ทิฐิหรือความเกลียด 5 (จบ) | two-hitchhikers.ru

ทิฐิหรือความเกลียด 5 (จบ)

  • 45 ตอบ
  • 7172 อ่าน
*

ออนไลน์ twintower

  • Junior Member
  • ***
  • 255
  • 2990
    • ดูรายละเอียด
ทิฐิหรือความเกลียด 5 (จบ)
« เมื่อ: มีนาคม 06, 2017, 09:59:09 pm »
มิ่งมาตรงตามเวลานัดและเจอผู้หมวดสาวที่นั่งรอที่ร้านอาหารอยู่แล้ว  ซึ่งการสนทนาระหว่างทานอาหารส่วนใหญ่หญิงสาวจะเป็นคนถามตลอด เธอมักจะสอบถามเรื่องช่วงที่มิ่งทำงานในหน่วยซีล มิ่งตอบไปเท่าที่จะตอบได้  จนเธอถามว่าคิดยังไงที่คนมองว่าหน่วยซีลคือฮีโร่ มิ่งตอบไปว่า

“ถ้าในมุมมองของคนอเมริกันส่วนหนึ่งก็จะมองเป็นที่คุณป็อปคิดนะครับ โดยเฉพาะป้าผมจะมองว่าพวกผมคือฮีโร่  แต่ถ้าเป็นคนในประเทศที่เราไปทำสงครามสายตาที่มองมาเป็นอีกแบบหนึ่งครับ  ดูยังไงพวกผมก็ไม่ใช่ฮีโร่ครับ ในสายของคนพวกนั้นมองเราเหมือนปีศาจที่มายึดครองที่อยู่ของพวกเค้า  ไม่แปลกที่จะมีการออกมาตอบโต้ในรูปแบบต่างๆ จนทำให้ทุกวันนี้ผมขับรถคร่อมเลนบ่อยๆ  เพราะความเคยชินครับ “

“อ้าวทำไมหรือคะ  แต่ป็อปก็พอจะจำได้วันที่คุณมิ่งรับพวกเราไปส่งรีสอร์ท ป็อบเห็นคุณมิ่งขับรถคร่อมเลนหลายครั้ง”

“ใช่ครับ เกิดจากกลัวขับทับกับระเบิดที่วางดักไว้ไงครับ แต่ถ้าขับกลางถนนยังมีโอกาสรอดครับมันเลยติดเป็นนิสัยไม่หายสักที  แต่ถ้าเป็นในทะเลทรายก็วัดดวงเอาครับ”

อาหารมื้อเย็นมื้อนี้มันเป็นการสนทนาที่ดีของทั้งคู่และเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งคู่ ก่อนที่หมวดสาวจะอำลาเมื่อถึงเวลาอันควร  มิ่งขับรถไปส่งเธอถึงโรงแรมที่เธอพักแล้วขับรถออกมา แต่ก็มีโทรศัพท์เข้ามาบอกกับมิ่งว่าขอเชิญมิ่งไปที่สถานกงสุลสหรัฐในเชียงใหม่  ชายหนุ่มรับปาก ซึ่งใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก หลังจากติดต่อเจ้าหน้าที่และจอดรถเรียบร้อย  มีเจ้าหน้าที่ได้เดินนำมิ่งที่ห้องๆหนึ่ง พร้อมเปิดประตูให้มิ่งเข้าไปก่อนปิดประตู มิ่งพบว่ามีผู้หญิงต่างชาติคนหนึ่งนั่งรอมิ่งอยู่แล้ว  ทั้งคู่สบตากันก่อนมิ่งจะพูดว่า

“ผมนั่งได้ไหม”

หญิงต่างชาติพยักหน้าเล็กน้อย มิ่งนั่งลงตรงข้ามแล้วเอ่ยออกมาต่อว่า

“มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญใช่ไหมที่ผมมาเจอ เจ้าหน้าที่ NSA  (National Security Agency/ สำนักความมั่นคงแห่งชาติ)  ที่นี่”

“ มงคล คุณน่าจะรู้นะว่าชั้นมาเพราะอะไร”

“แค่ผมแปลกใจ ว่าทำไมต้องเป็น NSA  ถ้าทางสถานทูตส่งคนมาผมไม่แปลกใจ จะเป็น CIA หรือจะเป็นคนของกองทัพเรือสหรัฐก็ได้นี่ลินดา”

“มันก็น่าจะใช่นะมงคล  แต่พอรายงานที่คุณส่งไปให้ทาง ผช.ทูตทหารเรือเจ้านายเก่าของคุณนะ แล้วท่านส่งต่อไปที่กองทัพเรือแต่สำเนาทางทำเนียบขาวด้วยแถมทางหน่วยงานของไทยก็แจ้งไปที่กระทรวงการต่างประเทศผ่านสถานทูตสหรัฐอีก ทางนั้นก็เลยเต้น เลยอยากรู้ว่ามันใช่ตามที่คุณบอกหรือเปล่า ไม่ใช่เกิดจากการของพวกก่อการร้าย ถ้าเป็นไปตามที่คุณรายงานมันก็จบ  แต่ถ้าไม่ใช่ มันก็เป็นปัญหาใหญ่นะทางผู้ใหญ่ก็คิดกันไปว่ามันจะเกี่ยวกับความมั่นคงหรือเปล่า วิตกไปถึงเรื่อง ชื่อของคุณกับทีมงานหลุดไปได้ยังไง และเผอิญชั้นมาประชุมที่สิงคโปร์ เลยถูกส่งตัวให้มาหาคุณ “

“แล้วถ้ามันเป็น แบบที่ 2 ละลินดา”

หญิงต่างชาติมองไปรอบๆห้องก่อนตอบว่า

“เราอาจจะเอาตัวคุณไปคุ้มครองสักระยะหนึ่งจนกว่าความจริงมันจะปรากฏ”

มิ่งหัวเราะเบาๆแล้วนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น หลังจากคืนนั้นวันต่อมา มิ่งทำรายงานส่งไปให้ทางผช.ทูตทหารเรือทางอีเมล  อธิบายรายละเอียดทั้งหมด ว่าทำไปเพื่ออะไร และมิ่งรู้ดีว่าเรื่องนี้หน่วยงานความมั่งคงของไทยก็ต้องทำเรื่องไปทางสถานทูตแน่นอน  แต่นึกไม่ถึงว่า ผู้ใหญ่ทางวอชิงตันจะบ้าจี้ถึงกับส่งเจ้าหน้าที่ NSA มาสอบถามมิ่งโดยตรง   อดีตซีลนึกว่าอย่างน้อยก็คงเข้าไปให้ข้อมูลอีกครั้งกับทางสถานทูตสหรัฐด้วยตนเองแต่ที่ไหนได้  แล้วเจ้าหน้าที่ NSA ที่ส่งมานี่ก็เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง แถมมิ่งรู้จักเป็นอย่างดีซะด้วย ก่อนที่มิ่งจะตอบไปว่า

“ฟังนะลินดา  ทุกอย่างมันเป็นไปตามที่ผมรายงานไป  ไอ้ 2 คนนั่นมันเป็นนักเลงกระจอก ส่วนไอ้คนจ้างมันก็เคยมีเรื่องกับผมมาก่อนแล้ว มันคงแค้นผมที่ทำให้มันเสียหน้า ต่อหน้าพ่อของผม  ที่ผมแจ้งขอความช่วยเหลือไปทางไทยเพราะอยากให้ทุกอย่างมันเงียบ มันจะได้ไม่มากระทบกับแม่และน้าผมที่ทั้งสองคนไม่รู้เรื่องนี้  ไม่ต้องไปพัวพันกับบริษัทของพ่อผมที่กำลังมีเรื่องกันอยู่เรื่องที่ดิน ไม่อย่างนั้นถ้าเป็นข่าวมันจะบานปลายไปมากกว่านี้และดีไม่ดี  ผมโดนขุดอีกว่าเป็นอดีตหน่วยซีล  คราวนี้แหละมันจะสนุกเข้าไปใหญ่ ผมอยากใช้ชีวิตเงียบๆเหมือนเพื่อนผมอีกหลายๆคนนะลินดา”

ลินดายิ้มรับคำอธิบายของมิ่งเธอไม่พูดแทรกเลยระหว่างที่มิ่งอธิบาย ก่อนจะถามต่อไปว่า

“คุณไม่คิดบ้างหรือว่าที่คุณทำมันรุนแรงไปกับคนที่คุณเรียกว่านักเลงกระจอก”

“ลินดาคุณคิดอีกมุมสิ ว่าถ้าวันนั้นผมไม่อยู่แล้วแม่กับน้าผมอยู่จะเกิดอะไรขึ้น”

ประโยคนี่ทำเอาลินดานิ่งไปชั่วขณะก่อนตอบกลับชายหนุ่มที่นั่งตรงข้ามเธอว่า

“เอาละชั้นพอเข้าใจ คุณมงคลแต่คุณก็ต้องรู้นะว่าบางที มันมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ยิ่งคุณเคยผ่านงานลับๆมาพอสมควร และคุณเลือกจะมาใช้ชีวิตอยู่ไกลจากการดูแลของทางเรานะมงคล”

“ผมพอจะเข้าใจลินดา”

เธอเงียบไปอึดใจก่อนจะเอามือไปหยิบเครื่องบันทึกเสียงที่มิ่งพึ่งเห็นมาปิด แล้วเธอพูดว่า

“งั้นทางเราก็ได้ข้อสรุปและชั้นก็มั่นใจกับข้อมูลของคุณว่ามันมาจากเรื่องส่วนตัว ที่อีกฝ่ายไม่ยอมเลิกราทางผู้ใหญ่จะได้เลิกประสาทเสียซะที ส่วนทางไทยก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร”

ทั้งคู่ต่างนิ่งกันไปครู่หนึ่งแล้วฝ่ายหญิงก็พูดต่อว่า

“สบายดีนะมงคล เราไม่ได้พบกันกี่ปีแล้ว”

“3-4ปีได้แล้วมั้ง หลังจากที่คุณเอาข้อมูลมาบรรยายสรุปให้พวกผม ที่ดูไบ”

“น่าจะได้นะ แต่ชั้นก็ยังนึกว่าคุณจะไปฝึกกรีนทีม”

“ผมพอแล้ว ลินดา”

มิ่งได้ถามต่อไปว่า

“แล้วคุณจะกลับวันไหนละ”

“พรุ่งนี้ แต่ชั้นต้องบินไปสิงคโปร์ก่อนทีมงานชั้นอยู่ที่นั่น  แล้วค่อยกลับสหรัฐ”

“งั้นผมขอเลี้ยงเครื่องดื่มคุณแล้วกัน  ผมกับเพื่อนๆยังติดคุณอยู่ที่ดูไบ เพราะคุณกลับไปก่อน”

“โอเคยังจำได้ดีนี่”

“งั้นเชิญครับลินดา”

หญิงสาวเดินตามมิ่งออกจากห้องที่ใช้ในการพูดคุยก่อนจะส่งเครื่องบันทึกเสียงให้เจ้าหน้าที่ของสถานกงสุลแล้วเดินตามมิ่งไปที่รถ  มิ่งพาเธอไปร้านอาหารแห่งหนึ่ง ต่างสั่งเครื่องดื่มมาแล้วนั่งคุยกัน เวลาผ่านไป พักใหญ่ ต่างฝ่ายต่างพุดคุยกันเรื่องทั่วๆไป   ลินดานั้นเคยมาบรรยายสรุปร่วมกับเจ้าหน้าที่ CIAให้กับมิ่งและทีมซีลที่ดูไบ ในภารกิจคุ้มกันเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐที่จะมาเยือนดูไบ  ซึ่งตอนนั้นทั้งคู่ได้สร้างมิตรภาพที่ดีต่อกัน   ลินดาเป็นหญิงชาวอเมริกาที่รูปร่างบอบบางเหมือนผู้หญิงเอเชีย แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้คืบหน้าอะไรมากนักเพราะ เธอบินกลับประเทศก่อนและไม่ได้เจอกันอีกเลยจนวันนี้  จนในที่สุดความรู้สึกที่อยากจะสานสัมพันธ์ต่อของทั้งคู่ได้เกิดขึ้นหลังจากวิสกี้แก้วที่ 3 หมดไป  มิ่งเอามือมากุมมือหญิงสาว ซึ่งเธอไม่ดึงกลับ สายตาประสานกัน ก่อนที่มิ่งจะพูดว่า 

“ผมไปคุยต่อที่ห้องคุณได้หรือเปล่า”

ลินดาพยักหน้าแทนคำตอบ   มิ่งจัดการจ่ายค่าเครื่องดื่ม    แล้วให้หญิงสาวพาไปที่โรงแรมที่พัก ซึ่งอยู่ไม่ห่างเท่าไหร่นัก เธอยอมให้มิ่งโอบเอวจนถึงห้องพัก ทันทีที่เข้าห้อง หลังจากที่ล็อคประตูเรียบร้อย มิ่งตวัดลินดาเข้ามาในอ้อมกอดแล้วก้มหน้าลงไปโดยหญิงสาวเงยหน้ารับการจูบของของมิ่ง ปากทั้งคู่ทาบกันสนิท ลิ้นตวัดเกี่ยวกันไปมา

“มงคลไปที่เตียงเหอะ”

ลินคาเป็นฝ่ายเชิญชวนหลังจากที่มิ่งถอนปากออกมา มิ่งทำตามคำขอ ต่างฝ่ายต่างรีบถอดรองเท้าออก พอถึงเตียงหญิงสาวเอนกายลงไปนอนบนเตียงพร้อมโน้นคอของชายหนุ่มให้ลงมา  ปากทั้งคู่แนบสนิทกันอีกครั้ง  มิ่งเป็นฝ่ายบรรจงถอดเสื้อของหญิงสาวออกจากร่างพร้อมเสื้อของตนเอง หน้าอกขนาดกะทัดรัดที่ถูกห่อหุ้มอยู่ภายใต้ยกทรงปรากฏให้เห็น  มิ่งไม่รีบเร่งในเกมส์รักนี้ ก่อนที่จะเอาจมูกไปไซร้ตามซอกคอและใบหูของลินดา ที่เงยหน้ารับการปลุกเร้าอารมณ์พร้อมครางออกมาอย่างลืมตัว เธอมารู้ตัวอีกครั้งเมื่อกางเกงที่นุ่งจะถูกปลดออกจากตัว  ลินดายกก้นเพื่อให้มิ่งจัดการกับกางเกงได้สะดวกและเป็นคนเตะให้พ้นจากร่างกาย

“โอ้วววววววว มงคลขา ชั้นรอวันนี้มานานแล้ว”

ร่างกายของเธอเหลือแต่เพียงชุดชั้นในเท่านั้นที่ปกปิดส่วนที่สำคัญอยู่ มิ่งจัดการกางเกงของตนเองจนเปลือยล่อนจ้อนแล้วเอื้อมมือไปปลดตะขอยกทรงจากด้านหลัง  หน้าอกที่ขนาดไม่ใหญ่ขาวสล้างพร้อมหัวนมสีน้ำตาลนั้นท้าทายสายตาของมิ่ง  แต่หญิงสาวกลับเป็นคนกดหัวของมิ่งลงไปที่หน้าอกของเธอ  มิ่งไม่ขัดขืนพร้อมลิ้มรสหัวนมที่บานขยายรองรับริมฝีปากของชายหนุ่ม  มิ่งดูดสลับไปมาพร้อมกับเอานิ้วไปบี้ที่หัวนม

 ลินดาแอ่นอกรับการดูดดื่มจากอดีตซีลที่กำลังเพลิดเพลินกับเต้านมของเธอสลับไปมา ปากเธอครางไม่หยุดแล้วเธอเป็นฝ่ายดันไหล่ของมิ่งให้ลงไปด้านล่าง ก่อนที่เธอกับมิ่งจะช่วยกันถอดชั้นในชิ้นสุดท้ายออกจากร่างของเธอ สิ่งที่ปรากฏต่อหน้ามิ่งนั้นมันผิดความคาดหมาย  ลินดาเป็นผู้หญิงที่ซ่อนรูปอย่างไม่น่าเชื่อ โคกหีของเธอนั้นช่างใหญ่เหลือเกินประดับด้วยขนหมอยสีทองประปราย  มิ่งไม่รอช้าก้มหน้าเอาลิ้นไปสัมผัสทันที  พอลิ้นของมิ่งสัมผัสกับเม็ดแตด ลินดานั้นผวาพร้อมร้องครวญคราง

“โอ้ววววว ไม่ มงคลชั้นเสียวเหลือเกิน”

ยิ่งพอลิ้นของมิ่งกวาดเข้าไปในรูหี  เจ้าของยิ่งส่ายตัวไปมา จนต้องอ้อนวอนมาว่า

“มงคลทำเหอะ ชั้นทนไม่ไหวแล้ว”

มิ่งลุกขึ้นนั่งจัดการเอาชาของเธอมาพาดบ่า แล้วเอาควยจ่อที่รูหีก่อนดันเข้าไปอย่างช้าๆ  ช่องทางรักของลินดานั้นยังกระชับอยู่มาก  แต่มิ่งก็ดันเข้าไปจนสุดโดยที่เจ้าของโคกหีอันใหญ่นั้นให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ลินดาเลื่อนขาลงมาคล้องเกี่ยวลำตัวของมิ่งให้แน่นขึ้น  มือของคู่ประสานกันแน่น มิ่งกระเด้าอย่างต่อเนื่องช้าสลับเร็ว โดยลินดาเด้งรับ   ปากทั้งคู่ต่างส่งเสียงครวญคราง จนขาของลินดามาราบบนพื้นเตียง  เธอดึงให้มิ่งมาทับบนตัวเธอ มือกอดรัดลำตัวของชายหนุ่ม เอวเด้งรับจังหวะการกระเด้าตลอด

จนเธอนั้นเริ่มรู้ถึงอาการที่ส่งสัญญาณว่ามิ่งกำลังจะพาเธอไปถึงจุดหมาย เธอร้องขอให้มิ่งกระเด้าเธอให้แรงขึ้นทำให้เสียงเนื้อของหนุ่มไทยกับสาวอเมริกาดัง

“ตั่บๆๆๆๆๆ”

ถี่ขึ้น ก่อนที่มิ่งจะยัดควยส่งท้ายพร้อมปล่อยน้ำกามออกมาเต็มรูหีของหญิงสาวที่มีอาการตอดรัด  มิ่งพลิกตัวลงมานอนข้างๆ เสียงลมหายใจแรงๆถี่ๆดังออกมาจากทั้งคู่ มิ่งดึงหญิงสาวเข้ามากอด ให้ลินดามานอนหนุนไหล่  หญิงสาวผงกหน้าไปหอมแก้มของมิ่งแล้วเอามือลูบไล้ไปตามใบหน้าเรื่อยมาถึงทรวงอก

“มีความสุขไหมมงคล”

“มีสิแล้วคุณละ”

“เช่นกัน ชั้นไม่เคยนึกว่าเราจะมีวันแบบนี้ได้”

“ทำไมละ”

“โอกาสที่เราจะพบกันไม่มี  แต่มันเหมือนทุกอย่างลงตัว  สงสัยคงต้องขอบคุณไอ้นักเลงกระจอกนั่นที่ทำให้ชั้นกับคุณได้มีวันนี้”

เธอตอบแล้วหอมแก้มมิ่งอีกครั้งก่อนลุกเดินเปลือยกายไปห้องน้ำแต่หันมาทิ้งสายตาให้มิ่ง   มิ่งปล่อยให้เวลาผ่านไปชั่วครู่ก่อนลุกเดินตามเธอเข้าไปในห้องน้ำ    ร่างของลินดานั้นกำลังอยู่ภายใต้ฝักบัวที่อยู่เหนืออ่างอาบน้ำมิ่งก้าวลงไปในยืนในอ่างอาบน้ำ ก่อนไปยืนประกบด้านหลังของเธอ   เอามือทั้งสองโอบไปรอบเอว ลินดาปล่อยให้มิ่งลูบคลำไปทั้งร่างของเธอได้ตามสบายก่อนที่เธอจะหันหน้ามา   เอาหน้าอกเบียดชิดตัวมิ่ง มือลูบคลำควยของมิ่งที่ยังอ่อนตัวอยู่    แล้วก่อนที่มิ่งจะทันตั้งตัวลินดาทรุดกายนั่งลงกับพื้นอ่างอาบน้ำ ใช้ มือรูดควยของมิ่งไปมาพร้อมเอาริมฝีปากไปสัมผัสบริเวณส่วนหัวแล้วเลียไปมา ไม่นานนักปากเธอก็อมเข้าไปที่ควยของมิ่ง ลินดาใช้ทั้งปากทั้งลิ้นปลุกควยของมิ่งให้แข็งขึ้นมาอีกครั้ง ทักษะการใช้ปากทำรักของลินดานั้นมิ่งดูออกว่าชำนาญมาก  เธอใช้ลิ้นเลียไปทั่วสลับกับการใช้ปาก จนมิ่งเริ่มจะทนไม่ไหว ต้องบอกเธอว่า

“ลินดาพอก่อนเหอะ  ผมจะทนไม่ไหวแล้ว”

มิ่งพูดพร้อมประคองเธอให้ลุกขึ้น  พร้อมพลิกตัวให้ลินดาหันหน้าไปทางผนัง  หญิงสาวรู้ทันทีว่ามิ่งต้องการอะไร  เธอรีบเอามือยันผนัง แล้วแอ่นก้นไปทางมิ่งที่เอามือจับเอวของเธอไว้แน่น  เมื่อจัดท่าเรียบร้อยมิ่งอาควยไปจ่อตรงรูหีของเธอก่อนจะสีไปมา2-3ครั้ง

“มงคลอย่าทรมานชั้นเลย  ทำเหอะ”

มิ่งสนองความต้องการของเธอทันที ดันควยเข้าไป จนลินดาครางออกมา

“โอ้ววววววว  มงคลเบาหน่อยสิ”

มิ่งไม่สนใจตั้งหน้ากระเด้าอย่างต่อเนื่อง ลินดาครวญครางพร้อมกับเด้งรับจนเธอร้องมาว่า

“มงคลเปลี่ยนท่าเหอะ  ชั้นเมื่อย”

มิ่งหยุดตามคำขอของเธอ ก่อนที่จะถอนควยออกมา  พลิกตัวหญิงสาวให้หันหน้ามา แล้วมิ่งลงไปนั่งบนอ่าง ลินดานั้นนั่งคร่อม แล้วจับควยของมิ่งมาจ่อที่ปากรูหีของเธอก่อนจะหย่อนตัวลงไปช้าๆ จนสุดจับประคองที่เอวของเธอ ลินดาเริ่มโยกตัวมาและส่งเสียงคราง

“โอววววววววว มงคล เด้งหน่อยสิ ชอบหรือเปล่าแบบนี้”

“ชอบสิครับ”

มิ่งตอบพร้อมสนองความต้องการของเธอทำให้ลินดาร้องเสียงหลงเมื่อควยของมิ่งไปกระทบกับมดลูกของเธอ ทำให้เธอขย่มแรงขึ้นไปอีก เมื่อเจอกับการตอบสนองที่ถึงอกถึงใจ  มิ่งนั้นก็ต้องการคลายความเครียดจากเรื่องที่พึ่งเกิดขึ้น  จึงสนองตอบเธออย่างเต็มที่ จนในที่สุดมิ่งนั้นร้องออกมาว่า

“ลินดาผมเต็มที่แล้ว”

“ค่ะๆๆๆ มงคลชั้นก็ทนไม่ไหวเหมือนกันโอวววววววววววววว”

ลินดากอดรัดมิ่งแน่นขึ้นเมื่อน้ำอุ่นๆของมิ่งพุ่งเข้าใส่รูหีของเธอ พร้อมกับการบิดกายเกร็งตัว ก่อนที่เธอจะไปซบที่บ่าของมิ่งพร้อมกับการหายใจถี่ๆไม่ต่างกับมิ่ง ต่างฝ่ายคลอเคลียกันครู่ใหญ่ก่อนที่จะช่วยกันอาบน้ำล้างตัว เช็ดตัวแล้วประคองกันไปที่เตียง ลินดานอนหนุนไหล่ของมิ่งแล้วเอามือลูบไปที่ใบหน้าของมิ่ง

“หน้าตาคุณดูดีขึ้นนะมงคล  คงหายเครียดไปเยอะเลยซินะ”

“คุณรู้ได้ยังไง”

“ชั้นดูออกนะ ตั้งแต่เจอกันหน้าตาคุณดูเคร่งเครียดมาก  แต่ตอนนี้ดูหน้าตาคุณสดใสกว่าตอนที่เจอกันที่กงสุล”

“ก็คงตามที่คุณว่า  สิ่งที่เกิดมันทำเอาผมเครียดไปเหมือนกัน ผมไม่นึกว่าจะต้องมาเจอที่นี่”

“ลืมมันไปซะเถอะมงคล   คุณทำเพื่อป้องกันตัวเองกับครอบครัว”

มิ่งไม่ตอบอะไรหญิงสาวก่อนที่ทั้งคู่จะหลับไปด้วยความอ่อนเพลียคืนนั้นกว่ามิ่งจะได้จากลากับลินดา เธอได้ปลุกอารมณ์มิ่งด้วยปากอีกครั้ง  ก่อนจะจบลงด้วยท่าด็อกกี้  จนสุขสมอารมณ์ไปทั้ง 2 ฝ่าย มิ่งได้อำลาเธอไปช่วงกลางดึกก่อนขับรถกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่ปลอดโปร่งขึ้น  หลังจากวันนั้น ทาง ผช.ทูตทหารเรือสหรัฐได้แจ้งมิ่งผ่านทางอีเมลว่า เรื่องของมิ่งนั้นไมมีปัญหาเพราะจากการตรวจสอบข้อมูลของหลายๆฝ่ายแล้วต่างสรุปตรงดันว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่ปัญหาของกลุ่มก่อร้าย  ยิ่งทำให้มิ่งนั้นโล่งใจขึ้น  แต่เวลาผ่านไปจวนจะครบ 2เดือนตามสัญญาเรื่องการคืนที่ดิน ทางทนายความที่เป็นตัวแทน ได้แจ้งว่าทางบริษัทยังไม่สามารถคืนที่ให้ได้ทันตามสัญญา   จะขอยืดเวลาไปอีก 20 วัน แต่ยอมจะจ่ายค่าปรับให้ตามข้อตกลงวันละ 5แสน ซึ่งเงินค่าปรับจะโอนเข้าบัญชีที่มิ่งให้ไว้ทุกวัน  มิ่งนั่นฟังด้วยความรู้สึกที่เฉยๆ และตนเองก็รู้ว่าพ่อโอนงินค่าเสียหายมาให้ 40 ล้าน โดยที่แม่เป็นคนมาบอก  สิ่งที่มิ่งแสดงออกคือความเฉยเมยเหมือนเดิม

ช่วงเวลาที่ผ่านมา  มิ่งแทบจะไม่สนใจว่าความคืบหน้าไปถึงไหนตนเองนั้น ใส่ใจในการช่วยงานแม่กับน้ามากกว่า และความสัมพันธ์ของตนเองกับหมวดสาวนั้นก้าวหน้าขึ้นมีการโทรศัพท์หากันตลอด    จนอีก 5วันจะครบตามกำหนดที่ทางบริษัทของดิเรกแจ้งขอยืดระยะเวลา  ทนายความของมิ่งได้โทรมาแจ้งว่าได้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในที่ระหว่างการปรับปรุงพื้นที่ทำให้คนงานบาดเจ็บ 2 คน  ทำให้มิ่งต้องเดินทางไปดูสถานที่โดยที่ทนายความไปรอมิ่งอยู่ก่อนแล้ว และพอมิ่งไปถึงก็พบว่า บิดาของตนเองพร้อมทั้งลูกทั้ง 2คนและคนติดตามรวมถึงขวัญได้มาถึงแล้วเช่นกัน  ความเสียหายที่มิ่งเห็นและตามที่โฟร์แมนคุมงานได้รายงานคือ รถตักดินได้เสียหลักบริเวณขอบบ่อน้ำจนตกลงไปและทำให้ศาลาริมน้ำที่อยู่ใกล้ทรุดตามรถตักดินลงมาด้วยแถมไปเกี่ยวสายไฟ จนดึงให้เสาไฟล้มไปทับตัวบ้านที่พึ่งสร้างเสร็จ  ทำให้คนขับรถตักดินและคนงานอีก 1คนได้รับบาดเจ็บ

มิ่งฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉยโดยไม่หันไปมองหน้าพ่อ ทั้งๆที่รู้ว่าพ่อพยามยามจะคุยด้วย มิ่งปล่อยให้ทนายความเป็นคนเจรจากับกำพลที่เป็นนิติกรอย่างเดียว  โดยตนเองไม่พูดอะไรมองไปรอบๆ จนวุ้นที่เห็นพ่อนั้นมองไปมิ่งด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความเสียใจอย่างยิ่ง วุ้นตัดสินใจเดินไปหาพี่ชายต่างมารดาและพูดว่า

“พี่มิ่งคะ  ไม่ต้องห่วงนะคะ ทางพ่อกับวุ้นจะเร่งทำให้  แต่เวลาคงต้องขอยืดไปก่อนส่วนจะกี่วันนั้นทางวุ้นขอไปประเมินอีกทีคะพี่ ส่วนเรื่องค่าปรับ พ่อบอกมาก่อนหน้านี้แล้วว่าจะจ่ายให้ตามเดิมนะคะ”

สิ่งที่ทุกคนได้ยินจากปากของมิ่งคือคำพูดที่บอกมาว่า

“คุยกับทนายผมอย่างเดียว”

พอพูดจบมิ่งเดินไปทางอื่นทันทีโดยไม่หันมามองวุ้นและพ่อของตนเองที่ใบหน้าซีดเผือด จนรอดที่ยืนอยู่ไม่ห่างต้องมายืนใกล้ๆแล้วถามไปที่ดิเรกว่า

“ท่านไหวไหมครับ”

ดิเรกพยักหน้าแต่สายตามองตาลูกชายตลอด พร้อมนึกไปด้วยว่า

“เกลียดพ่อมากใช่ไหมมิ่ง  พ่ออยากเห็นลูกทำอะไรสักอย่างเพื่อรับรู้ว่าพ่อยืนอยู่ตรงนี้”

มิ่งนั้นไม่หันมามองจนตัวเองไปยืนตรงหน้าบ้านที่พังไปครึ่งหนึ่งเพราะถูกเสาไฟล้มทับ ทำให้ขวัญที่มองตามมิ่งอีกคนนั้นหันไปส่งสัญญาณให้รอดเข้าไปคุยกับมิ่ง  เพราะเธอคิดว่ารอดน่าจะเป็นคนที่มิ่งยอมคุยด้วยมากที่สุด  เพราะตั้งแต่มิ่งลงจากรถ มิ่งไม่มองมาที่เธอเลย ทำให้เธอไม่กล้าจะเข้าไปคุยด้วย ที่ผ่านมาเธอเคยโทรหามิ่งตามคำสั่งของผู้เป็นเจ้านายแต่มิ่งไม่รับสายและได้รับฟังคำบอกเล่าทั้งจากดิเรกหรือจากวุ้นในเรื่องของมิ่ง ไม่ว่าตั้งแต่การเซ็นสัญญาหรือการไปหาถึงที่บ้านแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความเย็นชาจากมิ่ง ยิ่งทำให้เธอไม่กล้าไปคุยกับมิ่งในวันนี้  ทั้งดิเรกและลูกๆรวมถึงขวัญต่างมองตามรอดที่กำลังเดินเข้าไปหามิ่ง

พอรอดเดินไปใกล้ๆมิ่งที่มองเห็นกลับเป็นฝ่ายชี้ที่บ้านพร้อมบอกว่า

“ตอนเด็กๆผมอยู่ที่นี่ปีกว่า ๆ  ข้างๆบ้านหลังที่โดนรื้อไปเมื่อก่อนจะปลูกต้นมะม่วง  ตากับผมช่วยกันปลูก ส่วนสระน้ำเมื่อก่อนน้ำจะใสกว่านี้ ตอนหน้าฝนตากับยายจะให้คนงานสูบจากลำธารด้านข้างเข้ามาเก็บไว้ใช้ในหน้าแล้ง  ผมจะลงไปเล่นเกือบทุกวันหลังจากช่วยงานแม่เสร็จแล้ว  ที่นี่มีความหลังกับผมมากถึงผมจะมาอยู่ไม่นานเท่าไหร่”

รอดนั้นยิ้มก่อนแล้วบอกมาว่า

“เมื่อก่อนรอบบ้านคงร่มรื่นน่าดูนะครับคุณมิ่ง”

“ใช่ครับคุณรอด  ยังไม่รวมถึงต้นเงาะ ต้นมังคุดที่ปลูกไว้อีกนะ และตรงนั้น”

มิ่งชี้ไปตรงที่เป็นเนิน

“มันมองไปเห็นทะเลอย่างชัดเจน ผมชอบไปนั่งเล่นบนเนินเวลาเบื่อๆ  ขนาดตอนไปอเมริกาใหม่ๆผมยังเคยฝันว่าผมได้มานั่งตรงเนินนั่นเลย”

“คุณมิ่งคงรักที่นี่มาก”

“ก็ไม่เชิงครับ  แต่มันเป็นที่ ที่ทำให้ผมสบายใจขึ้น  แม้หลายๆอย่างจะเลือนจากความทรงจำไปตามกาลเวลา แต่มันก็เป็นที่ของตาของยายผมครับ”

“ทางท่านก็จะทำทุกอย่าง ให้มันเหมือนเดิมให้มากที่สุดก่อนคืนให้คุณมิ่งครับ”

มิ่งยิ้มออกมาและไม่ตอบอะไร เป็นจังหวะที่ทางทนายความได้เดินเข้ามาคุยกับมิ่ง  รอดจึงได้ขอตัวเดินกลับไปหาเจ้านาย มิ่งคุยกับทนายความครู่หนึ่งก่อนจะเดินกลับไปที่รถโดยไม่หันมามองทางพ่อของตนเองแม้แต่น้อย  ดิเรกนั้นถึงจะเตรียมใจมาบ้างว่าจะต้องเจอแบบนี้แต่ก็ไม่วายที่จะเสียใจกับพฤติกรรมของลูกชาย   ซึ่งดิเรกได้แต่โทษตนเองว่าทุกอย่างตัวเองเป็นต้นเหตุ จนหันมาบอกให้ทุกกลับพร้อมกำชับให้ทีมก่อสร้างรีบกู้รถตักดิน และให้รายงานความคืบหน้าตลอด จนขึ้นไปบนรถตู้ ดิเรกนั้นนั่งหลังคนขับโดยมีลูกสาวนั่งข้างๆ ด้านหลังเป็นลูกชายกับเลขา รอดนั้นนั่งคู่กับคนขับ ส่วนกำพลที่เป็นนิติกรได้กลับอีกคันผจก.ฝ่ายก่อสร้าง  พอรถออกดิเรกได้ถามคนสนิทไปว่า

“เค้าคุยอะไรกับรอดบ้าง”

รอดได้หันมาเรียนเจ้านายถึงเรื่องที่ได้คุยกับมิ่ง ดิเรกนั้นฟังไปก็สะท้อนใจไป แล้วหันไปบอกกับลูกสาวคนโตว่า

“วุ้นกลับไปช่วยประชุมแทนพ่อที จะได้ประเมินความเสียหายนี้ ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่  พ่ออาจต้องเอาหุ้นบางตัวไปขายเพื่อเอาเงินมาจ่ายเป็นค่าปรับให้มิ่ง    พ่อกะว่าคงเป็นเดือนแน่นอน ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างรีสอร์ท พ่อว่าเราต้องเจรจากับธนาคารใหม่  เพื่อขอวงเงินกู้เพิ่ม  เราจ่ายไปเยอะแล้วในเรื่องนี้ งบบานปลายแน่นอนงานนี้เราเจ็บตัวเห็นๆเพราะเราเอาคนเกือบทั้งหมดมาปรับพื้นที่คืนให้มิ่ง  รีสอร์ทก็ต้องเลื่อนเปิดแน่นอน”

ลูกชายที่เงียบมาตลอดนั้นพูดว่า

“พ่อครับ  เงินค่าปรับไวย์จะช่วยพ่อออกนะครับ”

“พ่อสั่งแล้วไงว่าไม่ให้แกยุ่งกับเรื่องนี้ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพราะแกกับชัยที่สมคบกันทำเรื่องนี้  ดีที่ชัยมันตายไปแล้วไม่งั้นพ่อไล่มันออกแน่นอน   ยังดีที่แกเป็นลูกไม่งั้นแกโดนไล่ออกตั้งวันแรกแล้ว แล้วเงินช่วยเหลือชัยแกทำเรียบร้อยแล้วใช่ไหมไวย์”

“ครับพ่อ  ผมทำตามระเบียบเงินช่วยเหลือของบริษัททุกอย่างรวมถึงเรื่องเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มอบให้พ่อกับแม่เค้าก็เรียบร้อยแล้วครับ”

ดิเรกพยักหน้าและไม่พูดอะไรถึงเรื่องนี้ต่อ  เพราะทางตำรวจแจ้งมาว่าชัยกับเพื่อนอีก 2คนขับรถตกเหว สันนิษฐานว่าไม่เมาก็ไม่ชำนาญพื้นที่ เพราะตอนผ่าศพพบว่าในกระเพราะอาหารมีแอลกอฮอล์อยู่ทั้ง 3คน  และพ่อแม่ของชัยก็ไม่ติดใจ  ระหว่างงานศพดิเรกมอบหมายให้วุ้นกับไวย์เป็นคนจัดการ    ส่วนลูกชายนั้นหน้าซีดเข้าไปอีก  เพราะรู้ว่าเงินที่ต้องเสียไปนั้นมันมีมูลค่ามาก และผลที่ตามมาก็เป็นไปอย่างที่พ่อเป็นคนบอกคือการสร้างรีสอร์ทไม่เสร็จทันตามกำหนดแน่นอน ยิ่งคิดยิ่งเสียใจกับการกระทำของตนเองและมันมีผลต่อสุขภาพของพ่ออย่างเห็นได้ชัด  วุ้นได้หันไปมองพ่อก่อนบอกว่า

“พ่อคะ วุ้นว่าเราควรไปคุยกับพี่เค้าอีกทีนะคะ  เพราะยังไงเราก็คืนที่เค้าอยู่แล้วแต่อยากจะขอให้ลดค่าปรับลงนะคะ พ่อจะได้ไม่ต้องขายหุ้น เพราะไม่รู้ว่าต้องเสียอีกกี่ล้านวุ้นจะได้โทรหาคุณแม่ที่เชียงใหม่เผื่อจะช่วยเราคุยด้วย  แต่เราจะเปลี่ยนจากเงินค่าปรับมาเป็นให้พี่เค้ามาถือหุ้นแทนคะพ่อ” 

ดิเรกส่ายหน้าก่อนบอกว่า

“ไม่ได้วุ้น    พ่อไม่อยากจะทำผิดสัญญาที่ผ่านมาพ่อก็ผิดกับเค้ามามากพอแล้ว ถ้าพ่อขอเจรจาต่อรองลดค่าปรับ เค้าคงจะสาปส่งพ่อแน่นอนอีกอย่างถ้าเราผิดสัญญา ดีไม่ดีเป็นข่าวแน่นอนและเรื่องพวกนี้อย่าไปคุยกับอำไพเค้า  มิ่งรู้เข้าไม่ยอมแน่นอน “

ดิเรกถอนหายใจก่อนบอกต่อไปว่า

“แล้วอย่าลืมสิที่เราเคยคุยกัน  มิ่งไม่ได้ตัวคนเดียวแน่นอน   ไม่อย่างงั้นตอนที่เกิดเรื่องใหม่ๆเค้าคนเดียวที่พึ่งกลับมาเมืองไทยไม่มีทางเตรียมเอกสารต่างๆได้เร็วขนาดนี้หรอก  แถมมีทั้งภาพถ่ายทางอากาศภาพถ่ายจากดาวเทียม ที่ทางทนายเค้าเอามาให้เราดูก่อนทำสัญญา คนธรรมดาจะหาข้อมูลได้จากที่ไหน  ถ้าไม่มีแบ็คแข็ง จริงไหมรอด”

ประโยคท้ายดิเรกได้ถามไปยังคนสนิท ซึ่งรอดตอบทันที

“ใช่ครับท่าน คุณมิ่งต้องมีคนรู้จักเยอะแต่ผมก็หาข้อมูลมาเพิ่มเติมไม่ได้ครับ”

“นั่นสินะ ขนาดผมไปถามกับพลโทวิชัยที่เป็นเจ้านายเก่ารอด  คุณวิชัยก็บอกว่าบอกไม่ได้ทั้งๆที่ผมกับเจ้านายเก่าของรอดก็สนิทกันดี  แปลว่าเรื่องของลูกชายคนโตผมนั้นคงเป็นความลับจริงๆ”

รอดไม่ตอบอะไรก่อนที่จะนึกไปถึงเรื่องของชัย  ที่รอดพอจะปะติปะต่ออะไรบางอย่างได้ แต่ไม่พูดออกมาเพราะทุกอย่างมันจบไปแล้ว   รอดได้แต่สงสารชัยที่ความโกรธบังตาโดยไม่รู้ว่าเล่นกับพระกาฬอยู่ ทั้งๆที่เคยเตือนไปแล้ว  แต่ชัยกลับไม่ฟัง  รอดนั้นพอจะเดาออกได้จากประสบการณ์ของทหารหน่วยรบพิเศษ ว่าชัยไม่ได้ตายเพราะขับรถตกเหว  รอดประเมินจากพื้นที่ที่ชัยตายมันอยู่ในรัศมีของบ้านของมิ่งและคนตายอีก 2 คน นั้นคนอย่างชัยไม่น่าจะเป็นเพื่อนของชัยเรียกได้ว่าคนละระดับกัน    คนอย่างชัยไม่มีทางลดตัวไปคบกับคนประเภทนี้ได้ มันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้นรอดได้แต่เดาว่าชัยไปยุ่งเกี่ยวกับมิ่งในเรื่องบางอย่างและถูกเก็บเงียบอย่างแน่นอน

รอดได้พยายามทุกวิถีทางใช้เส้นสายที่มีในการหาข้อมูลของมิ่งเพิ่มเติม แต่ก็ไม่สามารถที่จะหารายละเอียดได้  เพราะหลายๆคนบอกว่าลับสุดยอดยกเว้นเรื่องที่มิ่งเคยมาฝึกให้กับทางไทยเท่านั้นที่พอเล่าให้ฟังได้   รอดนั้นพอจะเดาออกจากรูปของมิ่งที่ดิเรกเคยให้ดูว่ามิ่งนั้นผ่านมาเยอะดูได้จากเหรียญตราและเครื่องหมายที่ประดับ  ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ของพ่อกับลูก รอดนั้นแต่แต่ภาวนาให้มิ่งลดทิฐิลงมาเพราะสงสารผู้เป็นเจ้านายที่ดูวิตกกังวลตลอดแถมสุขภาพยังทรุดโทรมลงไปมาก           

ผ่านไปได้ 2  วัน ช่วงค่ำหลังจากที่ดิเรกกลับไปถึงบ้านและได้เข้าไปในห้องทำงานทันที  ดิเรกนั้นได้รับรายงานสรุปความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเรื่องปรับที่ดินของมิ่ง   ทางฝ่ายก่อสร้างได้บอกว่าคงต้องใช้เวลาประมาณ1 เดือน ดิเรกที่กำลังนั่งดูตัวเลขค่าใช้จ่ายจากเอกสารเรื่องของงบที่บานปลายออกไปมาก    ยังไม่รวมถึงเงินส่วนตัวที่ตนเองต้องจ่ายเป็นค่าปรับให้มิ่งอีก ทำให้ถึงกับเครียดอย่างมาก เพราะไหนจะเรื่องการก่อสร้างรีสอร์ทที่เสร็จไม่ทันกำหนดเรื่องงบประมาณบานปลายกว่าที่ตั้งไว้   และที่สำคัญคือเรื่องของมิ่งที่แสดงออกมาโดยที่ไม่เห็นว่าตัวเองนั้นมีตัวตน มิ่งไม่เคยมองมา ไม่เคยพูด ไม่เคยทักทาย ภาพในอดีต ต่างๆนั้นผุดออกมา ตั้งแต่วันที่มิ่งคลอด ภาพที่ตนเองอุ้มมิ่งตอนแบเบาะ ภาพที่มิ่งขี่คอตนเอง ที่มิ่งส่งเสียงหัวเราะแสดงความดีใจ   ภาพวันที่ไปส่งมิ่งไปเรียนวันแรก  ภาพสองพ่อลูกลงเล่นน้ำทะเลด้วยกัน จนถึงภาพวันที่ตนเองส่งเงินให้มิ่ง 1,000 บาทพร้อมคำพูดที่ว่า

“ไม่ครับพ่อ  ผมกับแม่มีกินมีใช้”


นี่คือคำพูดสุดท้ายที่มิ่งเรียกตนเองว่าพ่อจนถึงคำพูดสุดท้ายที่มิ่งพูดกับตนเอง

“อีกอย่างยังกล้าเรียกตัวเองว่าพ่ออีกหรือ และดูแลคนของคุณให้ดีหน่อยนะเพราะที่ผ่านมามารยาททรามเหลือเกิน”


ยิ่งคิดมันยิ่งสร้างความปวดร้าวให้กับตนเองเป็นอย่าง ดิเรกได้แต่พึมพำว่า

“มิ่งอโหสิกรรมให้พ่อเถอะลูก  พ่อรู้ที่ผ่านมาพ่อมันเลวเหลือเกินอยากรวย อยากมีความสุขจนทิ้งแม่กับลูกไป แต่ตอนนี้กรรมมันตามพ่อมาทันแล้ว”

นี่คือความคิดสุดท้ายก่อนที่ความรู้สึกปวดศีรษะจนแทบระเบิดและแน่นหน้าอกจะแสดงออกมา   จนดิเรกนั้นวูบไปโดยไม่รู้ตัว     ที่บ้านของมิ่งในตอนดึกของคืนนั้น  มิ่งที่กำลังจะเข้านอนเห็นโทรศัพท์เข้ามา  แต่มิ่งก็ไม่รับและปิดเครื่องทันทีเพราะรู้ว่าเป็นเบอร์ของครอบครัวของผู้เป็นพ่อ  แต่ไม่นานนัก มิ่งได้ยินเสียงแม่มาเรียกหน้าห้องด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน  มิ่งเปิดประตูทันทีพบแม่กับน้าที่ยืนด้วยสีหน้าตกใจอยู่หน้าห้อง ก่อนบอกมาว่า

“มิ่ง  หนูวุ้นโทรมาบอกพ่อไม่สบายหนักต้องส่งโรพยาบาลตอนนี้อยู่ห้อง ICU”

“เป็นอะไรหรือครับ”

“ทางนั้นก็ไม่รู้ เห็นว่าบอกว่าพ่อฟุบไปกับโต๊ะและไม่รู้สึกตัว ทางนั้นเลยรีบส่งโรงพยาบาล”

ท่าทีของมิ่งนิ่งเฉยและรู้ว่าทำไมถึงมีโทรศัพท์เข้ามาตรงข้ามกับท่าทีของแม่ที่ดูว้าวุ่นอย่างมาก และแม่พูดต่อทันที

“มิ่งขับรถพาแม่ไปดูพ่อเดี่ยวนี้เลย”

มิ่งที่ยังนิ่งอยู่บอกแม่ว่า

“แม่ครับ  แม่ฟังมิ่งนะ  นี่กี่ทุ่มแล้ว  เราไปช้าไปเร็วก็ช่วยอะไรไม่ได้ครับ  เราไม่ใช่หมอ  เค้าอยู่กับหมอแล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหมอดีกว่า  แม่จะไปทรมานบนรถทำไม  นั่งเครื่องบินไปพรุ่งนี้สะดวกกว่าครับ”

เธอนิ่งไปนิดก่อนตอบลูกชายว่า

“ยังไงแม่ก็อยากไปถึงให้เร็วที่สุด”

“แม่ครับไปตอนนี้ แม่ไปด้วยมิ่งไม่กล้าขับรถเร็วครับ  เชื่อมิ่งเถอะครับแม่ พรุ่งนี้เราค่อยไปออกจากบ้านเช้ามืด  มิ่งสัญญาว่ามิ่งจะซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวเช้าที่สุดที่ไปกรุงเทพครับ”

น้าสาวของมิ่งสนับสนุนความคิดของหลานชายโดยบอกว่า นั่งรถให้ทรมานไปทำไม เวลาไปถึงไม่น่าจะห่างกันมาก  แม่ของมิ่งรับคำอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่  มิ่งได้ขอร้องให้แม่ไปพักผ่อนอย่าวิตกกังวล แม่เดินกลับไปที่ห้องด้วยจิตใจที่ไม่เป็นสุขนัก  โดยมีน้าเดินตามไปส่ง    ก่อนที่มิ่งจะปิดประตูห้อง แล้วตั้งนาฬิกาปลุกให้ปลุกตอนตี 4  เป็นอีกคืนที่มิ่งข่มตาให้หลับได้ยากอีกคืน      สองคนแม่ลูกได้ออกเดินทางจากบ้านแต่เช้า มิ่งทำตามที่บอกทุกอย่างตลอดทางทั้งคู่ต่างไม่พูดอะไรกันมากเท่าไหร่ท่าที่ทีของมิ่งนั้นนิ่งเฉยเหมือนเดิม   เมื่อทั้งสองแม่ลูกมาถึงกรุงเทพ  ผู้เป็นแม่ได้โทรสอบถามวุ้นอาการพ่อและห้องที่นอนรักษาตัวอยู่  และมิ่งพาแม่ขึ้นแท็กซี่ไปถึง โรงพยาบาล จนไปถึงโรงพยาบาล มิ่งพาแม่ไปที่ห้อง ICU และพบว่าหนาห้องมีคนรอหน้าห้องกันพอสมควร  วุ้นรีบวิ่งมารับก่อนพาสองแม่ลูกไปพบกับแม่ตนเอง สตรีสูงวัยทั้งคู่ต่างมองหน้ากันก่อนที่แม่ของมิ่งจะพูดอะไรออกมา  แม่ของวุ้นเป็นคนยกมือไหว้ก่อนและเดินเข้าไปจับมือก่อนบอกว่า

“ขอบคุณมากนะคะที่รีบมา”

“อาการคุณดิเรกเป็นยังไงบ้างคะ”

แม่ของมิ่งเป็นคนถาม  ส่วนมิ่งนั้นถึงหูจะฟังการสนทนาแต่สายตากวาดไปทั่วและพบว่าขวัญกับรอดจ้องมองมาอยู่แล้ว พร้อมบุคคลอีก 4-5คนที่ยืนมองมา พร้อมกับที่แม่ของวุ้นตอบมาว่า

“คือเห็นแกเงียบไปในห้องทำงานที่บ้านคะ  เลยเข้าไปดูเลยเห็นว่าแกฟุบไปที่โต๊ะเข้าไปเรียกแกก็ไม่รู้ตัวเลยรีบส่งโรงพยาบาล  หมอบอกว่าเส้นโลหิตในสมองแตกคะตอนนี้ก็ยังไม่รู้สึกตัว”

วุ้นเสริมด้วยเสียงที่สะอื้นว่า

“คุณพ่อเครียดนะคะ และเป็นความดันอยู่แล้วด้วย”

แล้วแม่ของวุ้นหันมามองมิ่งก่อนพูดว่า

“มิ่งใช่ไหมลูก ไปไปเยี่ยมพ่อกัน  เชิญคะคุณพี่”

มิ่งไม่ตอบอะไรหันมาเดินจูงแม่เข้าไปในห้องโดยมีวุ้นกับแม่เดินนำเข้าไป  พอเข้าไปในห้องไวย์ที่นั่งอยู่ข้างๆเตียงหันมามอง  ร่างของดิเรกที่นอนอยู่บนเตียงพร้อมสายต่างๆระโยงระยางเต็มไปหมด   แล้วแม่ของวุ้นเรียกไวย์ให้มาไหว้แม่ของมิ่งโดยที่ไวย์ทำตามโดยไม่มีทีท่าที่ไม่เต็มใจ    มิ่งนั้นมองไปที่ร่างของพ่อที่ใบหน้ามีหน้ากากออกซิเจครอบอยู่และฟังการสนทนาของแม่ตนเองกับภรรยาใหม่ของพ่อจนจับใจความได้ว่า    หมอรอดูอาการวันต่อวันไปก่อน  เพราะอาการของดิเรกนั้นหนักมาก  มิ่งไม่พูดอะไรออกมาสักคำเดียวนอกจากสีหน้าที่เรียบเฉย จนหมอเข้ามาตรวจญาติจึงออกไปรอนอกห้อง  มิ่งจึงชวนแม่ไปกินข้าวแต่แม่บอกว่าไม่หิว  มิ่งจึงเดินไปคนเดียวท่ามกลางสายตาของทุกคนที่มองตาม  ซึ่งทุกคนคิดว่ามิ่งไม่สนใจอาการที่โคม่าของผู้เป็นพ่อ คงจะมาจากเรื่องที่ผ่านๆมา  มีแต่รอดเท่านั้นที่มองไปตามไปด้วยความเข้าใจ

มิ่งใช้เวลาไม่นานนักก่อนที่จะซื้อขนมปังกับนมมาให้แม่ โดยบอกแกมบังคับว่ากลัวจะเป็นอะไรไปอีกคนขอให้กินจะได้มีแรง  แม่ยอมกินแต่บอกมิ่งว่าอาการของพ่อนั้นหมอไม่กล้ารับรอง    มิ่งไม่แสดงอะไรออกมาให้ทุกคนเห็น  ขวัญนั้นอยากจะหาโอกาสคุยกับมิ่งแต่เมื่อเห็นทีท่าของอดีตแฟนขวัญไม่กล้าที่จะเข้าไปคุยและมิ่งนั้นไม่สบตากับเธอด้วย ทุกคนที่มาเฝ้ารอต่างพยายามให้กำลังใจและภาวนาให้อาการของดิเรกนั้นดีขึ้น     ไวย์นั้นเฝ้าพ่อไม่ห่าง พร้อมโทษตัวเองว่าที่พ่อเป็นแบบนี้เพราะตัวเอง  ส่วนวุ้นบางทีก็ร้องไห้ออกมา ส่วนผู้หญิงที่เป็นอดีตภรรยาและภรรยาคนปัจจุบันต่างนั่งปรับทุกข์ด้วยกัน   รอดนั้นก็นุ่งอยู่อีกมุมอย่างเงียบๆ ไม่ต่างกับมิ่งที่ไม่คุยกับใครเลย  มีคนที่รู้มาเยี่ยมดูอาการของดิเรกกันมากมายแต่หมอนั้นสั่งห้ามเยี่ยม ยกเว้นเฉพาะญาติและคนที่สนิทกันจริงๆเท่านั้น

จนช่วงบ่ายพลโทวิชัยกับบุตรสาวและ ทส.คนสนิทได้มาเยี่ยมดิเรก ซึ่งวุ้นกับแม่ได้พาพลโทวิชัยเข้าไป ปล่อยให้หมวดป็อปกับทส.รออยู่หน้าห้อง รอดได้เดินเข้าไปคุยกับ ทส.ส่วนผู้หมวดสาวที่พึ่งเห็นมิ่งได้เดินมาทัก ทั้งคู่ต่างพูดคุยกันอย่างดีรวมถึงแม่ของมิ่งที่จำเธอได้เป็นอย่างดี  โดยทุกอย่างอยู่ในสายตาของขวัญตลอดและเธอเห็นว่ามิ่งนั้นมีรอยยิ้มออกมาระหว่างพูดคุย จนพลโทวิชัยออกมาและเดินเข้าไปทักมิ่งทันที

“เป็นไงคุณมงคล มาเงียบๆเลยนะ”

“ครับท่าน  ผมอยากอยู่แบบเงียบๆนะครับ”

“อืมผมก็พอรู้  แต่ถ้าคุณเปลี่ยนใจตำแหน่งครูฝึกยังรอคุณอยู่นะ  ใจผมอยากจะเชิญคุณไปเป็นวิทยากรแต่มันติดหลายอย่าง ระบบราชการทั้งเค้าทั้งเรา “

ก่อนที่จะเรียก ทส.มาแนะนำให้รู้จักต่างฝ่ายต่างทักทายกันอย่างดี มิ่งได้ถือโอกาสแนะนำให้รู้จักกับแม่ของตนเอง   จนพลโทวิชัยขอตัว รอดนั้นเป็นคนเดินไปส่งถึงรถ  รอดยืนส่งจนรถออกจากโรงพยาบาล ภายใน รถ ทส.ที่นั่งด้านหน้าได้หันมาถามผู้เป็นนายว่า

“ผมพึ่งเคยเจอตัวจริงคุณมงคลวันนี้นะครับท่านเคยได้ยินแต่ชื่อเสียง  ดูสุภาพมากเลย”

“นี่แหละคนนี้แหละ  ผมอยากจะให้เค้ามาช่วยเทรนให้พวกรบพิเศษของเราจะตายไป  แต่มันลำบากต้องขอสหรัฐก่อนต้องรอสักพัก”

ป็อปที่นั่งฟังมาตลอดจึงถามขึ้นว่า

“พ่อคะเห็นแม่คุณมิ่งบอกว่าคุณมิ่งเป็นลูกคุณดิเรก”

“ใช่ลูก  มงคลเค้าเป็นลูกคุณดิเรก หน้าเหมือนกันจะตายพ่อเจอหนแรกยังดูออกแต่ไม่กล้าทักอะไรเพราะมันเป็นเรื่องของครอบครัวเค้า”

“แล้วอาการคุณดิเรกละคะ”

“พ่อว่าหนักนะ  ถ้ามาส่งช้ากว่านี้อาจไม่รอด  ถึงรอดอาจจะไม่เหมือนเดิมแกคงเครียดเรื่องงานนะ”

ผู้เป็นพ่อตอบก่อนจะนึกถึงรายงานที่ได้รับมาในเรื่องของมิ่ง จนพอจะเดาออกความเป็นมาและสาเหตุที่ทำให้ดิเรกเข้าโรงพยาบาลแต่ตนเองพูดอะไรไม่ได้   ส่วนมิ่งหลังจากที่ พลโทวิชัยกลับไปแล้วมิ่งได้บอกแม่ว่า

“แม่ครับเรากลับกันเถอะครับ  ถ้าช้ากว่านี้จะไม่ทันเครื่องบินมิ่งซื้อตั๋วไปกลับไปไว้แล้ว”

ผู้เป็นแม่มองหน้าบุตรชายด้วยความแปลกใจก่อนบอกว่า

“พ่อยังไม่รู้สึกตัวเลยนะมิ่ง  แม่คงยังไม่กลับ”

มิ่งถอนหายใจออกมาก่อนบอกว่า

“แล้วแม่จะพักที่ไหนครับ อะไรก็ไม่ได้เตรียมมา”

แม่ของวุ้นที่นั่งอยู่ข้างๆพูดมาทันทีว่า

“ให้แม่เค้าพักที่บ้านของแม่นะมิ่ง  บ้านออกจะกว้างขวาง”

มิ่งนิ่งไปสักพักก่อนบอกว่า

“แม่ครับ”

“มิ่งจะกลับก็กลับเหอะ  แม่เตรียมเสื้อผ้ามา2-3 ชุดแล้วอยู่ในกระเป๋า”

มิ่งที่ไม่สนใจสายตาของใครต่อใครที่มองมาได้ตอบกลับแม่ตนเองไปว่า

“งั้นมิ่งกลับก่อนนะครับ  แม่จะกลับวันไหนโทรไปบอกแล้วกันมิ่งจะได้มารับ”

พูดจบอดีตเนวี่ซีลได้ลุกขึ้นแล้วบอกว่าโดยไม่เจาะจงว่าพูดกับใคร

“งั้นผมขอตัวก่อน”

แล้วมิ่งได้เดินไปทันทีโดยไม่สนใจกับสายตาที่มองมา  จนแม่ของวุ้นหันไปบอกกับรอดว่า

“รอดไปส่งคุณมิ่งที่สนามบินสิ”

แต่ก่อนที่รอดจะขยับตัว  ขวัญที่เงียบมาตลอดได้พูดว่า

“ท่านคะขวัญไปเองดีกว่าคะ”

วุ้นที่รู้ความเป็นมาของขวัญกับมิ่งนั้นพยักหน้าอนุญาต  ขวัญจึงวิ่งตามไปทันที โดยไปทันมิ่งที่หน้าลิฟท์ มิ่งหันมามองด้วยสายตาที่เฉยเมยแต่ขวัญบอกว่า

“มิ่ง ขวัญไปส่งที่สนามบินนะ”

เหมือนพูดกับสิ่งของ มิ่งไม่ตอบกลับพร้อมเป็นจังหวะที่ประตูลิฟท์เปิด  มิ่งก้าวเข้าไปโดยขวัญตามเข้าไปติดๆ แต่ไม่มีโอกาสจะพูดอะไรต่อเพราะมีคนอื่นในลิฟท์  แต่พอออกจากลิฟท์มิ่งเดินไปที่ตรงประตูทางเข้าออกโดยไม่สนใจหญิงสาวขวัญที่เดินตามไปติดๆกำลังจะบอกว่าให้มิ่งรอตรงทางออกเธอจะขับรถมารับ  แต่มิ่งเดินออกไปเรียกแท็กซี่ก่อน  ทำเอาเธอทำอะไรไม่ถูกแต่แล้วเธอทำสิ่งที่มิ่งคาดไม่ถึง ขวัญที่เห็นมิ่งเปิดประตูด้านหน้าของแท็กซี่ เธอรีบเปิดประตูด้านหลังและก้าวตามไปทันที  มิ่งหันมาชำเลืองมองแต่ก็ไม่พูดอะไรจนแท็กซี่ขับออกไป  ขวัญนั้นก็ไม่พูดอะไรออกมา เธอนั่งนึกไปถึงอดีตที่ผ่านมาว่าสิ่งที่เธอได้ทำลงคงทำให้มิ่งเกลียดเธอมาก

เรื่องมันเหมือนผ่านมาไม่กี่วันนี้ มันเป็นช่วงที่ก่อนเธอกับมิ่งจะเรียนจบทั้งคู่ต่างตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเรียนปริญญาโทต่อด้วยกัน    แต่มิ่งนั้นไม่รู้ว่าขวัญมีชายหนุ่มหน้าตาดีที่เป็นคนอเมริกันมาตามจีบอยู่จนเธอเริ่มไขว้เขว   และเป็นช่วงที่มิ่งกลับมาเยี่ยมแม่ที่ประเทศไทย   ด้วยความคิดที่ชั่ววูบขวัญตัดสินใจทิ้งมิ่งทันทีและเตรียมย้ายไปอยู่กับหนุ่มอเมริกันคนนั้น พอมิ่งกลับมาเธอได้ขอเลิกกับมิ่งโดยให้เหตุผลว่าไปด้วยกันไม่ได้   และย้ายออกจากห้องมิ่งทันที ทำเอามิ่งนั้นเสียใจมากหลังจากนั้นเธอกับมิ่งแทบจะไม่ได้เจอกันเพราะมิ่งมักจะหลบหน้าเธอ ถึงบางวิชาจะมีเรียนด้วยกัน มิ่งจะเข้าห้องทีหลังและนั่งห่างจากเธอจนทั้งคู่เรียนจบ


แต่ชีวิตรักใหม่ของเธอก็ล้มไม่เป็นท่าก่อนรับปริญญา  เพราะหนุ่มคนนั้นไม่ได้จริงจังกับเธอทำให้เธอเสียใจเป็นอย่างมากที่ทิ้งมิ่งไป จนเธออยากจะหาโอกาสไปคุยกับมิ่งเพื่อบอกว่าเธอขอโทษ  แต่เธอได้ข่าวว่ามิ่งกำลังจะไปสมัครเป็นทหารและไม่ยอมเรียนต่อปริญญาโท    จนวันรับปริญญามิ่งนั้นอยู่ห่างกับเธอตลอด แต่เธอก็ทำอะไรมากไม่ได้เพราะทางบ้านเธอบินมาร่วมงานทำให้เธอไม่มีโอกาสคุยกับมิ่ง และขวัญตัดสินใจไม่เรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐ  เพราะเหตุผลเรื่องของมิ่ง เธอจากลาสหรัฐมาโดยไม่โอกาสได้กล่าวคำขอโทษกับมิ่ง 

จนมาถึงวันนี้แต่ในรถนั้นเงียบเพราะมิ่งไม่ได้พูดอะไรกับเธอ มีแต่พูดโทรศัพท์เป็นภาษาอังกฤษด้วยน้ำเสียงอันเบาจนเธอฟังไม่ถนัด และเธอก็พึ่งมารู้ว่ารถไม่ได้ไปที่สนามบิน มาจอดที่หน้าสถานทูตสหรัฐ  มิ่งจัดการจ่ายค่าโดยสารและลงจากรถโดยไม่หันมามองเธอ ขวัญรีบก้าวตามออกมา  เธอเห็นมิ่งเดินไปที่ประตูทางเข้าเธอก้าวตามไปติดๆ  ก่อนที่มิ่งจะถึงประตูทางเข้าขวัญได้ตัดสินใจเรียกมิ่งทันที

“มิ่งรอขวัญก่อน”

มิ่งหยุดแต่ไม่ได้หันมาทำเพียงเอี้ยวตัวหันมามอง ขวัญจึงตัดสินใจบอกว่า

“เพราะอะไรไม่รู้นะ ทำให้มิ่งเปลี่ยนไปขนาดนี้  ขนาดพ่อตนเองเจ็บหนักมิ่งยังไม่สนใจแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในครอบครัวขวัญไม่ขอยุ่งเกี่ยว  แต่ขวัญอยากจะบอกกับมิ่งว่าเรื่องในอดีตของเรานะ ขวัญขอโทษทุกอย่างมันเป็นความผิดของขวัญเอง”

สิ่งที่มิ่งตอบกลับมานั้นทำเอาถึงกับพูดไม่ออก เพราะมิ่งพูดกับเธอด้วยประโยคสั้นๆว่า

“มีเท่านี้นะ”

พอพูดจบมิ่งเดินเข้าไปในประตูพร้อมโชว์บัตรประจำตัวก่อนจะเดินหายเข้าไป ขวัญนั้นเดินกลับมาด้วยน้ำตาที่ไหลนองเป็นสายโดยไม่อายใครพร้อมกับคำถามที่วนอยู่ในความคิดว่า

“เพราะอะไรมิ่ง  เพราะอะไร ทำไมเธอถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้ ทั้งเฉยชา ทั้งเย็นชา มิ่งเกลียดขวัญมากนักใช่ไหม”

ส่วนที่โรงพยาบาลหลังจากมิ่งเดินจากไปไม่เท่าไหร่ ผู้เป็นแม่ได้สบตากับภรรยาของอดีตสามีก่อนจะบอกมาว่า

“ต้องขอโทษด้วยนะคะ  มิ่งกลายเป็นแบบนี้ตั้งแต่เป็นทหารแล้ว  บางทีเหมือนคนที่ไร้ความรู้สึกนะคะ”

แต่รอดที่ยืนอยู่ไม่ห่างนักได้บอกมาว่า

“ขออนุญาตนะครับคุณผู้หญิง  ผมว่าผมพอจะเดาออกว่าทำไมคุณมิ่งถึงเป็นแบบนี้ในสายตาของใครๆในที่นี้”

“เพราะอะไรหรือรอด”

คนพูดคือแม่ของวุ้น

“ผมเดาว่าตอนแกเป็นทหารชีวิตแกคงผ่านเรื่องหนักๆมาเยอะนะครับ จนทำให้เก็บอารมณ์เก็บความรู้สึกได้ดีกว่าพวกเราครับและเรื่องพวกนี้คุณมิ่งคงบอกใครไม่ได้นะครับ ผมเคยเห็นภาพที่คุณท่านถ่ายมาให้ดูรูปที่คุณมิ่งแต่งเต็มยศนะครับ เครื่องหมายหลายๆอย่างที่แกติดมันแสดงว่าแกต้องผ่านอะไรมาเยอะมากครับเราเลยเห็นเหมือนกับแกไม่ยินดียินร้ายอะไรออกมาให้เห็นครับ”

ทุกคนต่างนิ่งเงียบโดยเฉพาะผู้เป็นแม่ของมิ่ง พร้อมทั้งใคร่ครวญคำพูดของรอดกับพฤติกรรมของมิ่ง แต่เธอก็ยังนึกอยู่ว่ามิ่งน่าจะทำอะไรให้เห็นว่าเสียใจหรือแสดงออกถึงความห่วงใย    แต่สิ่งที่แสดงออกมาในวันนี้เหมือนจะไม่สนใจอาการของผู้เป็นพ่อเลยสักนิด   ทุกคนนั้นไม่รู้หรอกว่าภายในจิตใจของมิ่งนั้นปั่นป่วนขนาดไหนยิ่งมาเห็นสภาพของผู้เป็นพ่อที่ต้องใช้ออกซิเจนช่วยหายใจและบรรดาเครื่องมือต่างๆ    มิ่งนั้นดูออกว่าอาการของพ่อตนเองนั้นหนักมากแต่หมอพูดออกมาไม่หมด   มิ่งดูไปที่เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจและชีพจรก็ดูออกว่าไม่ดีเท่าไหร่  แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ตนเองต้องแสดงออกมามันไม่ใช่วิสัยของตนเอง   มิ่งเจอมาเยอะกว่านี้เลยสามารถเก็บอารมณ์ได้ เหมือนอย่างที่รอดคาดไว้  และเมื่อแม่ไม่ยอมกลับมาด้วยมิ่งเห็นว่ามีเวลาจึงอยากจะเข้าไปรายงานเหตุการณ์ที่ผ่านมาให้กับ ผช.ทูตทหารเรือด้วยวาจาอีกครั้งแต่นึกไม่ถึงว่าขวัญจะตามมาด้วยวิธีนี้

มิ่งนั้นไม่มีอารมณ์ที่จะพูดคุยกับขวัญทั้งสิ้น เพราะสิ่งที่ขวัญเคยทำกับมิ่งและเรื่องอาการป่วยหนักของพ่อ มันกระทบต่อจิตใจของมิ่งอยู่แล้ว   มิ่งเลยแสดงออกกับขวัญแบบนี้ เพราะไม่อยากให้ขวัญเข้ามาพัวพันกับชีวิตตนอีก  มิ่งเลือกที่จะเดินไปข้างหน้ามากกว่าจะเดินย้อนกลับไปหาคนในอดีต หลังจากที่มิ่งได้เข้าพบ  ผช.ทูตทหารเรือแล้ว  มิ่งได้เดินทางต่อไปที่สนามบินเพื่อกลับบ้านที่เชียงใหม่  ซึ่งน้าของมิ่งนั้นรอสอบถามอาการของดิเรก อย่างใจจดจ่อเพราะโทรคุยกับพี่สาวก็ได้ข้อมูลไม่มากนัก  มิ่งบอกเท่าที่จะบอกได้ เพราะกลัวว่าจะพูดอะไรออกไปแล้วน้าจะเอาไปคุยกับแม่ จนกลายเป็นการทำลายความหวังของแม่

จนผ่านไป 2 แม่ของมิ่งก็บอกว่ายังไม่กลับหลังจากที่มิ่งโทรไปหา  บอกว่าจะกลับต่อเมื่ออาการของพ่อดีขึ้นกว่านี้ เพราะพ่อเริ่มรู้สึกตัวลืมตาได้แล้ว พร้อมขยับมือได้ แต่คืนนั้นช่วงตี 3 แม่ได้โทรมาหามิ่งบอกว่า พ่ออาการโคม่าไม่ดีเท่าไหร่มิ่งบอกแม่ไปว่าจะรีบขับรถไปให้เร็วที่สุดก่อนจะไปปลุกผู้เป็นน้าแล้วบอกว่าเกิดอะไรขึ้น  ชายหนุ่มรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและเตรียมไปสำรองอีก 2-3 ชุด  ก่อนจะรีบขับรถออกไปจากบ้าน พร้อมภาวนาว่า

“พ่อครับรอมิ่งด้วย”

เป็นการขับรถที่เร็วที่สุดอีกครั้งหนึ่งของมิ่ง   ซึ่งแวะแค่เติมน้ำมันอย่างเดียวเท่านั้น และมิ่งทำเวลาได้เร็วเกินคาดจากการขับรถอย่างเร็ว พอไปถึงโรงพยาบาลชายหนุ่มรีบวิ่งไปที่ห้องที่พ่อนอนป่วยอยู่ พอเปิดประตูเข้าไป จากภาพที่เห็นใครหลายๆคนยืนล้อมรอบเตียงอยู่  น้องสาวต่างมารดานั้นร้องไห้ไม่หยุดโดยยืนกอดกับน้องชายอยู่  คนในห้องต่างหันมาดูมิ่งและแม่นั้นก้มไปที่เตียงพร้อมบอกว่า

“คุณคะ  มิ่งมาแล้ว”

พอได้ยินประโยคนี้ แพทย์ที่ทำการรักษาที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่งได้หันไปมองเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจและพบว่าสัญญาณที่อ่อนลงทุกขณะนั้นกระเตื้องขึ้นมาทันที  ซึ่งอาการของคนไข้นั้นโคม่าตั้งแต่ตี 2 แต่สร้างความประหลาดใจให้กับทีมแพทย์อย่างมากว่าทำไม”คนไข้ถึงยังอยู่ได้ถึงตอนนี้ทั้งๆที่ควรจะไปอย่างสงบได้นานแล้ว”  ญาติที่มายืนดูก็เพื่อมาดูใจดิเรกในวาระสุดท้ายทุกคนต่างเตรียมใจไว้หมดแล้ว    เพราะทางทีมแพทย์บอกว่าอาการเกินกว่าที่จะรักษาได้  สายตาทุกคู่แลเห็นดวงตาของดิเรกเหลือบมามองที่มิ่งและมีน้ำตาไหลออกมา มิ่งเดินไปชิดที่เตียงแล้วก้มไปบอกข้างๆใบหน้าของผู้เป็นพ่อว่า

“พ่อครับมิ่งยกโทษให้กับทุกเรื่องที่ผ่านมา เราไม่มีอะไรติดค้างกันครับ”

พูดจบมิ่งได้ทำการกราบที่หน้าอกของพ่อ   ใบหน้าของดิเรกที่ทุกคนเห็นคือมีรอยยิ้มออกมา  มือข้างขวาได้พยายามยกขึ้นแล้วมาลูบที่ศีรษะลูกชายคนโตที่ยังก้มกราบอยู่ก่อนจะร่วงลงไป  พร้อมสัญญาณชีพที่จะนิ่งสนิท พร้อมเสียงร้องของภรรยาและลูกสาวที่ต่างร้องออกมาไล่ๆกัน

“คุณคะ”

“คุณพ่อ”

มิ่งเงยหน้าขึ้นแล้วเอามือไปจับมือของพ่อและพบว่าชีพจรไม่เต้นแล้ว ชายหนุ่มจึงจับมือทั้งสองข้างของดิเรกมาวางไว้บนอก ก่อนถอยออกมาเพื่อให้หมอเข้ามาดูและหันมาดูผู้เป็นแม่ที่ยืนร้องไห้อยู่

“พ่อเค้าไปสบายแล้วครับ”

มิ่งพูดจบดึงแม่เข้ามากอด ด้วยดวงตาที่แดงกล่ำ บรรยากาศในห้องมีแต่ความเศร้าสลด แต่ใบหน้าของผู้ที่จากไปนั้นเป็นใบหน้าที่มีความสุขเหมือนจะสมหวังในสิ่งที่ตนเองเฝ้ารอมานาน  แล้วแม่ของวุ้นที่ดูเหมือนจะทำใจได้ก่อนใครได้เดินมาหามิ่งก่อนจะบอกว่า

“มิ่งแม่ขอบคุณมากๆ  คำๆนี้พ่อเค้าอยากได้ยินจากปากมิ่งมานานแล้วเค้าถึงจากไปอย่างมีความสุขนะลูก”

มิ่งพยักหน้าออกมาแต่ไม่พูดอะไรก่อนจะเดินออกไปนอกห้องและทรุดตัวลงบนเก้าอี้พร้อมเอามือปิดหน้าก่อนจะพึมพำว่า

“เราเกลียดพ่อขนาดนี้เลยหรือไง”

มันเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบนอกจากใจของมิ่งเท่านั้นที่รู้คำตอบนี้  งานศพของดิเรกนั้นจัดอย่างยิ่งใหญ่สมกับฐานะที่เป็นนักธุรกิจระดับแนวหน้าของประเทศ มีคนมาร่วมงานมากมายแต่ทุกคนต้องประหลาดใจที่เห็นพวงหรีด จาก ผช.ทูตทหารของสหรัฐครบทุกเหล่าและของทูตสหรัฐประจำประเทศไทยและที่ประหลาดใจที่สุดคือพวงหรีดของ ผบ.กองเรือที่ 7ของสหรัฐพร้อมข้อความแสดงความเสียใจมายังครอบครัว   เลยทำให้ทุกคนรู้ว่ามิ่งนั้นสำคัญมากๆ จนไวย์ที่เคยคิดดูถูกดูแคลนมิ่งตั้งแต่รู้ว่ามิ่งเป็นลูกคนโตของพ่อคนว่าเป็นทหารยศแค่พันจ่าถึงจะเป็นหน่วยซีลก็คงเป็นพวกชอบใช้กำลัง  แต่รอดนั้นเตือนสติไว้ให้คิดว่า

“คุณไวย์ครับ  พันจ่าของเค้ากับของเรานะมันต่างกันเยอะนะครับ  และยิ่งระดับคุณมิ่งผมว่าไม่น่าจะเป็นอย่างที่คุณคิดแน่นอน  คนที่จะเป็นซีลได้นั้นมันไม่ใช้กำลังอย่างเดียวต้องมีทั้งไหวพริบและปฏิภาณ เป็นอย่างดี ครับ”

ทำให้ไวย์คิดได้แต่ก็ยังมีการตั้งแง่อยู่บ้างยิ่งทั้งพ่อและรอดต่างพุดคุยกันว่ามิ่งนั้นไม่ธรรมดาต้องมีแบ็คที่แข็งคอยช่วยอยู่ จนมาถึงงานศพพ่อทำให้ไวย์นั้นรู้ว่าพี่ชายต่างมารดาของตนเองนั้นคงจะเป็นคนสำคัญมากๆ เพราะนอกจากหรีดของบุคคลสำคัญแล้วในคืนสวดศพคืนที่ 2  ผช.ทูตสหรัฐยังมาร่วมงานศพด้วยตัวเองทำให้ความรู้สึกที่ดูถูกนั้นหายไป กลายเป็นความนับถือเข้ามาแทนที่    แต่ในส่วนลึกๆของไวย์นั้นยังโทษตนเองอยู่ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อต้องเสียชีวิต จนเจ้าตัวตั้งใจว่าหลังจากจัดการงานศพเรียบร้อย ไวย์นั้นจะบวชให้พ่อสัก 1พรรษา

ขวัญนั้นเสียใจเป็นอย่างมากที่เจ้านายอันเป็นรักและนับถือของเธอได้จากไป แต่ต้องมาเสียใจหนักเข้าไปอีก เพราะมิ่งไม่ยอมที่จะพูดกับเธอเลยตั้งแต่วันที่มิ่งไปสถานทูตสหรัฐ  และเธอก็มั่นใจว่ามิ่งนั้นสนใจในตัวของลูกสาวพลโทวิชัย เพราะการแสดงออกที่เห็นได้ในงาน  หมวดป็อปนั้นมาทุกวันและแสดงออกถึงความสนิทกับมิ่ง แถมยั้งรู้จักทั้งแม่และน้าสาวของมิ่งเป็นอย่างดี

ในส่วนของมิ่งนั้นได้สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคน  ถึงแม้ตลอดในงานมิ่งนั้นแทบจะไม่ค่อยได้พูดกับใครเท่าไหร่นัก  มิ่งได้ทำหน้าที่ลูกชายคนโตได้อย่างสมบูรณ์ไม่ว่าจะจุดธูปให้แขกที่มาเคารพศพ   หรือเคาะโลงเพื่อให้พ่อฟังสวด และพนักงานในบริษัทต่างรู้ดีว่า มิ่งเป็นลูกอีกคนของดิเรกเพราะวุ้นกับไวย์นั้นไม่ปิดบัง แถมยังแนะนำให้มิ่งรู้จักกับผู้บริหารในบริษัททุกคน  ซึ่งดูเหมือนคนมิ่งจะพูดคุยด้วยมากที่สุดคือรอด คนสนิทของพ่อ  รอดนั้นบอกมิ่งว่าหลังจากงานศพเรียบร้อยตนเองคงจะขอกลับไปใช้ชีวิตทำสวนกับครอบครัวที่ลพบุรี

จนถึงวันเผาศพมิ่งนั้นได้สร้างทั้งความประหลาดใจและความประทับใจให้กับครอบครัวของฝ่ายแม่ของวุ้นกับไวย์มาก  มิ่งนั้นแต่งชุดทหารเรือสหรัฐแบบเต็มยศ ซึ่งตอนแรกมิ่งจะเป็นคนแบกโลงศพแต่แม่ของวุ้นกับไวย์บอกว่า

“มิ่งเป็นลูกชายคนโตของพ่อ  มิ่งถือกระถางธูปนะลูก”

ซึ่งมิ่งทำตามโดยไม่มีเงื่อนไขวุ้นนั้นเป็นคนถือรูปส่วนไวย๋นั้นเป็นขอไปช่วยเข็นรถบรรทุกโลงศพของพ่อตอนเดินรอบเมรุ ซึ่งในวันเผาศพนั้นนอกจากพลโทวิชัยกับลูกสาวแล้ว    ผช.ทูตทหารเรือสหรัฐนั้นได้มาร่วมด้วย จนพิธีการต่างๆผ่านไปจนหมด เหลือตอนเผาจริง วุ้นกับไวย์รวมทั้งขวัญนั้นร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร  จนโลงได้เข้าไปสู่เตาเผา  มิ่งที่ยืนประคองแม่ที่น้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสายได้เดินไปหน้าเตาแล้วปลดเข็ม Trident ที่ประดับอยู่บนหน้าอกเสื้อด้านซ้ายออกมา แล้ววางไปบนฝาโลง ก่อนชิดเท้าตรงพร้อมทำวันทยาหัตถ์ให้และพูดออกมาว่า

“หลับให้สบายนะครับพ่อ  มิ่งทำได้เท่านี้”

การกระทำแบบนี้ทำให้ทุกคนยิ่งประทับใจเข้าไปอีก รอดนั้นรู้สึกภูมิใจแทนเจ้านายที่ล่วงลับไปว่า ลูกชายที่เคยแสดงออกถึงความไม่สนใจในตัวของผู้เป็นพ่อตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น ที่แท้จริงเป็นอย่างไรและให้เกียรติพ่อขนาดไหน ส่วนมิ่งนั้นได้เดินไปโอบกอดแม่โดยไม่พูดอะไร โดยไม่สนใจกับสายตาหลายๆคู่ที่มองมาอย่างชื่นชม และในวันต่อมาวันที่เก็บอัฐิของดิเรก ทางแม่ของวุ้นกับไวย์ได้มอบ เงิน 1,000 บาทที่ดิเรกเก็บใส่กรอบไว้ให้มิ่ง โดยบอกไปว่า “พ่อเค้าเก็บไว้ตลอด  แม่อยากให้มิ่งเป็นคนเก็บรักษาต่อ”  มิ่งนั้นรับด้วยน้ำตาที่คลอออกมา  จนผ่านไป 10 วันหลังจากที่งานศพและการทำบุญให้ผู้ล่วงลับผ่านไปเรียบร้อย มิ่งได้พาแม่ไปสวนที่ระยอง สองแม่ลูกได้เดินขึ้นไปบนเนิน โดยมีทั้งวุ้นกับไวย์และผู้เป็นแม่ได้เดินตาม ทั้งหมดต่างยืนมองไปรอบๆก่อนที่แม่ของวุ้นจะบอกว่า

“มิ่งมั่นใจแล้วนะลูกที่จะมอบที่ตรงนี้ให้นะ”

“ครับ  ผมมั่นใจแล้วและก็เป็นความตั้งใจของแม่  แต่อย่างที่บอกผมอยากให้ตรงนี้ทำเป็นเจดีย์เพื่อบรรจุกระดูกของพ่อครับ เพราะมันเห็นทะเลได้อย่างชัดเจนและพ่อก็เป็นคนที่อยู่ใกล้ทะเลมาเกือบตลอด”

อำไพแม่ของมิ่งนั้นพยักหน้ายืนยันคำพูดของลูกชายอีกที  หลังจากวันเผาดิเรกเธอได้ปรึกษากับมิ่งว่าจะไม่เอาที่คืน จะยกให้วุ้นเพื่อขยายที่ในการสร้างรีสอร์ทต่อไป เหมือนเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้กับพ่อโดยมิ่งไม่คัดค้านอะไร ซึ่งน้องสาวเธอที่กลับไปดูแลไร่ที่เชียงใหม่โดยขับรถของมิ่งกลับไปด้วยก็สนับสนุนความคิดนี้  และมิ่งเสนอให้สร้างเจดีย์เพื่อบรรจุกระดูกของพ่อไว้ตรงเนินซึ่งทุกคนเห็นด้วย   และมิ่งได้พูดต่อไปว่า

“แล้วเงินที่ได้มาจากพ่อผมจะคืนให้นะครับ”

แม่ของวุ้นกับไวย์พูดต่อทันทีว่า

“มิ่งเงินก้อนมันเป็นของพ่อที่เค้าเก็บไว้ให้มิ่งนะ  มันเป็นส่วนของมิ่งที่ต้องได้ ทางเราไม่รับหรอกลูก  พ่อเค้าจะได้สบายใจด้วย”

วุ้นนั้นที่พึ่งเข้ารับตำแหน่งแทนดิเรกและยังขอให้ขวัญเป็นเลขาเหมือนเดิม  ได้พูดต่อจากผู้เป็นแม่ว่า

“พี่มิ่งไม่เปลี่ยนใจนะคะที่จะมาช่วยงานกับทางเรา”

“ไม่ละครับ ถึงผมจะจบปริญญาตรีแต่พอมาทำงานก็มาเป็นทหารจับปืนพอออกจากทหารก็มาจับจอบจับเสียมครับ ขอเป็นชาวไร่ดีกว่า”

“แต่ถึงจะเป็นขาวไร่ก็พูดภาษาอังกฤษได้ชัด นี่คะพี่”

มิ่งยิ้มๆไม่ตอบอะไรก่อนจะมองไปรอบๆแล้วหันมาบอกแม่ว่า

“ไปเหอะครับแม่  ป็อปรออยู่ที่กรุงเทพทานข้าวเสร็จเราจะได้กลับบ้านถ้าช้าอาจตกเครื่องได้ น้าปราณีบอกว่าเจ้าเขี้ยวมันนั่งรอตรงประตูอยู่ทุกเย็นแล้วครับ”

ผู้เป็นแม่พยักหน้ารับคำก่อนกล่าวคำอำลาทุกคนแม่ของวุ้นกับไวย์ได้ยกมือไหว้แล้วเข้ามากอดเหมือนกับลูกสาวคนโตส่วนไวย์นั้นได้ยกมือไหว้อย่างเดียว และมิ่งได้บอกว่า

“เตรียมเอกสารเสร็จวันไหนก็โทรไปบอกแล้วกันนะครับ  ผมจะได้มาเซ็นโอนที่ให้”

วุ้นนั้นพยักหน้าและไวย์ที่เงียบมาตลอดได้พูดขึ้นว่า

“แล้วถ้าพวกเราจะไปหาที่ไร่ที่เชียงใหม่จะได้ไหมครับ”

มิ่งยิ้มกว้างออกมาพร้อมตอบว่า

“ไร่มิ่งมงคลยินดีต้อนรับตลอดเวลาครับ  ลาละครับ”

มิ่งเดินพาแม่ลงจากเนินไปที่รถตู้ที่วุ้นได้จัดเตรียมไว้ให้พร้อมคนขับ สายตาของสามคนแม่ลูกต่างมองไปที่มิ่งและแม่ แล้ววุ้นได้พูดขึ้นมาว่า

“พ่อคงตายตาหลับนะคะแม่”

“ใช่แล้วลูกถ้าเค้าอยู่คงดีใจแต่ยังไงตอนเค้าสิ้นหน้าตาของเค้าก็มีความสุข  คงเพราะสิ่งที่มิ่งพูดออกมาให้เค้าได้ยิน เค้าเลยจากไปอย่างสงบและมีความสุข  เราก็รู้ๆกันอยู่ว่าเค้ารอที่จะเจอมิ่ง แต่แม่ก็เคยบอกเค้าไปนะว่าที่มิ่งทำนะมันไม่ใช่ทิฐิหรือความเกลียดที่มีต่อพ่อเค้าหรอก  มันคงเป็นความน้อยใจมากกว่าเลยแสดงออกแบบนี้ ถ้าเค้าเกลียดพ่อจริงเราคงไม่เห็นว่าเค้าทำให้ขนาดไหนตอนงานศพของพ่อ”

ก่อนที่เธอจะส่งความคิดไปถึงสามีผู้ล่วงลับไปแล้วว่า

“คุณคงรับรู้แล้วสินะว่ามิ่งเค้าไม่ได้เกลียดคุณเลย  ดวงวิญญาณของคุณคงอยู่อย่างสงบสุขแล้วนะคะ”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2017, 11:32:35 pm โดย twintower »

*

ออฟไลน์ kaithai

  • Global Moderator
  • *****
  • 2732
  • 2737
    • ดูรายละเอียด
Re: ทิฐิหรือความเกลียด 5 (จบ)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มีนาคม 06, 2017, 10:37:06 pm »
ที่มิ่งทำนะมันไม่ใช่ทิฐิหรือความเกลียดที่มีต่อพ่อเค้าหรอก 
มันคงเป็นความน้อยใจมากกว่า ถึงได้แสดงออกแบบนี้






คำเตือน  ก่อนคอมเม้นต์ จากเจ้แว่น
………………………………………………………………………………………………….
ใครจะอ่านผลงานทุกตอนในห้องนี้ ถ้าทำตามกติกา-เงื่อนไขนี้ไม่ได้ แล้วรีพลายมักง่ายผ่านไปที หรือ รีพลาย ขอบคุณครับ,ขอบคุณ,ขอบคุณค่ะ,ติดตามครับ,สนุกมากครับ,ติดตามต่อ. อะไรประมาณนี้ จะแบนเลยนะ ขอบคุณมากๆครับ ก็ไม่ต้อง thank,thank you,thx ขี้หมาหลายแหล เหล่านี้ก็อย่าให้เห็น จัดรูดแบนไปยาวๆถ้าเจอ นี่เป็นข้อตกลงไว่ก่อนอ่านระหว่างเจ้าของงาน กับสมาชิก ::Angry:: ถ้า รีพลายผิดเงื่อนไขมาหรือ โชว์พาล์วอยู่มานาน โชว์เก๋า โชว์สด โชว์เกรียน ทำมึนลองมาจะแบนเลย เพื่อสมาชิกอีกส่วนที่พร้อมทำตามกติกา ::Cheeky:: เพราะไม่เช่นนั้น รีพลายคุณอาจทำให้ สมาชิกที่ปฏิบัติตามพลอยอดอ่านไปด้วย ฉะนั้นไม่แน่ใจ อย่าพิมพ์เอามักง่ายมั่วๆ..ถ้าคิดว่า กฏนี้มันยากก็ไปหาที่อื่นเสพนะ อย่าเข้ามาใช้มาอ่านงานที่ห้องนี้ อ๋อ ใครโดน pm เตือนถ้ายังมึนจะแบนจาก 6 เดือนเป็น 1ปี. .

กฎที่วางนี่ไม่ได้เขียนเอา ฮา เนอะ แบนจริงใครอยู่นานแล้วคงรู้จัก แว่น ดี..คิดว่า ฉันแบนจริงหรือเตือนเอาสนุกเล่นๆ..อย่าๆลอง เดี๋ยวจะเสียความรู้สึกด้วยรีพลายคุณเอง ทำตามเงื่อนไข ยากอะไร หรือ จะโชว์เกรียน..เตือน,ขอร้อง,ขอความร่วมมือ แล้วเมื่อไม่รักษาสิทธิ์-ประโยชน์คุณเอง ก็แบนไปใช้เวปอื่น. .
………………………………………………………………………………………………….

*

ออฟไลน์ 633sqd

  • Legend Member
  • *******
  • 2844
  • 1112
    • ดูรายละเอียด
Re: ทิฐิหรือความเกลียด 5 (จบ)
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มีนาคม 06, 2017, 10:41:51 pm »
น้ำตาไหล มิ่งน่าจะดีกับพ่อตั้งแต่เข้าโรงพยาบาลนะ เช็ดน้ำตาไปหลายรอบกว่าจะอ่านจบ ::Crying:: ::Crying::..... รออ่านเรื่องต่อไปนะครับ ::Thankyou::
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 06, 2017, 10:42:45 pm โดย 633sqd »

*

ออฟไลน์ jashow

  • Full Member
  • **
  • 140
  • 145
    • ดูรายละเอียด
Re: ทิฐิหรือความเกลียด 5 (จบ)
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มีนาคม 06, 2017, 11:05:24 pm »
ตอนจนดราม่ามากๆๆ  ::Crying::

*

ออฟไลน์ ziggy2

  • Veteran Member
  • ******
  • 1764
  • 251
    • ดูรายละเอียด
Re: ทิฐิหรือความเกลียด 5 (จบ)
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: มีนาคม 06, 2017, 11:27:34 pm »
ขอบคุณมากครับ รออ่านเรื่องต่อๆ ไปจากท่านนะครับ

*

ออฟไลน์ dwarf

  • Legend Member
  • *******
  • 2228
  • 438
    • ดูรายละเอียด
Re: ทิฐิหรือความเกลียด 5 (จบ)
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: มีนาคม 06, 2017, 11:35:41 pm »
ขอบคุณครับ..บอกได้คำเดียวว่า...ไม่มีที่ติครับ

*

ออนไลน์ elviswhat

  • Ultimate Member
  • ********
  • 3006
  • 988
    • ดูรายละเอียด
Re: ทิฐิหรือความเกลียด 5 (จบ)
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: มีนาคม 06, 2017, 11:40:45 pm »
น้ำตาไหลเลยครับ ตอนที่มาอโหสิกรรม แล้วก็ตอนทำความเคราพหน้าเมรุอีก เป็นอีกเรื่องที่เรียกน้ำตามาก ๆ ครับ คุณ twintower

*

ออฟไลน์ tacklove

  • Senior Member
  • ****
  • 868
  • 362
    • ดูรายละเอียด
Re: ทิฐิหรือความเกลียด 5 (จบ)
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: มีนาคม 06, 2017, 11:55:11 pm »
ขวัญในความคิดของผม สมแล้วที่มิ่งทำแบบนั้น แต่ก็อย่างว่านะวัยรุ่นอารมณ์อ่อนไหวง่ายเลยต้องเสียใจจนจบเรื่องเลย พระเอกของเราก็ติดเท่ห์ซะเกือบไม่ทันดูใจพ่อตัวเองแล้วเนี่ย ว่าแต่จะจบแบบนี้จริงๆหรือครับ ยังไปได้อีกไกลเลยนะ ต่อเหอะครับ

*

sniperteam

Re: ทิฐิหรือความเกลียด 5 (จบ)
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: มีนาคม 07, 2017, 12:18:22 am »
เป็นเรื่องแรกที่ผมข้ามอ่านช่วงบทเสียว แต่สนใจที่เนื้อเรื่องมากกว่า การเป็นทหารฝึกคนให้เป็นคนยิ่งขึ้น สุดท้ายมิ่งก็แสดงออกมาจากใจจริง ขอบคุณผู้แต่ง เป็นนิยายที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่อ่านมาครับ

*

ออฟไลน์ ponggunyuki2527

  • Veteran Member
  • ******
  • 1594
  • 497
    • ดูรายละเอียด
Re: ทิฐิหรือความเกลียด 5 (จบ)
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: มีนาคม 07, 2017, 12:25:16 am »
อ่านแล้วน้ำตาไหลเลยอ่ะ ซึ้งจริงๆ รอผลงานชิ้นต่อไปครับ

*

ออฟไลน์ myzzr

  • Full Member
  • **
  • 162
  • 138
    • ดูรายละเอียด
Re: ทิฐิหรือความเกลียด 5 (จบ)
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: มีนาคม 07, 2017, 12:29:11 am »
อ่านจบแล้วบอกไม่ถูก เขียนกินใจคนอ่านมากครับ 

*

ออฟไลน์ devilzoa

  • Ultimate Member
  • ********
  • 3130
  • 1278
    • ดูรายละเอียด
Re: ทิฐิหรือความเกลียด 5 (จบ)
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: มีนาคม 07, 2017, 12:56:18 am »
ตอนจบเศร้ามากๆครับ

*

ออฟไลน์ sunnie06

  • Veteran Member
  • ******
  • 1697
  • 835
    • ดูรายละเอียด
Re: ทิฐิหรือความเกลียด 5 (จบ)
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: มีนาคม 07, 2017, 01:26:46 am »
ทําไมจบเร็วละครับ แต่ก็ประทับใจตอนจบนะครับ

*

ออฟไลน์ cd13579

  • Global Moderator
  • *****
  • 1645
  • 1059
  • ชายผู้มีโครงการเต็มหัว แต่ไม่มีปัญญาเขียน
    • ดูรายละเอียด
Re: ทิฐิหรือความเกลียด 5 (จบ)
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: มีนาคม 07, 2017, 02:03:30 am »
เรื่องนี้ต่อได้อีกอะ รู้สึกค้างจริงๆ แต่กองเรือ7ส่งพวงหลีดมานี้ถือว่าดุจริงไรจริง แถทผชทูตอีก ตัวเบิ้มเลยนะเนี่ย
ใครหื้อใครซ่า ข้าแบนเรียบ

*

ออฟไลน์ adas

  • Senior Member
  • ****
  • 889
  • 438
    • ดูรายละเอียด
Re: ทิฐิหรือความเกลียด 5 (จบ)
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: มีนาคม 07, 2017, 06:32:38 am »
เป็นนิยายที่ดีมากๆๆๆครับ
อ่านแล้วได้แง่คิดหลายๆอย่าง
ขอบคุณรับ

 

ช่องทางแจ้งข่าวเผื่อโดนปิด ติดตามไว้นะ


เรื่องเสียว รางวัลเหล่าคนงาน/index.php?PHPSESSID=pqcgvrqhco1pp72t3rcv0jt8lk&topic=241278.90/index.php?topic=216613.60/index.php?topic=252048.60/index.php?topic=227718.0/index.php?topic=261086.15/index.php?board=40.3150วีเจ ขนุนเรื่องเสยว Return!/index.php?PHPSESSID=5cu8bc5or9hmjdgi3pq7pj8onf&topic=271370.15/index.php?topic=207532.0[NTR]Hidden Chat : พ่อจูน ตอนที่1/index.php?topic=266787.0/index.php?topic=196985.0เรื่องเสียว ชะตาสวาท/index.php?topic=258779.165ประสบการณ์เสียว ช่วงมืดของชีวิต/index.php?topic=248692.405/index.php?topic=254981.450/index.php?topic=231332.420/index.php?action=profile;u=397277;area=showposts;start=45/index.php?topic=257810.0/index.php?action=profile;u=308707;area=showposts;start=15/index.php?topic=255396.195ดม กกน 100 สาวปลดล็อคสกิลจิตสีทอง/index.php?action=profile;u=397277;area=showposts;start=45/index.php?topic=262829.75/index.php?topic=234767.240/index.php?action=profile;area=showposts;u=304744เรื่องเสียว Return!/index.php?topic=249002.0ครั้งหนึ่ง ณ.ร้านคาราโอเกะ 13/index.php?topic=200593.375/index.php?action=profile;area=showposts;u=353791/index.php?topic=247752.0/index.php?topic=236628.0/index.php?action=profile;area=showposts;u=390894/index.php?topic=261158.60/index.php?topic=251193.0/index.php?topic=235103.0/index.php?topic=258299.105เรื่องเสียวพ่อไปลูกชายกอดขยี้วัน(ไม่)ธรรมดาของแฟนผม/index.php?topic=199016.420/index.php?topic=258948.0/index.php?action=profile;area=showposts;u=304744darkaxlแฟนผมชื่อโบว์ site:two-hitchhikers.ru/index.php?topic=230423.75/index.php?board=3.200/index.php?topic=200164.195/index.php?topic=267607.75/index.php?topic=253425.195Survival Online ผจญโลกซอมบี้ ตอนที่ 9Two-hitchhikers.ru - เรื่องครอบครัวรวมมิตร/index.php?topic=254620.45/index.php?topic=266513.315Two-hitchHikers.ru เรื่องเสียว ทอม/index.php?board=11.10000ดม กกน 100 สาวปลดล็อคสกิลจิตสีทอง site:two-hitchhikers.ruด้านมืดของเจน (ตอน 2): ค่ายสร้างค่ายเสียว/index.php?topic=165171.75/index.php?topic=181041.75/index.php?topic=233565.195XONLY Return ครูเจ้าเล่ห์/index.php?topic=167232.45/index.php?topic=192836.225/index.php?topic=261158.60/index.php?topic=201734.270คุณแม่สอนเสียว ภาค 2/index.php?topic=253425.195เรื่องเสียว รางวัลเหล่าคนงาน/index.php?topic=278748.0แฟนผมเป็นคนดี xonly/index.php?topic=266522.180/index.php?topic=185496.600สะใภ้ เร้าร้อน ep2/index.php?topic=261961.435/index.php?topic=176102.180/index.php?topic=266787.0/index.php?topic=297672.135Two-hitchHikers.ru เรื่องเสียว สอนลูกว่ายน้ำ/index.php?topic=281363.90/index.php?topic=225969.15/index.php?topic=247575.180/index.php?topic=200824.0/index.php?PHPSESSID=d6q4l4g905okqfcac2h47getmc&topic=220655.495/index.php?topic=103628.0/index.php?topic=209548.30เล่าซีรี่สวิงกิ้งฝรั่ง/index.php?topic=238984.150