของอดีตดาวร้ายหน้าเด็กสุดเซ็กซี่อย่างปีใหม่-สุมนรัตน์ได้เลย
“ไปไงมาไงเนี่ย? ถึงได้มาพร้อมหน้ากันสองคนเลย” เชอร์รี่เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“อ๋อ ผมชวนมันมาเองแหละครับ เห็นว่ามันก็ไม่ได้เจอหน้าพี่นานแล้วเหมือนกัน” โมปั้นเรื่องเป็นตุเป็นตะ
“ใช่ๆ นานกว่าโมอีกมั้ง กี่ปีแล้วนะป๊อบ?” ดาราสาวตอบ แล้วกวักมือชวนทั้งสองให้ลงมานั่งด้วยกัน
“ก็ตั้งแต่พี่จบม.6 ไปอ่ะครับ เจ็ด-แปดปีได้มั้ง” ป๊อบนับนิ้วแบบไวๆ
“โห โคตรนานเลยเนอะ” สาวรุ่นพี่ทำเสียงทึ่งๆ
“ไม่ได้เจอกันนาน พี่รี่สวยขึ้นเป็นกองเลยนะครับ” ป๊อบออกปากชมเธอด้วยสีหน้าปลื้มๆ
“แหม ปากหวานแบบนี้ แอบอยากได้รางวัลอะไรจากพี่รึเปล่าจ๊ะ?” เชอร์รี่พูดสวนขึ้นมาทันควัน
“เปล่าครับ ผมก็แค่พูดเรื่องจริงเฉยๆ” หนุ่มตี๋รีบปฏิเสธ พวกเขาทั้งสองคนแอบนัดแนะกันมาก่อนแล้วว่าจะพยายามชวนเธอคุยเล่นเรื่อยเปื่อยไปก่อนโดยไม่รีบพูดเข้าประเด็นเรื่องภาพหลุดทันที เพราะว่าไม่ต้องการสร้างความอึดอัดใจให้กับเธอตั้งแต่แรกพบหน้า
“แต่พี่รี่สวยขึ้นจริงๆ นะครับ เห็นไกลๆ ก็ยังดูออกเลยว่าเป็นดาราแล้ว” โมสนับสนุน
“ขอบใจจ้ะ ส่วนใหญ่ที่เห็นนี่ก็พึ่งเลเซอร์คลีนิคกับครีมบำรุงผิวมาทั้งนั้นแหละ” หญิงสาวตอบอย่างอารมณ์ดี
“ครีมพี่ลินินเหรอครับ?” โมยิงมุกแล้วอมยิ้ม
“โอ๊ย ครีมอีนินพี่ไม่กล้าใช้หรอก ขนาดตัวมันเองยังไม่ยอมใช้เลย” เชอร์รี่โพล่งหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ในขณะที่สองหนุ่มก็พลอยร่วมหัวเราะไปกับเธอด้วย
“เอ้าๆ สั่งอาหารก่อนเถอะ เดี๋ยวจะหิวแย่” สาวรุ่นพี่จัดแจงยื่นเมนูอาหารให้พวกเขาทั้งสองรับไปเปิดดูคนละเล่ม
ทั้งสามช่วยกันสั่งอาหารมากินร่วมกันคนละจานสองจาน ทั้ง ‘ไก่ทอดคาราอาเกะ’ ‘เนื้อวัวผัดถั่วงอก’ ‘ปลาหมึกสดคลุกวาซาบิ’ ‘ครีบปลากระเบนย่าง’ ‘แกงกะหรี่อบชีส’ ‘แซลมอนซาซิมิ’ และ ‘สปาเก็ตตี้ผัดพริกกระเทียม’ ที่เชอร์รี่ออกตัวว่าชื่นชอบเมนูนี้มากเป็นพิเศษ ตบท้ายด้วยเครื่องดื่มเย็นๆ เป็นเบียร์อาซาฮีสีทองอร่ามที่ถูกเสิร์ฟมาในแก้วแช่แข็ง ทั้งเย็นเจี๊ยบและชื่นใจถูกปากของสองหนุ่มจนต้องขอสั่งเพิ่มอีกคนละแก้ว ก่อนที่ของทานเล่นจะทยอยเสิร์ฟออกมาทีละจานๆ
“พี่รี่มากินที่นี่บ่อยเหรอครับ?” โมเอ่ยถามพลางหันมองสำรวจสภาพร้านไปรอบๆ ด้วยขนาดของร้านที่ค่อนข้างเล็กกะทัดรัด และไม่ได้มีความหรูหราสวยงามสมกับฐานะความเป็นดาราของสาวรุ่นพี่ จึงทำให้ชายหนุ่มอดรู้สึกแปลกใจที่เห็นเธอเลือกชวนเขามากินที่ร้านนี้ไม่ได้
“ช่าย พี่เคยมากินหลายครั้งแล้ว เพื่อนพามาน่ะ ตอนแรกก็ไม่รู้ด้วยนะว่ามันมีร้านนี้อยู่ แอบซะลึกเชียว” เชอร์รี่ตอบ
“ใช่ๆ พวกผมก็หาทางเข้าไม่เจอเหมือนกัน เดินวนอยู่ตั้งนานแน่ะ” ป๊อบพยักหน้า
“เมนูไม่เยอะเท่าไหร่แต่อร่อยแน่นอน เชื่อพี่ รสชาติแบบญี่ปุ่นแท้เลยแหละ แถมราคาไม่แพงมากด้วยนะ บรรยากาศก็เป็นส่วนตัวดี พี่ชอบมากเลย” เชอร์รี่กล่าวชมความดีงามของร้านนี้ให้พวกเขาฟังเป็นข้อๆ ด้วยสีหน้าปลาบปลื้ม
“เกี๊ยวซ่านี่ก็ดีนะครับ” โมเอ่ยเสริมขึ้น หลังจากใช้ตะเกียบคีบชิ้นเกี๊ยวในจานป้อนเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
“อร่อยจริงๆ ครับ” ป๊อบไม่ยอมน้อยหน้า รีบกล่าวชมตามเพื่อนอีกคน
“เนอะๆ พี่ต้องสั่งทุกครั้งที่มาเลยอ่ะจานนี้” สาวรุ่นพี่ยิ้มหน้าบาน
“แต่ส่วนตัวผมว่าดีสุดก็เบียร์ญี่ปุ่นนี่แหละ” หนุ่มหน้าตี๋กล่าวพร้อมกับยกแก้วเบียร์เย็นเฉียบขึ้นจิบอย่างเพลิดเพลิน
“ของพี่นี่ไม่ได้เลย ช่วงหลังๆ ต้องงดเบียร์งดเหล้า กินมากเหมือนแต่ก่อนไม่ได้แล้ว ไม่งั้นหุ่นพังหมดแน่ๆ ขี้เกียจต้องไปคอยรีดออกที่ฟิตเนสเป็นเดือนๆ” เชอร์รี่กล่าว
“พี่เล่นของที่ไหนอ่ะครับ?” โมเอ่ยถาม
“ฟิตเนสเฟิร์สจ้ะ แต่ช่วงหลังๆ ก็ไม่ค่อยมีเวลาไปแล้วล่ะ เน้นว่ายน้ำที่คอนโดเอา สะดวกกว่า” สาวรุ่นพี่ตอบ
“แล้วเวลาว่ายน้ำนุ่งบิกินีป่ะครับ?” ป๊อบถามหยอดมุก
“ก็นุ่งนะ ทำไมเหรอ?” เชอร์รี่ตอบยิ้มๆ
“หูย อิจฉาคนที่คอนโดพี่ ได้เห็นดารานุ่งบิกินีเพลินตาเลย” ชายหนุ่มเอ่ยแล้วหัวเราะร่วน
“โธ่เอ๊ย จะไปอิจฉาอะไรเค้า เธอสองคนน่ะ ‘ได้เห็น’ แล้วก็ ‘ได้จับ’ มากกว่าคนอื่นตั้งเยอะ” ดาราสาวยิงมุกกลับ เรียกเสียงหัวเราะให้ดังขึ้นรอบโต๊ะ
“แล้วนี่เดี๋ยวพี่ต้องไปธุระที่ไหนต่ออีกรึเปล่าครับ?” โมถามดักคอเธอเพื่อคำนวณเวลาสำหรับการพูดคุย
“พี่นัดเพื่อนไว้ที่คอนโดมันช่วงสี่โมงน่ะ เดี๋ยวซักสามโมงครึ่งค่อยกลับก็ได้ ไปจากนี่ไม่ไกลเท่าไหร่ นานๆ จะได้มาเจอพวกเธอซักที” เชอร์รี่เอ่ยเสียงหวาน
“อ๋อครับ” ชายหนุ่มพยักหน้าเบาๆ
“เออ... ไหนๆ เราก็สนิทกันอยู่แล้ว พี่บอกก่อนนะว่าเดี๋ยวนี้พี่ไม่ได้รับงานเหมือนเมื่อก่อนแล้ว กลัวพวกเธอจะเข้าใจผิด” เชอร์รี่หันซ้ายหันขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะป้องปากพูดกระซิบเพื่อไม่ให้ลูกค้าโต๊ะอื่นได้ยิน
“แหม พวกผมก็ไม่ได้มาหาพี่เพราะเรื่องนั้นซักหน่อย” โมรีบพูดออกตัว
“ไอ้นี่มันกลัวเมียครับ ไม่กล้านอกใจหรอก” ป๊อบแกล้งพูดแซวเพื่อน จนเชอร์รี่ถึงกับหลุดขำออกมา
“เหรอๆ คนเดิมที่เคยเล่าให้พี่ฟังป่ะ?” สาวรุ่นพี่ถามอย่างสนใจ
“คนเดิมครับคนเดิม” ชายหนุ่มตอบเขินๆ
“แล้วป๊อบล่ะ? มีแฟนเป็นตัวเป็นตนกับเค้ารึยัง?” เชอร์รี่หันไปถามทางป๊อบบ้าง แต่เจ้าตัวก็รีบส่ายหัว
“ไม่มีครับ ผมมันคนอาภัพหาใครรักจริงไม่ได้” หนุ่มหน้าตี๋แกล้งพูดตัดพ้อ
“ถุ้ย! หาไม่ได้หรือมึงไม่เอาเค้าเอง” โมแขวะเพื่อนบ้าง เรียกเสียงหัวเราะจากเชอร์รี่ได้อีกระลอกหนึ่ง
ตลอดระยะเวลาที่คุยกัน โมเองก็แอบจับสังเกตได้ว่าแม้เชอร์รี่จะมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะออกมาให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ แต่ทว่าในแววตาและน้ำเสียงของเธอนั้นกลับแฝงความรู้สึกเศร้าซึมบางอย่างซ่อนอยู่ภายในใจ กระทั่งเมื่ออาหารที่สั่งไว้ถูกทยอยนำมาเสิร์ฟ ทั้งสามจึงค่อยหันไปจัดการกับอาหารบนโต๊ะอย่างเอร็ดอร่อย กระทั่งพออาหารบนจานเริ่มพร่องลงไปจนเกือบจะหมดแล้ว สองหนุ่มจึงเห็นตรงกันว่าควรถึงเวลาที่พวกเขาจะพูดเข้าเรื่องธุระที่ตั้งใจมาคุยกับเธอเสียที
“พี่รี่ครับ...” โมเอ่ยขึ้นหลังใช้ทิชชู่เช็ดคราบอาหารที่มุมปากจนสะอาด
“หืม?” สาวรุ่นพี่ส่งเสียงครางเบาๆ แล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากแก้วเครื่องดื่มของตัวเอง
“คือจริงๆ แล้ว... ที่พวกผมนัดเจอกับพี่วันนี้ มันมีเหตุผลอย่างอื่นอยู่อีก” ชายหนุ่มกล่าวเว้นช่วง
“เหตุผลอะไร?” เชอร์รี่ถามขมวดคิ้ว เธอเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาจากการพยายามจับสังเกตน้ำเสียงของเขา ขณะที่ฝ่ายโมก็หันไปพยักพเยิดหน้าเป็นการส่งสัญญาณไปหาป๊อบที่นั่งข้างๆ
“พี่รี่พอจะจำรูปนี้ได้มั้ยครับ?” ป๊อบเอ่ยเสียงเครียด แล้วยื่นส่งมือถือให้เธอดู ในจอคือรูปภาพเปลือยของหญิงสาวที่ทั้งเขาและโมเข้าใจว่าเป็นตัวเธอปรากฏหราอยู่ พอสาวรุ่นพี่เห็นภาพบนจอเข้าก็ถึงกับทำหน้าตะลึง อ้าปากค้างเหมือนต้องการจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่มีเสียงใดๆ ดังลอดออกมา
“จำได้มั้ยครับพี่?” โมถามย้ำอีกคน
“นี่มันรูปอะไร? เปิดอะไรให้พี่ดูเนี่ย? บ้าเหรอ” เชอร์รี่กล่าวตะกุกตะกัก รู้สึกน้ำลายฝืดคอจนเธอต้องรีบยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบเพื่อหวังจะดับความกระหายในใจลงไปเสีย ซึ่งปฏิกิริยาที่เธอแสดงออกก็พอจะเป็นสิ่งที่สองหนุ่มแอบคาดหวังเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว
“อย่าทำเป็นเฉไฉเลยครับพี่รี่ พวกผมรู้หมดแล้วว่าคนในรูปนี้ก็คือพี่นั่นแหละ ผมจำตำแหน่งไฝสองเม็ดตรงนี้ได้” ป๊อบฟันธงเปรี้ยงอย่างมั่นอกมั่นใจ
“ไม่จริงนะ! เพ้อเจ้อไปกันใหญ่แล้วป๊อบ! พี่ไม่เคยถ่ายรูปพวกนี้ซักหน่อย” เชอร์รี่ปฏิเสธเสียงสั่น สีหน้าเธอบ่งบอกอาการตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เม็ดเหงื่อน้อยๆ ก็ค่อยๆ ผุดซึมขึ้นมาเกาะพราวอยู่ทั่วหน้าผาก หญิงสาวเหลือบมองภาพเปลือยบนหน้าจอแวบหนึ่งก่อนที่จะต้องรีบเบือนหน้าหลบเพราะไม่อยากเห็นภาพบาดตาบาดใจนั้นแบบชัดๆ
“พี่รี่... ผมพูดตรงๆ เลยนะ อีกไม่นานรูปพวกนี้มันกำลังจะถูกปล่อยขายในเน็ต แล้วไม่ใช่แค่รูปพี่คนเดียว แต่ยังมีคนอื่นอีกหลายคนเลยที่ตกเป็นเหยื่อเหมือนกันกับพี่ เพราะก่อนหน้านี้มันก็มีหลุดมารอบนึงแล้ว ผมไม่อยากให้พี่ต้องเจอเรื่องแย่ๆ เหมือนผู้หญิงพวกนั้น แล้วทางเดียวที่เราจะหยุดเรื่องนี้ได้ ก็คือพี่ต้องบอกพวกผมมาให้หมด ว่ารูปพวกนี้มันมาจากไหน” โมกล่าวเน้นย้ำแบบชัดถ้อยชัดคำ
“นี่พวกผมไม่ได้จะมารังแกอะไรพี่เลยนะครับ ตรงกันข้ามพวกผมอยากช่วยด้วยซ้ำ แต่ทางพี่เองก็ต้องให้ความร่วมมือกับพวกผมด้วยเหมือนกัน ถ้าอยากจะจับตัวคนร้ายที่ก่อเรื่องมาเข้าคุกให้ได้” ป๊อบพยายามเกลี้ยกล่อมเธอให้ยอมเปิดปาก
“ตกลงว่าคนในรูปนี้ใช่พี่รึเปล่าครับ?” โมถามย้ำอีกครั้ง พอโดนต้อนหนักๆ เข้าเชอร์รี่ก็เลยได้แต่นั่งนิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออกเหมือนต้องจำยอมรับสภาพ
“ใช่... รูปพวกนั้น... เป็นรูปของพี่เอง...” เชอร์รี่ยอมรับสารภาพแบบตะกุกตะกัก ก่อนที่หยดน้ำใสๆ จะค่อยๆ ไหลพรั่งพรูออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของเธอจนไหลอาบแก้มเป็นทาง ในขณะที่สองหนุ่มซึ่งนั่งฟังอยู่ก็ได้แต่หันมองหน้ากันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนที่พวกเขาจะถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างอ่อนใจ...