ลองมาลง เผื่อจะอยากกลับมาเขียนต่อกับเค้าบ้าง ช่วงนี้มรสุมชีวิตหนักหน่วงจัด ๆ ครับ
อ่านตอนก่อนหน้า หรือผลงานเรื่องอื่นๆ ได้ที่ แสดงลิ้งค์เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
ของผมครับ
และสามารถสนับสนุนให้กำลังใจในการเขียนงาน และอ่านตอนใหม่ ๆ ล่วงหน้าได้ตามช่องทางดังนี้ครับแสดงลิ้งค์เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
แสดงลิ้งค์เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
แสดงลิ้งค์เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
แสดงลิ้งค์เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
อย่าลืมเข้าไปพูดคุยกันได้ที่เพจนะครับ แสดงลิ้งค์เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
เอาเถอะ งั้นมาตอบเธอกัน จะได้รู้ไปเลยว่าเธอต้องการอะไร
[เธอเห็นพวกเราเหรอ?]
ผมพิมพ์ถามไปโดยยังคงจ้องมองไปที่แผ่นหลังของพลอย เธอเก็บโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋าเสื้อ และมันคงสั่นเตือนเธอหลังจากได้รับข้อความที่ผมส่งไป ผมจึงได้เห็นอาการสะดุ้งเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายเธอ ดูเป็นอะไรที่น่ารักดีสำหรับผู้หญิงที่จริงจังและขยันแบบนั้น
หัวหน้าห้องหันมองรอบ ๆ ทันทีเพื่อดูว่ามีใครมองเธออยู่หรือไม่ และเมื่อทำเช่นนั้น เธอก็พบเข้ากับสายตาของผม
เมื่อเห็นการจ้องมองและท่าทางที่บอกให้เธอดูโทรศัพท์ของผม พลอยก็พยักหน้ารับเล็กน้อยคล้ายกับรู้อยู่แล้วก่อนที่เธอจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของตนเอง
หืมม… บางที เธออาจจะตั้งค่าให้สั่นเฉพาะแชตที่ผมส่งก็เป็นได้ และดูจากที่เธอเตือนผมตอนที่เราเจอกันก่อนหน้านี้ พลอยอาจจะรอคำตอบของผมมาตั้งแต่ช่วงพักเที่ยงแล้ว
[ใช่]
คำตอบของเธอแสนจะสั้นและให้ความรู้สึกแบบเดียวกันกับกอหญ้า ไม่สิ ออกจะแตกต่างอยู่บ้าง เธอเป็นประเภทที่ชอบพูดตรง ๆ และนี่ก็เป็นพูดคุยกันครั้งแรกของเรา คำตอบของเธอก็เลยดูจะแข็งกระด้างหน่อย ๆ
[อืม]
[ตอบแบบนั้นหมายความว่าไง นายไม่ตกใจเหรอ]
[ทำไมต้องตกใจด้วยล่ะ]
[โอ๊ย! ไม่คิดว่านายจะสมองทึบขนาดนี้ ฉันจับได้ว่านายกับรุ่นพี่กำลังจูบกันอยู่ แต่ก่อนหน้านี้ฉันเห็นว่าเธออยู่กับแฟนของเธอ นายกับเธอเกี่ยวข้องอะไรกัน?]
ดูเธอสิ ช่างตรงประเด็นจริง ๆ
[ก็เห็นแล้วนี่ เธอเดาไม่ออกเหรอ]
[โอ๊ย! รุ่นพี่คนนั้นนอกใจแฟนของเธอกับนายเหรอเนี่ย นี่มันผิดนะ]
[แล้วไง เราชอบรุ่นพี่คนนั้น จูบคนที่ชอบมันผิดด้วยเหรอ?]
[โอ๊ย! ตรรกะอะไรของนายเนี่ย นายไม่ใช่แฟนของเธอซะหน่อย มันไม่ถูกต้อง!]
[เราไม่สนหรอกว่ารุ่นพี่จะมีแฟนหรือเปล่า และเราก็ไม่ได้อยากเป็นแฟนกับเธอ เราแค่ชอบก็เลยจูบ ง่ายๆ แค่นั้นเอง]
ไม่จำเป็นต้องตอบตามอะไรที่เธอถาม เพราะถึงยังไงผมก็ไม่สนใจอยู่ดี ขอเพียงแสดงจุดยืนนี้ซ้ำ ๆ หัวหน้าห้องคนนี้ก็จะเปิดช่องให้ผมเอง
[นายนี่แปลกดีนะกันตภณ]
[รู้อยู่แล้วล่ะ ได้ยินออกจะบ่อย จริงๆ แล้ว เธอเป็นคนที่ร้อยห้าสิบเจ็ดแล้วนะที่บอกเราแบบนี้]
อันที่จริง ผมเลิกนับไปตั้งแต่ครั้งที่สิบแล้วล่ะ ตอนนี้ก็เลยบอกเลขไปมั่ว ๆ
[ทำไมนายยังใจเย็นอยู่อีก ฉันเอารูปนี้ให้ทุกคนดูได้นะ]
[เธอจะทำได้เหรอ? เรารู้ดีว่าเธอเป็นตัวละครประเภทไหน เธอทำแบบนั้นไม่ได้หรอก หรือต่อให้อยากทำเธอก็ทำไม่ได]
[ประเภทตัวละครอะไรของนาย? ช่างเถอะ นายจะไม่สนใจเรื่องนี้แน่นะ?]
[แน่นอน]
[เห้อ… ยอมแพ้ก็ได้ กันตภณ ถูกของนายแล้วล่ะ ฉันไม่ส่งภาพนั้นให้ใครหรอก ฉันทำไม่ได้ ต่อให้สิ่งที่นายทำจะผิดแต่ฉันก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปยุ่ง]
ใช่แล้ว นั่นคือประเภทตัวละครของเธอ หัวหน้าห้อง เธอจะต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น
[ขอบคุณนะ ว่าแต่… ให้ผมเดาไหมว่าเธอทำไปทำไม]
[ไอ้บ้า!]
[รู้อยู่แล้วล่ะ]
[…]
[อย่าอึกอักสิ แค่ทำตามที่เธอเคยเป็น บอกเรามาตรง ๆ ได้เลย!!]
[โอ๊ย! นายนี่มันจริง ๆ เลยนะ โอเค ๆ ฉันมีเรื่องจะขอร้องหน่อย]
[และนั่นคือ?]
[สอนฉัน]
ห่ะ? อะไรนะ? สอนอะไรเธอ?
[เราไม่ค่อยเก่งนะ]
[ไอ้คนบ้าเอ๊ย! ไม่ใช่สอนแบบนั้น นายช่วยสอนวิธีจูบให้ฉันหน่อย]
อาา… ไม่มีคำอธิบายอื่นอีกแล้ว หัวหน้าห้องคนสวยต้องกำลังคบกับใครอยู่แน่
[ทำไมล่ะ]
[ฉันอยากทำมันได้ดีกว่าตอนนี้ เพื่อเขา…]
โป๊ะเชะ!!!
[งั้นเหรอ แต่เธอดูไม่เหมือนคนที่จะคบกับใครสักคนได้เลยนะ]
[ไอ้คนบ้า! อย่ามาตลก! จะสอนหรือไม่สอน]
[นี่กำลังถามเราอยู่ใช่ไหมเนี่ย… OK เชื่อใจเราได้เลย]
แย่ละ ผมหลุดยิ้มออกมาตอนไหนเนี่ย เกือบไปแล้ว ถ้าผมไม่รู้สึกตัวและระงับอารมณ์ไว้ก่อน ผมคงจะเผลอหัวเราะลั่นออกมาก็ได้
พลอย ณัฏฐ์นรี หัวหน้าห้องของเราคนนี้ เธอกำลังคบอยู่กับใครสักคน และจากคนมากมาย เธอดันมาขอให้ผมสอนวิธีจูบให้เธอ ผมตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น แน่นอนว่าผมจะสอนวิธีจูบให้เธอ และก็แน่นอนเช่นกันที่ผมจะสอนบทเรียนอื่น ๆ ที่เหนือกว่าการจูบให้เธอด้วย และมันจะทำให้เธอไม่สามารถนึกถึงการจูบกับผู้ชายของเธอได้อีกต่อไป
ด้วยนิสัยที่จริงจังและขยันหมั่นเพียรของพลอย เธอจึงมักจะพยายามทำทุกสิ่งให้ดีที่สุดเสมอ ผมลองกลับมาคิดดูแล้ว พลอยจึงน่าจะเป็นผู้หญิงในคู่รักลับๆ ที่พวกนั้นพูดถึงแน่ เพียงแต่ผมยังนึกไม่ออกว่าใครคือผู้ชายที่โชคร้ายคนนั้น ตอนนี้ผมชักจะสงสารเขาขึ้นมาเสียแล้ว เพราะผมกำลังจะสอนและฝึกผู้หญิงของเขาให้เธอต้องการแค่ผมคนเดียว แต่ไม่ต้องกังวลนะ เธอยังคงเป็นแฟนของนายคนเดียว แต่ผมจะเป็นคนเดียวที่จะทำให้เธอพอใจได้ ไม่ว่าจะเรื่องจิตใจหรือร่างกาย
เราจบการสนทนาในแอปแชตลง หลังจากพลอยบอกผมว่าเธอจะส่งข้อความหาผมอีกครั้งหลังจากเธอตัดสินใจได้ว่าจะเริ่มกันเมื่อไหร่ ผมจึงแค่แนะนำไปว่าให้เธอรีบหาเวลามา ก็ผมค่อนข้างยุ่งนี่นะ…
เมื่อเสียงกริ่งบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้น นักเรียนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรีบกลับเท่าใดนัก พวกเขาจะมุ่งไปยังชมรมที่เลือกไว้ไม่ว่าจะไปเพื่อทำกิจกรรมหรือไม่ก็ตาม ถึงอย่างนั้นก็ยังมีอีกหลายคนที่รีบตรงกลับบ้าน และผมก็เป็นคนหนึ่งในพวกนั้น
นั่นเพราะถ้าไม่ใช่เพื่อพี่เอม ผมจะไม่มีทางไปลองทำกิจกรรมกับชมรมวรรณกรรมแน่นอน และมันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปที่นั่น แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยผมในเรื่องการเป็นเพื่อนร่วมชั้น ก. เพราะถ้าผมเข้าชมรม ‘รีบกลับบ้าน’ ผมอาจกลายเป็นพวกจืดจางแทน การสิงอยู่ในชมรมจะสามารถรักษาสถานะของผมไว้ได้ดีกว่า แม้ว่าจะเพียงเล็กน้อยก็ตาม
ถ้าชมรมวรรณกรรมนี้สามารถอยู่ได้แบบเอื่อยเฉื่อยโดยไม่ต้องทำอะไรมาก ผมก็ไม่รังเกียจที่จะสมัครเข้า แถมที่นี่นยังมีพี่เอมกับพี่จ๋าอยู่ด้วย อีกทั้งผมยังไม่รู้เลยว่าสมาชิกคนที่สี่คือใคร เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ผมก็แอบหวังให้เป็นผู้หญิงที่กำลังออกเดตกับใครสักคน
ผมบอกลาพวกเพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ ก่อนที่ต่างคนจะต่างออกไปที่ชมรมของตน
เติ้ลไปเข้าชมรมฟุตบอล ผมเพิ่งรู้ว่าเขาเป็นนักกีฬา บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงดูเหมือนพวกงี่เง่านัก สมองของเขาคงเต็มไปด้วยฟุตบอลแน่นอน เพราะใครก็ตามที่มีทักษะการสังเกตเพียงเล็กน้อย ก็สามารถเดาได้อย่างง่ายดายว่าเติ้ลแอบชอบหยกแม้ว่าเขาจะไม่เคยเอ่ยปากก็ตาม
สาวหยกคนสวยของเราสมัครเข้าชมรมบาสเกตบอล เนื่องจากขาที่ยาวของเธอ เธอจึงสูงพอที่จะเป็นเซนเตอร์ในทีมบาสเกตบอลหญิงได้ หากให้ผมเปรียบเทียบส่วนสูงของผมกับเธอ อืม… เธอคงสูงกว่าผมราวสองสามเซนเห็นจะได้
ส่วนกอหญ้าผู้น่ารัก ผมไม่รู้ว่าเธอเข้าชมรมไหน เธอดูเหมือนคนที่หมกมุ่นอยู่แต่กับการอ่านหนังสือ ผมกลัวว่าเธอจะสมัครเข้าชมรมวรรณกรรมเหลือเกิน มันจะยากขึ้นสำหรับผมมากถ้าเธออยู่ที่นั่น อย่างไรก็ตาม ในเมื่อตอนนี้ผมถือว่าตัวเองเป็นเพื่อนกับเธอแล้ว ผมจะช่วยเธอเอง
“นายเข้าชมรมอะไรอ่ะ? ” เติ้ลถาม
“ยังไม่รู้เลย แต่วันนี้กำลังจะไปลองทำกิจกรรมกับชมรมวรรณกรรมดูก่อนน่ะ”
“ว้าว! ภูมิ นาย…วรรณกรรมเหรอ จริงดิ? ”
อะไรเนี่ย? หยกมาจากไหน เธอยังไม่ไปอีกเหรอ?
“อืม แค่ลองดูน่ะ บอกตรง ๆ นะ เราแค่ต้องการชมรมที่สบาย ๆ น่ะ จะได้มีที่ไว้นอนเล่น”
“ฟังดูขี้เกียจจังนะ”
“จริงๆ ก็ใช่เลยล่ะ”
“ห่ะ! ชิ้ว! ชิ้ว! ห้ามแผ่รัศมีความขี้เกียจของนายมาที่พวกเรานะ!!” หยกปัดมือไล่ผมในเชิงสัพยอก เธอชักจะสนิทกับผมเกินไปแล้ว รอให้ผมฝึกเธอให้เป็นแบบที่ผมชอบก่อนเถอะ เดี๋ยวจะจับมาเล่นบาสกับผมสักรอบ แต่ต้องหลังจากที่เธอคบกับเติ้ลก่อนนะ
“ถ้าอย่างนั้นนายมาเข้าชมรมหนังสือกับเราก็ได้นะ” กอหญ้าพูดขึ้น ผมจึงรู้ว่ามีชมรมหนังสืออยู่ด้วย พวกเขาทำกิจกรรมอะไรกันนะ แค่อ่านหนังสือก็นับเป็นกิจกรรมชมรมแล้วใช่ไหม?
“ได้สิ ถ้าชมรมวรรณกรรมไม่น่าสนใจ ไว้เราจะไปลองชมรมของกอหญ้าดูนะ”
เมื่อผมพูดแบบนั้น เหมือนผมจะเห็นดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังผมหน้าม้าของกอหญ้าเกิดเป็นประกายขึ้นมาเฉย ๆ
“โอเค ไว้เจอกันพรุ่งนี้ เราไปก่อนนะ” เติ้ลที่เปลี่ยนเป็นชุดฟุตบอลเสร็จตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้กล่าวขึ้นก่อนจะเดินจากไป ดูท่าเขาจะพร้อมเต็มแก่แล้ว
“เค เจอกันพรุ่งนี้” หยกตามหลังเติ้ลไปติด ๆ เธอบอกจะรีบไปเปลี่ยนชุดที่ห้องชมรม
“เจอกันพรุ่งนี้นะภูมิ” กอหญ้ายิ้มให้ผม ยิ้มที่หาดูได้ยาก
“อืม เจอกันพรุ่งนี้” ผมยิ้มกลับให้เธอ
หลังจากเก็บของเรียบร้อย ผมก็ตรงไปที่อาคารชมรม เนื่องจากผมไปมาแล้วเมื่อเช้า ผมจึงไม่มีปัญหาเรื่องหลงทางเหมือนบางคน
ผมเคาะประตูห้องชมรมสองสามครั้งก่อนจะมีคนมาเปิด
โอ้… ใบหน้าที่ผมไม่เคยเห็น คงจะเป็นสมาชิกชมรมคนที่สี่ แถมยังเป็นผู้หญิง แม้ว่าเธอจะไม่น่ารักเท่าพี่เอมของผม แต่เธอก็มีเสน่ห์ในตัวเอง ถ้าพี่เอมเป็นคนน่ารักและขี้อาย ผู้หญิงคนนี้ก็คือผู้หญิงประเภทขี้สงสัย แค่ดูจากแววตาก็บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเธออยากรู้อยากเห็นในตัวผมแค่ไหน แต่ผมเป็นเพียงเพื่อนร่วมชั้น ก. เองนะ ถ้แค่ต้องไม่นับเรื่องความปรารถนาลับของผมรวมเข้าไปด้วย
“สวัสดีค่ะ เธอคือเด็กใหม่ที่จะมาลองทำกิจกรรมของชมรมเราใช่ไหม”
“ครับ ผมกันตภณ หรือเรียกภูมิเฉย ๆ ก็ได้ครับ”
"จ้าาา ยินดีต้อนรับนะน้องภูมิ พี่ชื่อวุ้นเส้น อยู่มอห้าจ้ะ" เธอแนะนำตัวพร้อมกับยื่นมือออกมา ผมจึงส่งมือไปเช่นกันก่อนจะจับมือเธอเขย่าสองสามครั้ง
“อ้าว นั่นภูมินี่ เข้ามาสิ” เสียงของพี่บิ๊กดังออกมาจากด้านใน พี่วุ้นเส้นเลยดึงผมเข้าห้องไปและปิดประตู
ไม่เหมือนช่วงเช้าที่มีแต่ผมกับพี่เอม ตอนนี้มีคนหลายคนที่อยู่ข้างในและทำให้ห้องนี้ดูมีชีวิตชีวาพอสมควร แต่ส่วนตัวแล้วผมกลับชอบความเงียบแบบนั้นมากกว่า และยิ่งถ้าได้อยู่กับพี่เอม เราก็จะได้ทำอะไรสนุก ๆ กันอีกครั้ง
ผมได้รู้แล้วว่าชมรมนี้มีสมาชิกทั้งหมดสี่คน… เดี๋ยวนะ
หนึ่ง สอง สาม สี่ …ห้า
อาาา…. มีอีกคนที่รุ่นเดียวกันกับผมเพิ่มขึ้นมา ก่อนหน้านี้พวกเขาหาคนเพิ่มได้แล้วงั้นเหรอ?
ผมมองไปที่หญิงสาวที่ไม่คุ้นเคย เธอสวมแว่นแต่ไม่เหมือนกับพลอย ไม่ใช่ในแบบหัวหน้าห้อง แต่ดูแล้วออกจะเป็นพวกเนิร์ดมากกว่า ผู้ที่ได้รับความรู้มากมายจากหนังสือ ทุกวันสำหรับพวกเขามักจะเต็มไปด้วยกองหนังสือ แล้วทำไมคนแบบนี้ถึงไม่ไปอยู่ที่ชมรมหนังสือกันนะ?
“อ๋า! ภูมิยังไม่เคยเจอเธอเลยนี่ เธอเป็นสมาชิกใหม่ที่เรารับมาก่อนหน้านี้น่ะ รุ่นเดียวกับนายเลย”
พี่จ๋าพูดแนะนำเธอให้กับผม แต่ดูเหมือนเธอจะไม่สนใจผมเท่าไหร่ เธอชายตามองมาที่ผมเพียงเล็กน้อย จากนั้นเธอก็หันกลับไปมองดูกระดาษในมือของเธอต่อ นั่นเป็นกระดาษแบบเดียวกับที่ผมอ่านก่อนหน้านี้ พวกผลงานที่ทำโดยสมาชิกชมรมคนก่อน ๆ
ผมเดาถูกต้องอีกครั้ง เธอเป็นเด็กเนิร์ดที่มักจะไม่พอใจเมื่อมีคนขัดขวางการรับความรู้
พี่เอมกับพี่บิ๊กอยู่ที่ปลายอีกด้านของโต๊ะ พี่บิ๊กยุ่งอยู่กับการอ่านและเขียนอะไรบางอย่าง ส่วนพี่เอมโบกมืออันน่ารักของเธอมาที่ผม ผมจึงโบกมือกลับและยิ้มให้เธอ
ผมจะหยุดการแสดงออกไว้เพียงแค่นี้ ผมยังจำสายตาที่น่าสงสัยของรุ่นพี่จ๋าได้ดี ถ้าเราทำอะไรที่ประเจิดประเจ้อมากเกินไป เธออาจจะจับเราได้
“สงสัยเธอคงกำลังหมกมุ่นอยู่แน่ ๆ เอาเป็นว่า เธอชื่อแพร อยู่ทับสี่น่ะ” พี่จ๋าบอกยิ้มๆ
อ้อ… ห้องของเธออยู่ไกลจากห้องของผมพอควร นั่นช่วยอธิบายว่าทำไมผมถึงยังไม่เคยเห็นเธอมาก่อน อีกทั้งความเป็นเนิร์ดของเธอคงจะทำให้เธอเอาแต่ฝั่งตัวเองอยู่ในห้องสมุดมากกว่า
“ทำไมวันนี้น้องถึงตัดสินใจมาล่ะ หรือน้องจะแอบเล็งพี่เอมไว้ พี่เห็นนะ ที่ยิ้มให้กันอ่ะ” พี่วุ้นเส้นแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง เธอเป็นพวกที่คอยถามคำถามเพื่อสนองความอยากรู้ของตัวเอง สมกับเป็นพวกสอดรู้สอดเห็นจริงๆ
“เมื่อเช้าเธอไม่ได้อยู่ที่บูธด้วยเลยไม่รู้ เอมเค้าพาน้องมาดูห้องนี้ไปแล้วรอบนึงน่ะ แต่ที่จริงภูมิเขาก็ไม่ได้อยากจะมาหรอก ฉันไปบังคับน้องเขาเองแหละ” พี่จ๋าตอบแทนผม
“โห…นี่พี่คิดว่าหนูจะหาคนมาเพิ่มไม่ได้จนต้องทำอะไรแบบนั้นเลยเหรอเนี่ย”
“อิอิ งั้นพวกเราเก็บเขาไว้เป็นตัวสำรองดีไหม ชมรมของเราจะได้มีสมาชิกมากกว่าที่ขั้นต่ำกำหนดไว้”
ใช่ ผมอ่านในคู่มือแล้ว มีกฎว่าต้องมีสมาชิกอย่างน้อยห้าคนเพื่อให้ชมรมยังคงตั้งอยู่ได้ แต่พี่จ๋าครับ มันหยาบคายไปหน่อยไหมครับที่จะให้ผมเป็นตัวสำรอง พี่ไม่คิดว่าคำพูดของพี่จะทำร้ายจิตใจผมบ้างเหรอครับ?
“อืม แล้วผมต้องทำอะไรบ้างครับ ชมรมนี้ทำกิจกรรมกันยังไง”
"อ้าา! พี่รู้ว่าน้องต้องถาม นี่นี่!"
พี่วุ้นเส้นวิ่งมาหยุดอยู่ข้างหน้าผม ในมือเธอถือถ้วยที่เต็มไปด้วยกระดาษซึ่งพับครึ่งไว้
"อะไรน่ะครับ? "
“ไม่ต้องถามน่า เลือกมาสักอันเถอะ”
อืม… ผมชักเดาได้ลาง ๆ แล้วว่ามันคืออะไร ผมจึงล้วงมือเข้าไปในถ้วยนั้นและหยิบมันออกมาหนึ่งแผ่น
"เยี่ยม!" พี่วุ้นเส้นดึงกระดาษแผ่นนั้นออกมือของผมแล้วอ่านมันทันที
“เอาล่ะ ภูมิ เธอต้อง….” เธอพยายามทำเสียงให้ดูตื่นเต้น
"อะไรเนี่ย อ้อ เขียนประโยคสั้น ๆ โดยใช้คำว่า ‘สี’ เป็นคำหลัก" พี่จ๋าที่เดินมาดูจากทางด้านหลังของพี่วุ้นเส้นแทรกขึ้น ดูเหมือนเธอจะเพิ่งทำลายความสนุกของพี่วุ้นเส้นไปดื้อ ๆ
“โธ่! พี่จ๋า! มาแย่งน้องอ่านทำไมเนี่ย? หมดกัน…ความตื่นเต้นของฉัน”
“ฟังนะวุ้นเส้น หยุดทำให้รุ่นน้องของเรากลัวได้แล้ว เธอจำได้ใช่ไหม เพราะความอยากรู้อยากเห็นของเธอมากเกินไป ปีที่แล้วสมาชิกของเราถึงได้ขอออกจากชมรมไปตั้งสามคน”
เมื่อได้ยินอย่างนั้น พี่วุ้นเส้นก็ต้องคอตกด้วยความผิดหวัง ดูเหมือนว่าเรื่องที่พี่จ๋าบอกจะเป็นความจริง และเธอก็ยังคงรู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น
"เรื่องสั้นจากคำว่าสีใช่ไหมครับ โอเคครับ เดี๋ยวผมจะลองดู"
ผมตอบเพื่อให้กำลังใจผู้หญิงขี้สงสัยคนนี้หน่อย ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่ใครสักคนจะมีความอยากรู้อยากเห็นไปทุกเรื่อง และผมก็รับนิสัยแบบนี้ได้นะ แต่ผมแค่สงสัยว่าเธอกำลังคบกับใครอยู่หรือเปล่า เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น เธออาจจะพยายามลองมีเซ็กซ์ไปแล้วด้วยความสงสัยใคร่รู้ของเธอ หรือเป็นไปได้อีกอย่างว่า ความกระหายรู้นั้นจะถูกถ่ายโอนไปยังสิ่งอื่นที่สามารถเติมเต็มความสงสัยอันมากล้นของเธอได้ดีกว่า
“จริงเหรอ? งั้นก็พยายามเข้านะภูมิ ไปนั่งทำตรงนั้นก็ได้” พี่วุ้นเส้นพูดด้วยน้ำเสียงที่สดใสขี้น ดวงตาของเธอเป็นประกายเล็กน้อย
ผมมองไปตามที่รุ่นพี่สาวบอกและเห็นว่าตำแหน่งนั้นอยู่ข้าง ๆ คู่ของพี่บิ๊กกับพี่เอม เธอคงคิดว่าผมอาจจะพอรู้จักพี่เอมอยู่บ้างแล้วจากการที่เธอพาผมมาดูห้องเมื่อเช้า
"ถ้ามีปัญหาหรือสงสัยอะไรก็ถามได้ทุกคนเลยนะ แต่พี่แนะนำให้ไปถามพี่เอม เธอเก่งที่สุดในนี้แล้ว เธอเป็นที่ปรึกษาให้กับงานทุกชิ้นของพวกเรา แต่บอกไว้ก่อนนะ พี่ผู้ชายคนนั้นค่อนข้างจะหวงพี่เอมอยู่พอควรเลยล่ะ” พี่วุ้นเส้นพูดต่อ
ผมเดินตามเธอไปและนั่งลงข้างๆ พี่เอม แฟนหนุ่มของเธอยังคงง่วนอยู่กับสิ่งที่เขาทำอย่างขะมักเขม้น และผมเองก็ไม่คิดอยากจะถามเขาสักนิดเพราะไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าเขากำลังทำอะไร ส่วนพี่เอมเธอฟังพวกเราอยู่ตั้งแต่แรกจึงรู้ว่าผมกำลังมา ตอนนี้เธอดูกระสับกระส่ายเล็กน้อย น่าสงสัยจริง ๆ ว่าตอนนี้เธอคิดอะไรอยู่
เอาเถอะ… มาลองเขียนกันก่อนดีกว่า ผมมาเพื่อดูว่าควรเข้าชมรมนี้หรือไม่ อย่างน้อยผมก็ควรทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ แม้ว่าผมจะไม่ค่อยถนัดอะไรแบบนี้นัก แต่กระนั้น เมื่อได้เห็นคำหลักที่หยิบมา สมองของผมก็เต็มไปด้วยไอเดียเด็ด ๆ ที่ผุดขึ้นไม่หยุด ถึงไอเดียพวกนั้นจะไร้ประโยชน์เพราะถ่ายทอดลงบนกระดาษไม่ได้ก็ตาม
"พี่ได้ยินคำหลักของภูมิแล้วล่ะ แต่ไม่ต้องรีบร้อนเขียนหรอกนะ ลองเรียงลำดับความคิดที่คิดว่าดีสุดสักสามลำดับดูก่อนจะได้เห็นภาพง่ายขึ้น" เสียงอันน่ารักของพี่เอมดังขึ้นข้างหูของผม เธอกำลังให้คำแนะนำแก่ผม พี่วุ้นเส้นพูดถูก เธอให้คำแนะนำได้ดีมากจริง ๆ
ผมไม่เคยรู้เลยว่าพี่เอมมีด้านแบบนี้ด้วย สามวันที่ผ่านมาผมเห็นแต่ด้านอันยั่วเย้าของเธอ ทั้งริมฝีปากสีชมพูระเรื่อ เรียวลิ้นแสนอ่อนนุ่ม ปลายเม็ดบนยอดเนินอกขนาดพอมือ รวมถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในตัวของเธอ
การได้เห็นอีกด้านหนึ่งของหญิงสาวที่ผมขโมยมาเป็นเรื่องใหม่สำหรับผมมาก ผมเริ่มฉุกคิดขึ้นมา ไม่เคยมีสักครั้งที่ผมจะพบประสบการณ์แบบเดียวกันนี้ตอนเมื่อครั้งเรียนมัธยมต้น อาจเพราะผมเองที่ไม่สนใจจะเรียนรู้ตัวตนอีกด้านของพวกเธอ ด้านที่เป็นดั่งหน้ากากซึ่งใช้สวมใส่ตอนอยู่ต่อหน้าคนอื่น ๆ
ก็นะ ถึงผมอาจจะละเลยเรื่องนี้ไปบ้าง แต่ผมก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว จะให้คิดทำอะไรเอาตอนนี้ก็คงคิดไม่ออกแน่
“ขอบคุณครับพี่เอม” ผมตอบเธอสั้น ๆ เราไม่ได้อยู่คนเดียวที่นี่ เราจึงไม่ควรทำอะไรเสี่ยง ๆ อย่างเช่นการเรียกหากันอย่างสนิทสนม
ผมทำตามคำแนะนำของเธอโดยการเขียนความคิดที่ดีที่สุดที่นึกออกลงบนโพสอิทที่ว่างอยู่แถวนั้น ก่อนจะนั่งวิเคราะห์ทั้งสามความคิดนั้นไปทีละอย่าง และเมื่อตัดสินใจได้ว่าจะเขียนอะไร ผมก็ขยำโพสอิททิ้งไปและเริ่มลงมือเขียนสิ่งที่เลือกไว้