**** ที่บอกไปในตอนที่แล้วว่าจะมีอีก 2 ตอน แต่ในที่สุดต้องขอเป็น 3 ตอนรวมตอนนี้ด้วยครับ เพราะถ้าเป็นไปตามที่บอกไว้ เนื้อเรื่องมันจะยาวมาก เลยต้องให้เป็น 3 ตอนครับ****
ขอบคุณครับ
****Twin Tower****
**********************************************************************
ยูขับรถพาเธอเข้าไปในตัวเมืองก่อนที่จะมาหยุดที่หน้าอาคารหลังใหญ่ที่ทาสีฟ้า แล้วบอกหญิงสาวว่า
“นี่ไงสำนักงานใหญ่ของเมนเตซกรุ๊ป แต่พวกเราเรียกกันว่าตึกเก่า ส่วนตึกใหม่อยู่ข้างๆนี่ไงคุณ”
ยูพูดพร้อมชี้ให้ดูอาคารที่มีสีสันและรูปทรงสวยงามพร้อมอธิบายว่า
“บริษัทที่สำคัญๆของเราจะอยู่ที่ตึกเก่าหมายพวกถึงบริษัทพวกนี้แด้ดผมจะบริหารดูแลเอง ปกติแด้ดจะนั่งทำงานอยู่ที่นี่ ส่วนตึกใหม่นั้นบ็อบจะเป็นคนดูแลรับผิดชอบ”
“ทำไมดูเหมือนบ้านจัง”
ยูพยักหน้าแล้วตอบไปว่า
“ใช่แล้วคุณเมื่อก่อนแด้ดกับมัมอยู่ที่นี่แหละ เป็นบ้านของแกรนด์ฟา เอ่อผมหมายถึงพ่อกับแม่ของแด้ดนะก่อนที่จะย้ายไปที่บ้านหลังปัจจุบัน พอย้ายไปแด้ดเลยปรับปรุงให้เป็นออฟฟิต ก่อนจะสร้างตึกใหม่”
“แล้วตึกนี้มีกี่ชั้นละ”
“22 นะ มีดาดฟ้าด้วย เมื่อก่อนที่จะสร้างตึก บริษัทในเครือกระจายไปทั่วเมือง เช่าตึกคนอื่นทั้งนั้น พอย้ายไปบ้านหลังใหม่แด้ดเลยตัดสินใจระดมทุนพร้อมกู้แบ็งค์เพื่อสร้างตึกของตัวเองบริษัททุกบริษัทในเครือจะได้มาอยู่ที่เดียวกัน”
“งั้นแปลว่าบริษัทในตึกนี้เป็นของเมนเตซกรุ๊ปทั้งหมด”
หญิงสาวทำเสียงสูง ซึ่งยูพยักหน้าพร้อมตอบว่า
“ใช่แล้ว ไม่รวมบริษัทอื่นที่อยู่ในเมืองต่างๆกับประเทศอื่นๆนะ แต่ศูนย์กลางอยู่ที่นี่ ชั้น 2เป็น เนอสเซอรี่ ชั้น 4 เป็นศูนย์อาหารราคาถูก ชั้น 14 เป็นฟิตเนสมีเครื่องออกกำลังกายพร้อม ทุกอย่างคือสวัสดิการให้พนักงาน มื้อกลางวันแด้ดผมกับผู้บริหารก็จะไปทานกันที่ชั้น 4 เหมือนพนักงานทุกคน เราใช้เชฟมือดีจากโรงแรมในเครือสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาทำอาหารให้นะ”
“โห ทำไมดีอย่างนี้ละ”
“แด้ดกับมัมบอกว่าในเมื่อเค้ามาทำงานให้เรา เราก็ควรหาอะไรเพื่อมาตอบแทนให้เป็นขวัญกำลังใจ อย่างพวกลาคลอดเราให้ลาถึง 5เดือนเลยนะ แถมเบิกค่าคลอดได้อีกไม่รวมของเยี่ยม มัมเน้นตรงนี้มากถึงมีเนอสเซอรี่ในบริษัทให้พนักงานเอาลูกเล็กๆมาดูแลด้วยไงและก็ไม่เสียค่าใช้จ่ายนะ เราดูแลอย่างดี”
“งี้ใครๆก็อยากมาทำละสิ”
ยูไม่ตอบอะไรแล้วมองไปที่ตึกเก่าก่อนจะบอกว่า
“คุณเชื่อไหม ว่าบ้านหลังนั้นนะสร้างเสร็จก่อนผมเกิด 4 เดือน และ 4เดือนนั้นคือการตกแต่งการทดสอบระบบต่างๆ เท่ากับว่าทุกอย่างสมบูรณ์อยู่ในเดือนเดียวกับที่ผมเกิดเลย”
“หา เท่ากับบ้านหลังนั้นอายุเท่าคุณ”
“ใช่แล้ว ใครๆก็บอกนะว่าสร้างมาเพื่อรอผม ทั้งๆที่แด้ดกับมัมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องมาเลี้ยงผม ไปกันต่อเหอะไว้คราวหน้าถ้ามาวันทำงานผมจะพาคุณขึ้นไปข้างบน วันนี้ขึ้นไปก็ไม่มีอะไรลำบาก รปภ.อีก”
ยูพูดจบแล้วขับรถออกไป และเธอยอมรับว่ายูนั้นมีความชำนาญในเส้นทางเป็นอย่างมากยูพาเธอไปรอบๆเมืองและแหล่งท่องเที่ยว ถึงบางที่คนจะเยอะและใช้เวลาไม่นานนัก แต่ก็ให้ความสุขกับเธอได้เป็นอย่างดีจนลืมความวิตกที่อยู่ในใจและเธอใช้ผ้าพันคอกับหมวกไหมพรมที่ชายหนุ่มให้ยืมเพื่อป้องกันความหนาว ยูใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพเธอไว้หลายภาพก่อนจะส่งให้เธอทางไลน์ จนช่วงบ่ายเศษๆ ยูบอกเธอว่าจริงๆอยากพาเธอไปสนามฟุตบอล แต่วันนี้มีแข่งฟุตบอลคนจะเยอะเลยจะขอพาไปวันหลังและบอกด้วยว่าตนเองเป็นแฟนทีมบาร์เซโลน่ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ก่อนจะถามเธอว่า
“คุณหิวหรือยัง”
หญิงสาวพองแก้มพร้อมพยักหน้า ยูจึงถามต่อไปว่า
“คุณอยากกินอะไร”
“ก็แล้วแต่คุณสิ คุณเป็นเจ้าถิ่นนี่”
“ผมให้คุณเลือก ผมกลัวพาไปแล้วไม่ถูกปากคุณ คุณก็จะว่าผม”
“เฮ้ยเห็นชั้นเป็นคนยังไง”
“ชอบโวยไง”
“เดี๋ยวจะโดน กินอะไรก็ให้คุณพาไป แต่ถ้าไม่อร่อยชั้นโวยแน่นอน”
ยูย่นจมูกก่อนจะขับรถไปจอดใกล้ๆร้านอาหารแล้วบอกว่า
“งั้นผมให้คุณเลือกแล้วกัน มี อยู่ 2-3 ร้านแถวนี้ แต่น่าจะถูกปากคุณนะ”
แพงมองไปทางร้านอาหารและสะดุดตาอยู่ร้านหนึ่งที่ทาสีขาวดูเรียบๆ เธอจึงตัดสินใจเลือกร้านนั้นพร้อมพยักหน้าและบอกไปที่ยูว่า
“ไปที่ร้านสีขาวๆนั่นแล้วกัน”
“แน่ใจนะคุณ”
“ทำไมมีอะไรหรือไง”
“ผมถามเพื่อความมั่นใจ”
“ก็นั่นแหละชั้นเลือกแล้วไปเหอะหิวไส้จะขาดแล้ว”
ยูอมยิ้มก่อนจะพาเธอเดินลงจากรถไปที่ร้านอาหาร พอเข้าไปหญิงสาวพบว่าภายในตกแต่งร้านได้อย่างเรียบง่าย และมีลูกค้าอยู่พอสมควร แต่เธอสังเกตเห็นคนที่ท่าทางจะเป็นผู้จัดการร้านรีบวิ่งมารับก่อนจะพาไปโต๊ะที่ว่างทั้งคู่ต่างถอดแจ็กเก็ตกันหนาวพาดไปบนเก้าอี้แต่ผู้จัดการรีบให้พนักงานที่ตามมาติดๆรับไปแขวน พอนั่งลง เมนูมาถึงทันที แพงก้มรายการดูในเมนูซึ่งพบว่าทั้งภาษาสเปน,อังกฤษ.ฝรั่งเศสและอีกภาษาที่เธอเดาว่าเป็นอิตาลีแต่ยูก็พูดมาว่า
“คุณร้านนี้จะเน้นอาหารเพื่อสุขภาพนะ เมนูส่วนใหญ่จะเป็นปลา แต่ก็มีเนื้ออยู่บ้างคุณลองดูแล้วกัน แต่น้ำสลัดที่นี่ผมให้ 5 ดาวเลย”
เธอหยุดอ่านแล้วแยกเขี้ยวออกมาก่อนบอกว่า
“งั้นคุณสั่งให้ชั้น”
“งั้นห้ามบ่นผมนะ”
“ไม่รู้”
ยูอมยิ้มก่อนหันไปสั่งอาหารโดยไม่ดูเมนูเลยซึ่งทั้งคนที่เธอคาดว่าเป็นผู้จัดการกับพนักงานอีกคนรับออเดอร์อย่างรวดเร็วก่อนจะเดินจากไป แล้วยูหันมาบอกเธอว่า
“คุณร้านนี้ไม่มีน้ำอัดลมนะ ผมสั่งน้ำแอปเปิ้ลคั้นให้คุณ รับรองคุณต้องชอบ”
เธอพยักหน้าแต่ถามด้วยความสงสัยว่า
“คุณมาบ่อยหรือไง ดูท่าชำนาญและคนนั้นผู้จัดการหรือเปล่า”
“ใช่แล้วเค้าเป็นผู้จัดการ จะไม่ชำนาญยังละก็ร้านนี้เป็นของมัมผม เปิดมาตั้งแต่รุ่นพ่อกับแม่ของมัมแล้ว แล้วมัมก็มาบริหารต่อ เลยเน้นอาหารแนวเพื่อสุขภาพ เพราะมัมชอบทานอาหารแนวนี้”
เธอกระพริบตาถี่ๆ ก่อนบอกว่า
“งั้นเท่ากับตอนนี้มันเป็นร้านของคุณนะสิ มิน่าพนักงานถึงนอบน้อมเป็นพิเศษ “
“ยังไม่ถึงขนาดนั้น ตอนนี้แด้ดโอนให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมให้ทาง MD. ของโรงแรมดูให้”
“แล้วนี่เมนเตซกรุ๊ปนี่ทำอะไรมั่งนี่”
“กลับไปแล้วเล่าให้ฟังเรื่องมันยาว”
“เชอะ”
เธอเน้นเสียงพร้อมแลบลิ้นให้ ทำเอายูหัวเราะออกมา และพออาหารมา แพงไม่ผิดหวังเลยอร่อยจริงๆโดยเฉพาะสลัดซึ่งยูบอกว่า น้ำสลัดเป็นสูตรของมัม ที่ตนเองทานตั้งแต่เด็กๆแล้ว และเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของร้านนี้ รวมถึงปลาแซลม่อนย่างที่ถูกปากเธอมาก ยูก็บอกว่าเป็นสูตรที่หมักกับน้ำซอลที่ทาตอนย่างแม่ของมัมเป็นคนคิด และเป็นอาหารหลักที่มัมทำให้ยูทานมาตลอดเหมือนกับน้ำแอปเปิ้ลคั้นที่รสกลมกล่อมไม่เปรี้ยวหรือหวานจนเกินไปนัก ยูอธิบายเพิ่มว่าบางครั้งอาหารจากที่นี่ก็จะไปส่งที่บ้านเพื่อให้แด้ดทานหรือไม่ก็เชฟจะไปทำให้ที่บ้านโดยมิเชลจะเป็นคนคอยดูแลในเรื่องนี้
พอทานเสร็จหลังจากยูจัดการเซ็นต์ชื่อในบิลเรียบร้อยเสื้อแจ็คเก็ตของทั้งคู่ก็ถูกนำมาให้ ยูขอบคุณผู้จัดการร้านก่อนพาหญิงสาวออกไปจากร้านซึ่งเธอชมไม่หยุดว่าอร่อยจริงๆ และยูบอกว่าร้านนี้ราคาอาหารไม่แพงด้วย และพาเธอไปขึ้นรถ จากนั้นชายหนุ่มขับรถพาเธอไปอีกหลายที่
จนไปถึงตลาดแห่งหนึ่ง ซึ่งเธอเคยมาแล้ว แต่เธอก็ชื่นชอบกับบรรยากาศที่นี่ เธอชวนยูที่เดินข้างๆคุยตลอดแต่แล้วสักพักเธอก็รู้สึกว่าเธอพูดอยู่คนเดียว พอหันไปเห็นชายหนุ่มยืนอยู่ซื้อขนมอยู่ เธอถึงกับเม้มปากแน่นเอามือท้าสะเอว ที่จู่ๆยูก็แวะซื้อขนมโดยไม่บอกเธอปล่อยให้เธอเดินพูดคนเดียว พอยูเดินมาพร้อมถุงใส่เยลลี่และหยิบเยลลี่ใส่ปากพอเดินมาถึงยูยื่นถุงขนมให้แต่เธอบอกมาทันทีว่า
“นี่คราวหน้าคราวหลังจะหยุดซื้ออะไรก็บอกกันมั่งสิ”
“ทำไมหรือ”
“ไม่รู้”
ยูหัวเราะออกมาก่อนบอกว่า
“งั้นคุณเดินพูดคนเดียวละสิ”
หญิงสาวนั้นหน้าแดงขึ้นมาทันแต่ไม่ตอบได้แต่ค้อนอย่างเดียวยูจึงยื่นเยลลี่ให้อีกครั้ง แล้วบอกว่า
“เอานี่ร้านนี้ผมกินตั้งแต่เด็กๆ อร่อยดีหวานไม่มากด้วย”
แพงแก้เขินด้วยการเอาหยิบเยลลี่มากินก่อนจะเดินไปและเธอก็หยิบมากินไม่หยุดเพราะมันอร่อยจริงๆทำให้ยูทักว่า
“คุณนี่กินเก่งเนอะ ผมสังเกตมาหลายครั้งแล้ว”
เธอหยุดกินทันทีพร้อมทำตาขวางใส่แต่ยูไม่สนใจ หยิบเอาเยลลี่มากินแต่ก่อนที่จะเข้าปากแพงฉวยจากมือแล้วมาใส่ปากตนเองพร้อมบอกว่า
“นี่ว่าชั้นดีนักอย่ากินเลย”
ก่อนเดินไปยูยิ้มออกมาแล้วเดินตามเธอไปจนมาถึงจุดชมวิว ถึงลมค่อนข้างแรงแต่ยังดีที่มีแดดทำให้มีคนมายืนกันพอสมควร ทั้งคู่ต่างมองไปที่คฤหาสน์เมนเตซหญิงสาวหันมาที่ยูที่ตอนนี้ใส่แว่นกันแดด เธอจึงพูดลอยๆว่า
“มุมนี้ก็สวยนะ แด้ดกับมัมคุณเข้าใจเลือกที่ตั้งมากเลย และเป็นจุดเด่นอีกด้วย”
“เท่าที่ผมรู้ แด้ดไม่ได้ตั้งใจให้เด่นหรอกคุณ แต่มันมีเหตุผลหลายๆอย่างด้วยละ”
แพงไม่ได้ถามต่อว่าเพราะอะไร แต่เดาว่ายูคงเล่าให้เธอฟังเมื่อถึงเวลาแล้วเธอก็เอาโทรศัพท์ของเธอขึ้นมาก่อนสะกิดไปที่ยูว่า
“คุณมาเรามาเซลฟี่กันเถอะ เอาให้ติดบ้านคุณด้วย ถอดแว่นออกก่อนสิ”
ยูทำตามที่เธอบอกและทั้งคู่ต่างหันหลังให้คฤหาสน์ ก่อนที่หญิงสาวจะถ่ายรูปคู่ซึ่งเป็นรูปคู่รูปแรกของทั้งคู่โดยมีคฤหาสน์เมนเตซเป็นแบ็คกราวน์อยู่ด้านหลังลิบๆก่อนที่ยูจะชวนเธอเดินกลับไปที่รถหลังจากขับรถออกและขับผ่านเนินยูแกล้งเร่งเครื่องทำให้รถทำท่าเหมือนจะเหิน หญิงสาวร้องออกมาว่า
“เฮ้ยคุณ จะบ้าหรือไงไม่ใช่เครื่องบินนะ”
“ก็คุณบอกให้ผมขับแบบในหนังไง”
“ชั้นพูดแหย่คุณเล่น”
“อ่อ แต่จริงๆผมก็เรียนขับเครื่องบินอยู่นะ แต่ยังไม่จบครอส”
“หาอะไรนะ คุณนี่มันจะเอาทุกอย่างเลยหรือไง”
ยูอธิบายให้แพงฟังว่า เหตุผลที่เรียนคืออยากเรียนรู้ เพราะไหนๆแด้ดมีเครื่องบินส่วนตัวแล้วตนเองก็จะอยากจะขับเป็น หญิงสาวพยักหน้ารับรู้และเป็นจังหวะที่ผ่านท่าเรือที่สำหรับจอดเรือยอร์ช เธอเลยแกล้งพูดว่า
“อย่าบอกนะว่าแด้ดคุณก็มีเรือยอร์ชด้วย”
แต่ยูพยักหน้าแล้วบอกว่า
“มีสิ แต่มันจะเย็นแล้วกลับบ้านก่อนเหอะ และอีกอย่างผมไม่ได้บอกคาร์รอสด้วยว่าจะแวะที่นี่ ไปดูก็ไม่มีอะไร นอกจากเรือจอดเฉยๆ”
เธอพยักหน้าแต่ยังพูดต่อว่า
“งั้นคุณก็ขับเรือเป็นสิ”
ยูส่ายหน้าแล้วตอบว่า
“ผมไม่ใช่เจมส์บอนด์นี่คุณจะได้เป็นทุกอย่าง ผมขับไม่เป็นและไม่สนใจจะเรียนด้วย”
“อ้าวทำไมละ เพราะมันก็เหมือนที่คุณเรียนขับเครื่องบินไงเพราะคุณบอกว่าคุณจะได้เรียนรู้ไง”
“ผมเมาเรือนะคุณ เคยออกเรือไปเที่ยวทะเล2-3 ครั้ง ผมเมาเรือจนไม่สบาย มัมซะอีกไม่เป็นอะไรตอนเรือวิ่งไม่เท่าไหร่แต่พอจอดลอยลำเท่านั้นแหละผมมีอาการทันทีกลับมาถึงบ้านผมก็นอนซมไป2-3วันเลย ผมเลยเข็ด”
ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงอ่อยๆ แต่หญิงสาวนั้นหัวเราะไม่หยุด ยูเลยหันมาย่นหน้าให้เธอ จนขับรถมาถึงบ้าน ยูนำรถข้าไปจอดที่ลานจอดใต้ดินแล้วพาหญิงสาวเดินขึ้นไปที่ห้องโถง ซึ่งปาสกาลยืนรอรับอยู่แล้วซึ่งพ่อบ้านได้ถามว่าจะรับเครื่องดื่มอะไร แพงยิ้มกร่อยๆก่อนตอบว่า
“ขอบคุณคะ แต่ยังอิ่มอยู่เลยคะปาสกาล”
ยูมองแล้วยิ้มก่อนบอกมาเป็นภาษาฝรั่งเศสกับเธอว่า
“เอาแบบนี้ละกันคุณ ผมว่าคุณไปพักก่อนก็ได้แล้วค่อยลงมาทานมื้อเย็น ไป ผมพาคุณไปที่ห้องเอง ห้องมิเชลน่าจะจัดการเรียบร้อยแล้ว”
ซึ่งพ่อบ้านได้แจ้งมาว่าจัดห้องให้หญิงสาวเรียบร้อย ยูจึงพาเธอขึ้นบันไดไปที่ชั้น 3 และเลี้ยวไปทางห้องตนเองแต่เดินเลยไปห้องถัดไปก่อนจะบอกกับแพงว่า
“นี่ไงห้องพักคุณ”
เธอมองไปทั้งชั้นก่อนถามว่า
“บ้านนี้มีห้องนอนกี่ห้องละ”
ยูนิ่งคิดก่อนตอบว่า
“จำไม่ได้ เฉพาะชั้นนี้ถ้าหันหน้าไปทางหน้าบ้านคือแบบที่เรายืนอยู่ตรงนี้ ห้องมุมสุดฝั่งขวาเป็นของแด้ดกับมัม ส่วนมุมสุดฝั่งซ้ายเป็นของพ่อกับแม่ผม 2 แล้วนะ ส่วนห้องนี้ “
ยูพูดพร้อมชี้ไปที่ห้องตนเอง
“ห้องผม และห้องนี้เป็นห้องสำหรับแขกมาพักและถัดไปทางอีกก็มีอีกห้อง ซึ่งตรงนี้จะเห็นหน้าบ้าน ส่วนด้านนี้ทางฝั่งหลังบ้านก็มี อีก 4 ทั้งหมดกี่ห้องละ”
“9 ห้องเลยหรือ”
“ใช่แล้ว มาผมพาคุณเข้าไปเอง”
“เฮ้ยห้องนอนชั้น”
ยูทำหน้าแปลกๆก่อนจะตอบเธอไปว่า
“อะไรอีกละคุณ ผมจะเข้าไปบอกว่าอุปกรณ์มันมีอะไรบ้าง ถ้าไม่บอกคุณก็โวยวายอีก”
ยูพูดพร้อมเปิดประตูเข้าไปซึ่งแพงพบว่าเป็นห้องที่กว้างและตกแต่งอย่างสวยงามเตียงขนาดใหญ่ปรากฏให้เธอเห็นส่วนเป้ของเธอนั้นถูกนำมาวางบนเก้าอี้ข้างๆโต๊ะตัวขนาดย่อม ยูเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้งแล้วเรียกเธอให้มาดูของที่วางอยู่บนโต๊ะ
“คุณนี่รีโมทฮีทเตอร์นะ อันนี้รีโมทแอร์ ส่วนนี่รีโมททีวี แล้วนี่โทรศัพท์ภายใน”
ยูชี้ไปที่โต๊ะข้างๆหัวเตียงแล้วสอนวิธีใช้รีโมทกับกับเธอจนเธอเข้าใจก่อนจะบอกว่า
“ส่วนโทรศัพท์ใช้โทรติดต่อภายในบ้าน ถ้าคุณจะโทรหาผมก็กด 1สามตัว”
เธอพยักหน้ารับรู้ ก่อนที่ยูจะบอกว่า
“เอาละคุณพักก่อนก็ได้ สักทุ่มหนึ่งค่อยลงไปทานมื้อเย็นกัน ผมจะไปรอที่ห้องโถงนะ ถ้าหิวน้ำก็ดูในตู้เย็น”
เธอมองตามที่อีกมุมของห้องมีตู้เย็นขนาดย่อมๆอยู่ 1 ตู้ แล้วยูพูดต่อมาว่า
“งั้นผมขอตัวไปโทรศัพท์หาแม่ผมก่อนนะ ที่เมืองไทยตอนนี้ก็จวนจะเที่ยงแล้ว”
พูดจบยูเดินออกจากห้องแต่หญิงสาวบอกมาทันทีว่า
“ยูขอบคุณ คุณมากเลยนะวันนี้ที่พาชั้นเที่ยว”
“ไม่เป็นไรหรอกคุณ ผมก็ได้เที่ยวเหมือนกัน ผมไม่ได้เที่ยวแบบนี้มานานแล้วเหมือนกัน พักให้ตามสบายเลยนะคุณ”
ยูพูดจบเดินออกจากห้องทันที หญิงสาวมองตามและเธอเดินกลับไปที่หน้าต่างพร้อมมองไปที่สนามอันกว้างใหญ่ ซึ่งเธอเห็นทั้งลานจอดคอปเตอร์และอีกด้านเธอเดาว่าคงเป็นสนามขี่ม้าและศาลาทรงไทยแพงพึมพัมออกมาว่า
“สงสัยมีม้าให้ขี่ด้วยแฮะ”
ถึงแม้จะเข้าสู่ยามเย็นแต่ภาพที่เห็นก็สร้างความประทับใจให้กับเธอยิ่งนักโดยเฉพาะเมื่อมองไปที่ตัวเมืองและทะเล แต่แล้วบางอย่างก็เข้ามาครอบงำสร้างความวิตกให้กับเธอหญิงสาวเดินไปนั่งบนเตียงก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมา แล้วดูรูปที่ถ่ายไว้ในวันนี้เธอตัดสินใจที่จะนำรูปที่เธอถ่ายคู่กับยูมาเป็นหน้าจอแล้วบอกกับตัวเองว่า
“เท่านี้ก็พอแล้วนะแพง”
เธอพูดพร้อมเอนกายนอนลงบนเตียงที่อ่อนนุ่มพร้อมดูภาพที่หน้าจอโทรศัพท์ด้วยความสุขใจแม้จะมีความวิตกเรื่องอื่นเข้ามารบกวนแต่เธอก็พยายามสลัดทิ้งไป
จนไว้เวลาจวน 1 ทุ่มหญิงสาวที่หลังจากได้เข้าห้องไปล้างหน้าตาให้เรียบร้อย แต่ในห้องน้ำเธอก็ไม่วายบ่นออกมาว่า
“ห้องน้ำใหญ่กว่าห้องที่เราอยู่อีก จะรวยไปถึงไหนกันนะห้องนอนก็หรูยิ่งกว่าโรงแรม 5ดาวอีก”
เธอเดินลงบันไดและพบว่ายูนั้นยืนรอเธออยู่ที่ห้องโถงแล้วพอเธอเดินลงไปถึงยูบอกว่า
“ไปกินข้าวกัน”
แล้วเดินนำเธอไปอีก จนผ่านห้องอาหารขนาดใหญ่ที่มีโต๊ะยาวตั้งอยู่ เธอจึงถามไปว่า
“คุณเราไม่ได้กินกันที่นี่หรือไง”
“กินทำไม ที่ห้องนี้น่าเบื่อจะตาย ไปกินในครัวดีกว่าสบายกว่าเยอะ”
ยูตอบมาด้วยน้ำเสียงที่พูดไปหัวเราะไป ก่อนจะพาเธอไปห้องครัวที่เธอเห็นโต๊ะกลมอยู่กลางห้องบนโต๊ะมีอาหารจัดวางอยู่เรียบร้อย พร้อมกับมิเชลที่กำลังก้มหน้าปรุงอาหารอยู่บนเตาที่อยู่มุมห้อง ยูพยักหน้าชวนเธอไปนั่งที่โต๊ะซึ่งมีอาหารอยู่หลากหลายแต่เธอเห็นสิ่งหนึ่งที่อยู่ในชามขนาดใหญ่ เธอถึงกับอุทานว่า
“เฮ้ยคุณ อย่าบอกนะว่านี่คือต้มยำกุ้ง”
“ใช่แล้วฝีมือมิเชล อย่างอื่นก็มาจากร้านที่เราไปกินวันนี้ไง ผมสั่งไว้แล้ว ผมเห็นคุณชอบแซลม่อนย่างเลยบอกให้ทางร้านทำมาส่ง”
มิเชลที่เดินมาพร้อมโถใส่ข้าวได้ตอบความสงสัยของเธอก่อนที่เธอจะถามว่า
“ต้มยำกุ้งแม่จูเนียร์เป็นคนสอนให้คะ สอนให้ทั้งดิฉันทั้งมาดามคะ ตั้งแต่จูเนียร์มาอยู่ที่นี่ เราจะมีอาหารไทยทุกวันคะ”
ยูพยักหน้าและบอกเสริมว่า
“ที่บ้านนี้จะมี อาหารไทยอย่างน้อยวันละมื้อครับ และแด้ดก็ชอบ มิเชลจะเป็นคนทำให้ เพราะแม่ผมสอนไว้ ตักข้าวเลยครับมิเชล”
ประโยคหลังยูหันไปบอกแม่บ้าน ข้าวสวยร้อนๆถูกตักใส่จาน แพงมองหน้ายูเหมือนจะให้อธิบาย
“คืออย่างที่บอกไงคุณเราจะมีอาหารไทยทาน ก็ต้องมีข้าวพวกนี้นะเป็นข้าวหอมมะลิ ผมเอามาเองแหละใส่เครื่องบินมา 10 กิโล20กิโลแล้วแต่บางครั้งถ้าหมดจริงๆก็เอาจากโรงแรมมาก่อน ส่วนพวกวัตถุดิบนะ บางอย่างแม่ผมก็ส่งมาให้ หรือไม่ก็ฝากมากับผม บางอย่างเราก็ปลูกเองได้ พรุ่งนี้ผมจะพาคุณไปดูเรือนเพาะชำที่อยู่หลังบ้าน อย่างมะกรูดนี่แม่ผมก็ชำมาปลูกที่นี่ เอาทานสิคุณกำลังร้อนๆ”
หญิงสาวทานข้าวสวยร้อนๆพร้อมตักต้มยำกุ้งมาทานอย่างเอร็ดอร่อย และเธอยอมรับรสชาติไม่แพ้กับที่แม่เธอทำเลยพร้อมกับชมมิเชลไม่ขาดปากก่อนจะบอกว่าเธอนั้นก็พอทำกับข้าวได้ไม่กี่อย่างแต่ทำอร่อยสู้แม่ไม่ได้ส่วนน้องสาวเธอนั้นทำไม่เป็นเลย ยูบอกว่าแม่ของตนเองนั้นทำอาหารเก่งเพราะได้มาจากยายเหมือนกับมัมที่ทำอาหารเก่งเหมือนกัน พอทานไปได้สักพักเธอเงยหน้าบอกกับชายหนุ่มว่า
“ยูมีโค้กหรือเปล่า ชั้นอยากกินนะ”
“ตู้เย็นข้างหลังคุณนั่นไง เปิดเลย”
เธอหันไปมอง แล้วพบแต่ผนังห้อง พร้อมนึกว่า อีตาจูเนียร์กวนประสาทเธออีกแล้ว แพงหันมาทันทีก่อนจะบอกว่า
“ไหนละ มีแต่ผนังอย่ากวนสิ”
“ก็นั่นไงคุณ ประตูตู้เย็นเราทำแบบบิ้วท์อิน คุณหันไปก็เจอ ดูดีๆจะเห็นด้ามจับประตู”
เธอหันไปมองและจริงๆอย่างที่ยูบอก เธอลุกขึ้นและเอื้อมมือไปจับและดึงออกเป็นตู้เย็นจริงๆ และมีเครื่องดื่มนานาชนิดเรียงรายอยู่ข้างใน แต่เธอสังเกตเห็นเหยือกขนาดใหญ่2-3เหยือกที่คาดว่าน่าจะเป็นน้ำผลไม้วางอยู่ติดๆกัน หญิงสาวหยิบโค้กกระป๋องออกมาด้วยใบหน้าที่เขินอายก่อนจะพึมพัมว่า
“ใครจะไปรู้ละ ที่บ้านไม่เคยมีแบบนี้”
ดีที่ยูไม่หัวเราะอะไรออกมาชายหนุ่มก้มหน้าทานข้าวโดยไม่สนใจแต่มิเชลรีบนำแก้วกับหลอดดูดมาให้เธอทันที ทำเอาแพงพูดขอบคุณแทบไม่ทัน และยูก็บอกมาว่า
“คุณชอบดื่มน้ำพวกนี้หรือ”
“ใช่ทำไมหรือ”
“ผมนึกถึงตอนผมเด็กๆ นะ มัมไม่ค่อยให้ผมดื่มน้ำพวกนี้เพราะมัมบอกว่ามันทำลายสุขภาพ แต่ก็ยอมให้ผมดื่มนะ แต่มีโควต้าถ้าหน้าร้อน อาทิตย์ละ 3 กระป๋อง หน้าหนาวอาทิตย์ละ 2 กระป๋อง และห้ามดื่มติดต่อกันนะ มัมจะให้ผมดื่มพวกน้ำผลไม้คั้นสดๆมากกว่า ผมเลยชอบดื่มน้ำแอปเปิ้ลคันมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ผมโตมากับน้ำผลไม้ มัมจะทำให้ผมทานเองหรือไม่ก็มิเชลจะทำไว้ให้”
แม่บ้านที่ยืนอยู่ไม่ห่างก็พูดเสริมมาทันที
“จริงคะคุณแพง มาดามไม่ชอบของพวกนี้ อาหารฟาสฟู้ดก็เหมือนกัน มาดามสั่งห้ามนำมากินในบ้านแต่นานๆทีก็อนุโลมให้แต่สองคนพ่อลูกชอบแอบไปกินกันนอกบ้าน ตอนนี้ก็เหมือนกัน ชอบแอบสั่งแต่ไม่บอกดิฉัน น่าตีทั้งพ่อทั้งลูกเลย รู้ว่าของพวกนี้ไขมันเยอะ ก็ยังชอบทานกัน”
เธอได้แต่ยิ้มๆเพราะอาหารพวกนี้เธอก็ชอบอยู่แล้วก่อนจะถามยูต่อไปว่าส่วนใหญ่มิเชลจะเป็นคนทำอาหารหรือ ยูส่ายหน้าแล้วตอบเธอไปว่า
“ไม่หรอกอย่างที่ผมบอกคุณเมื่อตอนกลางวันไง เรื่องอาหารมิเชลจะคอยดูแล ส่วนใหญ่จะสั่งให้โรงแรมหรือร้านอาหารมาส่งไม่ก็ให้เชฟมาทำ แต่มิเชลจะคอยทำอาหารไทยให้แด้ด อย่างแซนวิสไก่งวงที่คุณทานตอนเช้าก็มาจากโรงแรมนะ”
เธอพยักหน้าแล้วบอกต่อไปว่า
“สงสัยพวกคุณมาทานข้าวกันนี่กันบ่อยละสิ แล้วห้องข้างนอกละ ทำซะใหญ่เชียว”
ครั้งนี้แม่บ้านเป็นคนตอบมาว่า
“ปกติจะทานกันที่นี่คะ ส่วนห้องข้างนอกไว้เวลามีงานหรือมีแขกคะ ส่วนห้องนี้ถ้าไม่ใช่คนในครอบครัวหรือคนที่สนิทจริงๆก็จะไม่ได้มาทานคะ เพราะที่นี่ทั้งคุณท่านทั้งมาดามถือว่าเป็นที่ส่วนตัวเฉพาะคะ”
ยูหัวเราะออกมาก่อนจะบอกว่า
“เมื่อปีที่แล้วเพื่อนสนิทผม มาเที่ยวที่นี่แล้วพาลูกมาด้วย”
พอหญิงสาวทำหน้าสงสัย ยูจึงอธิบายให้ฟังถึงครอบครัวของอ็อดกับรินและความสัมพันธ์ตั้งแต่สมัยเยาว์วัยก่อนจะบอกต่อไปว่า
“วันแรกที่มาถึง พีนัสเห็นโต๊ะเลยแอบไปกระซิบกับไอ้รินว่าอยากกินข้าวที่โต๊ะตัวยาวเพราะอยากเหมือนในหนัง ผมรู้ก็เลยจัดให้หลานทันที ให้นั่งหัวโต๊ะด้วยนะ ที่ประจำของแด้ดเลย แด้ดมานั่งข้างๆแทน พอกินไปกินมา พีนัสทำหน้าจ๋อยแล้วบอกไอ้รินว่า คุณแม่ครับ เปลี่ยนไปกินที่อื่นได้ไหม พีนัสเมื่อย แด้ดได้ยินเลยจัดการย้ายมาที่นี่ให้ตามความประสงค์ของหลานทันที ก็น่าเห็นใจหัวโผล่มานิดเดียวจะกินต้องเขย่งตัว แม่มันนะหน้าหงิกเลยเกรงใจแด้ดแต่ผมกับไอ้อ็อดหัวเราะกันไม่หยุด”
“อ้าวแล้วไม่จัดเก้าอี้เด็กให้ละ”
“เตรียมให้แล้วเค้าไม่เอาอยากทำแบบในหนังที่เคยดู”
ยูพูดไปหัวเราะไปเมื่อนึกถึงหลานชายตัวน้อยในวันนั้น ทำเอามิเชลหัวเราะไปด้วยเพราะอยู่ในเหตุการณ์และความน่ารักของเด็กน้อย แพงได้แต่ยิ้มเพราะตนเองไปสะดุดใจกับคำว่า”คนในครอบครัว”และ”คนสนิท”ที่มิเชลเป็นคนพูด แต่เธอก็ไม่ตอบอะไรก้มหน้าทานอาหารต่อไป จนเธอทานอิ่มซึ่งยูเห็นว่าเธอชอบต้มยำกุ้งมากเลยถามไปว่า
“เอาอีกไหมคุณ”
หญิงสาวส่ายหน้าพร้อมตอบไปว่า
“ตัวชั้นจะแตกอยู่แล้ว
“งั้นนั่งพักแป็บนึงแล้วผมจะพาเดินย่อย”
เธอไม่ตอบยูแต่หันไปชวนแม่บ้านคุยถึงเรื่องการทำอาหารโดยที่ยูนั่งฟังอย่างเงียบๆ จนผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยปากชวนแพงไปเดินดูภายในบ้าน หญิงสาวส่งยิ้มให้มิเชลแล้วเดินตามจูเนียร์ของบ้าน ออกไป ยูพาเธอเดินเข้าไปที่ห้องอาหารก่อนจะชี้ให้ดูแล้วบอกว่า
“เมื่อก่อนส่วนใหญ่เราจะใช้ห้องนี้สำหรับจัดเลี้ยงพวกแขกสำคัญๆนะคุณ พวกนักธุรกิจนักการเมืองระดับสูง หรือพวกเชื้อพระวงศ์ ถ้าปกติเราก็จะกินกันในห้องครัวนั่นแหละ”
เธอถามมาว่า
“แล้วตอนนี้ไม่มีแล้วหรือไง”
“มีสิคุณ แต่แด้ดเปลี่ยนไปเป็นที่โรงแรมแทน เพราะถ้าจัดที่นี่แล้วเราเหนื่อยกันนะ แด้ดสงสารมัมกับมิเชล แต่ถ้าเป็นเรื่องหารือลับๆอะไรพวกนี้ ก็มานั่งคุยกันที่นี่ ที่ห้องทำงานของแด้ดถ้ามาหลายๆคนก็ไปที่ห้องสมุด จะได้รอดพ้นสายตาพวกสื่อ ลานจอดคอปเตอร์นะ คอปเตอร์ลำใหญ่ๆก็จอดได้บางครั้งพวกแขก VIP ก็จะมากันหลายคนก็เอาคอปเตอร์ลำใหญ่มา แต่ที่โต๊ะตัวยาวนะตอนเด็กผมใช้เป็นที่เล่น ตอนที่ไอ้อ็อดมันมาพัก ผมกับมันก็เอารางรถไฟมาต่อเป็นทางตรงแล้วเอารถไฟมาแข่งกันว่าใครเร็วกว่ากัน”
“แล้วไม่มีใครดุหรือไง”
“โอ๊ยไม่มีหรอกคุณ เวลาผมเล่นมัมจะปล่อยให้เล่นอย่างเต็มที่นะคุณ ขุดหลุมในสนามไปทั่ว มัมยังไม่ว่าเลยต้นไม้กี่ต้นปีนได้ก็ปีน ยิ่งตอนไอ้อ็อดมาบ้านแทบพัง”
หญิงสาวพยักหน้าแต่ไม่ถามอะไรต่อ แล้วยูพาเธอเดินไปที่ห้องโถง เธอเห็นแกรนด์เปียโนตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่ ยูอธิบายก่อนเธอจะถามว่า
“มัมผมชอบเล่นเปียโน ตอนเด็กๆผมก็ชอบดูมัมเล่นนะเพลินดี”
“แล้วคุณเล่นเป็นหรือเปล่า”
“เป็นสิ ผมสนใจตั้งแต่เล็กๆแล้ว มัมเลยสอนให้หาครูมาสอนให้ด้วย จากที่ไปดูมัมเล่นใกล้ๆ มัมก็จับผมนั่งตักแล้วเริ่มสอนเมื่อเห็นผมสนใจจริงๆ จนบางทีเราก็เล่นพร้อมๆกัน”
“เล่นให้ชั้นฟังหน่อยสิ”
“ผมเล่นได้แต่เพลงเก่าพวกเพลงคลาสสิคนะ”
“นั่นแหละเล่นให้ฟังหน่อยสิ”
ยูทำตามที่เธอขอก่อนเดินไปที่เปียโนและเริ่มเล่นเพลงที่ตนเองพอจะเล่นได้ให้หญิงสาวฟังซึ่งเป็นพวกเพลงคลาสสิค ตามที่ตนเองได้เรียนและเล่นได้จนจำขึ้นใจ พอเล่นจบหญิงสาวแกล้งบอกว่า
“เล่นเพลงอื่นได้หรือเปล่าละ และทำไมเวลาคุณเล่นคุณไม่โยกหัวไปมาด้วยละ ชั้นเห็นตามคลิปเค้ามีโยกหัวด้วยนะ”
ยูกลืนน้ำลายพร้อมทำหน้าเซ็งๆก่อนจะตอบไปว่า
“เท่านี้ก็พอแล้วคุณ”
เธอยังแหย่ต่อ และทั้งคู่หารู้ไม่ว่าระหว่างที่กำลังล้งเล้งกันอยู่นั้น ทั้งปาสกาลและมิเชลมาแอบยืนดูอยู่ตรงประตู และมิเชลได้กระซิบกับสามีว่า
“คุณแพงน่าจะใช่คนที่ใช่ของจูเนียร์แล้วนะคะที่รัก เธอไม่เป็นแบบนี้มานานแล้วตั้งแต่มาดามเสีย คาร์รอสบอกว่าเธอหัวเราะแบบเต็มเสียงเมื่อเช้าบนรถ คุณว่าไงคะ”
“ผมก็ว่าแบบนั้นเหมือนกัน จูเนียร์คนเดิมกลับมาแล้ว เราไม่ได้เห็นจูเนียร์ที่อารมณ์ดีแบบนี้มาหลายปีแล้ว”
“ใช่คะ โซเฟียร์ยังแอบโทรมาถามเลยพอชั้นบอกไปโซเฟียร์หัวเราะชอบใจใหญ่ คงดีใจที่เห็นเพื่อนกลับมาเป็นเหมือนเดิมขนาดคุณท่านก็โทรมาถาม พอรู้ว่าคุณแพงค้างก็กำชับให้ดูแลอย่างดีที่สุด คุณแพงเธอเป็นคนช่างคุยช่างซักถามในสิ่งที่ควรถามชั้นฟังเพลินไม่เบื่อเลยคะ”
“นั่นสินะจูเนียร์คนเดิมจากที่เราเห็นแต่เด็กๆกลับมาแล้ว “
ปาสกาลพูดด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มด้วยความดีใจ ที่เห็นขวัญใจของครอบครัวคนเดิมกลับคืนมาแล้ว เพราะผู้หญิงชาวไทยคนนี้ ซึ่งทุกคนที่เห็นต่างลงความเห็นว่าทั้งสวยทั้งน่ารัก แพงเธอไม่รู้หรอกว่าวันนี้เธอถูกคนในบ้านแอบมองด้วยความชื่นชมขนาดไหน ส่วนยูนั้นหลังจากเล่นเปียโนแล้วก็พาหญิงสาวเดินไปอีกด้าน และสายตาเธอไปเห็นประตูบานหนึ่งที่อยู่ริมบันไดเธอสะกิดชายหนุ่มแล้วชี้ไปเหมือนคำถาม ยูบอกมาว่า
“ทางลงไปห้องเก็บไวน์นะ ไปสิผมพาไป”
เธอเดินตามยูลงไปและพบกับห้องใต้ดินที่เก็บไวน์ จำนวนมาก จนเธอถามว่า
“แด้ดคุณดื่มหรือ”
ยูส่ายหน้าแล้วตอบมาว่า
“เปล่า นานๆดื่มที ปาสกาลจะจัดการให้ แต่ส่วนใหญ่ก็ได้มามีคนมาให้ก็เก็บไว้ พอมีงานเลี้ยงก็เอาไปเปิด ไม่ก็ให้เป็นของขวัญนะคุณ พอได้มาเยอะก็ต้องมาเก็บแบบนี้แหละเรื่องแบบนี้ผมไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ แต่แด้ดทำตามคำแนะของพวกเซียนไวน์นะว่าต้องเก็บในห้องใต้ดิน ตอนแรกแด้ดกะจะใช้เป็นห้องนี้เป็นห้องเก็บของนะ”
ยูพูดจบก่อนพาเธอเดินขึ้นไป จนไปสุดทางเดินของตึก และยูอธิบายว่า ทางออกด้านข้างด้านนี้จะเป็นทางไปสนามยิงปืน โรงยิมสระว่ายน้ำกับคอกม้า ส่วนทางออกด้านครัวจะเป็นทางไปคอกเลี้ยงสุนัข
“อ้าวคุณเลี้ยงหมาด้วยหรือ ชั้นไม่ได้ยินเสียงเลย”
“ใช่ ไว้พรุ่งนี้ผมพาไปดู เราเลี้ยงทั้งตัวเล็กกับตัวใหญ่ เกือบๆ20ตัว ที่ไม่ได้ยินเพราะยังไม่ได้ปล่อยเราปล่อยเป็นเวลาคุณ พรุ่งนี้ค่อยพาไปดู”
ก่อนจะชี้ไปที่ห้องใหญ่ห้องหนึ่งที่พึ่งเดินผ่านมาพร้อมอธิบายว่าห้องนี้เป็นห้องนอนของปาสกาลกับมิเชล ยูอธิบายเพิ่มไปว่าตอนย้ายมาใหม่ๆแด้ดกับมัมจะให้ไปพักบนชั้น 3 แต่ทั้งคู่ไม่ยอมบอกว่าอยู่ข้างล่างแล้วดูแลบ้านได้ง่ายกว่าเลยต้องยอม แต่ห้องนั้นตกแต่งอย่างดี ส่วนห้องถัดไปจะเป็นห้องทำงานของเลขานุการและตอนนี้ส่วนใหญ่จะเป็นโซเฟียร์จะเป็นคนใช้ห้องนี้ทำงาน แพงจึงทวนชื่อของโซเฟียร์ ยูเลยอธิบายถึงความเป็นมาของโซเฟียร์และแม่ให้เธอฟังโดยละเอียดและพยายามซ่อนพิรุธไม่ให้เธอเห็นซึ่งโชคดีที่แพงไม่ทันสังเกต ว่ายูมีพิรุธอยู่เล็กน้อยเมื่อพูดถึงโซเฟียร์ ก่อนจะเดินย้อนไปที่ห้องรับแขก และยูได้อธิบายถึงความเป็นมาของรูปต่างๆที่แขวนและตั้งอยู่บนหลังตู้อยู่ให้เธอฟัง จนมาหยุดที่รูปหนึ่ง ในภาพจะเห็นแม่ของยูนั่งอยู่บนเตียงและมีแด้ดกับมัมที่อุ้มเด็กวัยแบเบาะคนหนึ่งอยู่ ยูบอกว่า
“ภาพนี้ ผมพึ่งเกิดได้ไม่กี่ชั่วโมงและพ่อผมเป็นคนถ่ายไว้”
“งั้นแสดงว่า แด้ดกับมัมคุณอยู่ตั้งแต่วันที่คุณเกิด”
“ใช่แล้ว ทั้งคู่รับผมเป็นพ่อกับแม่ทูนหัวตั้งแต่แม่ผมท้องเลยนะ”
หญิงสาวพยักหน้าแล้วเธอมาสะดุดกับอีกภาพหนึ่ง เป็นภาพของยูในวัยเด็กที่กำลังอยู่บนหลังสุนัขพันธ์เซนเบอร์นาร์ดตัวใหญ่และมีสุนัขพันธ์เดียวกันยืนข้างๆ ยูอธิบายว่า
“ภาพนี้ตอนผม เกือบจะ 5ขวบได้ ตัวที่ผมขี่ชื่อทิกเกอร์ ส่วนตัวข้างๆชื่ออาเธน่า แด้ดเป็นคนถ่ายให้ ผมเห็นแด้ดขี่ม้าไงผมเลยอยากขี่มั่งแต่ตอนนั้นแด้ดไม่ยอมให้ผมขี่ม้ายกเว้นขี่ไปกับแด้ด ผมเลยเอาหมามาขี่แทน ผมชอบแอบหลบไปที่คอกสุนัขและปล่อยเอา 2 ตัวนี้มาขี่ เพราะตัวเค้าใหญ่ไง”
เธอหัวเราะออกมาก่อนถามว่าแล้วไม่มีใครว่าหรือไง ยูก็บอกว่าห้ามเป็นพิธี เพราะสองตัวนี้เชื่องมากและรักยูมาก มัมก็ปล่อยให้ยูเล่นก่อนจะบอกว่า
“ตอนเค้าตายนี่ผมร้องไห้ไม่หยุดเลยนะ แต่ยังดีที่เค้ามีทายาทไว้ ผมเลี้ยงไว้ตัวหนึ่งชื่อบลู พรุ่งนี้คุณก็จะได้เจอ บลูหน้าตาเหมือนพ่อเค้ามากเลย นิสัยก็เหมือนกัน”
แล้วชี้ไปที่อีกรูปเป็นรูปยูนอนหลับบนเก้าอี้และมีสุนัขทั้งคู่นอนเฝ้าไม่ห่างพร้อมบอกว่า
“บางครั้งที่ผมแอบมาเล่นกับพวกเค้า ผมก็เล่นจนหลับไปเลยนะ เค้าก็นอนเฝ้าใครมาใกล้ๆก็ขู่ขนาดคนเลี้ยงยังไม่ให้เข้าใกล้เลย ต้องให้แด้ดไม่ก็มัมมาอุ้มผมเค้าถึงยอม แด้ดก็เลยถือโอกาสถ่ายรูปไว้ แต่พ่อกับแม่ผมบ่นว่าผมซนเกิดเหตุ กลัวผมจะปล่อยพวกตัวที่ดุๆแล้วมันจะขย้ำผม แต่พ่อกับแม่ไมรู้ว่าผมเล่นได้ทุกตัวเพราะพวกนี้จะถูกฝึกให้เชื่อฟังผมตั้งแต่เด็กๆแล้วคือ ตั้งแต่พวกเค้าเริ่มจะโตจะเห็นผมตลอด ผมจะคอยเอาขนมเอาของกินไปป้อนไง ทุกรุ่นจะเป็นแบบนี้ตลอด”
“แล้วที่เมืองไทยคุณเลี้ยงหรือเปล่าละ”
“เลี้ยงสิ3 ตัว อัลเซเชี่ยน 1ตัว โกลเด้น 2ตัว อัลเซเชี่ยนเอาไปจากที่นี่เป็นคอกเดียวกับซีซ่าร์ผมเลยให้ชื่อว่าจูเลียส มันฉลาดพอๆกัน แต่จูเลียสมันฉลาดแกมโกงกว่าซีซ่าร์”
เธอพยักหน้าฟังชายหนุ่มเล่าให้ฟังถึงความฉลาดของสุนัขที่ซื่อซีซ่าร์และความฉลาดแกมโกงของตัวที่จูเลียสที่ว่าเป็นตัวนำในการขุดดินแต่พอโดนจับได้มันก็ทำท่าโทษโกลเด้นว่าเป็นคนขุดมันไม่เกี่ยว แล้วชี้ไปที่อีกรูป ซึ่งมีแม่ทูนหัวของยูอุ้มยูและผู้หญิงอีกคนอุ้มเด็กอีกคนอยู่ ยูบอกว่า
“นี่ไงโซเฟียร์ เราโตมาพร้อมๆกัน และนี่แม่ของโซเฟียร์ เล็กๆเราก็นอนกินนมบนเปลเดียวกัน ผมไม่เคยมองโซเฟียร์เป็นลูกน้องเลยนะ เธอเป็นเพื่อนสนิทของผมอีกคนหนึ่ง”
แต่เธอไปเห็นอีกรูปหนึ่งที่เป็นผู้ชายที่ใบหน้าดูดุ ผมสีทอง รูปร่างล่ำสันและสวมหูฟังอยู่ในชุดสูทและกำลังอุ้มเด็กที่น่าจะเป็นยูที่กำลังหลับอยู่บนบ่าท่ามกลางผู้คนอีกหลายคน แพงชี้ไปเหมือนจะถาม ยูยิ้มด้วยใบหน้าที่เศร้าแล้วบอกว่า
“นี่คือมุลเล่อร์เป็นอดีตหัวหน้าทีมบอดี้การ์ดนะ เป็นคนเยอรมัน ภาพนี้เกิดหลังจากงานเลี้ยงเลิก ผมตอนนั้น 5ขวบได้ร้องงอแงจะตามมัมกับแด้ดไปงานเลี้ยงให้ได้ ไม่ยอมอยู่กับพี่เลี้ยงกับมิเชล ร้องไม่หยุด แด้ดเลยยอม ที่ไม่อยากพาไปเพราะเห็นผมยังเด็กอยู่ แต่มีชุดตัดเตรียมไว้แล้วนะเลยได้ใส่ชุดนี้หนแรกผูกหูกระต่ายด้วย มัมกำชับว่าถ้าผมไปห้ามร้องขอกลับบ้าน ห้ามงอแง และมุลเล่อร์ก็เห็นด้วยที่จะพาผมไปด้วย แต่ผมก็ไม่งอแงนะ สนุกจะตายเจอคนเยอะดีใครๆก็มาขออุ้ม พองานเลิกแด้ดบอกว่าผมแบตหมดคือหลับสนิท มัมกับแด้ดต้องลาคนที่มาร่วมงาน จะอุ้มผมก็ไม่สะดวก มุลเล่อร์เลยเป็นคนอุ้ม พอดีนักข่าวถ่ายภาพไว้เลยเอามาให้ มัมก็เอามาติดโชว์ด้วย ภาพนี้มุลเล่อร์ก็มีที่โต๊ะทำงาน ที่บ้านที่เยอรมันก็เอาไปติดด้วย”
“แล้วตอนนี้เค้าลาออกไปแล้วหรือ”
ใบหน้าของยูสลดลงอย่างเห็นได้ชัดก่อนบอกว่า
“มุลเล่อร์เกษียณตัวเองไปหลายปีแล้วครับ5-6 ปีได้เพราะบอกว่าอายุเยอะแล้วอยากไปใช้ชีวิตสงบๆที่เยอรมันบ้านเกิดตอนแรกเราก็ทัดทานนะ ว่าอยากให้อยู่ที่นี่จะได้ดูแลกันได้ เพราะมุลเล่อร์มีแต่หลานที่เป็นลูกของน้องชายดูแล แต่เค้าไม่ยอมก็เราเลยต้องยอม และเสียไปเมื่อปีที่แล้วครับ จากไปด้วยโรคชราครับ”
หญิงสาวพลอยเศร้าไปด้วยและยิ่งเห็นยูนั้นแสดงออกมาว่าเสียใจอย่างมาก พร้อมพูดมาว่า
“เสียใจด้วยนะ แล้วเค้าไม่มีลูกหรือไงถึงต้องไปอยู่กับหลาน”
ยูเอามือไปจับที่รูปก่อนตอบมาว่า
“มุลเล่อร์มีลูกครับ ลูกชายด้วย เกิดปีเดียวกับผมห่างกันไม่กี่เดือนเหมือนโซเฟียร์ แต่ตอนผม 3 ขวบ ภรรยามุลเล่อร์กับลูกชายรถคว่ำครับ เสียชีวิตในรถทั้งคู่ เพราะฝนตกหนักถนนลื่นรถแหกโค้ง ที่บาร์เซโลน่านี่แหละครับ มุลเล่อร์เสียใจมาก ไม่ยอมแต่งงานใหม่ และมาทุ่มเทความรักให้กับผมคนเดียวจนผมเหมือนลูกชาย พอเค้าเสีย มรดกส่วนหนึ่งเค้ายกให้ผมนะ แต่ผมแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเอาไปบริจาคให้เป็นทุนการศึกษาของลูกตำรวจกับกรมตำรวจเยอรมัน เพราะมุลเล่อร์เป็นตำรวจปฏิบัติการพิเศษของเยอรมันมาก่อน อีกส่วนผมเอาไปบริจาคให้มูลนิธิเด็กกำพร้าที่เยอรมัน ตอนที่มุลเล่อร์ทำงานอยู่ เค้าดูแลผมยิ่งกว่าไข่ในหินรักผมเหมือนลูก พอตอนเค้าจากไปผมก็เสียใจพอๆกับตอนที่มัมกับพ่อผมเสียครับ เวลาผมบินมาที่นี่ถ้ามีเวลาผมจะแวะไปที่เยอรมันก่อน ไปเยี่ยมเค้าที่สุสานครับ”
น้ำเสียงที่เศร้าสร้อยของยูทำเอาหญิงสาวนั้นตาแดงออกมาด้วย แล้วบอกว่า
“เท่ากับ 3 ปีที่ผ่านมานี้คุณสูญเสียคนที่คุณรักปีละคนเลย”
ยูพยักหน้าแล้วพูดเหมือนคนที่ปลงตกว่า
“มันเป็นสัจธรรมไงครับ ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า เกิดแก่เจ็บตายมันต้องเกิดกับคนทุกคนในโลกนี้ครับ เพียงแต่ตอนที่เค้าอยู่อยู่เราก็ทำกับเค้าให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ครับ”
ก่อนจะชวนเธอเดินออกจากห้องรับแขกและจะพาเธอเดินไปที่ชั้นสอง แต่พออกจากห้องสายตาเธอนั้นไปสะดุดกับตู้ปลาขนาดใหญ่ที่อยู่อีกมุมเธอพึมพัมมาว่า
“พึ่งเห็นว่ามีตู้ปลา”
ยูจึงพาเธอไปดูใกล้ๆแล้วบอกว่า
“ตอนผมเด็กๆผมนะรู้สึกสงสารปลาในตู้นี้ที่ต้องว่ายอยู่ในแต่ตู้เลยจะไปปล่อยให้ว่ายที่สระว่ายน้ำในโรงยิม จัดการเองทุกอย่างลากเก้าอี้มายืนใช้กระชอนตักใส่ถังน้ำที่เตรียมไว้ พอกำลังจะตักมิเชลมาเห็นพอดี ร้องลั่นถามผมว่าจะทำอะไร พอผมบอกมิเชลห้ามทันทีก่อนจะอธิบายให้ฟังว่าถ้าเอาไปปล่อยปลาจะตายเพราะน้ำในสระคลอรีนมันแรง แด้ดกับมัมรู้เข้าหัวเราะใหญ่ ก่อนจะมาสอนผมเรื่องคลอรีน”
ยูเล่าไปหัวเราะไปหญิงสาวเลยบอกว่า
“คุณนี่ตอนเด็กก็ซนเหมือนกันนะ”
ยูไม่ตอบอะไรแต่พาเธอขึ้นไปชั้นบนก่อนพาไปดูห้องสมุดอันกว้างใหญ่ทำเอาหญิงสาวอุทานออกมา ก่อนจะพามาหยุดที่ชั้นหนังสือตรงกลางห้องแล้วบอกว่า
“ผมพูดไทยได้อ่านไทยคล่องก็หนังสือพวกนี้แหละ”
เธอมองตามก่อนเอื้อมมือไปหยิบบางเล่มจากชั้นมาดู ซึ่งเป็นนิยายภาษาไทยหลายๆเรื่อง รวมถึงตำราเรียนภาษาไทยพร้อมกับคำอธิบายของยูที่ว่า หนังสือพวกนี้ทั้งพ่อกับแม่และแด้ดกับมัมต่างหามาให้ยูอ่าน เพื่อให้เชี่ยวชาญภาษาไทย จนยูรู้จักวรรณคดีของไทยพอๆกับเด็กไทยที่สนใจทางด้านนี้ แล้วบอกเพิ่มไปว่าทั้งแด้ดทั้งพ่อของตนเองนั้นรักการอ่านทั้งคู่ ทำให้มีห้องสมุดขนาดใหญ่ในบ้านนี้ก่อนจะพาแพงไปที่ห้องของเล่น ทำเอาตื่นตากับของเล่นนานาชนิดโดยเฉพาะรถไฟที่อยู่บนโต๊ะขนาดใหญ่ ยูบอกมาว่า
“ห้องนี้มัมปล่อยให้ผมเป็นคนจัดการทุกอย่างตามที่ผมต้องการครับ จะทำอะไรก็ได้ตามสบาย “
สายตาของเธอมองไปที่เครื่องบินที่ถูกแขวนอยู่หลายลำ และที่ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบแบ่งประเภทเป็นพวกๆ สนามบินจำลองที่อยู่อีกมุมห้องยูพาเธอเข้ามาใกล้โต๊ะรถไฟก่อนจะบอกว่า
“พวกตึกจำลองป่าจำลอง แม่น้ำจำลองนี่ฝีมือผมทั้งนั้นเลยนะแต่แด้ดกับมันก็คอยช่วยทำ แต่ค่อยๆทำมันขยายตามอายุนะ ตอนเด็กๆบางครั้งผมนั่งเล่นเพลินๆก็เผลอหลับไปตั้งหลายครั้ง แด้ดก็จะมาอุ้มไปนอนแต่คุณรู้ไหม ถ้าผมยังเล่นอะไรอยู่แล้วหลับไปและของเล่นยังอยูในมือนะ มัมจะไม่เอาออกจะให้ไปนอนกับผมด้วย เพราะมัมจะบอกทุกครั้งว่าเป็นจินตนาการของผม ถ้าไม่เอาไปด้วยอาจจะเป็นการทำลายจินตนาการของผมและจะช่วยพัฒนาสมองผมด้วย พอผมตื่นขึ้นมาก็จะเห็นของเล่นที่ติดมาด้วยตลอดบางชิ้นก็จะเอากลับมาเก็บที่นี่ บางชิ้นก็จะกลายเป็นของแต่งห้องผมเลย ตอนเช้ามัมก็จะถามว่าผมฝันอะไรบ้าง แต่มันก็จริงๆนะบางทีก่อนจะเผลอหลับผมเล่นเครื่องบินอยู่ พอมันติดมือไปที่ห้อง ผมก็ฝันว่าได้ขับเครื่องบิน หรือบางทีมันติดพันกำลังต่อตึกหรือต่อสถานีรถไฟแต่ไม่เสร็จ มันได้เวลานอนแล้วผมก็จะกลับไปนอนนะ ทำท่าหลับสนิท พอสักพักก็ย่องลงมาทำต่อ”
“อ้าวแล้วแด้ดกับมัมไม่รู้หรือไง”
“รู้สิถึงทำเป็นประตูกระจกไง จะได้มาแอบดูผมได้ มัมจะปล่อยนะในเรื่องนี้เพราะถือเป็นการฝึกสมองของผม เค้า 2คนก็จะมาแอบดู ส่วนใหญ่ลำบากแด้ด เพราะผมก็ทนง่วงไม่ไหวหลับคาโต๊ะตลอด แด้ดก็จะอุ้มไปส่งที่เตียงตลอด มีบางครั้งที่ดึกมากแล้วยังไม่หลับมัมก็จะโผล่มาทำหน้าดุๆ แล้วอุ้มผมกลับไปนอน แต่จะบอกนะว่าพรุ่งนี้จะมาช่วยผมทำให้เสร็จ คราวนี้ผมก็หลับจริงๆ เพราะทนง่วงไม่ไหว”
หญิงสาวถึงกับหัวเราะออกมา ยูเล่าต่อไปว่า พอเข้ามาห้องนี้จะช่วยผ่อนคลายได้อย่างมากก่อนพาหญิงสาวไปชมที่ห้องทำงานของพ่อทูนหัว และเปิดประตูห้องเก็บปืนให้ดูพร้อมอธิบายว่าใครที่มีสิทธิเข้ามาในห้องนี้ได้ พอเอ่ยชื่อมิเกล ยูก็อธิบายอย่างคร่าวๆ หญิงสาวดูเฉยๆกับปืนยูจึงบอกมาว่า
“คุณนี่เหมือนกับมัมนะ ดูเฉยๆกับปืน มัมนะไม่ชอบเลยขนาดแด้ดสร้างสนามยิงปืนยังไม่ค่อยชอบใจ พอแด้ดจะให้มุลเล่อร์สอนผม มัมก็ไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่แต่ต้องยอมเพราะแด้ดบอกว่าผมต้องเรียนรู้แต่มัมมองว่าผมมีบอดี้การ์ดอยู่แล้วไม่ต้องเรียนก็ได้ สนามยิงปืนนะพวกการ์ดจะไปใช้ซ้อมยิงปืนกันบ่อยๆ แต่ผมจะไปเองโดยพละการไม่ได้นะมัมห้ามเด็ดขาด ถึงจะไม่ยิงแค่ไปดูเฉยๆต้องให้มุลเล่อร์พาไปไม่ก็แด้ด แต่กว่าจะได้เรียนจริงๆก็ 10 ขวบแล้ว มุลเล่อร์เป็นคนสอนให้”
“คุณชอบยิงปืนหรือ”
“เปล่าผมเฉยๆนะ แต่เด็กผู้ชายไงคุณปืนรถถังเครื่องบินหุ่นยนต์ มันเป็นสิ่งดึงดูดอยู่แล้ว เห็นเค้ายิงปืนก็อยากดูอยากยิงไง”
ก่อนที่เธอจะมองไปที่ภาพยูที่ถ่ายกับพ่อและแม่ทูนหัวบนผนังแล้วนึกว่า
“มีภาพเกือบทุกห้องเลยแฮะ มิน่าถึงรักมาก”
ยูจัดการปิดล็อคประตูห้องเก็บปืนแล้วพาหญิงสาวไปที่ห้องทำงานของพ่อตนเอง หญิงสาวเงยไปเห็นภาพพ่อของยูในกรอบสีทอง ที่แขวนบนผนังหลังโต๊ะทำงาน เธอได้ยกมือไหว้ ยูหันมามองก่อนบอกว่า
“ห้องทำงานพ่อผม แต่ตอนนี้กลายเป็นห้องทำงานของผมแล้ว นั่งสิคุณ”
ยูชี้ไปที่เก้าอี้หรูตัวใหญ่หลังโต๊ะหญิงสาวส่ายหน้าก่อนจะบอกมาว่า
“ไม่เอาอะ เก้าอี้คุณ คุณก็นั่งสิ”
“นั่งเหอะผมนั่งมาตลอดแล้ว อีกอย่างผมอยากให้พ่อมองเห็นหน้าผมด้วย”
หญิงสาวทำตามที่ยูบอกยูนั่งตรงข้ามพอเห็นเธอมองภาพในกรอบบนโต๊ะ ยูบอกว่า
“ในภาพผมขวบเศษๆ กลับไปเยี่ยมเมืองไทยครั้งแรกนะ”
ก่อนที่เธอจะเงยหน้าแล้วบอกว่า
“แม่คุณนี่สวยนะ เคยทำงานอะไรหรือ”
ยูยิ้มออกมาก่อนจะตอบว่า
“แอร์โฮสเตสครับ”
“อ้อมิน่าถึงสวยเหลือเกิน”
ยูนั่งพิงเก้าอี้แล้วนึกย้อนไปตอนช่วงสายตอนที่พาหญิงสาวมาถึงบ้าน ตอนที่ยูขึ้นมาเอาผ้าพันคอไปให้เธอ ยูได้โทรหาโซเฟียร์เพื่อให้ทำเรื่องยกเลิกเที่ยวบินไปแมดริดในเย็นนี้เปลี่ยนไปเป็นช่วงบ่ายพรุ่งนี้แทนเพราะยูจะแวะไปส่งแพงก่อนกลับเมืองไทยและโทรไปหาแด้ดว่าวันนี้ที่บ้านจะมีแขกมาพัก ทำให้โรแบร์โต้กำชับให้ดูแลแพงอย่างดีที่สุดเพราะที่บ้านไม่มีแขกมาพักนานมากแล้ว ก่อนจะบอกไปยังหญิงสาวว่า
“แพงคุณคงจำได้สินะว่าตอนที่ผมไปส่งคุณที่บ้านครั้งแรกผมบอกคุณว่า เรื่องมันยาวว่าทำไมผมถึงพูดได้ หลายภาษา ทุกอย่างมันเกี่ยวข้องกับความเป็นมาของผมจนมากลายเป็นทายาทของตระกูลอภิหาเศรษฐีของสเปนได้”
เธอพยักหน้าแล้วบอกว่า
“ใช่ชั้นอยากรู้จริงๆ ว่าจู่ๆทำไมคุณถึงมาโตที่นี่จนมาถึงทุกวันนี้”
“งั้นผมจะเล่าให้ฟังครับ มันไม่ลึกลับอะไรหรอก ทุกอย่างมันเริ่มจาก.....”